<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>40366</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/07/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/07/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;บ้านบางแค&#039;นำร่องยุคดิจิตอล ใช้เทคโนโลยีช่วยดูแลผู้สูงอายุ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือว่าด้วย &amp;ldquo;การขยายผลการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อผู้สูงอายุ ในศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุ&amp;rdquo; เพื่อเป็นการยกระดับการดูแลและการให้บริการผู้สูงอายุในศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุ (ศพส.) ไปได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล รองรับสังคมสูงอายุคุณภาพในอนาคต โดยมีนายปรเมธี วิมลศิริ ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นประธานและสักขีพยาน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายปรเมธี วิมลศิริ เปิดเผยว่า ในปี 2562 กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ โดยกรมกิจการผู้สูงอายุ และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดย สวทช. ได้มีการผลักดันให้เกิดการขับเคลื่อนตามมาตรการขับเคลื่อนระเบียบวาระแห่งชาติ เรื่อง &amp;ldquo;สังคมสูงอายุ&amp;rdquo; มาตรการหลักที่ 2 การยกระดับขีดความสามารถสู่การบริหารจัดการภาครัฐ 4.0 มาตรการย่อยที่ 4 ในการพลิกโฉมนวัตกรรมเพื่อลดความเหลื่อมล้ำในสังคมสูงอายุ โดยการนำนวัตกรรม เทคโนโลยี และนวัตกรรมบริการ มานำร่องในศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุ (ศพส.) 12 แห่ง ภายใต้สังกัดกรมกิจการผู้สูงอายุ ซึ่งจะส่งผลให้คุณภาพการให้บริการของ ศพส.มีการพัฒนาขึ้นทั้งในด้านประสิทธิภาพและประสิทธิผล โดยการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ทางสังคมในปัจจุบันที่ประชากรผู้สูงอายุในประเทศไทยเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และบางส่วนก็ยังขาดโอกาสที่จะเข้าถึงนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่เอื้อต่อการดำรงชีวิตของผู้สูงอายุ จากเครือข่ายนักวิจัย เพื่อสร้างอุตสาหกรรมสังคมสูงวัยจากนวัตกรรมไทย ลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำ และสร้างประโยชน์แก่สังคมโดยรวมร่วมกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางไพรวรรณ พลวัน อธิบดีกรมกิจการผู้สูงอายุ กล่าวเสริมว่า จากข้อมูลในปี 2560 มีประชากรของโลกประมาณ 7,550 ล้านคน ในจำนวนนี้มีผู้สูงอายุจำนวน 862 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 12.7 ของประชากรทั้งโลก ส่วนประเทศไทยได้เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุตั้งแต่ปี 2558 โดยมีประชากรสูงอายุร้อยละ 10 ของประชากรทั้งประเทศ และในอีก 2 ปีข้างหน้าคือ ปี 2564 ประเทศไทยจะเป็นสังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ ซึ่งจะมีประชากรที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปถึงร้อยละ 20 ของประชากรทั้งหมด และในปี 2574 จะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุระดับสุดยอด มีประชากรสูงอายุมากถึงร้อยละ 28
