<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>114260</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/08/2021 16:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/08/2021 16:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> ไบโอเทค สวทช. พัฒนาชุดตรวจ &#039;COVYD-19 Ab test kit (ELISA)&#039; แม่น  เร็ว ถูกกว่านำเข้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23ส.ค.64-กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) &amp;nbsp;สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดย ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) ร่วมกับ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์การแพทย์ทหาร (สวพท.) พัฒนา &amp;ldquo;COVYD-19 Ab test kit (ELISA)&amp;rdquo;ชุดตรวจภูมิคุ้มกันโควิด-19 &amp;nbsp;ด้วยเทคนิค ELISA ใช้งานง่าย รวดเร็ว แม่นยำ และราคาถูกกว่าการนำเข้าจากต่างประเทศ &amp;nbsp; &amp;nbsp;อยู่ระหว่างการยื่นคำขอประเมินเทคโนโลยีจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และเริ่มมีการนำไปใช้ประโยชน์เพื่อสนับสนุนการศึกษาวิจัยและพัฒนาในหน่วยงานภาครัฐ เกี่ยวกับภูมิคุ้มกันเชื้อโควิด 19 จาการติดเชื้อหรือได้รับวัคซีน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ดร.พีร์ จารุอำพรพรรณ หัวหน้าทีมวิจัยไวรัสวิทยาและเซลล์เทคโนโลยี ไบโอเทค สวทช. &amp;nbsp;เปิดเผยว่า&amp;ldquo;COVYD-19 Ab test kit (ELISA)&amp;rdquo; &amp;nbsp;เป็นชุดตรวจภูมิคุ้มกันต่อไวรัสโควิด-19 พัฒนาโดยทีมวิจัยไวรัสวิทยาและเซลล์เทคโนโลยี และทีมวิจัยการผลิตโมโนโคลนอลแอนติบอดีและการประยุกต์ใช้ ไบโอเทค สวทช. เป็นการนำองค์ความรู้เกี่ยวกับไวรัสโคโรนาของสุกร ที่เป็นความเชี่ยวชาญเดิมของทีมวิจัยผนวกกับเทคโนโลยีที่เป็นแพลตฟอร์มพื้นฐานคือ ELISA มาพัฒนาต่อยอดได้ทันท่วงที จึงทำให้ชุดตรวจนี้สำเร็จรูปพร้อมใช้งานสำหรับตรวจระดับแอนติบอดีต่อเชื้อก่อโรคโควิด-19 เชิงปริมาณ ที่สามารถใช้ตรวจระดับภูมิคุ้มกันที่เกิดจากการติดเชื้อหรือการได้รับวัคซีน และได้ร่วมกับสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์การแพทย์ทหาร (สวพท.- AFRIMS) ทดสอบคุณภาพชุดตรวจแอนติบอดีต่อ SARS-CoV-2 โดยมีการอนุเคราะห์ตัวอย่างซีรั่ม &amp;nbsp;มาทดสอบเปรียบเทียบกับชุดตรวจแอนติบอดีทั่วไปในท้องตลาด &amp;nbsp;พบว่ามีความไวและความจำเพาะเทียบเท่ากัน รวมทั้งยังมีการสอบเทียบชุดตรวจตัวอย่างซีรั่มมาตรฐานขององค์การอนามัยโลก หรือ WHO เพื่อให้สามารถอ่านค่าแอนติบอดีในหน่วยมาตรฐานของ WHO &amp;nbsp; ในขณะนี้ได้นำไปใช้งานในโครงการวิจัยระดับประชากรโดยร่วมกับคณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตรวจระดับภูมิคุ้มกันโรคโควิด-19 ในบุคลากรสาธารณสุขมากกว่า 1,000 ตัวอย่าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.พีร์ อธิบายต่อว่า COVYD-19 Ab test kit (ELISA) ทางทีมวิจัยได้เลือกตรวจแอนติบอดีต่อส่วนที่สำคัญที่สุดของไวรัส เป็นส่วนที่ไวรัสใช้จับเข้าเซลล์มนุษย์ในการติดเชื้อ คือ Receptor Binding Domain หรือ RBD ที่อยู่บนโปรตีนสไปค์ (ส่วนที่เป็นหนาม) โดยมีการผลิตแอนติเจน RBD ด้วยวิธีการตัดต่อพันธุกรรมและการผลิต รีคอมบิแนนท์โปรตีน &amp;nbsp;ให้มีหน้าตาที่เหมือนกันกับโปรตีนของไวรัส แต่ไม่ได้ใช้ชิ้นส่วนจากไวรัสจริงๆ เพื่อความปลอดภัย จากนั้นนำแอนติเจน RBD มาเคลือบลงบนเพลท และใช้สารตรวจจับซึ่งมีปฏิกิริยาทำให้เกิดสี เมื่อนำตัวอย่างซีรั่ม หรือพลาสมา มาตรวจ ถ้าในตัวอย่างมีแอนติบอดีต่อ RBD แอนติบอดีนั้นจะจับอย่างจำเพาะเจาะจงกับ RBD และถูกจับด้วยสารตรวจจับ และแสดงสัญญาณสี แต่หากในตัวอย่างซีรั่ม หรือพลาสมานั้นไม่มีแอนติบอดีที่จำเพาะต่อ RBD ก็จะไม่มีสีเกิดขึ้น&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ขณะนี้ ทางทีมวิจัย สวทช. อยู่ในระหว่างการถ่ายทอดชุดตรวจแอนติบอดีต่อ SARS-CoV-2 ที่พัฒนาขึ้น ให้กับคณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อการนำไปใช้ประโยชน์ได้เร็วที่สุดในช่วงเวลาวิกฤติ ในส่วนของชุดตรวจฯ ยังต้องใช้ตรวจในห้องปฏิบัติการ ไม่สามารถตรวจเองได้ เพราะยังต้องใช้เครื่องอ่านผล แต่ก็เป็นอุปกรณ์มาตรฐานที่มีในห้องปฏิบัติการทั่วไป รวมถึงโรงพยาบาลขนาดกลาง เนื่องจากเป้าหมายการพัฒนาชุดตรวจแอนติบอดีในช่วงแรกเน้นเพื่อการตรวจวินิจฉัยส่วนบุคคลในระดับประชากร ที่มีตัวอย่างจำนวนมาก เพื่อใช้เป็นข้อมูลสถิติในการอ้างอิง ด้วยเชื่อว่าการตรวจเพื่อให้ทราบระดับของภูมิต้านทานที่เกิดขึ้นในระดับประชากรจะเป็นข้อมูลสำคัญในการวางแผนการบริหารวัคซีนและกำหนดมาตรการสาธารณสุขที่เหมาะสม จะช่วยลดโอกาสการติดเชื้อ และลดความรุนแรงของโรคได้ รวมทั้งสามารถวางแผนบริหารบุคลากรด่นหน้าได้อย่างเหมาะสมและปลอดภัย&amp;rdquo; ดร.พีร์ กล่าว.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114260</URL_LINK>
                <HASHTAG>#โควิด19, COVYD-19 Ab test kit (ELISA, ดร.พีร์ จารุอำพรพรรณ, ไบโอเทค สวทช.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210823/image_big_6123667ecc2f0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>93085</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/02/2021 14:21</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/02/2021 14:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไทยค้นพบ&quot;ราแมลง&quot;ชนิดใหม่ของโลก  47 สายพันธุ์ ต่อยอดชีวภัณฑ์กำจัดศัตรูพืช</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;15ก.พ.64- ประเทศไทยได้ชื่อว่าเป็นประเทศ ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูงแห่งหนึ่งของโลก ด้วยสภาพทางภูมิศาสตร์ที่อยู่บนเส้นศูนย์สูตร และสภาพอากาศร้อนชื้น เอื้อต่อการเจริญเติบโตของพืชหลากหลายสายพันธุ์ ทำให้ที่ผ่านมาไทย มีการค้นพบพืช หรือราแมลง ชนิดใหม่ๆเรื่อยๆ และในปี 2563 โดยนักวิจัยจาก ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้ค้นพบราแมลงสายพันธุ์ใหม่ 47 ชนิด ซึ่งเป็นการค้นพบที่มากที่สุดเท่าที่มีการสืบค้น วิจัยราแมลงในช่วง 25ปีที่ผ่านมา ซึ่งริเริ่มโดย ดร.ไนเจล โจนส์ (Dr. Nigel L.H. Jones) ผู้เชี่ยวชาญต่างชาติซึ่งเป็นนักกีฏวิทยา ได้สำรวจพบราแมลง Hirsutella citriformis (เฮอร์ซูเทลลา ซิตริฟอร์มิส) ก่อโรคบนเพลี้ยกระโดดในแปลงนาข้าวครั้งแรกในประเทศไทย เนื่องจากประเทศไทยมีพื้นที่ป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์ หลังจากนั้นจึงต่อยอดแนวคิดการศึกษาความหลากหลายของราแมลง

