<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>118810</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/10/2021 12:26</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/10/2021 12:26</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>FETCO เปิดดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน ก.ย. ลดลง 1.1% </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 ต.ค. 2564 นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน (FETCO Investor Confidence Index) ผลสำรวจในเดือน ก.ย.64 พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน (FETCO Investor Confidence Index: ICI) ในอีก 3 เดือนข้างหน้า ปรับตัวลดลง 1.1% อยู่ที่ระดับ 142.71 อยู่ในเกณฑ์ &amp;quot;ร้อนแรง&amp;quot; เช่นเดียวกับเดือนก่อนหน้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้นักลงทุนคาดหวังแผนการฉีดวัคซีนเพื่อคลี่คลายสถานการณ์โควิด-19 เป็นปัจจัยหนุนมากที่สุด รองลงมาคือการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศและเงินทุนไหลเข้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับปัจจัยที่ฉุดความเชื่อมั่นนักลงทุนมากที่สุด ได้แก่ สถานการณ์ระบาดของโควิด-19 ระลอกปัจจุบัน รองลงมาคือผลการประชุมอัตราดอกเบี้ยนโยบายของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) และการประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (FED)&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118810</URL_LINK>
                <HASHTAG>ก.ย., ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน (FETCO Investor Confidence Index), ไพบูลย์ นลินทรางกูร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211005/image_big_615be1b74921d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>98185</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/04/2021 12:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/04/2021 12:14</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จับตาเงินทุนต่างชาติไหลเข้าตลาดหุ้นไทยหลังเปิดประเทศ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3 เมษายน 2564 &amp;nbsp;นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนเดือนมิถุนายน หรือในอีก 3 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ระดับ 145.55 ปรับตัวลดลง 4.4% จากเดือนก่อน ยังคงอยู่ในเกณฑ์ &amp;ldquo;ร้อนแรง&amp;rdquo; ต่อเนื่องเป็นเดือนที่สี่ โดยนักลงทุนคาดหวังการคลี่คลายสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 จากการกระจายวัคซีนเป็นปัจจัยหนุนมากที่สุด &amp;nbsp;รองลงมาคือการไหลเข้าของเงินทุน และผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน (บจ.) สำหรับปัจจัยที่ฉุดความเชื่อมั่นนักลงทุนมากที่สุด ได้แก่ สถานการณ์ระบาดของไวรัสโควิเ-19 ที่ยังระบาดในหลายประเทศ การท่องเที่ยว และสถานการณ์การเมืองในประเทศ
&amp;nbsp;
สำหรับรายกลุ่มนักลงทุน พบว่า ความเชื่อมั่นกลุ่มนักลงทุนบุคคลปรับตัวลดลง 1% อยู่ที่ระดับ 139.47 กลุ่มบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ปรับตัวเพิ่มขึ้น 35% อยู่ที่ระดับ 154.55 กลุ่มนักลงทุนสถาบันในประเทศปรับตัวเพิ่มขึ้น 16% อยู่ที่ระดับ 150.00 และกลุ่มนักลงทุนต่างชาติปรับตัวลดลง 18% อยู่ที่ระดับ 150.00 ทั้งนี้ นักลงทุนสนใจลงทุนในหมวดอาหารและเครื่องดื่ม (FOOD) มากที่สุด รองลงมาคือหมวดการท่องเที่ยวและสันทนาการ (TOURISM) และหมวดปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ (PETRO) ขณะที่นักลงทุนเห็นว่าหมวดเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) ไม่น่าสนใจลงทุนมากที่สุด &amp;nbsp;รองลงมาคือหมวดแฟชั่น (FASHION) และหมวดการท่องเที่ยวและสันทนาการ (TOURISM)&amp;nbsp;