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือว่าด้วย &amp;ldquo;การขยายผลการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อผู้สูงอายุ ในศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุ&amp;rdquo; ครั้งนี้ กรมกิจการผู้สูงอายุ และ สวทช. ได้หารือแนวทางความร่วมมือในการขับเคลื่อนนวัตกรรม เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในสังคมสูงอายุ โดยได้จัดทำงบประมาณประจำปี 2563 ภายใต้แผนงานบูรณาการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับสังคมสูงวัย กำหนดกรอบการดำเนินงานในระยะ 3 ปี (ปี 2563-2565) เพื่อนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมบริการ 15 รายการ มานำร่องใช้ในศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุ (ศพส.) ทั้ง 12 แห่ง และขยายผลไปยังสถานดูแลผู้สูงอายุอื่นๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนในอนาคต
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการ สวทช. เปิดเผยว่า ภายใต้ความร่วมมือครั้งนี้ สวทช. โดยทีมนักวิจัยศูนย์วิจัยเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวกและเครื่องมือแพทย์ (A-MED) ร่วมกับเจ้าหน้าที่ผู้ดูแลศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุ (ศพส.) 12 ศูนย์ และ ศพส.บ้านบางแค จะพัฒนาระบบบริหารจัดการภายในศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ ซึ่งสามารถเชื่อมกับศูนย์ข้อมูลกลางผู้สูงอายุของกรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ โดยในปี 2563 จะนำร่องใช้ระบบบริหารจัดการข้อมูลภายในศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุบ้านบางแค โดยใช้เทคโนโลยีหลากหลายรูปแบบในการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ ได้แก่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;1.ระบบบริหารจัดการข้อมูลสุขภาพของผู้สูงอายุ (ผู้รับบริการ) ข้อมูลทางสุขภาพของผู้สูงอายุภายในศูนย์จะได้รับการติดตามดูแลอย่างใกล้ชิด ผ่านเครื่องตรวจวัดสุขภาพอัตโนมัติ ที่ผู้สูงอายุที่ยังมีกำลังวังชาสามารถตรวจวัดได้ด้วยตนเอง หรือผ่านเครื่องตรวจวัดสุขภาพแบบพกพา สำหรับเจ้าหน้าที่ตรวจวัดสุขภาพผู้สูงอายุที่เป็นกลุ่มผู้ป่วยติดเตียง 2.ระบบบริหารจัดการด้านโภชนาการของผู้สูงอายุ เพื่อคำนวณอาหารที่เหมาะสมกับผู้สูงอายุ ที่ได้รับสารอาหารที่เป็นประโยชน์และครบถ้วน 3.ระบบบริหารการดูแลผู้สูงอายุ (Care Plan Management) เป็นเครื่องมือในการช่วยการวางแผน ติดตาม การดูแลผู้สูงอายุในศูนย์ 4.ระบบแจ้งเหตุฉุกเฉินและสื่อสารทางไกล โดยใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ช่วยติดตามผู้สูงอายุเมื่อพลัดหลง หรือเดินออกนอกพื้นที่ดูแล รวมถึงเซ็นเซอร์ตรวจจับการเคลื่อนไหวป้องกันการหกล้ม และให้การช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดร.ณรงค์กล่าวต่อว่า นอกจากนั้นแล้วยังมีนวัตกรรมจากผลงานวิจัยของพันธมิตรของ สวทช.ที่ชนะการประกวด ซึ่งเกิดขึ้นมาภายใต้ศูนย์วิจัย CED ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่สร้างสรรค์สิ่งประดิษฐ์และเครื่องจักรกลที่ใช้ประโยชน์ได้จริง โดยสิ่งประดิษฐ์ที่จะนำมาใช้ที่ บ้านบางแคเพื่อดูแลผู้สูงอายุ เช่น อุปกรณ์ช่วยเดินแบบพยุงน้ำหนักบางส่วน (Space Walker) ซึ่งได้รับการออกแบบมาสำหรับการช่วยเหลือและฟื้นฟูการฝึกเดินของผู้ป่วยที่มีปัญหาความผิดปกติของรูปแบบการเดินแบบต่างๆ เช่น ผู้ป่วยอัมพาตครึ่งซีก ผู้ป่วยอัมพาตครึ่งท่อนล่าง ผู้ป่วยกล้ามเนื้ออ่อนแรง ผู้ที่มีปัญหาการทรงตัว และมีความเสี่ยงในการหกล้ม รวมถึงผู้สูงอายุที่มีภาวะกล้ามเนื้ออ่อนแรง โดยเป็นอุปกรณ์ช่วยฝึกเดินสำหรับผู้ป่วยที่ผ่านการกายภาพบำบัดที่มีระบบพยุงน้ำหนักแบบไดนามิก (Dynamic Body Weight Support) ตัวแรกของประเทศไทย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปัจจุบันอุปกรณ์ดังกล่าวได้เริ่มกระจายการใช้งานไปยังที่ต่างๆ ทั่วประเทศ เช่น ศูนย์สิรินธรเพื่อการฟื้นฟู สถาบันประสาทวิทยา โรงพยาบาลธรรมศาสตร์ โรงพยาบาลสวนผึ้ง โดยอัตราส่วนการใช้งานในบ้านต่อโรงพยาบาล คือ 70:30 ผลการนำไปทดสอบเป็นที่น่าพึงพอใจเป็นอย่างมากจากผู้ป่วย เช่น ผู้ป่วยเดินได้ไกลแบบที่ไม่เคยเดินได้มาก่อน หรือมีความมั่นใจไม่กลัวล้ม ทำให้โฟกัสไปที่การฝึกเดินหรือลงน้ำหนักได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยแบ่งเบาภาระของผู้ดูแล นักกายภาพ ให้สามารถดูแลการฝึกให้ง่ายขึ้น ทำให้ประชาชนคนไทยมีโอกาสเข้าถึงอุปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพทัดเทียมกับต่างประเทศโดยไม่จำเป็นต้องนำเข้าแต่อย่างใด.