&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;quot;ราแมลง &amp;quot;คืออะไร &amp;nbsp;ราแมลง คือเชื้อราที่ก่อโรคในแมลงและแมง โดยราจะเข้าไปอาศัยในตัวแมลงเพื่อใช้เป็นแหล่งอาหาร ราจะค่อยๆ เจริญเติบโตจนแมลงเจ้าบ้านตายในที่สุด และจะพัฒนาโครงสร้างที่ใช้ในการสืบพันธุ์ที่เต็มไปด้วยสปอร์งอกบนซากของแมลง สปอร์รา ที่มีการพัฒนาสมบูรณ์แล้วก็พร้อมเข้าทำลายแมลงเจ้าบ้านตัวใหม่ต่อไป ราแมลงสามารถพบได้ทั้งในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ที่มีสภาพอุดมสมบูรณ์ และพื้นที่การเกษตรที่ปลอดสารเคมี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ปัจจุบันทีมวิจัยเกี่ยวกับราแมลง ได้ร่วมมือกับนักวิจัยจากกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และมหาวิทยาลัยต่างๆ สำรวจความหลากหลายของราแมลงในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ซึ่งพบว่ามีราแมลงมากกว่า 400 ชนิด ทำให้ประเทศไทยถูกจัดว่าเป็นแหล่งที่มีความหลากหลายของราแมลงมากแห่งหนึ่งของโลก อีกทั้งจากการศึกษาวิจัยพบว่า ราแมลงบางชนิดมีคุณสมบัติในการสร้างสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพระดับห้องปฏิบัติการ และสามารถนำมาขยายผลใช้ประโยชน์ทั้งด้านการเกษตร อุตสาหกรรม และการแพทย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.วรรณพ วิเศษสงวน ผู้อำนวยการศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.วรรณพ วิเศษสงวน ผู้อำนวยการศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สวทช. กล่าวว่า ในการศึกษาวิจัยและค้นพบราแมลง ประเทศไทยนับว่ามีการรวบรวมจำนวนเก็บไว้ใหญ่ที่สุดในโลก เนื่องจากมีความอุดมสมบูรณ์ทางสภาพแวดล้อม ป่าไม้ ทำให้มีความหลากหลายของราแมลง หรือแมลงชนิดต่างๆ ซึ่งราแมลงเหล่านี้จะมีการนำไปทดสอบเพื่อใช้ประโยชน์ในการนำไปกำจัดแมลงศัตรูพืช และดูว่าเป็นอันตรายกับคนหรือไม่ เมื่อนำไปใช้จะได้มีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;Metarhizium flavum ราแมลงอีกหนึ่งตัวที่โดดเด่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ดร.เจนนิเฟอร์ เหลืองสอาด &amp;nbsp;ทีมนักวิจัยปฏิสัมพันธ์ของจุลินทรีย์ทางการเกษตร (APMT) กลุ่มวิจัยเทคโนโลยีชีวภาพพืชและการจัดการแบบบูรณาการ ไบโอเทค ให้ข้อมูลว่า จากการค้นพบราแมลงชนิดใหม่ในปีนี้รวม 47 สปีชีส์ แบ่งเป็นสกุลใหม่ 8 สกุล ถือเป็นการค้นพบราแมลงชนิดใหม่จำนวนมากของโลก เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมามีการค้นพบน้อยกว่านี้ การค้นพบราแมลงชนิดใหม่ สะท้อนถึงความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศไทย โดยราแมลงเปรียบเสมือนเป็นตัวควบคุมสมดุลของระบบนิเวศ ไม่ให้แมลงมีมากเกินไป และไม่มีผลกระทบต่อคนและสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ราแมลงยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้เป็นชีวภัณฑ์เพื่อกำจัดแมลงศัตรูพืช แทนการใช้สารเคมีได้อีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นักวิจัย กล่าวว่า ตัวอย่างความหลากหลายและความโดดเด่นของราแมลงชนิดใหม่ที่พบ เช่น ราในสกุลเมตาไรเซียม พบสปีชีส์ใหม่มากถึง 21 สปีชีส์ และราสกุลบิวเวอเรีย ที่พบสปีชีส์ใหม่ คือ บิวเวอเรีย มิโมสิฟอร์มิส (Beauveria mimosiformis) ซึ่งรากลุ่มนี้สามารถนำมาพัฒนาเป็นสารชีวภัณฑ์ควบคุมแมลงศัตรูพืช &amp;nbsp;(biocontrol) ที่ผ่านมาไบโอเทค สวทช. ได้มีการศึกษาคัดเลือกราแมลงสายพันธุ์ บิวเวอเรีย บาสเซียน่า &amp;nbsp;(Beauveria bassiana) มาพัฒนาเป็นสารชีวภัณฑ์ที่ใช้ในการควบคุมแมลงศัตรูพืชหลายชนิด โดยเฉพาะเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล และเพลี้ยแป้งมันสำปะหลัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;Petchia siamensis ราแมลงสายพันธุ์ใหม่ของโลกที่ค้นพบในไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ดร.เจนนิเฟอร์ กล่าวเสริมอีกว่า ยังมีเชื้อราในสกุลเมตาไรเซียม (Metarhizium) เป็นกลุ่มราแมลงที่สามารถสืบพันธุ์ได้ทั้งแบบอาศัยเพศและไม่อาศัยเพศ โดยในระยะสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ ราสร้างสปอร์สีเขียวขึ้นคลุมตัวแมลงเจ้าบ้าน แต่ในระยะสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศจะสร้างก้านรางอกจากตัวแมลง มีความสามารถก่อโรคบนแมลงได้หลายชนิด เช่น หนอนผีเสื้อ หนอนด้วง ด้วงตัวเต็มวัย ตัวอ่อนจักจั่น จักจั่นตัวเต็มวัย และเพลี้ยกระโดด ดังนั้นการค้นพบราเมตาไรเซียม และราบิวเวอเรียชนิดใหม่จำนวนมาก จึงเป็นโอกาสที่ดีที่จะค้นหาสายพันธุ์ที่มีประสิทธิภาพสูงสุดสำหรับการพัฒนาสารชีวภัณฑ์ที่ออกฤทธิ์ควบคุมแมลงได้ดีขึ้น ซึ่งจะช่วยลดการใช้สารเคมีในทางการเกษตร ไม่มีสารพิษตกค้างในผลผลิต และไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้ใช้และผู้บริโภค&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;quot;ราแมลงที่ค้นพบคราวนี้ &amp;nbsp;มีที่เด่นๆ &amp;nbsp;2 ตัวก็คือ ราบิวเวอเรีย และราเมตาไรเซียม &amp;nbsp;ทั้งสองชนิดสามารถกำจัดแมลงได้แบบวงกว้าง คือ สามารถกำจัดแมดงได้หลายชนิด ซึ่งจะมีการนำไปศึกษาเพิ่มเติม ราแมลงบางชนิดสามารถสร้างสารสำคัญ ที่ช่วยยับยั้งเชื้อก่อโรคได้ ต้องศึกษากันต่อไป &amp;quot;นักวิจัยกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;Blackwellomyces calendulinus&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;

อย่างไรก็ตาม ราแมลงยังมีอีกหนึ่งสปีชีย์ จีเบลลูลา พิกเมนโตสินัม (Gibellula pigmentosinum) ที่ค้นพบใหม่ สามารถสร้างสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพต้านการสร้างไบโอฟิล์มของแบคทีเรีย ซึ่งมีศักยภาพอาจนำไปต่อยอดใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ เช่น ใช้เป็นยาปฏิชีวนะเพื่อยับยั้งการสร้างไบโอฟิล์มของแบคทีเรีย เพื่อป้องกันการติดเชื้อได้ในอนาคต อีกทั้งยังค้นพบราแมลงชนิดใหม่ในสกุลแบล็กเวลโลไมซีส (Blackwellomyces) และคอร์ไดเซปส์ (Cordyceps) สร้างก้านราสีสดออกจากตัวแมลง พบได้ตามเศษซากใบไม้และขอนไม้ผุ ก่อโรคกับหนอนด้วงและหนอนผีเสื้อ โดยราบางชนิดในสกุลคอร์ไดเซปส์นี้มีการนำไปใช้ประโยชน์ในทางการแพทย์แผนจีน (CTM : Chinese Traditional Medicine)