&amp;nbsp;
&amp;quot;ในช่วงต้นเดือนมีนาคม 2564 ดัชนีหุ้นไทยปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง จากปัจจัยบวกด้านความคืบหน้าของการทยอยฉีดวัคซีนในประเทศ โดยในช่วงกลางเดือนมีปรับตัวลงบ้างเล็กน้อย จากอัตราราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ปรับตัวลดลง ช่วงครึ่งเดือนหลังดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อ เนื่องจากข่าวดีในประเทศ อาทิ การออกมาตรการทางการเงินเพิ่มเติมเพิ่อให้ความช่วยเหลือฟื้นฟูผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (มาตรการฟื้นฟูฯ) ของธนาคารแห่งประเทศไทยและกระทรวงการคลังวงเงินรวม 350,000 ล้านบาท และการออกแนวทางการผ่อนปรนการเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดย ณ สิ้นเดือนมีนาคม ดัชนีปิดที่ 1,587.21 ปรับตัวเพิ่มขึ้น 6.04% จากเดือนก่อนหน้า&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม มองกระแสเงินทุนจากนักลงทุนต่างชาติจะไหลเข้าตลาดหุ้นไทยในไตรมาส 2 ปี 2564 จะพลิกกลับมาเป็นบวกจากไตรมาสแรกที่ติดลบ และชัดเจนในช่วงสิ้นปี จากการเปิดประเทศ รวมถึงการฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสโควิด-19 นอกจากนี้ คาดว่าตลาดหุ้นไทยจะปรับตัวขึ้นต่อได้ จากผลสำรวจนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ได้ปรับเพิ่มเป้าดัชนี ณ สิ้นปี 2564 เฉลี่ยอยู่ที่ 1,629 จุด ตามการเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียน (EPS) จะมากกว่า 50% จากฐานที่ต่ำในปีก่อน ดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำ และแรงซื้อของนักลงทุนต่างชาติหากการฉีดวัคซีนโควิด-19 เป็นไปตามแผน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/98185</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน (FETCO), เงินทุนไหลเข้า, ไพบูลย์ นลินทรางกูร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210330/image_big_60628835723ac.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>89524</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/01/2021 09:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/01/2021 09:44</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โควิด-19 ฉุดดัชนีเชื่อมั่นนักลงทุน ลดต่อเนื่อง </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
12 ม.ค. 2564 นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย เปิดเผยดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน (FETCO) &amp;nbsp;เดือนธันวาคม 2563 ว่า ดัชนีฯ อีก 3 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ระดับ 130.63 ปรับตัวลดลง 19.1% จากเดือนก่อนหน้า สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนเมื่อเทียบกับความเคลื่อนไหวของดัชนีตลอดทั้งปี &amp;nbsp;นักลงทุนคาดหวังการไหลเข้าของเงินทุนเป็นปัจจัยหนุนมากที่สุด รองลงมาคือการเติบโตของเศรษฐกิจในประเทศ และผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน โดยปัจจัยที่ฉุดความเชื่อมั่นนักลงทุนมากที่สุด ได้แก่ การท่องเที่ยว รองลงมาคือสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ และการถดถอยของเศรษฐกิจในประเทศ รวมถึงการระบาดของโควิด -19 ระลอกใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับหมวดธุรกิจที่น่าสนใจมากที่สุด คือหมวดธนาคาร (BANK), หมวดธุรกิจที่ไม่น่าสนใจมากที่สุด คือหมวดท่องเที่ยว (TOURISM) ด้านปัจจัยหนุนที่มีอิทธิพลต่อตลาดหุ้นไทยมากที่สุด คือ การไหลเข้าของเงินทุน และปัจจัยฉุดที่มีอิทธิพลต่อตลาดหุ้นไทยมากที่สุด คือ การท่องเที่ยว โดยผลสำรวจ ณ เดือนธันวาคม 2563 รายกลุ่มนักลงทุน พบว่า ความเชื่อมั่นนักลงทุนทุกกลุ่มปรับตัวลดลง แบ่งเป็น &amp;nbsp;กลุ่มนักลงทุนบุคคลปรับตัวลดลง 21% อยู่ที่ระดับ 117.95 กลุ่มบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ปรับตัวลดลง 