<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>79414</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/10/2020 21:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/10/2020 13:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;แบนสารพิษเกษตร&#039; ยังไม่จบ!!!  องค์กรรัฐ-ภาคอุตฯ รวมหัวดิ้น&#039;เลื่อน-ยกเลิก&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นับตั้งแต่รัฐบาล โดยคณะกรรมการวัตถุอันตรายตัดสินใจจำกัดและแบนสารเคมีเกษตร 3 ชนิดที่มีการใช้หรือตกค้างมากที่สุด คือ ไกลโฟเซต พาราควอต และคลอร์ไพริฟอส โดยสารสองชนิดหลังถูกประกาศให้เป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 (วอ.4) มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย.เป็นต้นมา ซึ่งจะมีผลให้ห้ามผลิต นำเข้า ส่งออก ครอบครอง ฝ่าฝืนโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม ยังมีความพยายามที่จะให้มีการยกเลิกการจำกัดและแบนสารเคมีดังกล่าว โดยการส่งเรื่องฟ้องศาลปกครองเพื่อให้มีการเพิกถอนประกาศดังกล่าว และความเคลื่อนไหวในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เองที่จะขอให้มีการทบทวนการแบนสารเคมีนี้เช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้านกลุ่มอุตสาหกรรม ภาคธุรกิจ ทำหนังสือขอเลื่อนการแบน ยกเหตุผลสถานการณ์โควิดส่งผลกระทบวงกว้างกับภาคธุรกิจ ระบบเศรษฐกิจของประเทศ และความมั่นคงทางอาหารโลก เพราะสารดังกล่าวใช้เพาะปลูกพืชที่เป็นวัตถุดิบสำหรับแปรรูปอาหารคนและอาหารสัตว์ การแบนจะทำให้ขาดแคลนวัตถุดิบการผลิต เกิดวิกฤติขาดแคลนอาหารทั้งในประเทศและส่งออก จะซ้ำเติมวิกฤตินี้ ขณะที่รัฐบาลและคนจำนวนมากเห็นว่า หลังโควิดประเทศต้องทบทวนการทำเกษตรเชิงเดี่ยวมาสู่เกษตรผสมผสาน และเกษตรปลอดภัย ลดใช้สารเคมี สร้างความมั่นคงทางอาหารให้มากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ความเคลื่อนไหวต่างๆ ที่มีทั้งผลประโยชน์และผลเสียมากมายของบริษัทเกษตรข้ามชาติ เกษตรกรไทย และผู้บริโภคเป็นเดิมพัน จะส่งผลต่อแนวทางในการแบนสารเคมีเกษตรต่อไปอย่างไร และนโยบายการเกษตรที่นำไปสู่ความปลอดภัยและความมั่นคงทางอาหารจะสามารถทำได้อย่างไร ยังจำเป็นที่จะต้องพึ่งพาสารเคมีอีกหรือไม่อย่างไร&amp;nbsp; ยังเป็นคำถามที่ท้าทายต่อประเทศที่ได้ชื่อว่ามีความมั่งคั่งด้านการเกษตรและความมุ่งมั่นที่จะเป็น &amp;ldquo;ครัวของโลก&amp;rdquo; อย่างประเทศไทย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;Dialougue Forum แบนสารพิษเกษตร เส้นทางสู่ครัวปลอดภัยของไทยและของโลก? &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เหตุนี้ สำนักข่าว Bangkok Tribune News, ชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม และโปรเจ็กต์เสวนาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ Project SEVANA South-East Asia จัด Dialougue Forum แบนสารพิษเกษตร เส้นทางสู่ครัวปลอดภัยของไทยและของโลก? ที่ SEA-Junction หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร เมื่อวันก่อน เปิดเวทีสัมมนาประเด็นร้อนของสังคมเกี่ยวกับ 3 สารเคมีทางการเกษตร คือ ไกลโฟเซต พาราควอต และคลอร์ไพริฟอส&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี (BioThai) ฉายภาพรวมการเกษตรไทยก่อนแบนสารพิษเกษตรว่า ระบบเกษตรกรรมไทยมีการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญเมื่อมีการปฏิวัติเขียว ปี 2503 ใกล้เคียงกับเวลาเริ่มต้นแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 1 พ.ศ.2504&amp;nbsp; เดิมทีระดับผลผลิตข้าวของไทยยังไม่มาก เช่น ภาคกลาง 400 กิโลกรัมต่อไร่ แต่กลับได้ผัก ปลา ในระบบนิเวศเกษตร เกษตรกรเพาะปลูกครั้งเดียวฤดูกาลทำนา แต่หลังปฏิวัติเขียว มีการพัฒนาสายพันธุ์ข้าว ทำให้ปลูกข้าวได้นอกฤดูกาลมากกว่าหนึ่งครั้งต่อปี มีการใช้พื้นที่เข้มข้น&amp;nbsp; ผลผลิตเพิ่มเป็น 700 กก.ต่อไร่ แต่สิ่งที่เราต้องแลกคือ ต้องใช้เงินทุนมากขึ้น มีการใช้ปุ๋ยและสารเคมีกำจัดศัตรูพืช มีการปลูกพืชเชิงเดี่ยวอย่างกว้างขวาง ไม่มีการพักดิน ส่งผลทำให้ระบบนิเวศเปลี่ยนไป ส่วนการทำนา เปลี่ยนจากนาดำเป็นนาหว่าน เพราะควบคุมได้โดยการใช้สารเคมี และนำมาสู่การใช้สารเคมีเพิ่มขึ้นตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา นี่ยังเป็นแค่ข้าว ส่วนภาพรวมเกษตรกรรมอื่นก็เช่นกัน อ้อย ข้าวโพด ยางพารา และปาล์มน้ำมัน ใช้สารเคมีมากขึ้น สูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; ผอ.มูลนิธิชีววิถีได้หยิบยกงานวิจัยของสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ ซึ่งเก็บข้อมูลจากทะเบียนเกษตรกร ปี 2557 พบว่า พื้นที่กสิกรรมของไทยส่วนใหญ่ 2 ใน 3 ปลูกพืชเชิงเดี่ยว อันดับ 1 ข้าว 53% รองลงมายางพารา มันสำปะหลัง ปาล์ม อ้อย และข้าวโพด ซึ่งปัจจุบันพื้นที่ปลูกอ้อยแซงมันสำปะหลังและข้าวโพดไปแล้ว ซึ่งใช้สารเคมีปริมาณมากจัดการพืชและแมลง ขณะที่ตัวเลขการใช้สารเคมีในไทย ติดอันดับ 5 ของโลก ใกล้เคียงกับเวียดนาม แต่ถ้าเทียบพื้นที่ต่อประชากรเวียดนามใช้มากกว่าเรา ขณะที่เมื่อเทียบกับพื้นที่เกษตรกรรมไทยเป็นอันดับ 9 ใช้มากกว่าสหรัฐและญี่ปุ่น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo; การเสนอยกเลิกใช้ 3 สารเคมีทางการเกษตร คือ พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส เริ่มโดยกระทรวงสาธารณสุขปี 2560 เกี่ยวข้องกับการใช้สารเคมีจำนวนมากในไทยและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ&amp;nbsp; เกษตรกรส่วนหนึ่งปรับเปลี่ยนสู่การใช้สารเคมีชนิดอื่นๆ ทั้งนี้ สัดส่วนของสารเคมีที่ถูกเสนอแบน อย่างพาราควอตและไกลโฟเซต เป็นสารกำจัดศัตรูพืช มีสัดส่วนมากกว่าครึ่งของปริมาณการนำเข้าสารเคมีทั้งหมด ส่วนคลอร์ไพริฟอสเป็นสารเคมีกำจัดแมลงที่นำเข้ามากที่สุด จึงเกิดการและเคลื่อนไหวมาอย่างต่อเนื่องของกลุ่มอุตสาหกรรม บริษัทสารเคมี วันที่ 22 ต.