ตัวอย่างราแมลงสกุลใหม่ในประเทศไทย นักวิจัย กล่าวว่า เป็นกลุ่มที่พบได้ค่อนข้างน้อยคือ ราสกุลนีโอทอร์รูบีเอลลา (Neotorrubiella) ค้นพบใหม่ 1 สปีชีส์ ได้แก่ นีโอทอร์รูบีเอลลา ชิงกริดิโคลา (Neotorrubiella chinghridicola) และในสกุลเพตเชีย (Petchia) อีก 1 สปีชีส์ ได้แก่ เพตเชีย ไซแอมเมนสิส (Petchia siamensis) ที่สำคัญยังมีการค้นพบเชื้อรา บิวเวอเรีย มาลาวิเอนสิส(Beauveria malawiensis ) เป็นครั้งแรกในประเทศไทย และพบระยะสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศของเชื้อรา บิวเวอเรีย เอเชียติกา (Beauveria asiatica) เป็นครั้งแรกของโลกอีกด้วย ทั้งยังค้นพบแมลงเป้าหมายของเชื้อรา &amp;nbsp;บิวเวอเรีย กริลโลทัลพิดิโคลา(B. gryllotalpidicola) เพิ่มเติม ได้แก่ หนอนผีเสื้อและด้วง นอกเหนือจากที่เคยศึกษาพบแต่เดิมคือ แมลงกระชอน ซึ่งยังคงต้องมีการศึกษาเพิ่มเติม เพราะราแมลงบางชนิดสามารถสร้างสารสำคัญที่ช่วยยับยั้งเชื่อก่อโรคได้

สำหรับรายชื่อสกุลและสปีชีส์ของราแมลงที่ค้นพบใหม่ 47 สปีชีส์ ได้แก่ Metarhizium 21 สปีชีส์; Metarhizium biotecense, M. candelabrum, M. cercopidarum, M. &amp;nbsp;cicadae, M. clavatum, M. culicidarum, M. eburneum, M. ellipsoideum, M. flavum, M. fusoideum, M. gryllidicola, M. huainamdangense, M. megapomponiae, M. niveum, M. nornnoi, M. ovoidosporum, M. phasmatodeae, M. phuwiangense, M. purpureonigrum, M. purpureum และ M. sulphureum Purpureomyces 2 สปีชีส์; Purpureomyces maesotensis และ P. pyriformis Blackwellomyces 4 สปีชีส์; Blackwellomyces aurantiacus, B. roseostromatus, B. calendulinus, B. minutus

และ Cordyceps 5 สปีชีส์; Cordyceps brevistroma, C. inthanonensis, C. neopruinosa, C. parvistroma, C. araneae Neotorrubiella 1 สปีชีส์; Neotorrubiella chinghridicola Petchia 1 สปีชีส์; Petchia siamensis Beauveria 1 สปีชีส์; Beauveria mimosiformis Gibellula 4 สปีชีส์; Gibellula cebrennini, G. fusiformispora, G. pigmentosinum และ G. scorpioides Akanthomyces 3 สปีชีส์; Akanthomyces noctuidarum, A. pyralidarum, และ A. tortricidarum Ophiocordyceps 5 สปีชีส์; Ophiocordyceps campes, O. longistromata, O. phuwiangensis, O. krachonicola, O. kobayasii&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทีมวิจัยราแมลงจากไบโอเทค สวทช.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/93085</URL_LINK>
                <HASHTAG>ความหลากหลายทางชีวภาพ, ดร.วรรณพ วิเศษสงวน, ดร.เจนนิเฟอร์ เหลืองสอาด, ราบิวเวอเรีย, ราเมตาไรเซียม, ราแมลง, ไบโอเทค สวทช.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210210/image_big_602387bdcbb20.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>81107</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/10/2020 14:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/10/2020 14:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;ไบโอเทค&quot;สร้างมดลูกจำลอง  ศึกษาวิธียับยั้งไวรัสซิกาแพร่เชื้อจากแม่สู่ลูก </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 ต.ค. 63-ที่สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี(สวทช.) ดร.ธีรวัฒน์ วิวัฒน์พาณิชย์ นักวิจัยการออกแบบและวิศวกรรมชีวโมเลกุลชั้นแนวหน้า ไบโอเทคสวทช. กล่าวว่า การติดเชื้อไวรัสซิกา ซึ่งมียุงลาย เป็นพาหะนำโรคเหมือนกับไข้เลือดออก โรคไข้ปวดข้อยุงลาย และไข้เหลืองสามารถถ่ายทอดจากแม่สู่ลูก ในปัจจุบันยังไม่มียาหรือวัคซีนที่จะสามารถยับยั้งการป้องกันการติดเชื้อได้การติดเชื้อไวรัสซิกา ในผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพร่างกายแข็งแรงจะไม่มีอาการรุนแรงหรือไม่เกิดอาการเลย แต่ปัจจุบันได้มีผลการศึกษายืนยันแล้วว่า เมื่อผู้หญิงมีครรภ์ได้ติดเชื้อไวรัสซิกาเชื้อไวรัสสามารถถ่ายทอดจากแม่สู่ลูกในครรภ์ได้ซึ่งมีโอกาสเสี่ยง &amp;nbsp;20% ส่งผลให้ทารกมีอาการสมองเล็ก สมองไม่พัฒนา รวมถึงการเสียชีวิตทันทีหลังคลอด สถิติปี61 มีทารก 3,700 รายทั่วโลกประสบปัญหาสมองจากไวรัสซิกา ในไทยแม้การแพร่ระบาดไม่มากเท่าพื้นที่อเมริกาใต้ แอฟริกา &amp;nbsp;แต่ไทยมีประวัติการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสซิกาภายในประเทศมา16 ปี &amp;nbsp;ผู้ป่วยที่มีอาการเข้าข่ายติดเชื้อไวรัสซิกา21% อายุเฉลี่ย 21-30 ปี ในปี2560 ทารกประสบปัญหาสมองเล็กจากติดเชื้อซิกา4 ราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.ธีรวัฒน์ วิวัฒน์พาณิชย์ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ดร.ธีรวัฒน์ กล่าวว่า มีการวิเคราะห์รูปแบบการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสซิกาว่าจะคล้ายกับไวรัสเด็งกีหรือไข้เลือดออกจะระบาดเป็นช่วงปี หายไปแล้วกลับมา วนเวียนไปแบบนี้ ควรมีการป้องกันและเตรียมความพร้อมรับมือตั้งแต่เนิ่นๆ ก่อนจะกลายเป็นปัญหาใหญ่ เป็นสาเหตุให้กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม(อว.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ(สวทช.) และทีมวิจัยศูนย์พันธุวิศกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ(ไบโอเทค) ,ภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยาและหน่วยวิจัยไข้เลือดออก คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาล ศึกษาวิธียับยั้งการแพร่เชื้อไวรัสซิกาจากแม่สู่ทารกในครรภ์ โดยทางทีมวิจัยพัฒนาออร์แกนอยด์หรืออวัยวะจำลองของมดลูกเพื่อใช้ทดสอบและพัฒนาสารที่มีฤทธิ์ยับยั้งการเพิ่มจำนวนของเชื้อไวรัสซิกาเพื่อนำมาใช้ต้านทานเชื้อไวรัสดังกล่าวและป้องกันการแพร่ระบาดจากแม่สู่ลูก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo; สำหรับอวัยวะจำลองหรือออร์แกนอยดนำชิ้นเนื้อมดลูกจากคนไข้ที่เข้ารับการผ่าตัด เข้าสู่ขั้นตอนแยกเซลล์เยื่อบุโพรงมดลูก กลุ่มก้อนเซลล์ที่ได้เพาะเลี้ยงแบบสามมิติจนมีลักษณะและคุณสมบัติเสมือนหรือคล้ายกับอวัยวะจริงในร่างกาย &amp;nbsp;มีการแยกเซลล์ชั้นผิว เซลล์สโตรมาเพื่อการศึกษากระบวนการทางชีวภาพ ศึกษาโรคและทดสอบยา โดยยังไม่ต้องทดสอบกับอาสาสมัครหรือคนไข้จริง ผลทดลองเบื้องต้นพบว่า เชื้อไวรัสซิกาสามารถแฝงเซลล์เยื่อบุโพรงมดลูก เป็นแหล่งเริ่มต้นแพร่เชื้อไวรัส หากแม่ท้องจะถ่ายทอดสู่ลูกผ่านรก ขณะนี้อยู่ระหว่างพัฒนาระบบออร์แกนอยด์ให้เสมือนจริงมากที่สุดและจะทดสอบยาในขั้นต่อไป รวมถึงจะพัฒนาการสร้างออร์แกนอยด์อวัยวะจำลองรกเพื่อใช้ทดสอบการแพร่เชื้อซิกาสู่ทารกในครรภ์&amp;ldquo; ดร.