23% อยู่ที่ระดับ 128.57 กลุ่มนักลงทุนสถาบันในประเทศปรับตัวลดลง 24% อยู่ที่ระดับ 119.05 และกลุ่มนักลงทุนต่างชาติปรับตัวลดลง 14% อยู่ที่ระดับ 150.00&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ช่วงครึ่งแรกของเดือนธันวาคม 2563 ดัชนีหุ้นไทยปรับตัวเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า เคลื่อนไหวอยู่ระหว่าง 1,417&amp;mdash;1,483 จากข่าวดีของการทยอยเริ่มใช้วัคซีนป้องกันโควิด-19 ในหลายประเทศ และมีเงินทุนไหลเข้ามาในตลาดทุนไทยซึ่งมีสัดส่วนหุ้นที่เคลื่อนไหวตามวัฏจักรเศรษฐกิจสูง ส่งผลให้เงินลงทุนจากนักลงทุนต่างชาติในตลาดทุนไทยเป็นบวกสุทธิอย่างต่อเนื่อง แต่ช่วงครึ่งเดือนหลังดัชนีผันผวนจากการระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ในประเทศไทย &amp;nbsp;โดย ณ สิ้นเดือนธันวาคม ดัชนีหุ้นไทย ปิดที่ 1,449.35 ปรับตัวเพิ่มขึ้น 2.9% จากเดือนก่อนหน้า&amp;rdquo;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่ต้องติดตาม ต่างประเทศ ได้แก่การเลือกตั้งวุฒิสมาชิกสหรัฐฯมีผลต่อการออกนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจให้สามารถผ่านสภาเป็นไปได้ง่าย มาตรการปิดเมืองในหลายพื้นที่ในยุโรปและเอเชียเพิ่มความเสี่ยงที่เศรษฐกิจอาจกลับเข้าสู่ภาวะถดถอยรุนแรงอีกครั้งส่วนของปัจจัยในประเทศที่ต้องติดตามได้แก่ ผลกระทบของการระบาดระลอกใหม่ของโควิด-19 ที่จะส่งผลต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศโดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/89524</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน (FETCO), สภาธุรกิจตลาดทุนไทย, ไพบูลย์ นลินทรางกูร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200813/image_big_5f34f8d6b1c7b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>79977</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/10/2020 16:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/10/2020 16:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>FETCOชี้ความเชื่อมั่นนักลงทุนซบเซา </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 ต.ค.2563 นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนในอีก 3 เดือน หรือเดือนธันวาคม 2563 อยู่ในเกณฑ์ &amp;ldquo;ซบเซา&amp;rdquo; ต่อเนื่องเป็นเดือนที่สอง อยู่ที่ระดับ 67.44 โดยนักลงทุนคาดหวังการเติบโตของเศรษฐกิจในประเทศเป็นปัจจัยหนุนมากที่สุด รองลงมาคือนโยบายภาครัฐและการฟื้นตัวของภาคธุรกิจท่องเที่ยว รวมถึงความคาดหวังการผลิตวัคซีนป้องกันไวรัสโควิด-19 ส่วนปัจจัยที่ฉุดความเชื่อมั่นนักลงทุนมากที่สุด ได้แก่ การถดถอยของเศรษฐกิจในประเทศ, สถานการณ์ทางการเมืองในประเทศ, สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ และการระบาดรอบสองของไวรัสโควิด-19 ในหลายประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ ความเชื่อมั่นรายกลุ่มนักลงทุน พบว่า ความเชื่อมั่นนักลงทุนบุคคลปรับตัวลงเล็กน้อยอยู่ในระดับ &amp;ldquo;ทรงตัว&amp;rdquo; ที่ 80.30 กลุ่มบัญชีบริษัทหลักทรัพย์อยู่ในระดับ &amp;ldquo;ทรงตัว&amp;rdquo; เท่าเดิมที่ 100.00 กลุ่มนักลงทุนสถาบันในประเทศปรับตัวลดลงอยู่ในระดับ &amp;ldquo;ซบเซา&amp;rdquo; ที่ 68.42 และกลุ่มนักลงทุนต่างชาติปรับตัวขึ้นมาอยู่ในระดับ &amp;ldquo;ซบเซา&amp;rdquo; ที่ 42.86 สำหรับหมวดธุรกิจที่น่าสนใจมากที่สุด คือหมวดอาหารและเครื่องดื่ม (FOOD) และหมวดธุรกิจที่ไม่น่าสนใจมากที่สุด คือหมวดธนาคาร (BANK)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ดัชนีหุ้นไทยเดือนกันยายน 2563 ปิดที่ 1,237.04 จุด ปรับตัวลดลงจากเดือนก่อน 5.62% จากหลายปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นนักลงทุน อาทิ &amp;nbsp;ข่าวการหยุดชะงักของโครงการพัฒนาวัคซีนโควิด-19 