ค.2562 เสนอแบน 3 สารพิษ สหรัฐไม่เห็นด้วย เรียกร้องให้ยกเลิกแบนไกลโฟเซต เพราะสหรัฐและแคนาดาถือหุ้นบริษัทผู้ผลิต 30% นี่คือแหล่งผลประโยชน์ ทั้งยังสัมพันธ์กับบริษัทเมล็ดพันธุ์ พืชดัดแปลงพันธุกรรม 80% มียีนต้านทานไกลโฟเซต ถ้าแบน พืชจีเอ็มโอไม่มีแต้มต่อ&amp;quot; วิฑูรย์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี (BioThai) &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แม้จะมีความพยายามคัดค้านการจำกัดและแบนสารเคมีดังกล่าว ผอ.มูลนิธิชีววิถีบอกว่า ในที่สุดคณะกรรมการวัตถุอันตรายตัดสินใจจำกัดและแบนสารเคมีเกษตร 3 ชนิด ตามมาด้วยการแสดงความไม่เห็นด้วยจากเกษตรกร ผู้ประกอบการ และรัฐบาลต่างชาติ จากนั้นมีการลงมติใหม่แบน 2 สาร ยับยั้งการใช้ 1 สาร ล่าสุดยืนยันมติดังกล่าวอีกครั้ง นี่คือการต่อสู้และประเด็นท้าทายแบนสารเคมีเพื่อเป็นครัวปลอดภัยของโลก ต้องแบนสารเคมีทั้งหมดหรือควบคุมการใช้สารเคมี ต้องหาทางออกร่วมกันให้ได้&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปรกชล อู๋ทรัพย์ เครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช (Thai-Pan) ซึ่งติดตามและขับเคลื่อนประเด็นการแบนสารพิษมาต่อเนื่อง ร่วมแลกเปลี่ยนในการสัมมนาว่า หลายภาคีเครือข่ายดำเนินการผลักดันแบนสารพิษ โดยไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน แต่ตระหนักปัญหาสุขภาพและสิ่งแวดล้อมปนเปื้อนมลพิษ เพราะการฉีดพ่นสารเคมีในการเกษตรจะกระจายสู่สิ่งแวดล้อมและเข้าสู่ห่วงโซ่อาหาร ไทยนำเข้าสารเคมีกว่าสามหมื่นล้านบาท แต่ที่ผ่านมาไม่ค่อยพูดถึงผลกระทบภายนอก มีการประเมินมูลค่าผลกระทบต่อเกษตรกร ผู้บริโภค และระบบนิเวศกว่า 27,440 ล้านบาท ทุกๆ หนึ่งบาทที่นำเข้าสารเคมีจะมีผลกระทบต่อสุขภาพ 76 สตางค์ ต้องจ่าย นี่เป็นต้นทุนชีวิต&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo; Thai-Pan สุ่มตรวจสารพิษตกค้างในผักผลไม้ในตลาด ห้างสรรพสินค้า โดยส่งแล็ปที่สหราชอาณาจักร พบว่า ปี 59 ตกค้าง 51% ปี 60 ตกค้าง 48% ปี 62 ตกค้าง 41% ขณะที่สารพิษตกค้างในสหภาพยุโรป ปี 2561 อยู่ที่ 1.4% เท่านั้น ยังเป็นคำถามเมื่อไหร่สารพิษตกค้างในไทยจะลดลงได้ตามค่ามาตรฐานของกฎหมาย ตัวเลขปี 61 ผักผลไม้ไทยที่ส่งสหภาพยุโรปตกค้างระดับสูง 17.5% สูงกว่าจีน ผักผลไม้ไทยยังเป็นกลุ่มเสี่ยงสารเคมีตกค้าง อาหารที่ไม่ปลอดภัยกระทบเศรษฐกิจประเทศและการส่งออก&amp;quot; ปรกชลย้ำปัญหา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ปรกชล อู๋ทรัพย์ เครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช (Thai-Pan) &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปรกชลระบุอีกว่า การยกเลิกใช้สารเคมีเป็นไปตามหลักวิชาการ บางประเทศประเมินความเสี่ยง บางประเทศพูดถึงอันตราย ปี 2535-2552 ยุโรปยกเลิกสารเคมีกำจัดศัตรูพืชรวมกันกว่า 74% จาก 1,000 ชนิด จำแนกเป็น 67% ไม่อนุญาตให้ขึ้นทะเบียน 7% แบน และ 26% อนุญาตให้ใช้ได้ ซึ่งมีการเปลี่ยนกฎหมายและระบบขึ้นทะเบียนใหม่ ผู้ประกอบการที่ไม่สามารถแสดงหลักฐานให้เห็นว่า สารเคมีที่ใช้ปลอดภัยเพียงพอ จะไม่ได้รับอนุญาต ทำอย่างไรไทยจะเดินไปสู่จุดนั้น มีการตั้งกฎเกณฑ์ดูแลสุขภาพ และสิ่งแวดล้อมประชาชน สำหรับสารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่มีอันตรายสูง เกณฑ์กำหนดโดย WHO และ FAO พิจารณาจากมีพิษเฉียบพลันสูง ก่อโรคระยะยาว ก่อมะเร็ง หรือตกค้างในสิ่งแวดล้อมยาวนาน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo; ไทยยังมีการใช้สารเคมีอันตรายสูงถึง 150 ชนิด เราไม่ต้องการแบนสารพิษทั้งหมด แต่พูดถึงการจัดการสารเคมีอันตรายสูง หากมองยุทธศาสตร์จัดการสารเคมีในไทย เริ่มจากจัดการที่ต้นทาง ไม่มีสารเคมีอันตรายร้ายแรงใช้ในประเทศ สารออกฤทธิ์เหล่านี้เราต้องนำเข้า ต้องแบน และจำกัดการใช้ ปรับปรุงกฎหมายและการบังคับใช้ ถัดมาผู้บริโภคมีส่วนร่วม ผู้ประกอบการมีความรับผิดชอบ สร้างระบบเฝ้าระวัง เตือนภัย นอกจากนี้ ต้องพัฒนาทางเลือกในการควบคุมศัตรพืช ส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ ส่งเสริมการปลูกผักกินเอง นี่คือเทคโนโลยีทางเลือก ทั้งหมดนี้จำเป็นต้องยกระดับในประเทศไทย&amp;quot; ปรกชลกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่อดิศักดิ์ ศรีสรรพกิจ อดีตอธิบดีกรมวิชาการเกษตร&amp;nbsp; กลับมองต่างมุม โดยระบุว่า การเป็นครัวปลอดภัยของไทยและของโลก จะพูดถึงความปลอดภัยอย่างเดียวไม่ได้ ยังมีด้านสินค้าคุณภาพดี ราคาสามารถแข่งขันตลาดโลกได้ ตลอดสิบปีมานี้ถกเถียงกันมานาน เกษตรต้องไร้สารเคมีโดยสิ้นเชิงหรือไม่ ทั้งประเภทยาฆ่าแมลง ยาฆ่าหญ้า ยาปราบศัตรูพืช อีกประเภท ปุ๋ยเคมี ยังมีคำถามต้องเป็นเกษตรอินทรีย์เท่านั้น ใช่หรือไม่ ปัจจุบันมียุทธศาสตร์ชาติส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ในทุกพืชและพื้นที่เกษตรกรรมทั่วประเทศ ตนแสดงความเห็นมาตลอดว่าเป็นไปไม่ได้ เพราะไทยเป็นประเทศในเขตร้อนชื้นต่างจากเขตหนาว มีศัตรูพืชตลอดปี หากไม่ใช้จะใช้สารใดไปกำจัดแมลง ปีนี้เพลี้ยระบาดไร่มันสำปะหลัง 4-5 แสนไร่ ปีก่อนเพลี้ยกระโดดทำลายนาข้าว โอกาสทั่วประเทศทำเกษตรปลอดสารเคมีไม่มีทางสำเร็จ แต่ถ้าทำ 100 ไร่ หรือ 1,000 ไร่ เป็นไปได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo; เกษตรอินทรีย์เป็นของดี แต่เกษตรใช้สารเคมีไม่ใช่ของไม่ดี แต่ต้องใช้สารเคมีอย่างถูกต้อง ปัจจุบันมีพื้นที่เกษตรอินทรีย์ประมาณ 5 แสนไร่ทั่วประเทศ หากตัดข้าวออกไป เหลือพื้นที่ไม่มาก ผมเห็นว่า ต้องผลักดันให้กระทรวงเกษตรฯ และผู้เกี่ยวข้องเร่งรัดทำเกษตรอินทรีย์เพิ่มขึ้น แต่เป็นกลุ่มผักและพืชไร่ กลุ่มข้าว อ้อย เป็นวัตถุดิบใช้แปรรูป ไม่จำเป็นต้องเป็นเกษตรอินทรีย์ รัฐบาลต้องสนับสนุนงบประมาณส่วนนี้ด้วย&amp;quot; อดิศักดิ์กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อดิศักดิ์แสดงทัศนะอีกว่า เส้นทางสู่ครัวโลกนั้น สิ่งที่ต้องให้ความสำคัญเพื่อให้เกษตรปลอดภัยต้องยึดการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (Good Agricultural Practices: GAP) ที่ผ่านมารัฐบาลไม่ให้ความสำคัญ จะต้องอบรมแนวทางทำเกษตร ขบวนการผลิตปลอดภัย สินค้าผักผลไม้ไทยจะปลอดภัยส่งออกสู่ครัวโลกและมีปริมาณสารตกค้างในระดับที่ยอมรับได้ อีกทั้งต้นทุนการผลิตจะต่ำลง อย่างไรก็ตาม ประเด็นการแบนสารเคมีเกษตร ประเทศไทยมีระบบการจัดการวัตถุอันตรายกำกับดูแลอยู่แล้ว การอนุญาตให้นำเข้าสารเคมีและอนุญาตขึ้นทะเบียนพิจารณาด้านความปลอดภัยเป็นสำคัญ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในช่วงท้ายเวที วิฑูรย์ ผอ.