ธีรวัฒน์กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นักวิจัยไบโอเทค กล่าวต่อว่า ปัจจุบันโครงการนี้ได้รับคัดเลือกเป็น1 ใน5 โครงการจาก 121 ผู้สมัครจาก37 ประเทศที่ชนะTDR Global Crowdfunding Challenge Contest ขององค์การอนามัยโลก(WHO) ซึ่งจัดตั้งเพื่อให้การสนับสนุนงานวิจัยเกี่ยวกับโรคติดต่อในเขตร้อนโดยทางองค์การอนามัยโลกได้ให้การรับรอง 5 โครงการที่ได้รับคัดเลือกเพื่อจัดตั้งCrowdfunding for Science หรือการระดมทุนเพื่องานวิจัยซึ่งทางทีมวิจัยได้ตั้งเป้าหมายงบประมาณในการดำเนินงานวิจัยเบื้องต้นไว้ที่8,000 ดอลลาร์สหรัฐหรือประมาณ260,000 บาทโดยจะเปิดโอกาสให้ผู้ที่ต้องการสนับสนุนโครงการสามารถร่วมบริจาคเงินให้กับโครงการได้ที่http://www.experiment.com/noZika4Baby&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตั้งแต่วันที่15 ต.ค.จนถึงวันที่ 30 พ.ย. นี้ &amp;nbsp;คาดหวังว่า เงินบริจาคของทุกคนจะเป็นส่วนสำคัญในการเริ่มวิจัยทดสอบศึกษาการยับยั้งเชื้อไวรัสซิกาและช่วยเหลือให้แม่ตั้งครรภ์และเด็กแรกเกิดมีคุณภาพชีวิตดีขึ้นอีกทั้งงานวิจัยที่มีผลดีนี้จะทำเพิ่มโอกาสการยื่นขอทุนสนับสนุนโครงการต่อแหล่งทุนขนาดใหญ่ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/81107</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.ธีรวัฒน์ วิวัฒน์พาณิชย์, ออร์แกนอยด์, เซลล์เยื่อบุมดลูก, ไบโอเทค สวทช., ไวรัสซิก้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201019/image_big_5f8d3e821ccdb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>71655</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/07/2020 19:13</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/07/2020 18:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สวทช. จับมือ มหิดล พัฒนาวิธีสกัดอาร์เอ็นเอของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ จากตัวอย่างแบบง่าย และชุดตรวจโรค โควิด-19 ด้วยเทคนิคแลมป์เปลี่ยนสีในขั้นตอนเดียว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16 ก.ค.63 กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับมหาวิทยาลัยมหิดล แถลงข่าว &amp;nbsp;&amp;ldquo;ความสำเร็จการพัฒนาวิธีสกัดอาร์เอ็นเอของเชื้อโควิด-19 และชุดตรวจโควิด-19 แบบรวดเร็ว ด้วยเทคนิคแลมป์เปลี่ยนสีในขั้นตอนเดียว (COVID-19 XO-AMP colorimetric detection kit) &amp;rdquo; เพื่อประหยัดงบประมาณและลดการนำเข้าชุดสกัดอาร์เอ็นเอ และชุดตรวจจากต่างประเทศ พร้อมด้วยการลงนามความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนาด้านสุขภาพและการแพทย์ ระหว่าง คณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล กับ สวทช.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า ตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมา ทีมนักวิจัย สวทช. ได้คิดค้นและวิจัยนวัตกรรมที่จะรับมือกับการแพร่ระบาดที่เกิดขึ้น โดยนำองค์ความรู้ในเทคโนโลยีสาขาต่าง ๆ มาประยุกต์ใช้เพื่อรับมือกับสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 ซึ่งเป็นโรคอุบัติใหม่ ได้ทำงานแข่งกับเวลา เพื่อช่วยสนับสนุนการทำงานของด่านหน้า ทั้งแพทย์ พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์ ทั้งเรื่องการตรวจยืนยัน ตรวจติดตาม และประเมินความเสี่ยง สำหรับผลงานวิจัยการพัฒนาวิธีสกัดอาร์เอ็นเอ (RNA) ของเชื้อไวรัสจากตัวอย่างแบบง่าย และ ชุดตรวจโรคโควิด-19 ด้วยเทคนิคแลมป์เปลี่ยนสีในขั้นตอนเดียว ซึ่งการพัฒนาวิธีสกัดอาร์เอ็นเอนี้ ได้นำไปทดสอบกับตัวอย่างโดยคณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล และ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์พบว่าให้ผลไม่แตกต่างจากชุดสกัดที่นำเข้าจากต่างประเทศ ถือเป็นจุดแข็ง สนับสนุนความมั่นคงด้านสุขภาพ ช่วยให้ประเทศมีความพร้อมในการรับมือต่อการระบาดของโรค และลดค่าใช้จ่ายในการนำเข้าชุดสกัดจากต่างประเทศ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนชุดตรวจโรคโควิด-19 ด้วยเทคนิคแลมป์เปลี่ยนสีในขั้นตอนเดียวเป็นเครื่องมือที่เหมาะสำหรับการตรวจเชิงรุก ชุดตรวจนี้ มีความจำเพาะ (Specificity) 100% ความไว (sensitivity) 92% และมีความแม่นยำ (accuracy) ที่ 97% สามารถแสดงผลได้ภายใน 75 นาที ได้ผลเร็วกว่า RT-PCR ถึง 2 เท่า สามารถอ่านผลได้ด้วยตาเปล่า ไม่ต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญ หากสีเปลี่ยนจากม่วงเป็นเหลือง แสดงว่ามีการติดเชื้อไวรัส SARS-CoV-2 อุปกรณ์ที่ใช้ในการตรวจมีราคาเพียง 10,000 บาท ถูกกว่า RT-PCR ถึง 100 เท่า ต้นทุนน้ำยาที่ใช้สำหรับแลมป์ต่ำกว่าน้ำยาที่ใช้กับ RT-PCR ถึง &amp;nbsp;3 เท่า เมื่อคำนวณต้นทุนราคาแล้ว ชุดตรวจโรค COVID-19 ด้วยเทคนิคแลมป์เปลี่ยนสีในขั้นตอนเดียว ที่ไบโอเทคพัฒนาขึ้นนี้มีราคาถูกกว่าชุดตรวจแลมป์นำเข้า 1.5 เท่า อีกด้วยผลงานทั้งสองชิ้นนี้ช่วยให้ประเทศลดการนำเข้าชุดสกัดอาร์เอ็นเอ และชุดตรวจเชื้อจากต่างประเทศ หากมีการระบาดเพิ่มเติม หรือต้องการตรวจเชิงรุก ผลงานนี้พร้อมนำมาใช้ได้ทันที ถือเป็นการยกระดับการวิจัยเพื่อการใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ของประเทศ เปลี่ยนจากการเป็นประเทศผู้นำเข้าเพียงอย่างเดียว ให้เป็นผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ได้เอง และในอนาคตอาจจะส่งออกไปต่างประเทศได้อีกด้วย&amp;rdquo; ดร.ณรงค์ กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ดร.