ราคาหุ้นของบริษัทเทคโนโลยีในหลายประเทศปรับลงแรง ข่าวสถาบันการเงินของไทยที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำธุรกรรมการโอนเงินที่น่าสงสัย สถานการณ์ความไม่สงบทางการเมืองในประเทศ ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ส่งสัญญาณคงดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 0-0.25% ไปจนถึงปี 2566 อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจยังได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการใช้จ่ายภาครัฐ และมาตรการภาครัฐที่ออกมาอย่างต่อเนื่องเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและการกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศ&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับปัจจัยต่างประเทศที่ต้องติดตาม ได้แก่ &amp;nbsp;การกลับมาระบาดอย่างรุนแรงอีกครั้งของไวรัสโควิด-19 จนต้องกลับมาใช้มาตรการ lock down ในหลายประเทศ ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐ - จีนที่เพิ่มมากขึ้น การเจรจา Brexit ระหว่างสหราชอาณาจักรและ EU การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐที่ใกล้เข้ามา ส่วนปัจจัยในประเทศที่น่าติดตามได้แก่ ผลจากการอนุมัติให้บุคคลเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักร รวมถึงเปิดรับนักท่องเที่ยวประเภทพิเศษ (Special Tourist VISA: STV) ปัญหาการว่างงานที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น สถานการณ์การเมืองในประเทศที่ร้อนแรงขึ้น และผลจากการกลับมาเริ่มใช้เกณฑ์ปกติ Short Selling Ceiling &amp;amp; Floor ของ SET และ TFEX&amp;rdquo;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/79977</URL_LINK>
                <HASHTAG>ซบเซา, ดัชนีเชื่อมั่นนักลงทุน, ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO), ไพบูลย์ นลินทรางกูร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200813/image_big_5f34f8d6b1c7b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>74311</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/08/2020 15:26</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/08/2020 15:26</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> FETCO ชงรมว.คลังให้สิทธิ์ภาษีหนุนออม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 ส.ค. 2563 นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย ( FETCO) เปิดเผยว่า บ่ายวันนี้ (13 ส.ค.) จะประชุมคณะกรรมการเพื่อสรุปข้อเสนอขับเคลื่อนตลาดทุนไทยต่อนายปรีดี ดาวฉาย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังคนใหม่ ประเด็นที่จะนำเสนอ ได้แก่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.การส่งเสริมและการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี เพื่อกระตุ้นให้เกิดการออมะระยาวมากขึ้น เนื่องจากในช่วงการระบาดโควิด-19 เห็นได้ว่าประชาชนมีการออมเงินน้อยมาก หากใช้มาตรการด้านภาษีน่าจะช่วยให้เกิดการออมเพิ่มขึ้นได้ พร้อมจะเสนอให้มีการต่ออายุกองทุนรวมเพื่อการออมพิเศษ (SSFX) อีก 10 ปี หลังจากสิทธิประโยชน์ที่ให้เป็นพิเศษหมดอายุเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2563 และจะเสนอให้ลดระยะเวลาการถือครอง SSF และ SSFX จาก 10 ปี เหลือ 7 ปี เนื่องจากที่ผ่านมามีเม็ดเงินเข้ามาลงทุนค่อนข้างน้อยมาก เชื่อว่าระดับ 7 ปี น่าจะมีความเหมาะสม และน่าจะมีเม็ดเงินลงทุนเข้ามาเพิ่มมากขึ้น และเสนอการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีเงินปันผลหากถือครองหุ้นระยะยาวเหมือนกับประเทศจีน หากมีการถือครองหุ้นระยะ 12 เดือนขึ้นไป จะได้รับการยกเว้นภาษีเงินปันผลหรือไม่เสียภาษีเงินปันผล
