<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>119949</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/12/2025 21:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/10/2021 08:44</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>21 ตุลาคม  วันก่อตั้ง&#039;ไทยโพสต์&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>

&lt;p&gt;กำลังพาไปยังหน้าสมัครสมาชิก...&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119949</URL_LINK>
                <HASHTAG>25 ปีไทยโพสต์, https://teslastocknetwork.com/, teslastocknetwork.com, ก้าวสู่ปีที่62, ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211017/image_big_616b7e9df0cb2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>117395</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/09/2021 14:31</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/09/2021 14:31</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวกับการปฏิเสธสมบูรณาญาสิทธิราชย์ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
(ข้อเขียนนี้เป็นตอนที่หกต่อจากตอนแรก &amp;ldquo;การซุบซิบ ข่าวลือ ข่าวลวงและเสรีภาพ&amp;rdquo; และตอนที่สอง &amp;ldquo;พ.ศ. 2408: &amp;nbsp;มีคนปล่อยข่าวลือว่ารัชกาลที่สี่เป็นกษัตริย์สมบูรณาญาสิทธิราชย์&amp;rdquo; และตอนที่สาม &amp;ldquo;พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชอำนาจมากแค่ไหน ?&amp;rdquo; &amp;nbsp;ตอนที่สี่ &amp;ldquo;พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชทรัพย์มากแค่ไหน ?&amp;rdquo; &amp;nbsp;และตอนที่ห้า &amp;ldquo;พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวกับการปฏิเสธสมบูรณาญาสิทธิราชย์&amp;rdquo; ที่เผยแพร่ไปก่อนหน้านี้)&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
จากตอนที่แล้ว ได้ชี้ให้เห็นว่า พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชหัตถเลขาปฏิเสธการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์อย่างชัดเจน มาตอนนี้ จะนำข้อมูลประวัติศาสตร์ในรัชสมัยของพระองค์ ที่สามารถนำมาเป็นเหตุผลแวดล้อมสนับสนุนว่า พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวไม่ทรงต้องการปกครองอย่างสมบูรณาญาสิทธิราชย์&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
เหตุผลแวดล้อมที่สามารถนำมาสนับสนุนว่าพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวไม่ทรงต้องการปกครองอย่างสมบูรณาญาสิทธิราชย์ คือ ความรู้ประวัติศาสตร์การเมืองอังกฤษที่เป็นบทเรียนให้กับพระมหากษัตริย์ที่ไม่ตระหนักถึงภยันตรายของการมีพระราชอำนาจอันไม่จำกัดอย่างสมบูรณาญาสิทธิราชย์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
แม้ว่าจะไม่ปรากฎเป็นหลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษรที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชนิพนธ์ที่แสดงให้เห็นถึงรับรู้เกี่ยวกับวิกฤตการเมืองในเหตุการณ์ต่างๆที่เป็นส่วนหนึ่งของวิวัฒนาการของการปกครองของอังกฤษ ที่เกิดจากความขัดแย้งระหว่างขุนนางอภิชนกับพระมหากษัตริย์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
วิกฤตการเมืองครั้งสำคัญมีอยู่สามเหตุการณ์ ได้แก่ &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
หนึ่ง กรณีการเกิดมหากฎบัตรหรือ &amp;ldquo;Magna Carta&amp;rdquo; ในปี ค.ศ. 1215 &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
สอง สงครามกลางเมืองอังกฤษระหว่าง ค.ศ. 1642-1649 &amp;nbsp;ที่ลงเอยด้วยชัยชนะของฝ่ายรัฐสภา และมีการพิพากษาสำเร็จโทษโดยการบั่นพระเศียรพระเจ้าชาร์ลสที่หนึ่ง ทำให้สิ้นสุดสถาบันพระมหากษัตริย์ต้องมีอันล่มสลายไปหนึ่งทศวรรษ และฟื้นฟูกลับขึ้นมาอีกครั้งในปี ค.ศ. 1660 &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
สาม การปฏิวัติอันรุ่งโรจน์ในช่วง ค.ศ. 1688/1689 ที่ฝ่ายรัฐสภากดดันให้พระเจ้าเจมส์ที่สองสละราชสมบัติ และลงมติให้พระราชธิดาของพระเจ้าเจมส์เสด็จขึ้นครองราชย์เป็นสมเด็จพระราชินี&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