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/40366</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณภาพชีวิต, ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล, ปรเมธี วิมลศิริ, โลกวัยเกษียณ, ไพรวรรณ พลวัน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190707/image_big_5d21e7e19819a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>30377</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/03/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/03/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทุกภาคส่วนร่วมจับมือ ขับเคลื่อนพัฒนาผู้สูงอายุ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพราะเรื่องของสังคมผู้สูงวัยเป็นเรื่องของทุกคน ล่าสุด พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีงานประกาศ &amp;ldquo;ระเบียบวาระแห่งชาติ เรื่อง สังคมสูงอายุ&amp;rdquo; เพื่อขับเคลื่อนสังคมไทยไปสู่การเป็นสังคมสูงอายุที่มีความพร้อม โดยมีปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ นายปรเมธี วิมลศิริ, พลเอกอนันตพร กาญจนรัตน์ รมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์, อธิบดีกรมกิจการผู้สูงอายุ นางไพรวรรณ พลวัน และผู้บริหาร 6 กระทรวงหลัก ภาครัฐ ภาคเอกชน เครือข่าย และคณะทูต พร้อมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมงานที่โรงแรมเซ็นทรา บายเซ็นทารา ศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซนเตอร์แจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:12.0pt; margin-right:0cm; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; พลเอกฉัตรชัย กล่าวปฐกถาในงานว่า เนื่องจากการพัฒนาคุณภาพของผู้สูงอายุเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องร่วมกันหันมาตระหนักถึงปัญหานี้ เพราะในอีก 2 ปีข้างหน้า (2564) จะมีผู้สูงอายุร้อยละ 20 ขณะที่ปี 2574 จะมีประชากรผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 28 ดังนั้นการดำเนินงานด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ ยึดใช้หลักการที่ว่า &amp;ldquo;แก่อย่างมีคุณค่า ชราอย่างมีความสุข&amp;rdquo; ซึ่งเป้าหมายที่สำคัญดังกล่าวก็ได้ส่งต่อให้กับกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นผู้ขับเคลื่อนนโยบายร่วมกับอีก 5 หน่วยงาน และทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:12.0pt; margin-right:0cm; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;ผลกระทบสำคัญหากว่าเราไม่เตรียมพร้อมรับมือกับสังคมผู้สูงวัย ที่ประเทศไทยถือเป็นประเทศที่ 2 ในอาเซียนรองจากสิงคโปร์ คือปัญหาด้านเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการขาดแคลนวัยแรงงาน เนื่องจากมีแต่ผู้สูงวัยจำนวนมาก ซึ่งเป็นปัญหาสังคมและเศรษฐกิจควบคู่กันไป ที่สำคัญจะทำให้อีกประมาณ 15 ปี เราต้องใช้งบประมาณไม่ต่ำกว่า 1.4-1.8 ล้านล้านบาท ในการดูแลสุขภาพให้กับทุกเพศทุกวัย ดังนั้นหากเราไม่สามารถเตรียมวางแผนรับมือสังคมอย่างสูงวัย ก็ถือเป็นเรื่องที่น่าห่วงใย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:12.0pt; margin-right:0cm; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับการดำเนินงานของภาครัฐ ผ่านกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ ที่ผ่านมานั้น เราได้ทำอะไรเพื่อผู้สูงอายุไปบ้างนั้น 1.