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.ยกระดับสถานะตลาดทุนไทยสู่ระดับภูมิภาค เปิดให้บริษัทต่างประเทศเข้ามาระดมทุนในตลาดทุนไทยได้ เพื่อเพิ่มผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย เช่น การออกตราสารเงินสกุลต่างประเทศ ซึ่งต้องดำเนินการแก้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับตลาดทุนไทย อีกทั้งการช่วยเหลือ SME ให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนผ่านตลาดทุนได้มากขึ้น
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.อยากให้ภาครัฐเข้ามาใช้ประโยชน์จากตลาดทุนไทยเป็นแหล่งระดมทุนเพิ่มมากขึ้น เช่น การออกกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อระดมทุนมาใช้ในการพัฒนาประเทศ เพราะปัจจุบันหนี้สาธารณะของประเทศสูงขึ้น หลังจากมีการกู้เงินเพื่อมาเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากโควิด-19
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4.ให้มีการประชุมร่วมกันระหว่างภาคตลาดทุนและภาครัฐมากขึ้นเป็นรายไตรมาส รวมถึงผลักดันพระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ (กบช.) ให้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เพื่อเป็นการเอื้อประโยชน์ให้เกิดการออมมากขึ้น.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/74311</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปรีดี ดาวฉาย, ยกระดับตลาดทุน, สภาธุรกิจตลาดทุนไทย ( FETCO), ไพบูลย์ นลินทรางกูร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200813/image_big_5f34f8d6b1c7b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>62772</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/04/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/04/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผุดที่ปรึกษาศก.สู้&#039;โควิด&#039; เยียวยา&#039;เกษตรกร&#039;ไม่จบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;บิ๊กตู่&amp;quot; ระดมบุคคลระดับมันสมองตั้งทีมที่ปรึกษาด้านธุรกิจเอกชน รับมือผลกระทบโควิด-19 เข็นมาตรการเพิ่มเติมเพื่อการปรับตัวและฟื้นฟูเศรษฐกิจ &amp;quot;ไพบูลย์&amp;quot; เผยเตรียมเสนอแผนเศรษฐกิจ &amp;quot;ออกจากมาตรการ Lock-down&amp;quot; &amp;ldquo;อุตตม&amp;rdquo; แจงยังไม่ได้ข้อสรุปมาตรการเยียวยาเกษตรกร ถกอีกทีสัปดาห์หน้า คลังแจงยอดลงทะเบียนรับเงิน 5,000 บาทเยียวยาโควิด-19 พุ่งแตะ 26 ล้านคน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 10 เมษายน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ลงนามคำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ 8/2563 เรื่องแต่งตั้งคณะที่ปรึกษาด้านธุรกิจภาคเอกชนในศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ลงนามเมื่อวันที่ 8 เม.ย.63 เพื่อให้การปฏิบัติงานของศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดเป็นไปด้วยความรอบคอบและมีประสิทธิภาพ อาศัยอำนาจตามคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 5/2563 เรื่องการจัดตั้งหน่วยงานพิเศษเพื่อปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ลงวันที่ 25 มีนาคม 2563 ข้อ 2 นายกรัฐมนตรีจึงแต่งตั้งคณะที่ปรึกษาด้านธุรกิจภาคเอกชนในศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19)
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพื่อทำหน้าที่ในการเข้าร่วมประชุมเพื่อให้คำปรึกษา ข้อเสนอแนะ การป้องกัน และแก้ไขปัญหาของภาคธุรกิจเอกชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โรคติดเชื้อโควิด-19 โดยมีองค์ประกอบ ดังนี้ 1.เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นประธาน 2.ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง เป็นกรรมการ 3.อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เป็นกรรมการ 4.ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า เป็นกรรมการ 5.ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นกรรมการ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;6.ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม เป็นกรรมการ 7.ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เป็นกรรมการ 8.ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เป็นกรรมการ 9.ประธานสมาคมธนาคารไทย เป็นกรรมการ 10.ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เป็นกรรมการ 11.ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย เป็นกรรมการ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;12.ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย เป็นกรรมการ 13.ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ เป็นกรรมการ 14.ประธานสภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย เป็นกรรมการ 15.นายดนุชา พิชยนันท์ รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นเลขานุการ 16.นายสุริยนต์ ธัญกิจจานุกิจ ที่ปรึกษาด้านนโยบายและแผนงาน สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นผู้ช่วยเลขานุการ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ มีรายงานว่า ในวันจันทร์ที่ 13 เม.ย. เวลา 09.30 น. คณะที่ปรึกษาด้านธุรกิจภาคเอกชนฯ จะประชุมครั้งแรกที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เพื่อหารือรับฟังความเห็นและข้อเสนอแนะต่อมาตรการดูแลและเยียวยาผลกระทบโควิด-19 ต่อเศรษฐกิจไทยทั้งทางตรงและทางอ้อม ระยะที่ 3 และแนวทางปฏิบัติที่มีประสิทธิผล รวมถึงหารือข้อเสนอแนะมาตรการเพิ่มเติมเพื่อการปรับตัวและฟื้นฟู เศรษฐกิจ ทั้งในระยะสั้น ระยะปานกลาง และระยะยาว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า จันทร์หน้า (วันสงกรานต์พอดี) ภาครัฐนัดระดมสมองภาคธุรกิจเอกชนชุดใหญ่เป็นครั้งแรก เพื่อรับมือกับสถานการณ์โควิด-19 และช่วยกันหาวิธีฟื้นฟูเศรษฐกิจ ขอบคุณที่ไม่ลืมภาคตลาดทุนครับ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผมจะเสนอให้รัฐเริ่มเตรียมทำแผน &amp;ldquo;Exit Strategy&amp;rdquo; หรือ &amp;ldquo;กลยุทธ์การออกจากมาตราการ Lock-down&amp;rdquo; ไว้ล่วงหน้าเลย เพื่อที่จะได้ไม่สับสนอลหม่านและโกลาหลเหมือนช่วงแรกๆ ของการใช้มาตรการ Lock-down ต้องเตรียมคิดและวางแผนตั้งแต่ตอนนี้เลย ว่าจะกลับไปเปิดเศรษฐกิจ (open up the economy) อย่างไร เมื่อไหร่ ธุรกิจไหนควรได้เปิดก่อน เปิดหลัง ธุรกิจไหนยังมีความเสี่ยง ควรออกกฎหมายให้ทุกคนใส่หน้ากากหรือไม่ ฯลฯ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปัจจัยเสี่ยงที่น่ากลัวที่สุด คือการระบาดรอบสอง หรือรอบสาม โจทย์สำคัญของการทำ Exit Strategy คือจะทำอย่างไรให้ไม่เกิดการระบาดอีกครั้ง เพราะการต้องกลับไป Lock-down ประเทศอีกรอบ หรือหลายรอบ จะสร้างความเสียหายอย่างมหาศาลต่อระบบเศรษฐกิจ ภาครัฐเองก็ไม่น่าจะเหลือกระสุน หรือ Policy Space มากพอที่จะช่วยประคองเศรษฐกิจไปได้เรื่อยๆ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอุตตม สาวนายน รมว.การคลัง กล่าวภายหลังการหารือร่วมกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เกี่ยวกับมาตรการเยียวยาดูแลเกษตรกร เพิ่มเติมจากที่ผ่านมาที่รัฐบาลมีมาตรการดูแล เยียวยาอาชีพอิสระ ผ่านการลงทะเบียน w ww.เราไม่ทิ้งกัน.com ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ว่า ขณะนี้ยังไม่ได้ข้อสรุป ยังต้องหารือกันอีกครั้ง เนื่องจากยังมีอีกหลายตัวเลขที่ต้องคุยกันให้ได้ข้อยุติเสียก่อน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายอภิรมย์ สุขประเสริฐ ผู้จัดการ ธ.ก.