<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>101426</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/05/2021 10:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/05/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไบเดนตั้งใจแก้โลกร้อนหรือแค่ “สร้างภาพ” “ซื้อเวลา”</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภาพ : เยาวชนรุ่นใหม่ต่อต้านภาวะโลกร้อน
เครดิตภาพ : https://www.euractiv.com/section/climate-environment/news/un-climate-summit-diary-day-1-big-announcement-expected/&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 22 เมษายน 2021 ประธานาธิบดีโจ ไบเดน (Joe Biden) ประกาศสหรัฐตั้งเป้าจะลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างน้อย 50% ภายในปี 2030 เมื่อเทียบกับระดับก๊าซเรือนกระจกปี 2005 หลังรัฐบาลไบเดนกลับมายึดข้อตกลงปารีส (Paris Agreement) หวังเป็นประเทศผู้นำแก้ภาวะโลกร้อนอีกครั้ง &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เป้าหมายตามข้อตกลงปารีสคือโลกจะต้องไม่ร้อนขึ้นถึง 2 องศาเซลเซียส โดยจะพยายามควบคุมไม่ให้ร้อนขึ้น 1.5 องศาเซลเซียส ข้อมูลเมื่อปลายปี 2020 ของ United Nations Environment Program ชี้ว่าโลกส่อร้อนขึ้นต่อเนื่อง คาดว่าจะเกิน 3 องศาเซลเซียลก่อนสิ้นศตวรรษนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ประธานาธิบดีไบเดนกล่าวว่า นักวิทยาศาสตร์บอกเราว่าทศวรรษนี้เป็นช่วงเวลาสำคัญ เป็นทศวรรษที่ต้องตัดสินใจว่าจะหลีกเลี่ยงผลจากวิกฤติโลกร้อนหรือไม่ โลกที่ร้อนขึ้น 1.5 องศาหมายถึงเกิดไฟป่า น้ำท่วม ภัยแล้ง ร้อนจัด เกิดพายุหนักบ่อยกว่าเดิม กระทบต่อชุมชน วิถีชีวิต &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทรัมป์ผู้ถอนตัวจากข้อตกลงปารีส : &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ย้อนหลังพฤศจิกายน 2019 กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐยื่นเรื่องถอนตัวออกจากข้อตกลงปารีสต่อสหประชาชาติ ชี้ว่ามีแผนลดภาวะโลกร้อนของตัวเอง แม้หลายประเทศไม่เห็นด้วย พยายามขอให้สหรัฐอยู่ต่อ ท้ายที่สุดไม่มีใครสามารถห้ามรัฐบาลทรัมป์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แม้เป็นที่รับรู้กันทั่วไปว่าก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse Gas หรือ GHG) คือสาเหตุสำคัญทำให้โลกร้อนขึ้น และก๊าซเรือนกระจกส่วนใหญ่มาจากพลังงานฟอสซิล (Fossil Fuels) เช่น น้ำมัน ถ่านหิน แต่รัฐบาลทรัมป์ไม่เห็นด้วยกับข้อสรุปเรื่องโลกร้อน ออกนโยบายสนับสนุนอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานฟอสซิล ทั้งๆ ที่พลังงานฟอสซิลคือที่มาของก๊าซทำให้โลกร้อนถึง 80%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จะว่าไปแล้วแนวคิดของทรัมป์ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะสังคมอเมริกันถกเถียงประเด็นนี้เรื่อยมา พวกยึดถือลัทธิเสรีนิยมใหม่ (neoliberalism) เห็นว่าหากให้ความสำคัญกับการรักษาสิ่งแวดล้อมมากจะกระทบการค้าการลงทุน ต่างจากพวกนักสิ่งแวดล้อมเห็นว่าสิ่งแวดล้อมคือความยั่งยืน การขยายตัวของโลกาภิวัตน์อาจทำให้สิ่งแวดล้อมโลกเสื่อมโทรมเร็วขึ้น เพราะต้องใช้ทรัพยากรธรรมชาติเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อุปสรรคสำคัญที่สุดหากจะแก้โลกร้อนคือต้องใช้งบประมาณจำนวนมหาศาล ต้องปรับระบบการผลิตซึ่งลดขีดความสามารถการแข่งขัน คนว่างงานสูงขึ้น