มูลนิธิชีววิถี แสดงทัศนะเพิ่มเติมว่า ประเด็นการแบนสารเคมีกับการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ต้องแยกกัน ซึ่งการแบนสารเคมีเป็นการจัดการเกษตรกรรมกระแสหลัก ในกระแสโลกการแบนสารเคมีที่มีพิษภัยร้ายแรงหรือมีความเสี่ยงเกินกว่าจะใช้ในระบบเกษตรเคมีเป็นเรื่องปกติ มีตัวอย่างบราซิลปลูกอ้อยมากกว่าไทย 7.3 เท่า ประกาศแบนพาราควอตแล้ว มีผลวันที่ 22 ก.ย.ที่ผ่านมา, มาเลเซียมีพื้นที่ปลูกข้าวมากกว่าเรา 7.4 เท่า แบนตั้งแต่ 1 ม.ค., ไนจีเรียปลูกข้าวโพด มันสำปะหลัง มากกว่าไทย 4.9 เท่า ประกาศแบนและจะมีผลเร็วๆ นี้ ปัจจุบันรวม 60 ประเทศทั่วโลกและแนวโน้มจะเพิ่มมากขึ้น ส่วนสหรัฐมีความเคลื่อนไหวอีกฝั่ง ส.ส.พรรครีพับลิกันกำลังผลักดันกฎหมายแบนพาราควอตสวนทางกับทรัมป์ ฉะนั้น การเสนอแบนในไทยไม่ใช่เรื่องผลประโยชน์ของฝ่ายที่สนับสนุนอย่างที่โจมตีกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo; เกษตรเชิงเดี่ยวทุกวันนี้เกษตรกรกำไรต่อไร่น้อยมาก มีการสำรวจปลูกอ้อยและปาล์มกำไร 1,500 บาทต่อไร่ บางปีขาดทุน เป็นความไม่มั่นคง สิ่งที่ซ่อนในระบบนี้เราต้องใช้เงินช่วยเหลือสนับสนุนเกษตรกรมหาศาล ปีนี้รัฐบาลใช้เงิน 7 หมื่นล้านแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ประกันรายได้ช่วยค่าเก็บเกี่ยว ปรับปรุงคุณภาพ เราต้องเปลี่ยนการผลิตเพื่อไปสู่ความยั่งยืนมากขึ้น สภาผู้แทนราษฎรประกาศหมุดหมายไทยสู่เกษตรกรรมยั่งยืนให้ได้ 100% ในปี 2573 โดยพัฒนาเกษตรอินทรีย์ให้ได้ 30% ปัจจุบันตัวเลขพื้นที่เกษตรอินทรีย์มีล้านไร่ อีกทั้งกระทรวงเกษตรฯ มียุทธศาสตร์เพิ่มให้ได้ 1.5 ล้านไร่ สิ่งที่ต้องทำคู่กันพัฒนาระบบการตลาด&amp;quot; วิฑูรย์กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผอ.มูลนิธิชีววิถีย้ำเกษตรเชิงเดี่ยวที่ใช้สารเคมี ชีวิตคนที่โดนทำร้ายมากที่สุดอันดับแรกไม่ใช่ผู้บริโภค แต่คือเกษตรกร ยูเอ็นวิจารณ์ประเทศอุตสาหกรรมไม่ผลิตแต่ส่งสารพิษกำจัดศัตรูพืชให้เกษตรกรรายย่อย เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน วันนี้เกษตรเชิงเดี่ยวไปไม่รอด ต้องปรับสู่ความยั่งยืนมากขึ้น ไม่ต้องเต็มร้อย แต่เกษตรอินทรีย์เป็นโอกาสให้เราเข้าถึงอาหารปลอดภัย นี่คือความหวังและความฝันของคนไทย การเปลี่ยนแปลงต้องสู้ด้วยข้อมูล เหตุผล และมองอนาคตข้างหน้า&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ประเด็นการแบนสารพิษอันตรายยังต้องจับตากันต่อไป อีกทั้งรัฐบาลมีความจริงจังในการแก้ไขปัญหาสารพิษตกค้างในสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชน ซึ่งไทยกำลังเผชิญวิกฤติเหล่านี้สาหัสไม่แพ้วิกฤติจากไวรัสโควิดระบาดกระทบต่อเศรษฐกิจไทย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/79414</URL_LINK>
                <HASHTAG>Thai Pan, ครัวไทย ครัวโลก, นสพ.ไทยโพสต์, พาราควอต, วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ, เกษตรอินทรีย์, แบนสารเคมีทางการเกษตร, ไบโอไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201003/image_big_5f7880ef742eb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>61773</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/04/2020 10:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/04/2020 10:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;ไบโอไทย&quot;ยกเกาหลีใต้คุมโควิดอยู่ เพราะเข้าใจหัวใจสำคัญอยู่ที่การตรวจวิเคราะห์อย่างกว้างขวาง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2เม.ย.63-&amp;quot;เพจ ไบโอไทย&amp;quot; ได้ยกย่องประเทศเกาหลีใต้ ที่สามารถควบคุมการแพร่ระบาดของโคโรนาไวรัส2019 หรือโควิด-19 ได้ค่อนข้างดี จนทำให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของเกาหลีใต้ ได้รับเชิญให้ไปพูดในเวทีการประชุม World Economic Forum ความว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของเกาหลีใต้ ได้รับเชิญให้ไปพูดที่คณะทำงานพิเศษว่าด้วย COVID-19 ของ World Economic Forum
เธอบอกว่า หัวใจความสำเร็จของเกาหลีในการควบคุม COVID-19 คือการตรวจวิเคราะห์เชื้ออย่างกว้างขวาง
เช่นเดียวกับประสบการณ์ที่อู่ฮั่นของจีน เยอรมนี นอรเวย์ ยืนยันการใช้การตรวจวิเคราะห์หาเชื้อคือเครื่องมือสำคัญที่สุด ทั้งในการควบคุมการระบาด และการรักษาชีวิตของผู้คนให้อยู่ในระดับต่ำ ตอกย้ำคำแถลงของเลขาธิการใหญ่ WHO ซึ่งแถลงเมื่อ 2 สัปดาห์ที่แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กระทรวงสาธารณสุขของไทยมีประสบการณ์ในการควบคุมการระบาด โดยให้ความสำคัญกับระบบการติดตามข้อมูลผู้ติดเชื้อ และระบบคัดกรอง ซึ่งเป็นกลไกสำคัญมากที่สุดกลไกหนึ่ง แต่ด้วยระดับการระบาดของ COVID-19 ที่แพร่ออกไปในวงกว้างมากเช่นนี้ กลไกการลงทุนในการตรวจวิเคราะห์จึงจำเป็นอย่างยิ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รัฐบาลดำเนินการมาตรการควบคุมการเดินทาง ปิดเมือง รณรงค์การสร้างระยะห่างทางสังคม ซึ่งมาถูกทางแล้ว แต่เมื่อผู้ติดเชื้อแฝงอยู่ในเมือง หัวเมือง และชุมชนต่างๆแล้ว การเพิ่มงบประมาณและเครื่องมือในการตรวจวิเคราะห์ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ในการจัดการระบาด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อจำกัดของการตรวจวิเคราะห์ อยู่ที่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. ศักยภาพของประเทศต่างๆที่อาจไม่มีงบประมาณเพียงพอเมื่อเทียบกับจีน เกาหลี นอรเวย์ หรือเยอรมัน หรือ
2. มีงบประมาณแต่ไม่ยอมเกลี่ยงบประมาณ หรือดันเอาไปใช้กับเรื่องที่ไม่สำคัญในสถานการณ์นี้ เช่น งบซื้ออาวุธ เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ลิงค์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คำแนะนำจากเลขาธิการใหญ่ WHO