การจัดระบบคุ้มครองและสวัสดิการให้กับข้าราชการบำนาญ หรือจัดให้มีเบี้ยยังชีพรายเดือนเป็นแบบขั้นบันได 2.ผู้สูงอายุในชุมชนได้รับการดูแลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 3.มีโรงเรียนผู้สูงอายุกว่า 1,000 แห่ง 4.ส่งเสริมให้โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล สร้างเสริมสุขภาวะทั้งร่างกายและจิตใจที่ดีให้กับผู้สูงอายุ และจากการลงพื้นที่เยี่ยมชม ก็พบว่าคนสูงวัยมีสุขภาพที่ดี สามารถร้องรำทำเพลงได้ และยิ้มแย้มแจ่มใส สิ่งที่เกิดขึ้นย่อมสะท้อนให้เห็นว่า ทั้ง 6 หน่วยงานที่กล่าวมานั้น ได้ช่วยกันทำงานเพื่อพัฒนาสุขภาพของผู้สูงวัย ที่เป็นไปด้วยความร่วมไม้ร่วมมือ รวมไปถึงองค์กรในท้องถิ่นที่เป็นผู้ใกล้ชิดกับผู้สูงวัยมากที่สุด ดังนั้นในอีก 2 ปีข้างหน้าที่จะเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยอย่างเต็มตัว จึงจำเป็นต้องกระทั่งทุกภาคส่วนหันมาตระหนักว่า เรื่องการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงวัย เป็นเรื่องของทุกคน ส่วนปัจจัยที่จะทำให้การดำเนินงานประสบความสำเร็จ จำเป็นต้องยึดหลักพอเพียง เข้มแข็ง และทุกภาคส่วนต้องช่วยกันทำให้โครงการเดินหน้า เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องของนโยบาย ที่สำคัญก็เพื่อส่งต่อนโยบายดังกล่าวนี้ให้กับรัฐบาลหน้า เพื่อมาร่วมกันทำงานต่อ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:12.0pt; margin-right:0cm; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; พลเอกฉัตรชัย บอกอีกว่าสำหรับการบูรณาการทั้ง 6 &amp;nbsp;หน่วยงานมีเอกภาพ และเดินไปในทิศทางเดียวกัน โดยเราพุ่งเป้าไปในพื้นที่ ซึ่งเรามีหน่วยงานในพื้นที่ ซึ่งเรียกว่า พชอ. หรือการพัฒนาคุณภาพชีวิตในระดับอำเภอ ซึ่งในหน่วยงานดังกล่าวก็จะลงไปบูรณาการ และนำหน่วยงานจากภาคประชาสังคมเข้ามา ในบางพื้นที่ได้ทำงานร่วมกัน เช่น ดูแลสุขภาพร่วมกั้น มีภาคประชาชนเป็นอาสาสมัครเข้าไปดูแลผู้สูงอายุถึงบ้าน แนะนำให้ผู้สูงอายุทำกิจกรรมเพื่อสังคม เนื่องจากเรื่องเศรษฐกิจเป็นเรื่องสำคัญ ดังนั้นถ้าจนก่อนแก่ก็ถือเป็นสิ่งที่ลำบาก เรื่องการออมต้องมาก่อน ดังนั้นระเบียบและนโยบายต่างๆ ต้องได้รับการแก้ไข และถ้าถามว่าวาระแห่งชาติดังกล่าวจะยั่งยืนหรือไม่ เราอยากทำเรื่องนี้ให้สำเร็จ เนื่องจากมีนโยบายออกมาแล้ว แต่สิ่งสำคัญคือความต่อเนื่อง ก็อยากให้รัฐบาลต่อไปได้ตระหนักเรื่องของสังคมผู้สูงวัย เพราะเป็นสิ่งที่ต้องทำอย่างต่อเนื่อง ซึ่งวันนี้เราวางไว้แล้ว 10 เรื่องที่ต้องทำ ถ้ารัฐบาลหน้าเข้ามา และจะออกนโยบายเพิ่มเติมก็สามารถทำได้ แต่ต้องไม่ละเลยเรื่องของผู้สูงอายุ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 12pt 0cm 0.0001pt; text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 12pt 0cm 0.0001pt; text-align: center;&quot;&gt;(ไพรวรรณ พลวัน)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:12.0pt; margin-right:0cm; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้าน ผอ.ไพรวรรณ พลวัน อธิบดีกรมกิจการผู้สูงอายุ บอกว่า &amp;quot;งานหลักของเราคือวาระแห่งชาติเกี่ยวกับผู้สูงอายุ ที่จะต้องขับเคลื่อน และบูรณาการร่วมกับกระทรวง โดยมี 5 กระทรวงหลัก รวมถึงกระทรวง พม.