ด้วยเหตุผลเหล่านี้ผู้นำประเทศหลายคนจึงไม่ยอมแก้ปัญหาอย่างจริงจัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทรัมป์ผู้ปฏิเสธหลักฐานวิทยาศาสตร์ :&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ประเด็นที่สำคัญมากๆ คือ รัฐบาลทรัมป์ไม่ยอมรับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ทั้งจากสหประชาชาติ และจากหน่วยงานของสหรัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ข้อมูลสหประชาชาติปี 2019 เผยว่า ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่โลกปล่อยยังคงเพิ่มสูงขึ้น และไม่มีทีท่าจะลดลง ช่วงปี 2016-2019 อุณหภูมิโลกร้อนทำลายสถิติถึง 4 ครั้ง เฉพาะที่แถบขั้วโลกเหนือเพิ่มขึ้น 3 องศาเซลเซียลเมื่อเทียบกับปี 1990 ระดับน้ำทะเลกำลังเพิ่มสูงขึ้น ปะการังตาย การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศคุกคามชีวิตมากขึ้นทุกที มีผลต่อสุขภาพ ทั้งจากมลพิษอากาศ คลื่นความร้อน เสี่ยงต่อความมั่นคงทางอาหาร เหล่านี้เป็นสัญญาณโลกร้อนที่ทุกคนรับรู้ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; รายงาน &amp;ldquo;การประเมินสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ&amp;rdquo; &amp;nbsp;(National Climate Assessment) ฉบับปี 2018 อันเป็นผลงานร่วมของหน่วยงานภาครัฐสหรัฐหลายแห่งสรุปว่าสภาพภูมิอากาศโลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เร็วที่สุดตั้งแต่เริ่มมีอารยธรรมโลก ต้นเหตุมาจากฝีมือมนุษย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผลจากภาวะโลกร้อนกระทบถึงสหรัฐแล้ว และรุนแรงชัดเจนยิ่งขึ้น มีผลต่อชีวิตความเป็นอยู่ สุขภาพ ภาวะเศรษฐกิจ ความมั่นคงทางอาหาร (ผลผลิตการเกษตรลดลงเนื่องจากอากาศร้อนขึ้น เช่น ข้าวโพด ข้าวสาลี ถั่วเหลือง)&amp;nbsp; ธรรมชาติผิดปกติ สถานการณ์จะเลวร้ายลงอีกเมื่อยังปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ข้อสรุปสำคัญคือรัฐบาลสหรัฐอย่างทรัมป์สามารถทิ้งหลักฐานเหล่านี้และเดินหน้านโยบายที่สวนทางแก้ปัญหาโลกร้อน ชวนให้สงสัยข้ออ้างว่าผลประโยชน์ที่ได้น้อยกว่าราคาทางเศรษฐกิจที่ต้องจ่ายนั้นจริงหรือไม่ เพราะรายงาน &amp;ldquo;การประเมินสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ&amp;rdquo; ของสหรัฐประเมินความเสียหายต่อเศรษฐกิจไว้มหาศาล รัฐบาลทรัมป์มีวาระแอบแฝงผลประโยชน์ซ่อนเร้นหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; รัฐบาลทรัมป์เป็นเพียงตัวอย่างที่นำมาเอ่ยถึง ความจริงแล้วมีอีกหลายสิบประเทศทั่วโลกเป็นเช่นนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; องค์การออกแฟม (Oxfam International) นำเสนอความเหลื่อมล้ำทางสังคมเศรษฐกิจ รายงานฉบับปี 2021 ชี้ว่าการเปลี่ยนแปลงสภาวะภูมิอากาศเป็นภัยคุกคามมนุษยชาติที่รุนแรงที่สุด (มากกว่าโรคระบาดโควิด-19) ทำลายสิ่งมีชีวิตมากมายแล้ว คนยากจน คนด้อยโอกาส สตรีมักได้รับผลกระทบรุนแรงกว่ากลุ่มอื่นๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทางแก้คือต้องสร้างระบบเศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (green economy) รักษาโลกที่สมบูรณ์เพื่อชนรุ่นหลัง เลิกอุดหนุนการใช้พลังงานน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน เก็บภาษีคาร์บอน (carbon tax) ซึ่งมหาเศรษฐีคือผู้ปล่อยก๊าซนี้มหาศาล นำภาษีส่วนนี้ส่งเสริมลดการปล่อยก๊าซที่กำลังคุกคามมนุษยชาติ อุดหนุนรถยนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำกับสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องเดียวกัน