https://bit.ly/2UiJ7TA&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประสบการณ์ของเยอรมนี
https://www.washingtonpost.com/&amp;hellip;/76ce18e4-6d05-11ea-a156-00&amp;hellip;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประสบการณ์นอรเวย์ https://sciencenorway.no/&amp;hellip;/very-low-mortality-rate-&amp;hellip;/1661751&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เกาหลีใต้
https://www.weforum.org/&amp;hellip;/south-korea-covid-19-containment&amp;hellip;/&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/61773</URL_LINK>
                <HASHTAG>#โควิด-19, การตรวจคัดกรองหาเชื้อโควิด-19, ประเทศเกาหลีใต้, ไบโอไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200402/image_big_5e855ede422f4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>51257</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/11/2019 16:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/11/2019 16:24</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;ไบโอไทย&quot;จวกมติ เลิกแบน3สารเคมี  เอื้อบริษัทค้าสารพิษ ไม่ต้องรับผิดชอบสต็อกสินค้า </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27พ.ย.62-หลังคณะกรรมการวัตถุอันตราย กลับลำ มีมติไม่แบน 3 สารเคมีเกษตร ทั้งที่มีมติแบนไปแล้วและจะมีผลในวันที่ 1 ธ.ค.2562 &amp;nbsp;โดยให้ยืดอายุการใช้งานของพาราควอต และคลอร์ไพริฟอส &amp;nbsp;ส่วนไกลโฟเซต ให้ใช้อย่างมีการควบคุม &amp;nbsp;ล่าสุดเพจของBIOTHAI ได้โพสต์ข้อความว่า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เครือข่ายสนับสนุนการแบน 686 องค์กรผิดหวังกับมติของคณะกรรมการวัตถุอันตรายที่อนุญาตให้มีการใช้ไกลโฟเซตต่อไป และยืดเวลาการบังคับใช้การแบนพาราควอตและคลอร์ไพริฟอสต่อไปอีก 6 เดือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การตัดสินใจ ซึ่งมาจากการผลักดันและสนับสนุนโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นการตัดสินใจที่เอื้อประโยชน์ต่อบริษัทสารพิษกำจัดศัตรูพืช โดยผลักภาระความเสี่ยงแก่ประชาชนทั้งประเทศทั้งเกษตรและผู้บริโภค โดยเฉพาะอย่างยิ่งการอนุญาตให้ใช้สารไกลโฟเซตซึ่งสถาบันวิจัยมะเร็งนานาชาติระบุว่าเป็นสารน่าจะก่อมะเร็ง และศาลสหรัฐตัดสินให้บริษัทมอนซานโต้-ไบเออร์ต้องเยียวยาและชดใช้แก่เกษตรกรเป็นจำนวนเงินมหาศาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การยืดเวลาการแบนพาราควอตและคลอร์ไพริฟอสต่อไป เป็นการเอื้อเฟื้อบริษัทสารพิษให้ไม่ต้องรับผิดชอบสต็อคสินค้าทั้งๆที่พวกเขานำเข้ามาเพื่อเก็งกำไรจำนวนมหาศาลก่อนหน้านี้ โดยปล่อยช่วงเวลาอีก 6 เดือนเพื่อจำหน่ายต่อเกษตรกรทั้งๆที่รู้ว่าเป็นสารที่มีผลต่อสุขภาพทั้งของเกษตรกร ผู้บริโภค และเด็กๆของเรา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รัฐมนตรี และพรรคการเมืองที่เกี่ยวข้องในการตัดสินใจนี้ต้องเป็นผู้ชี้แจงเหตุผลการตัดสินใจนี้ และประชาชนส่วนใหญ่ทั้งประเทศที่สนับสนุนการแบนสารพิษร้ายแรงเป็นผู้ตัดสินใจอนาคตทางการเมืองของพวกเขา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เครือข่ายสนับสนุนการแบนสารพิษร้ายแรงจะเดินหน้า ขับเคลื่อนให้มีการยกเลิกการใช้ไกลโฟเซต และสารพิษร้ายแรงอื่นๆ ต่อไป และจะแถลงมาตรการและแนวทางในการขับเคลื่อนเรื่องนี้โดยเร็ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 พฤศจิกายน 2562
เครือข่ายสนับสนุนการแบนสารพิษร้ายแรง 686 องค์กร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/51257</URL_LINK>
                <HASHTAG>คกก.วัตถุอันตราย, คลอร์ไพริฟอส, พาราควอต คลอร์ไพริฟอส ไกลโฟเซต, แบนพาราควอต, ไบโอไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191127/image_big_5dde3faacbc58.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>48863</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/10/2019 15:15</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/10/2019 17:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;ไบโอไทย&quot; ชี้หน่วยงานระดับปฎิบัติของไทย ที่เกี่ยวข้องการแบน3สารเคมี ควรเป็นผู้ตอบจดหมาย&quot;เท็ด แมคคินนี&quot;ไม่ถึงขั้นต้องทำในนามรัฐบาล </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
25ต.ค.62-เพจมูลนิธิชีววิถี หรือไบโอไทย ได้เปิดเผยรายละเอียด ของผู้ลงนามจดหมายถึงรัฐบาลไทยคัดค้านการแบนไกลโฟเซต ซึ่งคือนาย เท็ด แมคคินนี (Ted McKinny) ตำแหน่งอย่างเป็นทางการคือ Under Secretary of Agriculture for Trade and Foreign Agricultural Affairs หรือ ผู้ช่วยรัฐมนตรีเกษตรเพื่อการค้าและกิจการเกษตรต่างประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในสหรัฐอเมริกา ตำแหน่ง Under Secretary นี้เป็นตำแหน่งทางการเมือง มีระดับต่ำกว่ารัฐมนตรีช่วย (Deputy Secretary) ไบโอไทยจึงใช้คำว่า &amp;quot;ผู้ช่วยรัฐมนตรี&amp;quot; โดยส่วนใหญ่จะได้รับมอบหมายให้หัวหน้ากิจการระดับกรม (sub department)ของกระทรวงต่างๆ ในแง่นี้รัฐบาลไทยจึงไม่ควรให้ความสำคัญในการตอบโต้โดยให้รัฐมนตรีเป็นผู้ชี้แจง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไบโอไทยระบุอีกว่า การที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์วันนี้ (25/10/2562) ว่า เป็นหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นผู้ตอบจดหมายดังกล่าวเป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;อย่างไรก็ตามในความเห็นของไบโอไทย ควรใช้หน่วยงานปฏิบัติเป็นผู้ตอบจดหมายดังกล่าว ตัวอย่างเช่น ในกรณีเวียดนาม ผู้ตอบโต้ต่อรัฐบาลสหรัฐ เป็นเพียงระดับอธิบดีหรือหัวหน้าด้านป้องกันกำจัดศัตรูพืช ซึ่งเป็นหน่วยงานภายใต้กระทรวงเกษตรและพัฒนาชนบทของเวียดนาม (Head of the Plant Protection Department, Ministry of Agriculture and Rural Development) เท่านั้น&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากประวัติ ผู้ช่วยรัฐมนตรี &amp;quot;เท็ด แมคคินนี&amp;quot; ทำงานมาอย่างยาวนานถึง 19 ปี กับบริษัทดาวอะโกรไซแอนส์ บริษัทผู้ผลิตและเจ้าของผลิตภัณฑ์สารเคมีกำจัดแมลง &amp;quot;คลอร์ไพริฟอส&amp;quot; ซึ่งในสมัยของประธานาธิบดีทรัมป์ได้เตรียมยกเลิกการใช้ แต่เมื่อทรัมป์ แต่งตั้ง สก็อต พรุตต์ เข้ามาเป็นประธาน EPA เขาได้สั่งเลื่อนการแบนออกไปอย่างไม่มีกำหนด จนหนังสือพิมพ์ในสหรัฐขุดคุ้ยว่าทั้งเขาและทรัมป์มีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับบริษัทเจ้าของผลิตภัณฑ์ จนในที่สุดพรุตต์ ต้องตัดสินใจลาออกไปในที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลสหรัฐได้ตัดสินให้ EPA ยกเลิกการใช้คลอร์ไพริฟอสภายใน 60 วัน ขณะนี้กระบวนการอยู่ในขั้นอุทธรณ์