การลดทอนพระราชอำนาจกษัตริย์โดยรัฐสภาอังกฤษ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เหตุการณ์ทั้งสามนี้เป็นส่วนหนึ่งของวิวัฒนาการทางการเมืองของอังกฤษที่นำไปสู่การจำกัดพระราชอำนาจพระมหากษัตริย์โดยรัฐสภา โดยพระมหากษัตริย์ทรงต้องใช้อำนาจร่วมกับเสนาบดีและรัฐสภา&amp;nbsp;
แต่เรื่องราวเหล่านี้ได้ถูกเผยแพร่ในหนังสือพิมพ์ของหมอบรัดเลย์ในปี พ.ศ. 2408 &amp;nbsp;หมอบรัดเลย์เริ่มตีพิมพ์ประวัติศาสตร์การเมืองการปกครองของอังกฤษเป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2408 &amp;nbsp;อันเป็นช่วงปลายรัชกาลที่สี่ ภายใต้หัวข้อ &amp;ldquo;พงศาวดาร บท 3&amp;rdquo; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
หมอบรัดเลย์ได้กล่าวถึงมหากฎบัตรหรือ &amp;ldquo;Magna Carta&amp;rdquo; ที่พวกขุนนางบังคับให้พระมหากษัตริย์ลงพระปรมาภิไธยยอมรับการลดทอนพระราชอำนาจตามอำเภอใจต่อขุนนางและราษฎรในศตวรรษที่สิบสาม&amp;nbsp;
และยังได้กล่าวถึงความขัดแย้งระหว่างฝ่ายรัฐสภากับฝ่ายพระมหากษัตริย์ในศตวรรษที่สิบเจ็ด โดยมีข้อความว่า &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;ldquo;อนึ่ง พวกขุนนางในประเทศอังกฤษเคยประชุมปฤกษาราชการ, แลเมื่อประชุมอยู่, พวกนั้นได้ชื่อว่าพาเลเม็ดๆกับชาลิซ์เจ้าแผ่นดินอังกฤษปฤกษาหาเห็นพร้อมกันไม่. ชาลิซ์จึ่งให้ขุนนางเหล่านั้นเลิกกลับไปบ้านเสีย, เปนดังนี้หลายครั้งหลายหน, ด้วยขุนนางเหล่านั้นไม่ใคร่จะเกรงกลัวถือตัวว่าเปนใหญ่, พระเจ้าแผ่นดินทรงอย่างไร, พวกพาเลเม็นต์นั้นมักขัดขวางไม่ใคร่จะยอม, พวกพาเลเม็นต์นั้นมักขัดขวางไม่ใคร่จะยอม. การเหล่านี้ก็กำเริบขึ้นทีละน้อยๆ, จนขุนนางแลไพร่พลเมืองแตกกันเป็นสองฝ่าย. &amp;nbsp;ฝ่ายหนึ่งเข้าข้างพวกพาเลเม็ด. ฝ่ายหนึ่งเปนฝ่ายเจ้าแผ่นดินแก่งแย่งไม่เข้ากัน. ขยับจะเกิดศึกในเมือง..&amp;rdquo; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
นั่นคือ ฝ่ายรัฐสภา (พาเลเม็นต์) ขัดแย้งกับพระมหากษัตริย์ ขุนนางและราษฎรแตกเป็นสองฝ่ายจนนำไปสู่สงครามกลางเมือง และเมื่อฝ่ายรัฐสภาได้ชัยชนะและนำพระมหากษัตริย์เข้าสู่การพิจารณาคดี และหมอบรัดเลย์กล่าวว่ามีการ &amp;ldquo;ปรึกษาโทษ ว่าไม่ซื่อสัตย์ต่อแผ่นดิน แกล้งใส่ความเอาเปล่าๆหลายข้อ ชำระอยู่สามวัน ไม่ได้จริง ก็ให้เอาไปตัดศีรษะเสีย&amp;rdquo; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
หลังจากนั้น อังกฤษยังได้เข้าสู่การปกครองระบอบใหม่ภายใต้โอลิเวอร์ ครอมเวลที่หมอบรัดเลย์กล่าวว่า &amp;ldquo;มีอำนาจยศศักดิ์คล้ายพระเจ้าแผ่นดิน&amp;rdquo; &amp;nbsp; หลังจากโอลิเวอร์ ครอมเวลเสียชีวิตลง ไม่มีใครมีอำนาจปกครอง มีการแข่งกันเป็นใหญ่ &amp;nbsp;&amp;ldquo;ราษฎรทั้งปวงเห็นว่าพวกนั้นเป็นคนโกง ก็พร้อมใจกันเข้าเป็นกองทัพใหญ่ ขับไล่กำจัดพวกนั้นเสีย มิให้มาตั้งตนเป็นใหญ่ได้&amp;rdquo; &amp;nbsp;และมีการฟื้นฟูการปกครองภายใต้พระมหากษัตริย์กลับคืนมาด้วยความปิติยินดีของราษฎร &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
หนังสือพิมพ์ของหมอบรัดเลย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากข้อความข้างต้น ไม่ว่าจะเป็นการที่เหล่าขุนนางให้มีการตรากฎบัตร &amp;ldquo;Magna Carta&amp;rdquo; ลดทอนไม่ให้พระมหากษัตริย์ใช้พระราชอำนาจตามอำเภอใจ &amp;nbsp;การเกิดสงครามกลางเมืองระหว่างฝ่ายรัฐสภากับฝ่ายพระมหากษัตริย์และลงเอยด้วยการที่เหล่าขุนนางนำตัวพระมหากษัตริย์มาพิพากษาและสำเร็จโทษทั้งๆที่ไม่สามารถพิสูจน์ความผิดได้ &amp;nbsp; และบ้านเมืองไม่ได้มีพระมหากษัตริย์ปกครอง &amp;nbsp; เหตุการณ์เหล่านี้ย่อมจะต้องเป็นที่น่าสนใจสำหรับผู้อ่านหนังสือพิมพ์ของหมอบรัดเลย์ &amp;nbsp;บ้างอาจจะรู้สึกสะพรึงกลัวน่าตกใจ หรืออาจจะรู้สึกเทียบเคียงอำนาจขุนนางอังกฤษกับอำนาจของขุนนางสยาม &amp;nbsp; แต่อย่างไรก็ตาม เรื่องราวของการเมืองอังกฤษก็กลับมาลงเอยมีการปกครองโดยพระมหากษัตริย์อีกในที่สุด&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