รัฐบาลต้องจัดการทั้ง 2 เรื่องอย่างจริงจัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รัฐบาลสหรัฐจริงจังกับการแก้ปัญหามากแค่ไหน :&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผลจากการที่รัฐบาลสหรัฐชุดหนึ่งแก้ปัญหาโลกร้อน แต่ชุดถัดมาฉีกข้อตกลง เป็นเช่นนี้สลับไปมา ทำให้การต่อต้านโลกร้อนของสหรัฐ &amp;ldquo;ไม่ไปไหน&amp;rdquo; &amp;ldquo;ย่ำอยู่กับที่&amp;rdquo; เกิดคำถามว่านี่คือกลยุทธ์ &amp;ldquo;ซื้อเวลา&amp;rdquo; ของรัฐบาลสหรัฐใช่หรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในยามที่หลายประเทศทั่วโลกเดินหน้าแก้ปัญหา แม้ส่วนใหญ่จะทำน้อยกว่าที่ควร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สัปดาห์ที่ผ่านมาประธานาธิบดีไบเดนจัดประชุม เชิญผู้นำหลายสิบประเทศเข้าร่วม ชี้แจงแนวทางแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ประเด็นไม่อยู่ที่นโยบายของไบเดน แต่อยู่ที่รัฐบาลสหรัฐจะทำต่อเนื่องหรือไม่ ขนาดข้อตกลงปารีสที่หารือหลายปีจนนานาชาติได้ข้อสรุปร่วมยังละทิ้งได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ใครจะรับประกันได้ว่ารัฐบาลสหรัฐชุดต่อไปจะไม่ฉีกความตั้งใจของไบเดน หันกลับไปใช้นโยบายให้โลกร้อนเร็วกว่าเดิม อย่าลืมว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นจะรวมพลเมืองอเมริกันด้วย ทุกวันนี้ทางการสหรัฐยอมรับเรื่องนี้อยู่แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การ &amp;ldquo;สร้างภาพ&amp;rdquo; &amp;ldquo;ซื้อเวลา&amp;rdquo; อาจช่วยให้รัฐบาลเอาตัวรอดได้ แต่เท่ากับโยนภาระปัญหาให้ลูกหลานในอนาคตใช่หรือไม่ ดังที่เสียงจากเยาวชนคนรุ่นใหม่เรียกร้องต่อผู้นำประเทศต่างๆ ชี้ว่าพวกคนมีอำนาจมักพูดจาฟังดูดี แต่คำพูดของเขาไม่มีประโยชน์ จะมีประโยชน์อะไรที่ผู้ใหญ่สอนเราให้เป็นคนดีมีความรับผิดชอบ แต่กลับเป็นผู้ทิ้งปัญหาแก่เรา ต้องลงมือแก้ไขจริงจัง ไม่ใช่ดีแต่พูด &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; พวกเขาต้องเป็นผู้แบกรับความทุกข์ยากบนความสะดวกสบายของผู้ใหญ่ในรุ่นนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผู้ติดตามการแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหรือภาวะโลกร้อนจะพบว่ารัฐบาลสหรัฐขัดขวางข้อตกลงนานาชาติมานานแล้ว ตั้งแต่พิธีสารเกียวโต (Kyoto Protocol) เมื่อปี 1995 ให้นานาชาติลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ข้อตกลงปารีสเมื่อปี 2015 เป็นข้อตกลงนานาชาติฉบับใหม่ที่รัฐบาลโอบามาลงนาม แต่ถูกยกเลิกอย่างรวดเร็วเมื่อเปลี่ยนรัฐบาล เมื่อทบทวนตั้งแต่ต้นจนจบ เกิดคำถามว่าการเจรจามีข้อตกลงต่างๆ เป็นกลอุบายของรัฐบาลสหรัฐหรือไม่ ที่หวังให้นานาชาติลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก ช่วยกันแก้โลกร้อน แต่ส่วนตนนั้นทำแค่ &amp;ldquo;สร้างภาพ&amp;rdquo; &amp;ldquo;ซื้อเวลา&amp;rdquo; ไม่ได้ตั้งใจแก้ปัญหาจริง ด้วยเหตุผลว่ากระทบต่อเศรษฐกิจ วิถีชีวิตคนอเมริกัน.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;--------------------------
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/101426</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชาญชัย คุ้มปัญญา, สถานการณ์โลก, ไบเดนตั้งใจแก้โลกร้อนหรือแค่ “สร้างภาพ” “ซื้อเวลา”</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210503/image_big_608f6bc6d0c07.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