&amp;quot;ในความเห็นของเรา จดหมายของแมคคินนี ไม่ได้มีความหมายปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนอเมริกันแต่ประการใด แต่เป็นการปกป้องผลประโยชน์ของกลุ่มบริษัทสารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่มีอิทธิพลเหนือรัฐบาลสหรัฐฯเป็นหลักมากกว่า&amp;quot; ไบโอไทยระบุ
การอ้างเรื่องผลกระทบต่อผลประโยชน์ของสหรัฐในการส่งออกถั่วเหลือง และข้าวสาลี น่าจะเป็นเพียงข้ออ้างในการปกป้องผลประโยชน์ของกลุ่มบริษัทในสมาคม CropLife ที่ประกอบกิจการค้าไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส เป็นสำคัญ
&amp;quot;โพสต์ต่อไป เราจะชำแหละจดหมายของแมคคินนีอย่างละเอียด ที่แทรกแซงกระบวนการกำหนดนโยบายเรื่องการแบนสารเคมีกำจัดศัตรูพืชของไทย &amp;nbsp;โปรดติดตาม และโปรดแชร์ให้เรื่องนี้ถึงนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และผู้บริหารในกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับการแบนสารพิษทุกคน&amp;quot;เพจไบโอไทยแถลงการณ์&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/48863</URL_LINK>
                <HASHTAG>เท็ด แมคคินนี, แบน3สารเคมี, ไบโอไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>DELETE</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191025/image_big_5db2c8055ffb6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>48749</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/10/2019 09:10</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/10/2019 09:10</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> &#039;ไบโอไทย&#039;ฉะสหรัฐแทรกแซงขวางแบนสารพิษเชื่อรัฐบาลไทยจะไม่อ่อนไหวตามแรงกดดัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
24ต.ค.62-เพจเฟซบุ๊ก BIOTHAI ของมูลนิธิชีววิถี โพสต์ข้อความระบุว่า นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมได้เปิดเผยต่อสื่อมวลชนว่า &amp;ldquo;ก่อนเดินทางมาจีนมีเจ้าหน้าที่เอาเอกสารมาให้เซ็นที่สนามบิน ระบุว่า สถานทูตสหรัฐฯ บอกว่าหากแบนไกลโฟเซตจะมีผลเสีย ขอให้มีตัวนี้อยู่ เพราะยังหาตัวอื่นมาทดแทนไม่ได้&amp;rdquo;
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่รัฐบาลสหรัฐ แทรกแซงกิจการภายในประเทศไทย เพื่อประโยชน์ของบรรษัทเทคโนโลยีชีภาพ
ย้อนรอยไปในปี 2540 หรือกว่า 20 ปีที่แล้ว เครือข่ายสิทธิภูมิปัญญาไทย ซึ่งเป็นชื่อของเครือข่ายนักวิชาการและภาคประชาสังคม ซึ่งต่อมารู้จักกันภายใต้ชื่อ BIOTHAI ได้ร่วมกับสถาบันการแพทย์แผนไทย กระทรวงสาธารณสุข ซึ่งในขณะนั้นมีแพทย์หญิงเพ็ญนภา ทรัพย์เจริญ เป็นผู้อำนวยการ ร่วมกันร่างกฎหมายคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย พร้อมกับที่ในด้านหนึ่งได้ร่วมกันผลักดันให้มีกฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืช ซึ่งทั้งสองร่างมีหลักการสำคัญคือ ป้องกันมิให้เกิดกรณีโจรสลัดชีวภาพ ที่มีบรรษัทข้ามชาติเข้าใช้ประโยชน์จากทรัพยากรชีวภาพและภูมิปัญญาท้องถิ่นแล้วนำไปจดสิทธิบัตรผูกขาด ซึ่งนอกจากเจ้าของทรัพยากรไม่ได้ประโยชน์ใดๆแล้ว ยังปิดกั้นมิให้เจ้าของทรัพยากรสามารถวิจัยและพัฒนาใช้ประโยชน์จากทรัพยากรและความรู้ท้องถิ่นของตนเองได้ในอนาคตด้วย
ร่างกฎหมายทั้งสองฉบับเป็นโมเดลกฎหมายแรกๆของโลกที่พัฒนาขึ้นจากหลักการ &amp;ldquo;สิทธิอธิปไตยของประเทศเหนือทรัพยากรชีวภาพ&amp;rdquo; เพื่อตอบโต้กับบรรดาโจรสลัดชีวภาพ
ในระหว่างกระบวนการร่างกฎหมาย จู่ๆมีหนังสือจากสถานฑูตสหรัฐฯส่งมายังกระทรวงสาธารณสุข เพื่อข่มขู่ว่าการร่างกฎหมายดังกล่าวขัดกับหลักการเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาภายใต้องค์การค้าโลก และคุกคามผลประโยชน์ของบรรษัทยาและบริษัทเมล็ดพันธุ์สหรัฐฯ แต่คณะผู้ร่างกฎหมายทั้งจากฝั่งของกระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงเกษตรฯหาได้หวั่นไหวไม่
พวกเราตอบโต้ โดยจัดประชุมวิชาการระหว่างประเทศเพื่อประกาศว่า การออกกฎหมายทั้งสองฉบับของประเทศไทย เป็นไปตามหลักการกฎหมายระหว่างประเทศใน &amp;ldquo;อนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ&amp;rdquo; และ &amp;ldquo;หน้าต่างของความตกลง TRIPS&amp;rdquo; ขององค์การค้าโลกเอง ที่เปิดให้แต่ละประเทศสามารถออกกฎหมายที่มีลักษณะเฉพาะหรือ Sui generis ได้ ตัวแทนของผู้เข้าร่วมประชุมยังได้เดินทางไปพบนายชวน หลีกภัย นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นที่ทำเนียบรัฐบาล จนในที่สุดรัฐสภาได้ผ่านกฎหมาย คุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย และกฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืชในปี 2542 เป็นผลสำเร็จ
การแทรกแซงกิจการภายในครั้งนั้นของสหรัฐมีผู้รู้เห็นเป็นประจักษ์พยานหลายท่าน บางท่านเป็นข้าราชการในกรมทรัพย์สินทางปัญญา บางท่านเป็นอดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ บางท่านเดินทางเข้าออกประชุมอยู่ในทำเนียบรัฐบาล บางท่านเป็นนักกฎหมายใหญ่ของสำนักกฎหมายระหว่างประเทศ และหลายท่านเป็นเอ็นจีโอที่ยังคงทำงานในแวดวงต่างๆ
เช่นเดียวกับการต่อสู้เพื่อให้ยกเลิกการใช้สารพิษร้ายแรงครั้งนี้ ที่ประเทศไทยต้องยืนหยัดต่อสู้กับการแทรกแซงกิจการภายในจากรัฐบาลต่างประเทศและบรรดาบริษัทข้ามชาติ เพราะเราต่างก็รู้ดีว่า ทั้งไกลโฟเซตและพืชดัดแปลงพันธุกรรมเพื่อให้ต้านทานไกลโฟเซตนั้น มีบริษัทมอนซานโต้เป็นผู้ครอบครองตลาด