และต่อมาช่วงปี ค.ศ. 1688-1689 เมื่อรัฐสภามีความขัดแย้งในประเด็นศาสนากับพระเจ้าเจมส์ รัฐสภาสามารถมีอำนาจเหนือสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยสามารถเปลี่ยนตัวพระมหากษัตริย์ได้ &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯทรงเป็นหนึ่งในรายชื่อผู้ซื้อหนังสือพิมพ์ดังกล่าว &amp;nbsp; &amp;nbsp;จึงมีความเป็นไปได้อย่างยิ่งที่พระองค์จะทรงรับรู้เหตุการณ์เหล่านี้และตระหนักถึงอันตรายของการเป็นพระมหากษัตริย์ที่พระราชอำนาจไม่จำกัด พระองค์ทรงยอมรับสภาพที่กลุ่มขุนนางตระกูลบุนนาคครองอำนาจนำ โดยเหตุผลสำคัญคือ พระองค์ทรงต้องการให้สยามมีการปกครองที่ยังมีสถาบันพระมหากษัตริย์อยู่ แต่มีพระราชอำนาจจำกัดและไม่มีรัฐสภา &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
จากการที่ทรงอ่านประวัติศาสตร์การเมืองของอังกฤษที่ตีพิมพ์เผยแพร่ในหนังสือ จดหมายเหตุฯ &amp;nbsp;ก็เป็นไปได้ว่า บทเรียนที่พระองค์ได้คือ วิวัฒนาการการเติบโตของอำนาจของพวกขุนนางในรูปของรัฐสภาหรือ &amp;ldquo;พาเลเมนต์&amp;rdquo; ในการทัดทานและลดทอนพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ และความขัดแย้งระหว่างพระมหากษัตริย์กับรัฐสภาจนถึงขั้นเกิดสงครามกลางเมืองและสำเร็จโทษพระมหากษัตริย์อย่างในกรณีของพระเจ้าชาร์ลสที่หนึ่งหรือต้องสละราชบัลลังก์ไปอย่างในกรณีของพระเจ้าเจมส์ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
ดังนั้น ในการรักษาเสถียรภาพและความมั่นคงของสถาบันพระมหากษัตริย์ พระองค์น่าจะทรงระมัดระวังไม่ให้เกิดการใช้พระราชอำนาจอย่างเกินเลย &amp;nbsp;ดังที่พระองค์ทรงมีพระราชหัตถเลขาแสดงให้เห็นว่าไม่ทรงโปรดสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และหนทางที่จะรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ไว้คือ การปกครองราชาธิปไตยที่อำนาจจำกัดตามการปกครองของอังกฤษ แต่พระองค์ยังไม่ทรงมีพระราชดำริที่จะให้มีรัฐสภาขึ้น &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
ในช่วงปลายรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ยังปรากฏข้อความที่แสดงถึงความรู้เกี่ยวกับกลไกและสถาบันทางการเมืองในระบอบการเมืองในโลกตะวันตกของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวอย่างชัดเจน โดยในปี พ.ศ. 2408 &amp;nbsp;ทรงมีพระราชสาส์นไปถึงสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียมีความตอนหนึ่งว่า &amp;nbsp;&amp;ldquo;...เชื่อว่าปาลิยาแมน (รัฐสภา) ในนอกแลอินเตอรนาแชนนาลลอสอไสยิตี้ จะคิดการแลพิพากษาสิ่งใดก็ล้วนเป็นยุติธรรมดี ทุกประการ...&amp;rdquo;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
ข้อความดังกล่าวย่อมสะท้อนว่าพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเข้าใจเป็นอย่างดีถึงกลไกการทํางานและความสัมพันธ์ระหว่างพระมหากษัตริย์และรัฐสภาอังกฤษในขณะนั้น (ค.ศ. 1865) ที่ซึ่งพระมหากษัตริย์อังกฤษคือสมเด็จพระราชินีวิกตอเรียทํางานและใช้อํานาจร่วมกันกับเหล่าเสนาบดีในสถาบันทางการเมืองที่เรียกว่ารัฐสภาหรือ &amp;ldquo;ปาลิยาแมน&amp;rdquo; (Parliament) โดยความสัมพันธ์ดังกล่าวคือการปกครองที่เรียกว่าเป็น Queen/King-in-Parliament ที่ซึ่งพระมหากษัตริย์กับรัฐสภาใช้อํานาจในการตัดสินใจต่าง ๆในแต่ละขั้นตอน &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
นอกจากนี้ข้อความดังกล่าวยังสะท้อนว่าพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงประเมินสถานะและความมั่นคงอันเกิดขึ้นจากการจัดการปกครอง ตามลักษณะดังกล่าวของอังกฤษที่ได้ผ่านยุคส่องสว่างทางปัญญา (The Enlightenment) ว่าเป็นรูปแบบการปกครองที่พระมหากษัตริย์มีพระราชอำนาจอันจำกัดจากการที่ต้องใช้อำนาจร่วมกับเหล่าเสนาบดีและรัฐสภาที่มีความลงตัวและก่อให้เกิดเสถียรภาพมาช้านานแล้วอีกด้วย&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว กับ &amp;ldquo;อเนกชนนิกรสโมสรสมมุต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และที่น่าสนใจคือ &amp;nbsp; การที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงปฏิเสธการเป็นพระมหากษัตริย์ที่ปกครองอย่างสมบูรณาญาสิทธิราชย์ นอกจากในความเป็นจริง พระองค์จะไม่ได้มีอำนาจอันไม่จำกัดแล้ว พระองค์ดูจะทรงไม่เห็นด้วยกับการมีภาพลักษณ์ของการเป็นพระมหากษัตริย์ที่มีสมบูรณาญาสิทธิ์ด้วย &amp;nbsp;ดังที่ได้กล่าวไปในตอนที่แล้ว พระองค์จะทรงพอพระทัยที่จะเป็นพระมหากษัตริย์ที่มีพระราชอำนาจอันจำกัด ดังที่พระองค์ทรงโปรดให้ที่ประชุมเสนาบดีและพระราชวงศ์มีอำนาจในการเลือกผู้สืบราชสันตติวงศ์และโปรดให้มีพระปรมาภิไธยในพระบรมสุพรรณบัฏว่า &amp;ldquo;เอนกชนนิกรสโมสรสมมุติ&amp;rdquo; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
และน่าคิดว่า พระมหากษัตริย์ต่อจากพระองค์ จะมีพระองค์ไหนที่อยากจะเป็นพระมหากษัตริย์สมบูรณาญาสิทธิราชย์ ?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(แต่พระองค์มิได้ทรงทราบว่าหลังจากสวรรคต &amp;nbsp;แม้แต่การตั้งวังหน้าที่เป็นอำนาจของพระมหากษัตริย์ เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ได้ใช้อำนาจอิทธิพลเปลี่ยนให้เป็นอำนาจของที่ประชุมพระราชวงศ์และเสนาบดีที่อยู่ใต้อิทธิพลของเขา)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;----------------------&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(แหล่งอ้างอิง: หนังสือจดหมายเหตุ Vol. 1 เล่ม ๑ บางกอก เดือนสิบเอ็ด ขึ้นสิบห้าค่ำ จุลศักราช ๑๒๒๗ Oct. 5th 1865 กฤษศักราช ๑๘๖๕, ใบที่ ๑๕ No. 15; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ฉบับที่ 35 พระราชสาส์น เรื่องกงสุลที่จะมาแทนเซอรอเบิตส จอมเบิค เมื่อปีชวด พ.ศ. 2408&amp;rdquo; &amp;nbsp; รวมพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เรื่อง พระราชหัตถเลขาในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, คณะกรรมการอำนวยการจัดงานเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จัดพิมพ์เป็นที่ระลึกในโอกาสที่วันพระบรมราชสมภพครบ 200 ปี วันที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2547)
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117395</URL_LINK>
                <HASHTAG>พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวกับการปฏิเสธสมบูรณาญาสิทธิราชย์, ไชยัตน์ ไชยพร, ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210603/image_big_60b8ed43870cb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>116583</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/09/2021 18:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/09/2021 18:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;แรมโบ้&#039; เดือดทุบ &#039;เต้น-หนูหริ่ง-เจี๊ยบ&#039; ชั่วช้าสารเลว เห็นแก่ตัวที่สุด </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 ก.ย.64 - นายเสกสกล อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรีกล่าวถึงกรณีที่ส.ต.ต.ธนาวุฒิ จิรคเชนทร ผบ.หมู่กองร้อยที่ 1 กก.คฝ.2 บก.อคฝ. ที่ได้รับบาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่จากการชุมนุมบริเวณแยกดินแดง และแพทย์ทำการวินิจฉัยว่ามีเลือดออกในสมอง กระดูกเบ้าตาด้านขวาแตก มีแผลฉีกขาดบริเวณใบหน้าและตาขวา โดยตำรวจคนดังกล่าว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระมหากรุณาธิคุณทรงรับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ได้รับบาดเจ็บ ไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายเสกสกล กล่าวว่าขอประณามการกระทำของม็อบกลุ่มทะลุแก๊สที่ไม่เป็นไปตามกฎหมาย และไม่ได้ออกมาชุมนุมตามข้อเรียกร้อง แต่ตั้งใจอยากออกมาชุมนุมเพื่อที่จะสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชน และตั้งใจที่จะมาทำร้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจเท่านั้น เพราะการชุมนุมมีการขว้างปาสิ่งของ ยิงหนังสติ๊ก ลูกแก้ว พลุไฟ ปาระเบิดแบบไปป์บอมบ์ และระเบิดประทัดยักษ์ ที่มีความรุนแรงมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายเสกสกล ยังขอเรียกร้องให้คนที่อยู่เบื้องหลังหรือสนับสนุนกลุ่มผู้ชุมนุมทั้งม็อบ 3 นิ้วและม็อบทะลุแก๊ส โดยเฉพาะนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นายสมบัติ บุญงามอนงค์ และ นางอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล และส.