ส. กล่าวว่า ที่ประชุมยังไม่ได้มีการสรุปตัวเลขสำคัญที่จะดำเนินการ ทั้งวงเงินที่จะจ่ายให้เกษตรกรว่าจะจ่ายเท่าไหร่ จ่ายอย่างไร จะจ่ายครั้งเดียวหรือทยอยจ่าย โดยมีการหารือกันเพียงว่าเกษตรกรกลุ่มไหนบ้างที่จะเข้าข่ายได้รับเงินเยียวยา และจะใช้เกณฑ์อะไรในการประเมิน โดยการจ่ายเงินเยียวยาในครั้งนี้ เป็นการเยียวยาผลกระทบทางเศรษฐกิจ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับมาตรการเยียวยาดูแลเกษตรกร ยังมีเวลาในการพิจารณาอีกมาก เพราะมาตรการจะเริ่มดำเนินการได้ภายหลังจากพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 1 ล้านล้านบาทมีผลบังคับใช้ และจะต้องมีการตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองขึ้นมาพิจารณาโครงการต่างๆ ก่อน ดังนั้นมาตรการเยียวยาดูแลเกษตรกรนี้จะมีผลช้าหรือเร็ว จึงขึ้นอยู่กับการกู้เงินว่าจะผ่านเมื่อไหร่ เพราะวงเงินที่ใช้ดำเนินการมาจากการใช้เงินกู้ทั้งหมด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ระหว่างนี้กระทรวงการคลังและ ธ.ก.ส. ต้องมาเตรียมข้อมูลว่าจะช่วยเกษตรกรอย่างไรบ้าง เพราะมีข้อมูลหลายส่วน โดยจะมีการเรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาร่วมประชุม อาทิ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาล และทุกส่วนงานที่มีการขึ้นทะเบียนเกษตรกรมาร่วมหารือ ในวันอังคารที่ 14 เม.ย.นี้ โดยเบื้องต้นมีการประเมินว่ามีเกษตรกรที่เข้าข่าย 8.5 ล้านครอบครัว และหลักการที่จะจ่ายเงิน จะจ่ายเป็นครอบครัว ส่วนวงเงินที่จ่ายจะเป็น 1.5 หมื่นบาทต่อครอบครัวหรือไม่ ยังต้องไปหารือในรายละเอียด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอภิรมย์กล่าวว่า หลักการจะต้องไม่มีการจ่ายเงินซ้ำซ้อนกัน โดยหากมีการได้รับเงินเยียวยา 5,000 บาทจากอาชีพอิสระไปแล้ว ก็อาจไม่ได้รับความช่วยเหลือในส่วนนี้อีก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;กระทรวงการคลังต้องการช่วยเป็นครอบครัว เช่น ถ้าสามีไปปลูกข้าว ภรรยาไปปลูกอ้อย ก็จะได้เพียง 1 สิทธิ์ หลักการจะเป็นแบบนี้ แต่รายละเอียดยังไม่ได้มีการสรุป หรือถ้าลูกไปปลูกข้าว แต่มีทะเบียนบ้านคนละหลัง ก็จะได้รับสิทธิ์ด้วย ต้องไปดูรายละเอียดของครอบครัว ซึ่งจะต้องอิงข้อมูลจากกระทรวงมหาดไทยเป็นหลักด้วย โดยกระทรวงการคลังอยู่ระหว่างการหาแนวทางอ้างอิงว่าจะวัดจากอะไร จะอิงตามที่เกษตรกรบอก หรืออิงตามข้อมูลของมหาดไทย ทั้งหมดยังไม่ได้สรุป แต่ที่ชัดเจนแล้วคือจะช่วยเหลือเกษตรกรทุกกลุ่ม 8.5 ล้านครัวเรือน ซึ่งเป็นการตัดยอดจากที่กระทรวงเกษตรฯ มีการขึ้นทะเบียนทุกปี และการแจกเงินจะใช้หลักเกณฑ์เท่าเทียมและยุติธรรม&amp;quot; นายอภิรมย์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม แนวทางการให้ความช่วยเหลือเป็นครอบครัว เพราะเกษตรกรในแต่ละกลุ่มผลผลิตทางการเกษตร รัฐบาลจะมีมาตรการดูแลเฉพาะอยู่แล้ว และถ้าช่วยเป็นรายคนก็จะซ้ำซ้อนกับมาตรการอื่น แต่การช่วยเป็นรายครอบครัวจะตอบโจทย์ผลกระทบทางเศรษฐกิจมากกว่า เพราะครัวเรือนจะกลับมาอยู่ที่บ้าน ทำให้ครัวเรือนมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น การช่วยตรงนี้จะเป็นการเยียวยาระยะสั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายลวรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า ยอดลงทะเบียนรับเงินเยียวยาผลกระทบโควิด-19 ผ่านเว็บไซต์ www.เราไม่ทิ้งกัน.com ล่าสุด ณ วันที่ 10 เม.ย. มีผู้ลงทะเบียนรวมทั้งสิ้นกว่า 26 ล้านคน โดยการตรวจสอบคุณสมบัติรอบแรกที่ได้จะรับโอนเงินระหว่างวันที่ 8-10 เม.ย. ยังอยู่ที่ตัวเลข 1.6 ล้านคน ซึ่งวันที่ 10 เม.ย. จะมีจำนวนผู้ที่จะได้รับเงินประมาณ 5.03 แสนคน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนการตรวจสอบผู้ลงทะเบียนทั้งหมด 26 ล้านคน เพื่อแบ่งกลุ่มคนที่ได้รับเงิน ไม่ได้รับเงิน หรือต้องขอข้อมูลเพิ่ม ยืนยันว่าจะแล้วเสร็จภายในสัปดาห์นี้ โดยในกลุ่มที่ไม่เข้าข่าย และจะไม่ได้รับเงินแน่นอน จะทยอยแจ้งผลผ่านทางเอสเอ็มเอส หรืออีเมลภายในวันที่ 11-12 เม.ย.2563 เท่านั้น ดังนั้นเอสเอ็มเอสที่ทยอยส่งในช่วงวันที่ 8-10 เม.ย. จะแจ้งเฉพาะผู้ที่ได้รับเงิน และผู้ที่มีการแจ้งข้อมูลไม่ถูกต้องเท่านั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ การแจกเงินให้กับกลุ่มที่ผ่านคุณสมบัติจะเริ่มโอนเงินอีกครั้งในวันจันทร์ที่ 13 เม.