สิทธิโชค ตั้งภัสสรเรือง ผู้อำนวยการศูนย์โอมิกส์แห่งชาติ สวทช. ให้ข้อมูลว่า &amp;nbsp;การสกัด RNA โดยใช้ &amp;nbsp;Magnetic Bead เป็นวิธีการที่ทางทีมได้ใช้สกัดสาร RNA และ DNA ในพืชและสัตว์ อยู่แล้วประจำ ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ได้มีการทดลองนำไปใช้กับคน โดยการสกัด RNA จากพืชบางชนิดมีแป้งสูง ทำให้ต้องเติมสารละลายบ้างอย่าง เพื่อช่วยดูดซับแป้งออก ขณะที่ของคนเป็นเซลล์ย่อยสลายไลสิสง่ายกว่าพืช ดังนั้นในขั้นตอนการสกัด RNA ของคนจึงไม่ซับซ้อนเท่าของพืช ซึ่งได้มีการร่วมทดชองในห้องแล็บทางมหิดลได้ทดลอง โดยวิธีการสกัดคือ มีการเก็บสารคัดหลั่ง จากเยื้อบุในโพรงจมูก และคอ ของผู้ที่ติดเชื้อโควิด-19 จากนั้นจึงใส่Lysis Buffer และบ่มที่อุณหภูมิ 55 องศา &amp;nbsp;เพื่อให้เซลล์แตก RNA ก็จะหลุดออกมา และใส่ Magnetic Bead วางบนแท่นแม่เหล็ก เพื่อให้สารจับกับ RNA แล้วดูดส่วนใสออกจากหลอดทดลอง ต่อไปคือใส่ Wash Buffer เพื่อทำความสะอาด Magnetic Bead &amp;nbsp;ดูดส่วนใสออกอีกรอบ และใส่ Elution Buffer ที่จะเปลี่ยนคุณสมบัติ เพื่อให้ Magnetic Bead ปลดปล่อย RNA ออกมา จากนั้นก็จะเข้าสู่กระบวนการตรวจหา RNA ของไวรัส ไม่ว่าจะด้วยเทคนิค RT-PCR, LAMP หรือ LAMP-XO โดยรวมแล้วใช้เวลาประมาณ 25 นาที ซึ่งอาจจะยังไม่ต่างจากวิธีการเดิมมากนัก แต่ข้อดีคือเราสารเคมีที่ใช้และเครื่องมือหาได้ง่ายในประเทศ ลดความเสี่ยงของการจาดแคลน เป็นผลให้สามารถผลิตได้เองในประเทศไทย ทั้งนี้วิธีสกัดอาร์เอ็นเอนี้สามารถนำไปใช้ได้กับไวรัสที่มีสารพันธุกรรมเป็นอาร์เอ็นเอได้ทุกชนิดไม่จำกัดเพียงไวรัสก่อโรคโควิด-19 ทั้งไวรัสก่อโรคในพืช สัตว์ และมนุษย์ ทำให้ในปัจจุบันมีบริษัทเอกชนสนใจ พร้อมรับถ่ายทอดเทคโนโลยีจำนวน 2 บริษัท คือ บริษัท ไบโอเอนทิสท์ จำกัด และ บริษัท อาฟเตอร์ แล็บ จำกัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ด้านนางวรรณสิกา เกียรติปฐมชัย หัวหน้าทีมวิจัยเทคโนโลยีวิศวกรรมชีวภาพและการตรวจวัด ศูนย์ไบโอเทค สวทช. &amp;nbsp;หนึ่งในทีมพัฒนาชุดตรวจโรค COVID-19 ด้วยเทคนิคแลมป์เปลี่ยนสีในขั้นตอนเดียว ให้ข้อมูลว่า สำหรับเทคนิคแลมป์เปลี่ยนสี (Colorimetric LAMP-XO) เป็นนำเทคโนโลยีแลมป์ กับการใช้สี XO ร่วมกัน ซึ่งเป็นสีที่ใช้ย้อมเซลล์ทั่วไป ทำให้สามารถดูผลได้ง่าย ไม่ต้องใช้วิธีการหรือเครื่องมือที่ยุ่งยาก และมีความจำเพาะ คือ ตรวจได้เฉพาะไวรัสโควิด-19 เท่านั้น ซึ่งเมื่อนำไวรัสไข้หวัดใหญ่ ซาร์ส หรือ เมอร์ส มาตรวจก็จะไม่แสดงผล โดยชุดตรวจของเราจะเป็นหลอดตรวจที่มีสี XO สีม่วงเติมไว้อยู่แล้ว และชุดตรวจที่มีสีเขียว วิธีการทำงานคือ เมื่อใส่สารสกัด RNA ในหลอดที่มีสีม่วง และเพิ่มปริมาณสารพันธุกรรมด้วยเทคนิคแลมป์ ด้วยอุณหภูมิ 65 องศา &amp;nbsp;เป็นเวลา 75 นาที ซึ่งเป็นเวลาที่เราทดสอบแล้วว่าผลจะออกมาชัดเจน และยังสามารถตรวจหาเชื้อไวรัสโควิด-19 ได้แม้จะมีเชื้อน้อย ผลการทดสอบจะปรากฎสีหากไม่ติดเชื้อก็จะแสดงสีม่วงเช่นเดิม ถ้าติดเชื้อก็จะแสดงสีเหลือง แต่ทั้งนี้เพื่อความแม่นย่ำในกรณีที่สารยังเป็นสีม่วง ซึ่งอาจจะเกิดข้อสงสัยได้ 2 กรณี คือ ไม่ติดเชื้อจริง หรือสกัด RNA ไม่ได้ ปฏิกิริยาจึงไม่ทำงาน ดังนั้นอาจจะต้องตรวจพร้อมกับชุดตรวจสีเขียว เพื่อทดสอบคุณสมบัติของ RNA หากยังเป็นสีเขียว แสดงผลตรวจถูกต้อง ซึ่งในการทดสอบเราได้ทำการตรวจทั้ง 2 ชุดพร้อมกัน ทำให้เราลดเวลาจากการตรวจแบบเรียบไทม์ที่ใช้เวลาถึง 2.30 ชั่วโมง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ขณะนี้ ไบโอเทคได้ขอให้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ประเมินเทคโนโลยี และ อย. กำลังพิจารณาเกณฑ์มาตรฐานที่เหมาะสมสำหรับเทคนิคแลมป์ เพื่อหามาตรฐาน ซึ่งชุดตรวจโรคโควิด-19 ด้วยเทคนิคแลมป์เปลี่ยนสีในขั้นตอนเดียวนี้ก็กำลังอยู่ในขั้นตอนของการพิจารณา ซึ่งก็มีบริษัทเอกชนได้แสดงความสนใจที่จะขอรับถ่ายทอดเทคโนโลยีแล้ว และถ้าอย.เห็นขอบ เราสามารถผลิตชุดตรวจนี้ได้ เดือนละ 40,000 เทสต์&amp;quot;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/71655</URL_LINK>
                <HASHTAG>การสกัดอาร์เอ็นเอของโคโรนาไวรัส, ชุดตรวจโควิดของสวทช.-มหิดล, ไบโอเทค สวทช.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200716/image_big_5f10356ce3fed.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>67458</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/05/2020 16:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/05/2020 15:56</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อภ.ร่วมกับ&quot;ศิริราช - เภสัช จุฬาฯ -ไบโอเทค&quot; พัฒนาวัคซีนต้นแบบป้องกันโควิด 3 ชนิด ผลิตที่โรงงานสระบุรี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;
31พ.ค.63-นพ.วิฑูรย์ &amp;nbsp;ด่านวิบูลย์ ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม(อภ.) เปิดเผยว่า ในสถานการณ์โควิด -19 นั้น ภารกิจของ อภ. คือการผลิต จัดหา ยา เวชภัณฑ์และอุปกรณ์ป้องกัน ที่สำคัญคือการร่วมมือกับหลายหน่วยงานเพื่อการวิจัยพัฒนาวัคซีนต้นแบบในหลายรูปแบบ ได้แก่ การให้ทุนสนับสนุนการพัฒนาวัคซีนป้องกันโควิด-19 ต้นแบบ 2 ชนิด คือชนิดวัคซีนอนุภาคเหมือนไวรัส (Virus-like particle) พัฒนาโดยคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลมหาวิทยาลัยมหิดล และชนิดวัคซีนโปรตีนซับยูนิต (Subunit vaccine) พัฒนาโดยคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยวัคซีนทั้ง 2 ชนิด นี้ ใช้เทคโนโลยีการใช้เซลล์เพาะเลี้ยง ซึ่งหากวัคซีนต้นแบบนี้สามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันในสัตว์ทดลองได้ &amp;nbsp;อภ.จะรับถ่ายทอดเทคโนโลยีมาเพื่อพัฒนาต่อในการขยายขนาดการผลิตเป็นวัคซีนตามมาตรฐาน GMP สำหรับใช้ในการทดสอบทางคลินิกต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นอกจากนี้ยังได้ร่วมมือกับศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (BIOTEC) เพื่อวิจัยพัฒนาวัคซีนชนิดเชื้อตายจากการตัดต่อยีนของไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ SARS-CoV2 เข้าไปในยีนของไวรัสไข้หวัดใหญ่ (Inactivated influenza virus-based COVID-19 vaccine) เพื่อเป็นเชื้อไวรัสตั้งต้นหากสำเร็จจะนำเชื้อไวรัสตั้งต้นนี้ผลิตเป็นวัคซีนโดยใช้เทคโนโลยีการใช้ไข่ไก่ฟักของอภ.ที่ใช้ผลิตวัคซีนไข้หวัดใหญ่อยู่เดิม เพื่อนำไปใช้ในการศึกษาทางคลินิกต่อไป โดยคาดว่าการวิจัยพัฒนาวัคซีนทั้ง 3 ชนิด จะทราบผลเบื้องต้นในปลายปี 2563&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ผอ.