พวกเขาผลักดันพืชจีเอ็มก็เพื่อจะได้ขายไกลโฟเซตมากขึ้น ในขณะที่การแบนไกลโฟเซตก็จะทำให้ตลาดพืชจีเอ็มที่มียีนต้านทานไกลโฟเซตที่มอนซานโต้เป็นผู้ผูกขาดจะถูกปิดตายในอนาคตไปด้วย ด้วยเหตุนี้เขาจึงต้องทั้งส่งเสริมพืชจีเอ็มโอและค้านการแบนไกลโฟเซตไปพร้อมๆกัน
ไม่ใช่เฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น เมื่อเดือนเมษายน 2562 ที่ผ่านมา หลังจากรัฐบาลเวียดนามประกาศห้ามนำเข้าไกลโฟเซต นาย Sonny Perdue รัฐมนตรีกระทรวงเกษตรสหรัฐ กล่าววิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลเวียดนามว่า การแบนไกลโฟเซต &amp;ldquo; ส่งผลกระทบร้ายแรงต่อการผลิตทางการเกษตรทั่วโลก&amp;rdquo; แต่รัฐบาลเวียดนามตอบโต้กลับอย่างรวดเร็วว่า &amp;ldquo;การตัดสินใจของเวียดนามเป็นไปตามกฎหมายภายในของเวียดนาม ระเบียบระหว่างประเทศ และสอดคล้องกับเงื่อนไขทางสังคม-เศรษฐกิจของเรา&amp;rdquo; (https://www.reuters.com/&amp;hellip;/u-s-criticizes-vietnam-ban-of-gly&amp;hellip;)
แผนภาพขององค์กรชื่อ Food Democracy Now ในสหรัฐ ชี้ให้เห็นความสัมพันธ์และบทบาททับซ้อนของผู้มีบทบาททางการเมือง หน่วยงานของรัฐในสหรัฐกับบริษัทมอนซานโต้เจ้าของผลิตภัณฑ์ไกลโฟเซตและพืชจีเอ็ม RoundUp Ready
ตัวอย่างความสัมพันธ์ทับซ้อน เช่น นาย Mickey Kantor บอร์ดของมอนซานโต้ เคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีพาณิชย์ของสหรัฐ นาง Linda Fisher รองประธานบริษัท ฝ่ายรัฐกิจและประชาสัมพันธ์ ต่อมาได้รับตำแหน่งรองประธานฝ่ายบริหารของ EPA เป็นต้น
การแทรกแซงของสหรัฐในกิจการภายในของเรา ชี้ให้เห็นแล้วว่า การแบนพาราควอตและไกลโฟเซตนั้น มิได้เป็นเพียงเรื่องเกี่ยวกับประเด็นสุขภาพและสิ่งแวดล้อมเท่านั้น เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของบรรษัทข้ามชาติที่มีอิทธิพลต่อรัฐบาลของหลายประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐบาลสหรัฐด้วย
รัฐบาลไทยและเจ้าหน้าที่ระดับสูงของไทยควรตอบโต้เฉกเช่นรัฐบาลเวียดนาม โดยควรตอบกลับฑูตสหรัฐไปว่า นี่เป็นกิจการภายในของประเทศไทยที่การแบนสารพิษนี้ เป็นไปเพื่อคุ้มครองเกษตรกรและผู้บริโภค เป็นไปตามกฎหมายของไทย และสอดคล้องกับรายงานเกี่ยวกับรายงานความเป็นพิษขององค์การอนามัยโลกว่าไกลโฟเซตเป็นสารก่อมะเร็ง หน้าที่ของรัฐบาลสหรัฐที่สมควรทำคือการดูแลประชาชนของตนเอง ไปบังคับคดีให้บริษัทไบเออร์-มอนซานโต้ ชดใช้ค่าเสียหายแก่ชาวอเมริกันที่ป่วยเพราะโรคมะเร็งจากไกลโฟเซต ตามคำตัดสินของศาลสหรัฐโดยเร็วต่างหาก
เราเชื่อว่ารัฐบาลไทยจะไม่อ่อนไหวตามแรงกดดันของสหรัฐ !?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/48749</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืช, ขวางแบนสารพิษ, นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ, สหรัฐไม่ให้แบนไกลโฟเซต, แทรกแซงกิจการภายใน, ไบโอไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191024/image_big_5db1069193231.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>33365</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/04/2019 15:48</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/04/2019 15:45</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;อ.เดชา&#039; หมอพื้นบ้านเปิดใจแจกน้ำมันกัญชาช่วยผู้ป่วย เป็นเรื่องศีลธรรมที่ต้องทำ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 เม.ย.62 - เพจ BIOTHAI มูลนิธิชีววิถี โพสต์ข้อความคำแถลงอย่างเป็นทางการของอาจารย์เดชา ศิริภัทร ประธานมูลนิธิข้าวขวัญ หลังกลับจากการเดินทางไปต่างประเทศ กรณีการจับกุมการมีกัญชาทางการแพทย์ในครอบครอง&amp;nbsp;ว่า&amp;nbsp;ผมขอขอบคุณพี่น้องทุกท่านที่มาต้อนรับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ป่วยซึ่งแม้ป่วยไข้แต่ก็ยังเดินทางมาเพื่อเป็นประจักษ์พยานว่า การเข้าถึงยาจากกัญชาเป็นเรื่องสำคัญเพียงใด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมเสียใจที่ไม่สามารถเดินทางกลับมาก่อนหน้านี้ได้ ด้วยภารกิจที่องค์กรในประเทศลาวได้เชิญไปศึกษา เรียนรู้ แลกเปลี่ยนกับหมอสมุนไพรพื้นบ้านของลาว จึงไม่สามารถยื่นขอประกันตัว และเดินทางไปรับตัวคุณพรชัย ชูเลิศ เจ้าหน้าที่มูลนิธิข้าวขวัญออกจากที่คุมขังด้วยตนเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายเดชา กล่าวว่า ขอยืนยันว่าการแจกจ่ายน้ำมันกัญชาเพื่อรักษาผู้เจ็บป่วยโรคมะเร็ง พาร์กินสัน โรคข้อ ลมชัก และอื่นๆนั้นเป็นเรื่องศีลธรรมที่ต้องทำ เรื่องนี้อยู่เหนือกฎระเบียบล้าหลังใดๆ เพราะสิทธิของผู้ป่วยที่จะได้รับยาและการรักษาเป็นสิทธิพื้นฐาน และศีลธรรมพื้นฐานของเรา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม หลังจาก พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ ฉบับปรับปรุงแก้ไข มีผลบังคับใช้ในช่วงต้นปี 2562 เป็นต้นมา และเปิดโอกาสให้ &amp;ldquo;หมอพื้นบ้าน&amp;rdquo; สามารถยื่นขอนิรโทษกรรมการมีกัญชาเพื่อครอบครองทางการแพทย์ได้นั้น ก่อนการเดินทางไปประเทศลาวผมได้ทำหนังสือมอบอำนาจให้เจ้าหน้าที่ยื่นเรื่องขอนิรโทษกรรม แต่กลับมาถูกจับกุมเสียก่อนทั้งๆที่ยังอยู่ในระยะเวลา 90 วัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายเดชา กล่าวอีกว่า ตนเพิ่งทราบด้วยว่า หลังจากที่ตัวแทนของผมได้ยื่นต่อเจ้าหน้าที่ของกระทรวงสาธารณสุขเพื่อขอนิรโทษกรรมเมื่อวานนี้ แต่ได้รับการปฏิเสธ โดยอ้างว่าการยื่นขอนิรโทษกรรมต้องมีหลักฐานว่าได้ครอบครองกัญชา ซึ่งตำรวจได้ริบไปหมดแล้ว อีกทั้งอ้างว่าไม่มีหลักฐานยืนยันว่าผมเป็นหมอพื้นบ้าน ซึ่งจะได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย ทั้งๆที่มีหนังสือรับรองจากมูลนิธิสุขภาพไทยที่เป็นผู้ประสานงานเครือข่ายหมอพื้นบ้านทั่วประเทศ ได้แสดงหลักฐานยืนยันก็ตาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ขอยืนยันว่านอกเหนือจากการส่งเสริมเกษตรกรรมยั่งยืนที่ไม่ใช้สารเคมีใดๆและเป็นครูสอนการปรับปรุงพันธุ์ข้าวแล้ว ผมยังทำหน้าที่เป็นหมอพื้นบ้านในการแนะนำการใช้สมุนไพร การปลูกพืชที่มีคุณค่าทางอาหารและยา มานานกว่า 20 ปี ได้เขียนหนังสือเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้ในหนังสือ เทคโนโลยีชาวบ้าน หมอชาวบ้าน เป็นต้น เป็นประจักษ์พยาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กล่าวเฉพาะในช่วงกว่า 10 ปีมานี้ผมได้สนใจค้นคว้าทดลองยาจากกัญชามาโดยต่อเนื่อง ทั้งจากตำราต่างประเทศ ภูมิปัญญาท้องถิ่น และการทดลองใช้ด้วยตนเองและคนใกล้ชิด เมื่อเห็นว่าสามารถโรครักษาผู้คนได้จึงเริ่มแจกจ่ายยาจากกัญชาเพื่อหวังให้ผู้ป่วยเหล่านั้นพ้นทุกข์จากความป่วยไข้&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประธานมูลนิธิขวัญข้าว กล่าวว่า&amp;nbsp;ยืนยันว่าหมอพื้นบ้านทุกคนมีสิทธิที่จะได้รับอนุญาตให้มีการปรุงยาจากกัญชาเพื่อการรักษาผู้คน โดยในส่วนของผมเองนั้น ได้หารือในเบื้องต้นกับ ภญ.