ส.พรรคก้าวไกล บางคนออกมารับผิดชอบกับการกระทำของม็อบกลุ่มนี้ เพราะที่ผ่านมาบุคคลเหล่านี้มีส่วนที่ทำให้ม็อบออกมาชุมนุม มีการปลุกระดม และยังให้ท้ายด้วยการตามประกันตัวให้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ผมก็ขอประณามทั้งนายณัฐวุฒิ นายสมบัติ นางอมรัตน์ ที่ออกมาสนับสนุน และปลุกระดมม็อบเหล่านี้ ซึ่งหากกล้าที่จะออกมาสนับสนุนแล้ว ก็ควรที่จะกล้าออกมายอมรับและรับผิดชอบกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วย รวมถึงต้องกล้ายอมรับด้วยว่าม็อบไม่ได้ชุมนุมตามกฎหมาย ตั้งใจออกมาทำร้ายร่างกายคนอื่นเท่านั้น &amp;nbsp; อย่ามาหลอกเด็กให้ออกไปชุมนุมสร้างความเดือดร้อน สร้างความรุนแรง แล้วจะมาตีกินทางการเมือง เพราะหวังว่าการชุมนุมจะเคลื่อนไหวสำเร็จ เพื่อผลประโยชน์ตนเองโดยไม่นึกถึงความเดือดร้อนของคนอื่น ช่างเห็นแก่ตัวที่สุด คนดีๆเขาไม่คิดกระทำเช่นนี้ นอกจากคนชั่วช้าสารเลวเท่านั้น&amp;rdquo;นายเสกสกล กล่าว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116583</URL_LINK>
                <HASHTAG>การเมือง, ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ, ม็อบ, เสกสกล อัตถาวงศ์, ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210913/image_big_613f309739d04.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>116577</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/09/2021 20:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/09/2021 17:24</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ใครว่าซดเกาเหลา! ชมคลิป &#039;น้องตู่&#039; ส่ง &#039;พี่ป้อม&#039; ถึงรถเลยจ้า</HEADLINE>
                <CONTENT>



&lt;p&gt;13 ก.ย.64 - เมื่อเวลา 15.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า ภายหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ ครั้งที่ 2/2564 ที่มีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธาน พล.อ.ประยุทธ์ ได้ประคองแขนพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี &amp;nbsp;ที่เข้าร่วมประชุมด้วยออกจากตึกภักดีบดินทร์ มาส่งถึงรถเพื่อออกจากทำเนียบ ท่ามกลางกระแสข่าวทั้งสองเกิดความขัดแย้งกัน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116577</URL_LINK>
                <HASHTAG>การเมือง, บิ๊กตู่, บิ๊กป้อม, ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210913/image_big_613f58b17b36f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>113822</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/08/2021 09:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/08/2021 09:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตำรวจ &#039;อดีตบิ๊ก ศรภ.&#039; เตือนม็อบ 3 นิ้วระวังข้างหลัง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 ส.ค. 64 - พลโท นันทเดช เมฆสวัสดิ์ อดีตหัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการพิเศษ ศูนย์รักษาความปลอดภัยแห่งชาติ(ศรภ.) &amp;nbsp;โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่าให้มาถึงบ้านเรา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดูภาพการล่มสลายของกรุงคาบูล&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมืองหลวงของอัฟกานิสถาน แล้วสลดใจครับ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อัฟกานิสถานเคยเป็นเมืองแห่งอารยธรรมโบราณ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เป็นเมืองสำคัญทางการค้าบนเส้นทางสายไหม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่ร่ำรวยและเจริญรุ่งเรือง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นี่คือผลจากการสูญเสียอัตลักษณ์ของตนเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ยอมเป็นขี้ข้าชาติตะวันตก &amp;nbsp;เชื่อคำยุยงเรื่องประชาธิปไตยที่สวยหรู&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่คนในชาติเดียวกัน เกิดความขัดแย้งตีกันเอง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แล้วลามปามไปล้มล้างประเพณี และวัฒนธรรมดั้งเดิม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อขัดแย้งกันเอง จนบ้านเมืองยับเยินเกินกว่าจะเยียวยาได้แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กลุ่มผู้แสวงประโยชน์เหล่านี้ก็ทิ้งไปซะเฉยๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทิ้งความเสียหายย่อยยับของบ้านเมืองไว้ข้างหลัง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แน่นอนเพราะไม่ใช่บ้านเมืองของพวกเขา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในอดีตก็มีประเทศเพื่อนบ้านให้เห็นตัวอย่างของการล่มสลาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการยุยงแทรกแซงของชาติตะวันตกมาแล้ว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภาพการทอดทิ้งแบบที่สนามบินกรุงคาบูลก็ไม่ใช่ของใหม่ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ยังจำกันได้ในคนรุ่นนี้ ตอนนั้นเลือดท่วมชายแดนไทยเหมือนกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังจากนั้น ก็มาถึงกรณีอาหรับสปริง วายวอดไปตามๆกัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทุกประเทศล่มสลายหมด มารอดเอาที่ฮ่องกงเพราะรัฐบาลจีนบริหาร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สถานการณ์อย่างเข้มแข็ง ตอนนี้เหตุการณ์ในประเทศเราก็มาถึงจุดของสถานการณ์แบบฮ่องกงแล้ว เมื่อวานการล่าศพมาแห่ก็เกือบสำเร็จ (ดีที่ยังไม่เป็นศพจริง) เตือนมาอาทิตย์กว่าแล้วนะครับ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ว่า เวลาชุมนุมอย่าเอาแต่สนุก เพลิดเพลิน คิดว่าอย่างไรเสียตำรวจก็ไม่ทำ
แต่ปัญหามันไม่ได้อยู่ที่ตำรวจน่ะซิครับ &amp;nbsp;ระวังข้างหลังตัวเองไว้บ้างก็ดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เดี๋ยวจากพระเอก จะกลายเป็นเหยื่อเสียก่อน
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113822</URL_LINK>
                <HASHTAG>การเมือง, นันทเดช เมฆสวัสดิ์, ม็อบ, ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200810/image_big_5f3095c6454aa.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>112478</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/08/2021 09:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/08/2021 09:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อดีตคนเดือนตุลา ซัดม็อบ 3 นิ้วสันติวิธีแค่ลมปาก แต่พฤติกรรมกลับมุ่งหน้าหาความรุนแรงหนักขึ้นเรื่อย ๆ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7 ส.ค.64 - ดร.บุญส่ง ชเลธร&amp;nbsp;อดีตคนเดือนตุลา แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า &amp;nbsp;&amp;quot;ราษฎร&amp;quot; ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สันติจะเกิดมีได้ &amp;nbsp;เมื่อทั้งสองฝ่ายมีเจตจำนงแน่วแน่ที่จะไม่ใช้ความรุนแรงต่อกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความรุนแรง มิใช่มีเพียงสิ่งที่กระทำกับอีกฝ่ายทางกายภาพเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รูปแบบอื่นที่ไม่กระทบแม้ผิวหรือเส้นขนเลย อาทิ การด่าทอหยาบคาย สาดอาหารหมาให้กินทำท่าเยี่ยวใส่หัว สาดสีใส่ ทุบรถ ทำลายของ เผารูป แสยะยิ้ม ล้อเลียน หยามหยัน ถ่มน้ำลาย ส่งสายตาเหยียดหยาม ก็นับเป็นความรุนแรง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หากคิดกันอย่างมีสติบ้างแล้วการประกาศอย่างสุดโต่งว่าจะบุกไป &amp;ldquo;พระบรมมหาราชวัง&amp;rdquo; ก็คือการใช้ความรุนแรงอย่างที่ไม่เคยมีใครคิดหรือทำกันมาก่อนเลยในแผ่นดินนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นเมื่อฝ่ายหนึ่งยืนยันใช้ความรุนแรงไม่สิ้นสุด เริ่มด้วยความรุนแรงก็คงถูกตอบโต้ด้วยความรุนแรง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความรุนแรง ให้กำเนิด ความรุนแรง จะร้องไห้หาใครมาเป็นกรรมการห้ามมวยเล่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ช่วงหลัง ๆ การชุมนุมและประท้วงของเด็ก ๆ แม้ปากร้องหาสันติและความเป็นธรรมแต่พฤติกรรมกลับมุ่งหน้าหาความรุนแรงหนักขึ้นเรื่อย ๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น่าเศร้าตรงที่ไม่มีใครกล้าเตือน แถมมีบางกลุ่มยังออกรับแทน ยั่วยุและส่งเสริมให้เด็กก้าวร้าวหนักขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จริงหรือคนเหล่านี้ต้องการเห็นเลือดและบาดแผลเพื่อจะได้นำมาเป็นข้ออ้างสร้างตนบนตำนานประชาธิปไตยที่เขียนด้วยความตายของลูกหลานคนอื่น
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112478</URL_LINK>
                <HASHTAG>การเมือง, บุญส่ง ชเลธร, ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210328/image_big_606039fadaf89.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>111727</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/07/2021 11:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/07/2021 11:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เพื่อไทย ออกแถลงการณ์จี้รัฐบาลยกเลิกข้อกำหนด ห้ามสื่อเสนอข่าวให้ประชาชนหวาดกลัว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;31 ก.ค.64 - พรรคเพื่อไทย (พท.) ออกแถลงการณ์ มีเนื้อหาดังนี้ตามที่นายกรัฐมนตรีได้ออกข้อกำหนดตามความมาตรา 9 แห่ง พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน (ฉบับที่ ๒๙) ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 30 กรกฎาคม 2564 เป็นต้นไป โดยมีเนื้อหาห้ามเสนอข่าว จำหน่าย หรือทำให้แพร่หลายซึ่งหนังสือ สิ่งพิมพ์ หรือสื่ออื่นใดที่มีข้อความอันอาจทำให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัว หรือเจตนาบิดเบือนข้อมูลข่าวสาร &amp;nbsp;ทำให้เกิดความเข้าใจผิดในสถานการณ์ฉุกเฉินจนกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ หรือความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนและยังกำหนดต่อไปว่า กรณีมีการเผยแพร่ &amp;nbsp; &amp;nbsp;ทางอินเทอร์เน็ตให้สำนักงาน กสทช.แจ้งผู้รับใบอนุญาตการให้บริการอินเทอร์เน็ตตรวจสอบ&amp;nbsp; &amp;nbsp; IP Address ของผู้นั้น และให้ระงับการให้บริการอินเทอร์เน็ตแก่ผู้นั้นได้ทันที นั้นพรรคเพื่อไทยเห็นว่าข้อกำหนดดังกล่าวขัดต่อรัฐธรรมนูญและเป็นการละเมิด &amp;nbsp;ต่อเสรีภาพของสื่อมวลชนในการเสนอข้อมูล ข่าวสาร และเสรีภาพของประชาชนในการแสดงความคิดเห็นอย่างร้ายแรง กล่าวคือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;1. การออกข้อกำหนดดังกล่าวต้องเป็นกรณีที่มีความจำเป็นเพื่อแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินให้ยุติลงโดยเร็ว หรือป้องกันมิให้เกิดเหตุการณ์ร้ายแรงมากขึ้นเท่านั้น ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๙ วรรคแรก แต่การจำกัดการเสนอข้อมูลข่าวสารของสื่อมวลชน และการจำกัดเสรีภาพ &amp;nbsp; &amp;nbsp;ในการแสดงความคิดเห็นของประชาชนไม่ได้เกี่ยวข้องกับการจะทำให้การแพร่ระบาดของโรค &amp;nbsp; &amp;nbsp; โควิด-๑๙ ยุติลงโดยเร็วหรือไม่ให้โรคระบาดรุนแรงขึ้นแต่อย่างใด ดังนั้น การออกข้อกำหนดดังกล่าวจึงไม่เป็นไปตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. ข้อความที่ว่าห้ามเสนอข่าวที่มีข้อความอันทำให้ประชาชนเกิดความกลัว นั้น &amp;nbsp; มีความหมายไม่ชัดเจน ไม่มีมาตรวัดใดที่จะใช้เป็นเกณฑ์มาตรฐานได้ ข้อความข้างต้นจึงขาด &amp;nbsp; &amp;nbsp;ความชัดเจนแน่นอน ปล่อยให้เกิดการใช้ดุลยพินิจและการเลือกปฏิบัติได้ ข้อกำหนดดังกล่าวจึงขัดต่อหลักการตรากฎหมายที่มีโทษทางอาญาและกฎหมายที่จำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชน &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;และยังเป็นการจำกัดเสรีภาพของสื่อมวลชนและเสรีภาพของประชาชนเกินสมควรแก่เหตุอันขัด ต่อรัฐธรรมนูญด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. ข้อกำหนดที่ให้อำนาจแก่ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตตรวจสอบและวินิจฉัยว่า &amp;nbsp; &amp;nbsp; การเสนอข้อมูลข่าวสารของบุคคลใดเป็นการต้องห้ามตามข้อกำหนดหรือไม่ และให้อำนาจในการระงับการให้บริการอินเทอร์เน็ตของผู้นั้น เป็นการมอบอำนาจให้องค์กรเอกชนซึ่งไม่ใช่เจ้าหน้าที่ของรัฐ เป็นผู้วินิจฉัยว่าบุคคลใดกระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนข้อกำหนดหรือไม่ ผิดหลักการ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ของกฎหมายมหาชน และการกระทำดังกล่าวเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพของบุคคลอย่างร้ายแรง เพราะอำนาจการวินิจฉัยว่าผู้ใดกระทำความผิดและต้องระงับการใช้อินเทอร์เน็ตควรเป็นอำนาจของศาลหรือ กสทช.ตามกรอบที่กฎหมายให้อำนาจไว้เท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4. เหตุผลของการออกข้อกำหนดระบุไว้ชัดเจนว่า &amp;ldquo;โดยที่มีการเผยแพร่โดยทั่วไปซึ่งข้อความอันเป็นเท็จ ทำให้ประชาชนเกิดความกลัว หรือข้อมูลข่าวสารที่บิดเบือน...&amp;rdquo; ดังนั้น &amp;nbsp; &amp;nbsp;หากจะออกข้อกำหนดดังกล่าวจะต้องจำกัดการเสนอข่าวว่าต้องเป็นข้อมูลที่เป็นเท็จเท่านั้น &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;การเสนอข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจริงไม่ควรถูกห้ามไปด้วย การออกข้อกำหนดเพื่อเอาผิดกับผู้ที่ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; พูดความจริงจึงมีเจตนาเพื่อปิดกั้นเสรีภาพของสื่อมวลชนและประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5. เมื่อพิจารณาเหตุผลเบื้องหลังของการออกข้อกำหนดนี้จะเห็นได้ว่า รัฐบาล &amp;nbsp; &amp;nbsp;และ ศบค. บริหารงานล้มเหลวในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของโรคโควิด-๑๙ และถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากทุกภาคส่วน จนกระทบต่อสถานะการดำรงอยู่ของรัฐบาล &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยเฉพาะตัวของนายกรัฐมนตรี และ รมว.สาธารณสุข ส่วนสื่อมวลชนก็ไม่ปรากฏว่ามีสื่อสำนักใดเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จเกี่ยวกับโรคโควิด-๑๙ จึงเห็นได้ว่า เหตุผลที่แท้จริงในการออกข้อกำหนดนี้มิได้เกี่ยวกับความจำเป็นที่จะทำให้การแพร่ระบาดของโรคโควิด-๑๙ ยุติลงโดยเร็ว หรือ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เพื่อป้องกันมิให้การแพร่ระบาดของโรคดังกล่าวรุนแรงขึ้นตามเงื่อนไขของกฎหมายแต่อย่างใด &amp;nbsp; แต่เป็นการดำเนินการโดยมีเหตุผลทางการเมืองแอบแฝงโดยมิได้คำนึงว่าการกระทำเช่นนี้ &amp;nbsp;จะไปจำกัดเสรีภาพของสื่อมวลชนและประชาชนอย่างไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6. การแก้ไขปัญหาและต่อสู้กับโรคระบาดร้ายแรงเช่นนี้มีความจำเป็นที่ต้องเข้าใจสถานการณ์และรับรู้ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นทั้งหมดอย่างรอบด้าน เพื่อให้ทั้งภาครัฐและประชาชนเข้าใจในความจริงที่เกิดขึ้น เพื่อจะสามารถเห็นถึงปัญหาและประเมินสถานการณ์ได้ถูกต้อง ตรงกับสภาพของปัญหาที่เกิดขึ้น การระงับ ยับยั้ง หรือปิดกั้นการรับรู้ข้อเท็จจริงด้วยการ &amp;nbsp;ออกข้อกำหนดดังกล่าว นอกจากจะทำให้ประชาชนเกิดความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนในข้อเท็จจริง ที่เกิดขึ้นยังส่งผลกระทบต่อการระดมความร่วมมือของประชาชนเพื่อร่วมกันแก้ปัญหาด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พรรคเพื่อไทยจึงเห็นว่า ไม่มีเหตุผลและความจำเป็นที่นายกรัฐมนตรีจะต้องออกข้อกำหนดนี้ และการออกข้อกำหนดก็ขัดต่อรัฐธรรมนูญและไม่เป็นไปตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดไว้ พรรคจึงขอเรียกร้องให้ยกเลิกข้อกำหนดฉบับนี้เสียจึงแถลงมาเพื่อทราบโดยทั่วกัน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/111727</URL_LINK>
                <HASHTAG>การเมือง, พรรคเพื่อไทย, ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201015/image_big_5f87f07abe5f6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