อภ. กล่าวต่อไปว่า เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2563 คณะผู้บริหารสถาบันวัคซีนแห่งชาติ พร้อมด้วย คณะผู้เชี่ยวชาญด้านวัคซีนจากหน่วยงานต่างๆ &amp;nbsp;อาทิ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา สถาบันชีววัตถุ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ประธานมูลนิธิไอเอสพีอี (ประเทศไทย) หรือ International Society for Pharmaceutical Engineering (ISPE Thailand) ผู้แทนองค์การอนามัยโลกประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (World Health Organization Regional Office for South-East Asia (SEARO) และผู้เชี่ยวชาญอิสระด้านวัคซีน ได้ลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้าและความพร้อมในการผลิตวัคซีนโควิดสำหรับใช้ในประเทศ ที่โรงงานผลิตวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ของ อภ. ที่จ.สระบุรี จากการรับฟังข้อมูลและการดูพื้นที่ของโรงงานผลิตวัคซีนฯ คณะผู้บริหารสถาบันวัคซีนฯและคณะผู้เชี่ยวชาญต่างมีความเห็นว่าอภ.มีปัจจัยพื้นฐานสำคัญที่มีศักยภาพและมีความพร้อมโดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการบรรจุวัคซีนโควิด &amp;ndash; 19 ที่สามารถทำในระดับอุตสาหกรรมได้ทันที &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;ldquo;อภ.มีความพร้อมในการผลิตวัคซีนโควิด&amp;ndash; 19 เรามีโรงงานผลิตวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่เป็นทุนเดิมที่มีศักยภาพและปัจจัยพื้นฐานหลายๆด้าน สามารถนำมาประยุกต์และก่อสร้างต่อยอดเพิ่มเติมเป็นโรงงานสำหรับผลิตวัคซีนโควิด&amp;ndash; 19 ได้เร็วขึ้น นอกจากนี้ ยังมีบุคลากรที่มีองค์ความรู้ ความเชี่ยวชาญ ด้านการวิจัย พัฒนาวัคซีน มีประสบการณ์การผลิตวัคซีนหลายชนิด มีเครื่องมือ เครื่องจักรที่ทันสมัย รองรับการผลิตทั้งในระดับห้องปฏิบัติการและในระดับอุตสาหกรรม ได้ในหลายรูปแบบตามผลสำเร็จของการวิจัย และพร้อมร่วมมือกับหน่วยงานทั้งในและต่างประเทศ เพื่อรับการถ่ายทอดเทคโนโลยี ซึ่งยังรอผลการวิจัยว่าจะได้วัคซีนต้นแบบชนิดไหนที่เหมาะสมที่สุดต่อการผลิตในระดับอุตสาหกรรม&amp;rdquo; ผอ.อภ. กล่าว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/67458</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะเภสัช จุฬาฯ, คณะแพทย์ศิริราช, วัคซีนโควิด-19, อภ., ไบโอเทค สวทช.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200531/image_big_5ed36fe5b2845.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>62344</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/04/2020 09:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/04/2020 09:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“UV-C ”สยบโควิด-19 บนหน้ากาก N95  “ ใช้ซ้ำได้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หน้ากากN95 ฆ่าเชื้อโควิด-19 โดยรังสี UV-C

&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ยอดผู้ติดเชื้อโรคไวรัสโคโรนา 2019 (COVIC-19)ในไทยทะลุ 2พันรายไปแล้ว และคาดว่าจะยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง &amp;nbsp;อีกทั้ง ยังไม่สามารถประมาณการได้ว่า &amp;nbsp;สถานการณ์การระบาด จะหยุดลงเมื่อไหร่ &amp;nbsp; ซึ่งที่ผ่านมาก็มีการขาดแคลนเวชภณฑ์ทางการแพทย์ โดยเฉพาะหน้ากากอนามัย ทั้ง หน้ากาก N95 และ Surgical Mask &amp;nbsp;ที่จะช่วยให้บุคคลากรทางการแพทย์ ที่ต้องดูแลผู้ป่วย ปลอดภัยในขณะปฎิบัติหน้าที่ &amp;nbsp; &amp;nbsp;เกิดขาดแคลนหนักมากขึ้นเรื่อยๆ ตามจำนวนผู้ติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นทุกวัน &amp;nbsp;และแม้ว่าจะมีงบประมาณจัดซื้อ แต่ก็ไม่สามารถจัดหาเวชภัณฑ์ทางการแพทย์เหล่านี้ให้เพียงพอกับความต้องการได้ เพราะหน้ากากอนามัยต่างๆ กำลังเป็นที่ต้องการของประเทศต่างๆทั่วโลก &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ในสภาวะปกติ หน้ากากอนามัยต้องใช้ครั้งเดียวแล้วต้องทิ้ง &amp;nbsp;เพราะถือว่ามีการปนเปื้อนไปแล้ว &amp;nbsp; แต่ในสถานการณ์ที่มีโรคระบาดลุกลามในขณะนี้ ทำให้เกิดแนวความคิดว่า ต้องหาวิธี นำหน้ากากอนามัย N95 ที่ถือว่าเป็นหน้ากากที่ป้องกันเชื้อโควิด -19 ที่มาจากการไอ จาม มีละลองฟุ้งกระจายมีประสิทธิภาพมากที่สุด นำกลับมาใช้ใหม่ &amp;nbsp;ซึ่งเป็นที่มา นำมาสู่ความร่วมมือของหลายองค์กร &amp;nbsp; อาทิ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) &amp;nbsp;และภาควิชาอายุรศาสตร์ ห้องปฏิบัติการจุลชีววิทยา โรงพยาบาลรามาธิบดี ฯลฯ คิดค้นและวิจัยหาวิธีฆ่าเชื้อโควิด -19 บนหน้ากากอนามัยอย่างมีประสิทธิภาพ และนำกลับมาใช้งานซ้ำได้อย่างปลอดภัย ไม่เสี่ยงต่อการได้รับเชื้อโรค
&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยนวัตกรรมสุขภาพสัตว์และการจัดการ ไบโอเทค&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยนวัตกรรมสุขภาพสัตว์และการจัดการ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) &amp;nbsp;กล่าวว่า หลังเกิดโรคระบาดโควิด-19 หน้ากากอนามัยเริ่มขาดแคลน &amp;nbsp;ทีมวิจัยได้ศึกษาพบว่า การฆ่าเชื้อด้วยการฉายรังสีอัลตราไวโอเลต หรือ UV-C เพื่อนำหน้ากากอนามัยและหน้ากาก N95 กลับมาใช้ซ้ำ ตอนแรกทีมวิจัยเสนอวิธีทำลายเชื้อโรคด้วยการอบความร้อน แต่การใช้ความร้อนที่สูงเกินไปอาจทำลายเส้นใยหรือพื้นผิวของหน้ากากอนามัยเสียหาย รวมถึงวิธีนี้ เป็นวิธีฆ่าเชื้อแบบเปียก ทำให้เกิดความชื้น ทางแพทย์กังวลหน้ากากใช้ซ้ำเสี่ยงมีเชื้อรา ทีมวิจัยพิจารณาวิธีต่อมา เป็นการฉายรังสีอัลตราไวโอเลต หรือ UV-C &amp;nbsp;คนไทยเรียกว่า รังสียูวีซี เป็นพลังงานแสงแม่เหล็ก จากการทดสอบพบว่าทำลายเชื้อไวรัสโคโรนาได้ผล

&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ดร.อนันต์ กล่าวว่า เรามีไวรัสโคโรน่าจากหมูในหลอดทดลอง &amp;nbsp;ซึ่งไทยเป็นรายแรกของโลกที่สร้างไวรัสโคโรนาในหลอดทดลองสำเร็จเมื่อ 8 ปีก่อน และมีตู้ปลอดเชื้อด้วยแสงยูวี นำมาสู่การทดสอบ โดยตัดหน้ากากอนามัยออกเป็นชิ้นสี่เหลี่ยม &amp;nbsp;วางในจานเพาะเชื้อ จากนั้นนำเชื้อไวรัสโคโรนาในหมู มาเป็นต้นแบบ ใช้อนุมานได้ว่า เป็นเชื้อโควิดรุนแรงติดต่อจากคนสู่คน เพราะไวรัสชนิดนี้วิธีเข้าสู่เซลล์ และการเพิ่มเซลล์เหมือนกัน &amp;nbsp; มาผสมกับสารอาหารเลี้ยงเซลล์ ฉีดพ่นลงหน้ากากอนามัยที่อยู่ในจานเพาะเชื้อ &amp;nbsp;แบ่งเป็นหน้ากากด้านนอก (สีเขียว) และหน้ากากด้านใน (สีขาว) แล้วนำไปฆ่าเชื้อด้วยแสงยูวีในตู้ปลอดเชื้อประมาณ 30 นาที เมื่อเสร็จแล้วนำมาผสมกับสารอาหารเลี้ยงเซลล์อีกครั้ง ทิ้งไว้ เพื่อให้ไวรัสที่เหลืออยู่ออกมาจากพื้นผิวหน้ากากอนามัย ก่อนนำไปใส่เซลล์ใหม่ &amp;nbsp;เมื่อส่องกล้องดูได้ผลสรุปว่า ไม่มีเซลล์สีแดง ซึ่งหมายถึงไม่พบเชื้อไวรัสโคโนนาเหลืออยู่ จึงเสนอผลทดสอบให้ รพ.รามาธิบดี นำไปใช้ฆ่าโควิดบนหน้ากาก ขณะนี้นำไปสู่การปฏิบัติแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;