สุภาภรณ์ ปิติพร ในการทำงานร่วมกับโรงพยาบาลอภัยภูเบศร ซึ่งจะหาโอกาสแถลงข่าวร่วมกันอีกครั้งหนึ่งหลังจากนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ในวันพฤหัสบดีที่ 11 เมษายน ผมและทีมทนายความจะเดินทางไปแสดงตัวต่อสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ถนนดินแดง ในเวลาประมาณ 10.00 น. เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ หลังจากนั้นจะประสานงานกับเจ้าหน้าที่สถานีตำรวจในพื้นที่เพื่อกำหนดนัดหมายวันเข้าพบเพื่อรับทราบข้อกล่าวหาต่อไป&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในสุดท้ายนี้&amp;nbsp;ขอขอบคุณเป็นอย่างสูงต่อประชาชนเป็นจำนวนมากที่ได้บริจาคเงินผ่าน มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน(ประเทศไทย) มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค และมูลนิธิชีววิถี(BIOTHAI) ที่ได้ร่วมรณรงค์ #SaveDecha #SaveSong #RightToMedicne เพื่อเรียกร้องสิทธิในการเข้าถึงยากัญชาของประชาชน ซึ่งทราบว่าล่าสุดเกิน 1 ล้านบาทแล้ว สำหรับการขอประกันตัวคุณพรชัย ชูเลิศ และสำหรับการต่อสู้คดีของทั้งผมและคุณพรชัยต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขอขอบคุณคุณอนุทิน ชาญวีรกูล และผู้ที่ได้ประกาศสนับสนุนการต่อสู้คดี เช่น ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ที่ประกาศใช้ตำแหน่งของตนเพื่อประกันตัวผม รวมทั้งอดีตรัฐมนตรีบางท่านที่ไม่ประสงค์จะออกนามเตรียมใช้หลักทรัพย์ เพื่อใช้ในการประกันตัว เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันพุธที่ 10 เมษายน 2562
ท่าอากาศยานดอนเมือง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/33365</URL_LINK>
                <HASHTAG>#SaveDecha, กฎหมายกัญชา, กัญชารักษามะเร็ง, ครอบครองกัญชา, นายเดชา ศิริภัทร, มูลนิธิขวัญข้าว, สมุนไพรกัญชา, ไบโอไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190410/image_big_5cadaa1d7d6d5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>29640</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/02/2019 17:33</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/02/2019 17:33</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>BIOTHAI โต้&#039;เจษฎา&#039;ต่ำมาตรฐาน! เปิดข้อมูลพาราควอตแพงประสิทธิภาพไม่เจ๋ง ตกค้าง 13 ปี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 ก.พ.62- เพจ BIOTHAI ให้ข้อมูล จากกรณีมีข้อเขียนของ Jessada Denduangboripant เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ จากภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย&amp;nbsp;&amp;nbsp;เกี่ยวกับพาราควอต และไกลโฟเซต เผยแพร่เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2562 ที่ผ่านมา ซึ่งไบโอไทยเห็นว่าข้อมูลในข้อเขียนดังกล่าวบางส่วนผิดพลาด บางส่วนคลาดเคลื่อนไม่ตรงกับความเป็นจริง จึงขอให้ข้อมูลกับประชาชนดังต่อไปนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.คำกล่าวที่ว่า &amp;ldquo;พาราควอตเป็นสารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่มีประสิทธิภาพดีมาก&amp;rdquo; ไม่เป็นความจริง
การวัดประสิทธิภาพของสารเคมีกำจัดศัตรูพืชไม่ได้วัดจากการฉีดพ่นแล้ววัชพืชแห้งตายไปโดยเร็ว แต่ในทางวิชาการนั้นวัดจากปริมาณของวัชพืชที่แห้งตาย (Dry weight) เปรียบเทียบกับช่วงเวลาการฉีดพ่น (WAT- weeks after the treatment) ซึ่งพาราควอตอาจทำให้วัชพืชแห้งตายภายในสัปดาห์แรกมากกว่า แต่ ประสิทธิภาพลดลงในสัปดาห์ถัดไป ดังนั้นประสิทธิภาพของพาราควอตจึงไม่ดีเท่าสารอื่นๆอีกหลายชนิดเมื่อวัดจากระยะเวลาการฉีดพ่นที่ทิ้งระยะยาวนานกว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. คำกล่าวที่ว่า &amp;ldquo;พาราควอตมีราคาประหยัดมาก&amp;rdquo; ไม่เป็นความจริงและไม่ใช่ข้อสรุปโดยทั่วไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.1 ปัจจุบันราคานำเข้าของพาราควอต(สารออกฤทธิ์)สูงกว่าสารอื่นๆทั้งหมดในสารเคมีกำจัดวัชพืชที่นำเข้ามากที่สุด 7 ชนิด นี้(ตามข้อมูลการนำเข้าปี 2560 ของกรมวิชาการเกษตร)
2,4-ดี ราคานำเข้า 74.67 บาท/ก.ก.สารออกฤทธิ์
2,4-ดี-โซเดียม ราคานำเข้า 101.10 บาท/ก.ก.สารออกฤทธิ์
ไกลโฟเซต ราคานำเข้า 108.20 บาท/ก.ก.สารออกฤทธิ์
อะทราซีน ราคานำเข้า 144.96 บาท/ก.ก.สารออกฤทธิ์
ไดยูรอน ราคานำเข้า 209.08 บาท/ก.ก.สารออกฤทธิ์
อะมีทรีน ราคานำเข้า 213.70 บาท/ก.ก.สารออกฤทธิ์
พาราควอต ราคานำเข้า 222.47 บาท/ก.ก.สารออกฤทธิ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.2 หากวัดความประหยัดหมายถึงความคุ้มค่า หรือประสิทธิภาพในการกำจัดวัชพืชเปรียบเทียบกับราคาที่ต้องจ่ายต่อไร่ คำกล่าวที่บอกว่าพาราควตประหยัดมากก็ไม่ใช่ข้อสรุปทั่วไป ยกตัวอย่างเช่น งานวิจัยชื่อ&amp;nbsp;