ด้วย แต่เราต้องไปจับมือกับกระทรวงอื่นที่เกี่ยวข้อง กระทรวงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว ก็ต้องไปจับมือกัน ภาคประชาสังคม องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมถึงคนที่จะต้องเตรียมตัวเป็นผู้สูงอายุ 40-50 ปีที่จะต้องเตรียมตัว เช่น เรื่องการออม เพื่อเตรียมตัวเป็นผู้สูงอายุ ดังนั้นภาระแห่งชาติจึงไม่ใช่เรื่องของผู้สูงอายุอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของคนทุกวัย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:12.0pt; margin-right:0cm; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับนโยบายเด่น คือ การจ้างงานเพื่อให้ผู้สูงอายุมีรายได้และมีอาชีพ ก็จะทำให้ผู้สูงอายุมั่นคงอยู่ได้ มันคือเรื่องสุขภาพ ดังนั้นกระทรวงสาธารณสุขเองก็พยายาม เร่งดำเนินการเรื่องผู้สูงอายุติดเตียง ตรงนี้ก็จะมีอาสาสมัครชุมชนลงไปดูแล เราจะมีการอบรมเป็นคอร์สให้ เพื่อให้ลงไปดูแลผู้สูงอายุ ที่สำคัญและกำลังขับเคลื่อนคือเรื่องของ &amp;ldquo;ธนาคารเวลา&amp;rdquo; คือให้คนที่มีจิตอาสาลงไปดูแลผู้สูงอายุ เขาจะได้เห็นว่าผู้สูงวัยนั้นมีความเป็นอยู่อย่างไร ส่วนหนึ่งเพื่อให้อาสาสมัครได้เตรียมตัวเมื่อเข้าสู่ผู้สูงวัย ส่วนหนึ่งเวลาที่ไปดูแลผู้สูงอายุ เมื่อถึงเวลาก็จะมีคนมาดูแลเขาเช่นเดียวกัน ล่าสุดเราได้เริ่มไปเดือนตุลาคม มี 28 จังหวัด และ 12 ตำบลที่ทำไปแล้ว คนที่สมัครเข้ามาดูแลผู้สูงอายุมีทั้งหมด 2,000 คน และมีสูงอายุ 2,000 คนเช่นเดียวกัน นำร่องก่อนแม้จะเป็นเพียงแค่ทดลอง แต่คิดว่าจะดำเนินนโยบายเรื่องธนาคารเวลาไปในระยะยาว เช่นใน กทม.ก็เริ่มทำที่แฟลตดินแดง และก็จะขยายไปเขตยานนาวา โดยจับมือกับสมาคมโรตารี่ ซึ่งเป็นผู้ให้ข้อมูลคนที่มาและคนรับบริการ และก็มี สสส.ร่วมมือด้วย และคาดว่าจะขยายไปสู่เขตหนองแขมต่อไปค่ะ&amp;rdquo;.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/30377</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณภาพชีวิต, พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ, โลกวัยเกษียณ, ไพรวรรณ พลวัน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190303/image_big_5c7bcd43cd15e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>10919</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/06/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/06/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รวบพ่อเลี้ยงหื่น ข่มขืนออทิสติก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; จับแล้ว พ่อเลี้ยงหื่นข่มขืนลูกเลี้ยงออทิสติกจนหมดสติ เผยขี่จักรยานยนต์หนีไปถึงเพชรบุรี แล้วเอาสมุดธนาคารของเมียจะไปเบิกเงิน พนักงานจำหน้าได้จากสื่อ กระซิบตำรวจรวบตัวทันควัน ให้การรับสารภาพ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 7 มิถุนายนนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้จับกุมตัวนายชัยยุท หรือเอ็ม คงเจริญ อายุ 40 ปี พ่อเลี้ยงที่ข่มขืนลูกเลี้ยงวัย 10 ปีและป่วยเป็นออทิสติก โดยจับกุมได้ที่หน้าธนาคารกรุงไทย สาขาชะอำ อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี พร้อมยาบ้าจำนวน 10 เม็ด คุมตัวกลับไปดำเนินคดีที่ จ.สมุทรสาคร ทั้งนี้ ศาลจังหวัดสมุทรสาครได้อนุมัติหมายจับนายชัยยุท ลงวันที่ 6 มิถุนายน 2561 ตามข้อกล่าวหา กระทำความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร, พาเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปีไปเพื่อการอนาจาร แม้ผู้นั้นจะยินยอมก็ตาม และกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกิน 13 ปีซึ่งมิใช่ภริยาหรือสามีของตน โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม และกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกิน 13 ปีซึ่งมิใช่ภริยาหรือสามีของตน โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม หน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่น หรือกระทำด้วยประการใดให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกาย ทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พ.