&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo; หมอบอกที่ขาดแคลนหนักมาก คือ หน้ากาก N95 ซึ่งมีลักษณะต่างจากหน้ากากอนามัย นำมาสู่การทดสอบตัดหน้ากาก N95 ออกเป็นชิ้น นำด้านนอกของหน้ากาก ฉีดพ่นเชื้อไวรัสโคโรนาหมูต้นแบบ นำมาทำลายเชื้อโรคด้วยการอบความร้อนอุณหภูมิ 90 องศาเซลเซียส นาน 50 นาที พบว่า ไวรัสยังเพาะเชื้อโรคได้ ขณะที่วิธีการทำลายด้วยรังสียูวีซี หลังฉายแสง 20 นาที เชื้อไวรัสตายหมด &amp;nbsp; ความเข้มข้นเฉลี่ยของแสงยูวีทางการแพทย์อยู่ที่ 100 &amp;nbsp;ไมโครวัตต์ต่อตารางเซนติเมตร &amp;nbsp;ทั้งนี้ หากความเข้มข้นของแสงยูวีอ่อนไปสามารถเพิ่มเวลาในการฆ่าเชื้อให้นานขึ้นกว่า 30 นาที &amp;nbsp;เพื่อทำให้รังสีเจอเชื้อได้นานยิ่งขึ้น &amp;nbsp;การนำหน้ากาก N95 ที่ผ่านการฆ่าเชื้อด้วยรังสียูวีมาใช้ใหม่ปลอดภัยสำหรับบุคลากรทางการแพทย์นอกจากผลวิจัยของทีมเรา ล่าสุดมีผลทดสอบรายงานจากสหรัฐ ฆ่าเชื้อโควิด-19 ด้วยวิธีเดียวกันใช้ตู้ปลอดเชื้อด้วยแสงยูวีทำลายเชื้อโควิดบนชุดป้องกันการติดเชื้อ หรือ PPE ชัดเจนว่า หลังฉายแสง 15-20 นาที กำจัดเชื้อไวรัสได้ผล นำชุดกลับมาใช้ใหม่ได้ &amp;nbsp;&amp;ldquo; ดร.อนันต์ ยืนยัน &amp;nbsp;
&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภาพห้องปฏิบัติการ การทดสอบของทีมวิจัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; ผอ.กลุ่มวิจัยนวัตกรรมสุขภาพสัตว์และการจัดการ ไบโอเทค กล่าวว่า ตู้ปลอดเชื้อด้วยแสงยูวีโรงพยาบาลส่วนใหญ่มีอยู่แล้ว เป็นเครื่องมือที่เหมาะสมที่สุด สามารถนำมาปรับใช้เพื่อฆ่าเชื้อโควิดบนหน้ากาก จากการทดลองใช้หนึ่งตู้สามารถใส่หน้ากาก N95 ได้จำนวน 30-40 ชิ้น ใช้เวลาฉายแสง 20 นาที ตู้ทำงานได้ตลอด 24 ชั่วโมง วิธีนี้จะแก้ปัญหาขาดแคลนหน้ากากของบุคลากรทางการแพทย์ได้ สำหรับโรงพยาบาลในพื้นที่ห่างไกลหรือไม่มีตู้ปลอดเชื้อดังกล่าวสามารถปรับใช้ตู้อบแห้งฆ่าเชื้อด้วยยูวีสำหรับของใช้เด็กแทนได้

&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo; ส่วนคำถามว่า หน้ากาก N95 ใช้ซ้ำได้กี่ครั้ง ขึ้นกับลักษณะการใช้งานของแพทย์และพยาบาล หากเป็นบุคคลากรสัมผัสผู้ป่วยโดยตรงหรือต้องใส่ท่อช่วยหายใจเพื่อช่วยผู้ป่วย &amp;nbsp;โอกาสที่เชื้อไวรัสจะอยู่ในส่วนที่เป็นรอยพับของหน้ากากก็มีได้ จำนวนการใช้ซ้ำจะน้อยกว่า &amp;nbsp;แต่ถ้าเป็นพยาบาลจุดคัดกรองผู้ป่วยโควิด-19 เมื่อฆ่าเชื้อแล้ว สามารถใช้ซ้ำได้หนึ่งสัปดาห์ เพราะเป็นของใช้ส่วนตัว &amp;nbsp;หากทุกโรงพยาบาลนำวิธีนี้ไปใช้ ลดปัญหาหน้ากากขาดแคลน หากไม่ใช่ภาวะเร่งด่วน หมอคงไม่ใช้ซ้ำ &amp;ldquo;

&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ส่วนการต่อยอดผลทดสอบแสงยูวีฆ่าเชื้อโรคร้ายนี้ ดร.อนันต์ กล่าวว่า งานทดลองในห้องปฏิบัติการไปสู่โรงพยาบาลที่ร่วมวิจัยแล้ว &amp;nbsp;แต่จะเกิดประโยชน์สูงสุดต้องยกระดับสู่นโยบายของประเทศ มีข้อเสนอให้ภาครัฐหรือเอกชนผลิตเครื่องอบแห้งฆ่าเชื้อยูวีสำหรับหน้ากากอนามัยและหน้ากาก N95 อย่างเป็นรูปธรรม เพราะตู้ปลอดเชื้อในโรงพยาบาลมีหน้าที่แยกเชื้อ ไม่ใช่เอาไว้อบชุด PPE หรือหน้ากาก ขณะนี้ สวทช. และรพ.รามาธิบดี สร้างตู้ฆ่าเชื้อโรคโควิดด้วยแสงยูวีเป็นต้นแบบแล้ว ต้องนำมาใช้จริงและเร่งขยายการผลิตจะบรรเทาสถานการณ์ขาดแคลนได้ เมื่อผ่านวิกฤตโควิดแล้วยังสามารถนำมาใช้ประโยชน์ต่อ เช่น เครื่องมือแพทย์ผ่าตัด ช่วยเพิ่มความปลอดภัยการใช้อุปกรณ์ยิ่งขึ้น &amp;nbsp;

&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ในช่วงนี้ที่มีการจำหน่ายอุปกรณ์ฆ่าเชื้อโรคด้วยรังสียูวีซีขนาดพกกา ขายในท้องตลาดและผ่านช่องทางออนไลน์ราคาขายมีตั้งแต่หลักร้อยถึงหลักพันบาท ดร.อนันต์ กล่าวว่า ผู้บริโภคต้องระมัดระวังและอ่านคู่มือการใช้งานอุปกรณ์อย่างละเอียด หลายบริษัทที่วางจำหน่ายมีการทดสอบประสิทธิภาพการฆ่าไวรัสโคโรนาหน้าหรือไม่ หรือเป็นรังสียูวีซีจริงมั๊ย ทั้งนี้ การใช้อุปกรณ์ฉายรังสียูวีซี ต้องระมัดระวัง หากสัมผัสโดนผิวหนังจะทำให้ผิวหนังเกิดการไหม้ ทำลายดีเอ็นเอ &amp;nbsp; ทั้งยังก่อให้เกิดมะเร็งผิวหนังด้วย ควรเลี่ยงการสัมผัสโดยตรงหรือมองผ่านตา อาจก่อให้เกิดต้อกระจกตามมา

&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ในฐานะนักไวรัสวิทยาที่ศึกษาไวรัสโคโรนามานาน กล่าวว่า ไวรัสโคโรนา 2019 &amp;nbsp;เป็นโรคอุบัติใหม่ ไม่เคยมีในประวัติศาสตร์โลก มีการแพร่ระบาดจากคนสู่คนอย่างรวดเร็ว ที่ผ่านมาไวรัสโคโรนามีการเตือนจะกระโดดจากค้างคาวสู่คน &amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ที่ระบาดมายังไทยมีเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ ทั้งไข้หวัดสเปน &amp;nbsp;ไข้หวัดใหญ่ 2009 &amp;nbsp;ที่เรารับมือได้ ส่วนโรคเมอร์สก็มาจากไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ &amp;nbsp;แต่การติดต่อจากคนสู่คนยังไม่ดี จนมาถึงโควิดทุกคนตระหนกตกใจ เพราะแพร่จากคนสู่คนเร็ว ทุกคนเตรียมตัวไม่ทัน ขณะที่การศึกษาไวรัสโคโรนาในประเทศไทยก็มีนักไวรัสวิทยาไม่ถึง 10 คน ทำงานอยู่ เพราะคนมองว่าไม่มีความเสี่ยง หากโควิดจบไปแล้ว อนาคตข้างหน้าจะเกิดซ้ำอีกมั้ย ปัจจุบันยังไม่รู้ว่า เกิดจากพาหะใด พันธุกรรมก็ยังเปลี่ยนแปลงได้ จะสามารถก้าวกระโดดเป็นโควิด -19 เวอร์ชั่น 2 ที่ร้ายแรงกว่าเดิมถ้าเกิดซ้ำ หรือการระบาดครั้งนี้แค่เผาหลอก เพราะโรคมันเกิดขึ้นโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ไบโอเทคได้รับงบประมาณจัดสร้างห้องปฏิบัติการชีวนิรภัย ระดับ 3 เป็นห้องปฏิบัติการที่ใช้ทดสอบกับเชื้อโรคที่แพร่กระจายได้ในอากาศ ต้องใช้เวลาก่อสร้างอย่างน้อย 18 เดือน