Efficacy and Cost-Effectiveness of Three Broad-Spectrum Herbicides to Control Weeds in Immature Oil Palm Plantation ซึ่งทำโดยมหาวิทยาลัย 3 แห่งในมาเลเซียและอินโดนีเซียพบว่า พาราควอตมีความคุ้มค่าน้อยที่สุดในการกำจัดวัชพืชในสวนปาล์ม เมื่อเปรียบเทียบกับสารเคมีอื่นอีก 2 ชนิด ซึ่งนิยมใช้ในสวนปาล์มและยางพารา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. ประเทศที่ให้ยกเลิกการใช้พาราควอต &amp;ldquo;มักจะใช้สาเหตุของการที่กลัวคนเอาไปฆ่าตัวตาย&amp;rdquo; เป็นข้ออ้างในการแบน ไม่เป็นความจริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการสำรวจเหตุผลที่มีการแบนพาราควอตในประเทศต่างๆ 51 ประเทศทั่วโลก พบว่าเหตุผลใหญ่ในการใช้เป็นเหตุผลการแบนเนื่องจากความเป็นพิษภัยสูงที่เสี่ยงต่อการนำไปใช้งานและมีผลต่อสุขภาพคิดเป็นสัดส่วน 48% ของเหตุผลในการแบน 30% เพราะเหตุผลว่าก่อโรคพาร์กินสัน และมีประเทศต่างๆเพียง 3% เท่านั้นที่อ้างเหตุผลเพื่อป้องกันการนำไปใช้การฆ่าตัวตาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4. คำกล่าวที่บอกว่าพาราควอตสามารถ &amp;ldquo;สลายตัวในสิ่งแวดล้อมค่อนข้างดี&amp;rdquo; ไม่เป็นความจริงอย่างสิ้นเชิง
ความเป็นจริงคือพาราควอตสามารถตกค้างในดินประเภทต่างๆอย่างยาวนาน ฐานข้อมูลของ EXTOXNET ของกระทรวงเกษตรสหรัฐซึ่งเป็นความร่วมมือของหลายมหาวิทยาลัยระบุว่า &amp;ldquo;พาราควอตต้านทานต่อการย่อยสลายด้วยจุลินทรีย์และแสงอาทิตย์ ตกค้างยาวนาน โดยครึ่งชีวิตของพาราควอตมีระยะเวลาตั้งแต่ 16 เดือน(ในห้องทดลอง) จนถึง 13 ปีในพื้นที่จริง&amp;rdquo; ในขณะที่ EPA แคลิฟอร์เนียระบุว่า &amp;ldquo;การย่อยสลายทางเคมี แสงอาทิตย์ และจุลินทรีย์นั้นเป็นกระบวนการที่ &amp;ldquo;extremely slow&amp;rdquo; มีงานวิจัยชั้นหลังอีกเป็นจำนวนมากที่พบว่าพาราควอต สามารถตกค้างได้นานกว่านั้นหลายเท่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หากพาราควอตย่อยสลายได้ดีย่อมเป็นไปได้ยากที่พบการตกค้างในสิ่งมีชีวิตและมนุษย์ ซึ่งงานวิจัยของคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเอง ยังพบการตกค้างเกินมาตรฐานในสิ่งมีชีวิตหลายชนิดบริเวณใกล้พื้นที่ฉีดพ่น รวมทั้งงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยมหิดลที่พบการตกค้างในขี้เทาของทารกแรกคลอดสูงถึง 54.7%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5. คำกล่าวที่ว่า &amp;ldquo;มีประเทศที่ยังใช้พาราควอตมากมายทั่วโลก&amp;rdquo; เป็นคำกล่าวที่ไม่ให้ข้อมูลที่แท้จริง
เนื่องจากส่วนใหญ่ของประเทศที่อ้างว่ายังมีการใช้พาราควอตอยู่นั้นส่วนใหญ่อยุ่ในประเทศแอฟริกา และมีการนับประเทศเล็กๆ หรือรัฐเล็กๆรวมอยู่ด้วยเพื่อให้มีตัวเลขจำนวนมาก และที่สำคัญไม่ได้กล่าวถึงปัญหาของประเทศจำนวนมากที่มีกฎหมายอ่อนแอ (มีรัฐบาลที่ไม่ปกป้องสุขภาพของประชาชน) โดยหลายสิบประเทศในจำนวนนั้นมีการอนุญาตให้ใช้แต่จำกัดการใช้อย่างเข้มงวดมาก เช่น ในบราซิลอนุญาตให้ใช้ได้ แต่ต้องใช้เครื่องจักรฉีดพ่นเท่านั้น ถึงกระนั้นก็ตาม ANVISA องค์กรด้านสุขภาพของรัฐบาลบราซิลยังเห็นว่าไม่ปลอดภัยเพียงพอ และดำเนินการเพื่อให้มีการยุติการใช้ในปี 2020 นี้ เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6. คำกล่าวที่ว่า &amp;ldquo;ไกลโฟเซตมีพิษต่ำ มีพิษน้อยกว่าเกลือแกง&amp;rdquo; เป็นคำกล่าวที่ขาดความเข้าใจและไร้ความรับผิดชอบ
พิษของสารเคมีกำจัดศัตรูพืชนั้นแบ่งออกได้ 2 แบบ คือพิษเฉียบพลัน (acute toxicity) และพิษเรื้อรัง (chronic toxicity) ไกลโฟเซตมีพิษต่ำหากวัดจากปริมาณการกินทางปากเมื่อเปรียบเทียบกับสารเคมีกำจัดศัตรูพืชอื่น แต่ไกลโฟเซตมีพิษเรื้อรังโดยเฉพาะอย่างยิ่งจากงานศึกษาของ IARC ขององค์การอนามัยโลกที่ยืนยันชัดเจนว่าเป็นสารที่น่าจะก่อมะเร็งชั้น 2A ทั้งนี้ไม่นับโรคอีกหลายชนิดที่มีความสัมพันธ์กับสารพิษที่มีความเสี่ยงสูงชนิดนี้
คำกล่าวที่ว่าไกลโฟเซตมีพิษต่ำกว่าเกลือแกงเคยเป็นคำโฆษณาของบริษัทมอนซานโต้ ซึ่งขณะนี้ถูกถอดออกไปแล้ว แต่ขณะนี้มีเกษตรกรจำนวนมากได้ยกคำโฆษณาดังกล่าวเป็นหลักฐานในการฟ้องร้องคดีต่อบริษัทดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7. การคัดค้านการแบนพาราควอต โดยให้ &amp;ldquo;เกษตรกรเป็นผู้ตัดสินใจ&amp;rdquo; เป็นคำกล่าวที่ไม่เข้าใจกระบวนการตัดสินใจทางนโยบายที่ต้องคุ้มครองผลประโยชน์ของคนส่วนใหญ่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7.1 การตัดสินใจในการแบนสารพิษใดๆ ควรเป็นการตัดสินใจร่วมกันของสังคมภายใต้หลักการที่ทุกฝ่ายมีข้อมูลและเหตุผลครบถ้วน ปัญหาของสารเคมีกำจัดศัตรูพืชนั้นไม่ใช่ปัญหาที่เกิดกับเกษตรกรเท่านั้น แต่เป็นปัญหาของผู้บริโภค ปัญหาภาระของระบบบริการสุขภาพ และปัญหาของสิ่งแวดล้อมด้วย โดยต้องชั่งน้ำหนักระหว่างปัญหาผลกระทบต่อสุขภาพที่จะเกิดกับเกษตรกรเอง ผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อม กับผลประโยชน์และความเสียหายทางเศรษฐกิจทั้งระยะสั้นและระยะยาวประกอบกัน โดยตลอดหลายปีของการถกเถียงเรื่องนี้สังคมไทยส่วนใหญ่มีแนวโน้มเห็นพ้องต้องกันในการแบนสารพิษที่เสี่ยงเกินกว่าที่จะนำมาใช้ต่อไปเช่น พาราควอต และคลอร์ไพริฟอส เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7.2 ในกรณีการแบนพาราควอต และคลอร์ไพริฟอสนั้น สภาเกษตรกรแห่งชาติ ซึ่งเป็นองค์กรที่เป็นตัวแทนของเกษตรกรจากทั่วประเทศอย่างเป็นทางการ มีคำแถลงส่งถึงนายกรัฐมนตรีให้มีการแบนสารพิษดังกล่าวแล้ว ในขณะที่แกนนำของกลุ่มที่อ้างตัวว่าเป็นตัวแทนของเกษตรกร เช่น &amp;ldquo;สมาพันธ์เกษตรปลอดภัย&amp;rdquo; กลับเป็นองค์กรที่ตั้งขึ้นและดำเนินการโดยสมาคมผู้ค้าสารเคมีกำจัดศัตรูพืช&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อเขียนของบุคคลสาธารณะเช่น Jessada Denduangboripant ควรเป็นข้อเขียนที่ยืนอยู่บนพื้นฐานข้อเท็จจริง มีเหตุผลน่าเชื่อถือ และพร้อมที่จะถกเถียงเพื่อให้ประชาชนได้ตัดสินใจอย่างเปิดเผย ซึ่งไบโอไทยเห็นว่าข้อเขียนข้างต้นของเขาต่ำกว่ามาตรฐานที่ควรจะเป็น แต่ก็เชื่อว่าสังคมไทยเติบโตพอที่จะใช้วิจารณญาณในการแสวงหาความจริงในเรื่องดังกล่าว.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/29640</URL_LINK>
                <HASHTAG>พาราควอต, เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์, ไบโอไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190221/image_big_5c6e7cf8a8e66.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