ต.อ.จำลอง งามเนตร รอง ผบก.ภ.จว.สมุทรสาคร เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ส่งสายลับลงพื้นที่ไปตามกลุ่มผู้เสพยาเสพติดเพื่อหาเบาะแสของคนร้าย เนื่องจากคนร้ายเสพยาเสพติดอยู่เป็นประจำ จนสามารถพบเบาะแสของคนร้ายว่ากำลังหลบหนีลงไปทางใต้ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ติดตามและจับกุมตัวคนร้ายไว้ได้ เนื่องจากคนร้ายไม่มีความรู้ จึงนำสมุดบันชีเงินฝากของภรรยาไปเบิกเงินที่ธนาคารกรุงไทย สาขาชะอำ แต่ไม่สามารถเบิกได้ ประจวบกับพนักงานธนาคารจำหน้าคนร้ายได้จากสื่อ จึงเดินออกมาบอกเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรหน้าธนาคารจับกุมตัวไว้ได้ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สืบเนื่องจากเมื่อคืนวันอังคารที่ผ่านมา นายสมหมาย หวาดดวงดี อายุ 58 ปี ขับรถแท็กซี่จอดติดไฟแดงอยู่บนถนนเศรษฐกิจ 1 ได้มีชายคนหนึ่ง อายุประมาณ 40 ปี ขี่รถจักรยานยนต์พาเด็กหญิง อายุ 10 ปี ในสภาพหมดสติ มาขอร้องให้ช่วยพาเด็กนำส่งโรงพยาบาล อ้างว่าพบเด็กถูกทำร้ายนอนอยู่ริมถนน และตนเองจะไปแจ้งความตำรวจ นายสมหมายจึงขับรถพาเด็กหญิงคนนั้นไปส่งยัง รพ.กระทุ่มแบน ซึ่งแพทย์ได้ตรวจร่างกายเด็กมีร่องรอยถูกล่วงละเมิดทางเพศ ขณะที่ชายคนดังกล่าวก็หายตัวไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คดีนี้ ตำรวจ สภ.กระทุ่มแบน จ.สุมทรสาคร รับเรื่องไว้ สอบสวนยายของเด็กที่เดินทางจาก จ.อ่างทองไปเยี่ยมหลานที่ รพ.กระทุ่มแบน ว่า เมื่อเช้าวันที่ 4 มิ.ย. พ่อเลี้ยงของเด็กคือนายชัยยุท มาที่บ้านขอรับตัวไปหาแม่เด็ก อ้างว่ากำลังป่วยหนักนอนอยู่โรงพยาบาล จึงอนุญาตให้ไปรับที่โรงเรียน จากนั้นก็ไม่สามารถติดต่อพ่อเลี้ยงของหลานได้ กระทั่งมารู้ข่าวดังกล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ นพ.โชคชัย ลีโทชวลิต ผู้อำนวยการโรงพยาบาลกระทุ่มแบน กล่าวว่า อาการแรกรับเด็กอยู่ในสภาพอิดโรย หมดสติ มีบาดแผลเลือดออกที่อวัยวะเพศ แพทย์ได้ให้การรักษาจนอยู่ในขั้นปลอดภัยแล้ว แต่ยังต้องรักษาตัวอยู่ในห้องปลอดเชื้อก่อน คาดว่าใช้เวลาอีกระยะหนึ่งจะดีขึ้นเป็นปกติ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากการสอบสวนเบื้องต้น นายชัยยุทรับสารภาพว่าได้ไปรับลูกเลี้ยงแล้วพาไปยังบ้านร้างในเขต อ.นาดี จ.สมุทรสาคร ลงมือข่มขืนเด็กจนหมดสติ แล้วนำไปส่งให้แท็กซี่ จากนั้นขี่รถจักรยานยนต์หลบหนีไปถึงเพชรบุรีและถูกจับกุม นายชัยยุทอ้างด้วยว่า ที่ก่อเหตุเพราะต้องการแก้แค้นแม่ยาย ที่ช่วงตนป่วยนอนโรงพยาบาลไม่มีใครไปเยี่ยมเลย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางไพรวรรณ พลวัน รองปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กล่าวว่า ได้กำชับให้ พมจ.สมุทรสาครลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง และประเมินทางสังคมของครอบครัวเด็กหญิงที่ถูกพ่อเลี้ยงข่มขืน เพื่อให้การช่วยเหลือ พร้อมเร่งเยียวยาฟื้นฟูสภาพจิตใจเด็กโดยด่วน รวมทั้ง พม.มีบ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดสมุทรสาคร พร้อมดูแลคุ้มครองสวัสดิภาพตาม พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/10919</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์, ข่มขืน, ชัยยุทธ คงเจริญ, นพ.โชคชัย ลีโทชวลิต, พ.ต.อ.จำลอง งามเนตร, พ่อเลี้ยงหื่น, ยาเสพติด, รพ.กระทุ่มแบน, สมหมาย หวาดดวงดี, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, ไพรวรรณ พลวัน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180607/image_big_5b192ccd2577a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