ย.2563 ส่วนผู้ที่ได้รับเอสเอ็มเอสแจ้งว่า &amp;ldquo;หมายเลขนี้ไม่สามารถรับสิทธิเนื่องจากเลขบัตรประชาชนไม่ตรงกับที่ลงทะเบียนไว้&amp;rdquo; ยังไม่ได้สรุปว่าจะได้รับหรือไม่ได้รับเงินเยียวยา 5,000 บาท ขอให้ผู้ลงทะเบียนไม่ต้องตกใจ จะต้องกลับไปลงทะเบียนซ้ำใหม่อีกรอบ ซึ่งเน้นว่าไม่ต้องกรอกคำนำหน้าชื่อ และหมายเลขด้านหลังประชาชนไม่ต้องใส่เครื่องหมายขีด (-) เป็นต้น.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/62772</URL_LINK>
                <HASHTAG>Lock-down, www.เราไม่ทิ้งกัน.com, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อภิรมย์ สุขประเสริฐ, อุตตม สาวนายน, ไพบูลย์ นลินทรางกูร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200410/image_big_5e906b08f1c19.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>41273</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/07/2019 08:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/07/2019 08:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เฟทโก้ชงขุนคลังคนใหม่เคาะกองทุนที่จะมาแทนแอลทีเอฟ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 ก.ค.2562 นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (เฟทโก้) เปิดเผยว่า ขณะนี้ เฟทโก้เตรียมเสนอข้อมูลเร่งด่วนให้กับนายอุตตม สาวนายน รมว.คลังคนใหม่ พิจารณา โดยเฉพาะประเด็นของกองทุนรูปแบบใหม่ เพื่อที่จะเข้ามาทดแทนกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (แอลทีเอฟ) ที่จะหมดอายุสิ้นปี 62 เบื้องต้นกองทุนรูปแบบใหม่จะให้สิทธิประโยชน์การลดหย่อนภาษีแก่ผู้ที่มีรายได้ปานกลาง และผู้มีรายได้น้อยมากขึ้น คาดว่าจะเสนอข้อมูลในช่วงต้นเดือน ส.ค.62 เพื่อให้แล้วเสร็จภายในปีนี้ ก่อนที่จะบังคับใช้ได้ในปี 63&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกัน จะเร่งผลักดันกองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ &amp;nbsp;(กบช.) เพื่อให้เป็นกฎหมายมีผลภาคบังคับ เนื่องจากที่ผ่านมามีการพิจารณาในขั้นตอนของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) แล้ว แต่วาระดังกล่าวไม่ได้มีการพิจารณา เพราะหากเป็นกฎหมายภาคบังคับ จะช่วยให้ประชาชนมีเงินใช้จ่ายหลังเกษียณ หลังจากที่ขณะนี้ประเทศไทยเข้าสู่ช่วงของสังคมผู้สูงวัยมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ มาตรการสกัดการเก็งกำไรค่าเงินบาทของธนาคารแห่งประเทศไทยนั้น มองว่าจะเป็นผลกระทบต่อกระแสเงินทุนต่างชาติที่จะไหลเข้าตลาดหุ้นไทยเพียงเล็กน้อย โดยปัจจัยที่จะมีผลคือความเชื่อมั่นในภาครัฐบาล และการกำหนดนโยบายด้านเศรษฐกิจ ซึ่งต้องติดตามนโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจ และความต่อเนื่องของโครงการโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) เพราะจะช่วยให้เอกชนเข้าลงทุน และมาตรการที่จะเข้ามารองรับกับเศรษฐกิจโลกชะลอตัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ต้องติดตามการทำงานของ ครม.ชุดใหม่ ว่านโยบายจะสามารถผสมผสานกันได้มากน้อยขนาดไหน เพราะมาจากหลายพรรคการเมือง &amp;nbsp;เพื่อสามารถขับเคลื่อนประเทศต่อไปได้ ส่วนโฉมหน้า ครม.ชุดนี้ &amp;nbsp;มองว่าพอใช้ได้ เพราะบางคนไม่มีประสบการณ์ทำงาน ขณะที่บางคนเคยผ่านงานด้านนั้น ๆ มาบ้าง แต่อยู่ที่นายกรัฐมนตรีว่าจะสามารถบริหารจัดการได้มากน้อยขนาดไหน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/41273</URL_LINK>
                <HASHTAG>กองทุนรวมหุ้นระยะยาว (แอลทีเอฟ), กองทุนรูปแบบใหม่, ประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (เฟทโก้), ไพบูลย์ นลินทรางกูร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180711/image_big_5b462ae00ec6b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