&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo; ประเทศไทยยังโชคดีที่โรคระบาดร้ายแรงเกิดในต่างประเทศ ก่อนจะเข้ามาถึงไทย จีนสามารถสยบโรคโควิด-19 ได้ด้วยศักยภาพและการทำงานอย่างรวดเร็ว เรานำข้อมูลและบทเรียนของจีนมาใช้ ทำให้ทำงานควบคุมการแพร่ระบาดได้เร็วขึ้น &amp;nbsp;แต่ในภาวะฉุกเฉินนี้นักวิจัยไทยยังไม่ได้รับอนุญาตให้คิดค้นวัคซีนป้องกันโรคโควิด เราแตะต้องไวรัสโคโรนา 2019 ไม่ได้ &amp;nbsp;ทั้งที่มีศักยภาพไม่แพ้ต่างประเทศ ประชาชนคาดหวังนักวิจัยไทยร่วมฝ่าวิกฤต แต่หากเราเดินหน้าทดสอบจะฝ่าฝืน พ.ร.บ.โรคติดต่อ และกฎหมายอีกหลายตัว อยากให้รัฐบาลปลดล็อคด้านกฎหมายเพื่อสนับสนุนการทำงานวิจัยให้เต็มที่และก้าวกระโดด ช่วยให้คนไทยเสียชีวิตน้อยลงได้ &amp;nbsp; สหรัฐ จีน เริ่มทดสอบวัคซีนต้านโควิดในคนแล้ว เราจะรอวัคซีนจากประเทศเหล่านี้ที่มีตัวเลขคนป่วยและคนเสียชีวิตหลักแสน ซึ่งก็ต้องใช้รักษาคนในประเทศให้รอดปลอดภัย ประเทศไทยจะเข้าถึงวัคซีนเพียงใด &amp;nbsp;&amp;ldquo; ดร.อนันต์ กล่าวในท้าย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;

&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/62344</URL_LINK>
                <HASHTAG>#โควิด-19, หน้ากากN95, อนันต์ จงแก้ววัฒนา, ไบโอเทค สวทช.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200407/image_big_5e8bddac64207.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>56881</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/02/2020 15:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/02/2020 15:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไบโอเทค สวทช. เปิดตัวข้าวเหนียวพันธุ์ใหม่ ‘หอมนาคา’ คุณสมบัติสะเทินน้ำสะเทินบก ทนแล้ง น้ำท่วมได้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11ก.พ.63- &amp;lsquo;ข้าวเหนียว&amp;rsquo; เป็นตัวแทนความมั่นคงทางอาหารของพื้นที่ภาคเหนือและอีสาน เพราะเป็นอาหารหลักของคนในพื้นที่ แต่ด้วยบริบทที่ไม่เป็นใจ ทุ่งนาลุ่มน้ำโขงที่ต้องเผชิญภัยธรรมชาติทั้งอุทกภัยและความแห้งแล้ง จึงแทบไม่เคยได้ปริมาณผลผลิตทัดเทียมพื้นที่อื่นซึ่งอุดมสมบูรณ์กว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา พัฒนา &amp;lsquo;ข้าวหอมนาคา&amp;rsquo; ข้าวเหนียวพันธุ์ใหม่ที่ทนทานต่อภาวะน้ำท่วมฉับพลัน ทนแล้ง และทนโรค ถือเป็น &amp;lsquo;ข้าวเหนียวสะเทินน้ำสะเทินบก&amp;rsquo; สายพันธุ์แรกของไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.ธีรยุทธ ตู้จินดา ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยเทคโนโลยีชีวภาพพืชและการจัดการแบบบูรณาการ ไบโอเทค สวทช. กล่าวว่า ปัญหาหลักของการปลูกข้าวเหนียวที่พี่น้องชาวนาต้องเผชิญ คือ &amp;lsquo;ข้าวล้ม&amp;rsquo; เพราะข้าวเหนียวพันธุ์ไทยเป็นข้าวต้นสูง เวลาลมฝนมาแรงข้าวจะล้มนอนแม้ยังออกไม่เต็มรวง ปีไหนแล้ง &amp;lsquo;ขาดน้ำ&amp;rsquo; ผลผลิตจะออกน้อย หนำซ้ำยังต้องเผชิญกับ &amp;lsquo;โรคไหม้และโรคขอบใบแห้ง&amp;rsquo; ทำให้การเจริญเติบโตไม่สมบูรณ์ สิ่งเหล่านี้เป็นความทุกข์ของคนทำนา เพราะชะตาชีวิตต้องแขวนอยู่บนปัจจัยเสี่ยงที่ไม่อาจควบคุมได้ นักวิจัยไทยจึงพยายามพัฒนาสายพันธุ์ข้าวเหนียวเพื่อเอาชนะปัญหาดังกล่าวมาอย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;จนในปีที่ผ่านมา ไบโอเทค สวทช. ร่วมกับนายศรีสวัสดิ์ ขันทอง และคณะวิจัย นำความเชี่ยวชาญทางด้านเทคโนโลยีพันธุวิศวกรรม มาศึกษาและพัฒนาพันธุกรรมของข้าวเหนียวไทย เพื่อชูยีนเด่น ลดยีนด้อย ผ่านการผสมและคัดเลือกพันธุ์อย่างเหมาะสม จนได้ผลงานข้าวเหนียวสายพันธุ์ใหม่ &amp;lsquo;หอมนาคา&amp;rsquo; ที่สามารถ จมอยู่ในน้ำได้นาน 1&amp;ndash;2 สัปดาห์ และทนทานต่อการขาดน้ำในบางระยะของการปลูกข้าว สอดรับกับสภาพพื้นที่ และยังทนทานต่อโรคไหม้และขอบใบแห้ง ซึ่งเป็นสาเหตุหลักทำให้ชาวนาสูญเสียผลผลิตอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้าวเหนียวหอมนาคาสามารถปลูกได้ตลอดปี เพราะเป็นข้าวไม่ไวแสง ปลูกได้ทั้งนาปีและนาปรัง มีระยะเวลาในการปลูกประมาณ 130&amp;ndash;140 วัน โดดเด่นด้วยลักษณะลำต้นไม่สูง เก็บเกี่ยวง่าย สามารถเก็บได้ด้วยเครื่องทุ่นแรง สอดรับกับการทำนาสมัยใหม่และแนวโน้มการทำนาในอนาคตที่เครื่องจักรจะเข้ามาแทนที่ ทั้งนี้ผลจากการทดลองปลูกพบว่า ในพื้นที่ภาคเหนือมีผลผลิต 800&amp;ndash;900 กิโลกรัมต่อไร่ และภาคอีสานมีผลผลิตสูงถึง 700&amp;ndash;800 กิโลกรัมต่อไร่ ต่างจากเดิมที่มักมีผลผลิตเพียง 400&amp;ndash;500 กิโลกรัมต่อไร่เท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในด้านกระแสตอบรับจากผู้บริโภค ข้าวเหนียวหอมนาคาเป็นที่ชื่นชอบ เพราะเมื่อนำมานึ่งรับประทาน ข้าวมีความหอมและนุ่ม ถูกปากคนไทย อีกทั้งเมื่อหยิบทานข้าวจะไม่ติดมือ วางตั้งทิ้งไว้ข้าวก็ไม่แข็ง และนำไปอุ่นซ้ำข้าวก็ไม่เละ ถือเป็นความโดดเด่นทางพันธุกรรม&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.ธีรยุทธ กล่าวว่า การดำเนินงานต่อจากนี้ คณะวิจัยตั้งเป้าเผยแพร่ความรู้เรื่องการพัฒนาเมล็ดพันธุ์ เพื่อให้ชาวนาสามารถผลิตเมล็ดพันธุ์ได้เอง ลดการพึ่งพิงรัฐหรือนายทุน ในด้านการค้าคณะวิจัยได้เจรจากับโรงสี ถึงข้อเด่นของข้าวสายพันธุ์นี้เพื่อให้เกิดการรับซื้อไปจำหน่ายต่อ ซึ่งโรงสีค่อนข้างให้ความสนใจ นอกจากนั้นผลจากการทดสอบเรื่องการแปรรูป ข้าวเหนียวสามารถพองตัวเป็นข้าวพองได้ดี จึงอยู่ในช่วงของการเจรจาให้โรงงานได้ลองนำไปใช้เป็นวัตถุดิบทำอาหารแปรรูป ส่วนสุดท้ายคือทางด้านผลกำไรจากการขายข้าวที่ชาวนาจะได้รับ คณะวิจัยมีความเห็นว่าราคาข้าวน่าจะอยู่ในเกณฑ์ทั่วไปของตลาด เพื่อให้เกิดการซื้อง่ายขายคล่อง เพราะกำไรที่ชาวนาจะได้เพิ่มมาจากปริมาณผลผลิตที่ได้มากขึ้นจากแต่ละรอบการปลูก และปริมาณการใช้ยาและสารเคมีที่ลดลงอยู่แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การพัฒนาสายพันธุ์ข้าวเหนียวครั้งนี้ ถือเป็นผลงานสำคัญของการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม มาช่วยกระดูกสันหลังของชาติฝ่าฟันอุปสรรคในการทำการเกษตร ท่ามกลางสถานการณ์ธรรมชาติที่แปรปรวน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/56881</URL_LINK>
                <HASHTAG>&quot;หอมนาคา&quot;ข้าวเหนียวพันธุ์ใหม่, ทนแล้ง ทนน้ำท่วมได้, ไบโอเทค สวทช.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200211/image_big_5e4265785075c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
