<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>74586</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/11/-0001 00:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/11/-0001 00:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> &quot;ชาวเชียงใหม่&quot;ไม่ทน ทำร่าง พ.ร.บ.บริหารจัดการอากาศสะอาด...</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ปัญหาคุณภาพอากาศเชียงใหม่ ซึ่งช่วงเดือนมกราคม-เมษายนของทุกปี เผชิญวิกฤตค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 เกินค่ามาตรฐาน ส่งผลให้ชาวเชียงใหม่หายใจเอาอากาศพิษเข้าสู่ร่างกายประจำ &amp;nbsp; ปีนี้มลพิษฝุ่นควันก็ร้ายแรงสุดระหว่างเดือนมีนาคม-พฤษภาคม เชียงใหม่ขึ้นอันดับ 1 คุณภาพอากาศแย่ที่สุดในโลก จัดอันดับโดยเว็บไซต์ AirVisual &amp;nbsp;แม้จังหวัดร่วมทำงานสู้ฝุ่นพิษกับหลายภาคส่วน แต่ก็ไม่สามารถบรรเทาปัญหาได้ &amp;nbsp;เนื่องจากปัจจัยที่ทำให้เกิดไฟป่าและฝุ่นควันไม่ได้เกิดจากการเผาพื้นที่ทางการเกษตร พื้นที่ป่าเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;การสร้างความตระหนักและรับรู้การแก้ปัญหาฝุ่นพิษห่มคลุมเมืองร่วมกันอย่างจริงจัง &amp;nbsp;เป็นสิ่งสำคัญเพื่ออนาคตของจังหวัดเชียงใหม่ เหตุนี้ มูลนิธิส่งเสริมการออกแบบอนาคตประเทศไทย จังหวัดเชียงใหม่ &amp;nbsp;สภาลมหายใจเชียงใหม่ และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) &amp;nbsp;คิกออฟโครงการ &amp;ldquo;เคาท์ดาวน์ฝุ่น PM 2.5 จังหวัดเชียงใหม่&amp;rdquo; ที่ จ.เชียงใหม่ &amp;nbsp;เมื่อวันก่อน โดยเชิญตัวแทนภาคนโยบาย หน่วยงานรัฐ เอกชน ภาควิชาการ ภาคเกษตร ภาคประชาสังคม ภาคอุตสาหกรรม ภาคขนส่ง และสื่อสารมวลชน ร่วมแลกเปลี่ยนวิธีการทำงานขจัดปัญหาฝุ่นควัน มุ่งสู่การจัดทำแผนการปฏิบัติงานลดฝุ่น PM 2.5 จังหวัดเชียงใหม่ ตั้งเป้าให้เสร็จเดือนมกราคม ปี 2564 เพื่อเตรียมพร้อมรับมือหมอกควันพิษฤดูกาลหน้าให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ไพสิฐ พาณิชย์กุล ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายกฎหมายมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า ทุกปีชาวเชียงใหม่ต้องเผชิญกับภาวะวิกฤตมลพิษทางอากาศจากฝุ่นละออง PM 2.5 และทุกครั้งที่เกิดไฟป่าค่าฝุ่น PM 2.5 จะทะยานสูงขึ้นถึง 925 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ทำสถิติสูงสุดในรอบหลายสิบปี ส่วนที่มาของฝุ่นควันเกิดจากการเผาในที่โล่ง การเผาป่าฝุ่นในเมือง ฝุ่นจากนอกประเทศ ฯลฯ สถานการณ์ฝุ่นควันเป็นมลพิษทางอากาศกระทบต่อทุกชีวิตประชาชนในพื้นที่ ทั้งสุขภาพกาย และสุขภาพใจ &amp;nbsp;อีกทั้งภาระค่าใช้จ่ายในการป้องกันตนเองจากมลพิษ เพื่อให้มีการบริหารจัดการมลพิษทางอากาศอย่างเป็นระบบ การบูรณาการเชิงระบบของหน่วยงานต่างๆ ภาครัฐร่วมกับภาคเอกชนและภาคประชาสังคม การบริหารจัดการระบบงบประมาณเพื่อการมีอากาศสะอาด &amp;nbsp;จำเป็นต้องให้มีกฏหมายว่าด้วยการบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด ขณะนี้ภาคประชาสังคมร่วมกันจัดทำ(ร่าง) พระราชบัญญัติการบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. ... เพื่อให้เกิดการบริหารจัดการปัญหาฝุ่นPM 2.5 ได้อย่างคล่องตัวและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น &amp;nbsp;สำหรับโครงการเคาท์ดาวน์ฝุ่น PM2.5 &amp;nbsp;มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ร่วมเป็นภาคี ร่วมคิด ร่วมทำเพื่อสู้เป้าหมายลดปริมาณฝุ่นในเชียงใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; จากสถานการณ์ฝุ่นควัน ซึ่งเป็นมลพิษอากาศซึ่งครอบคลุมไปยังพื้นที่กว้างขวางขึ้น และมีความเข้มข้นของมลพิษในระดับที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพประชาชนทุกปี &amp;nbsp;ไม่เฉพาะพื้นที่ จ.เชียงใหม่ เป็นเหตุให้คนอยู่ในภาวะอันตราย ภาคประชาชนเห็นความจำเป็นต้องพัฒนาปฏิรูประบบบริหารจัดการมลพิษอากาศให้มีประสิทธิภาพและเป็นระบบ &amp;nbsp;นำมาสู่การจัดทำร่างกฎหมายจัดการเพื่ออากาศสะอาด &amp;nbsp;เป้าหมายเพื่อส่งเสริมให้เกิดระบบการวางแผน เพื่อป้องกันการปล่อยมลพิษ ฝุ่น ควัน &amp;nbsp;กลิ่น เข้าสู่สภาพแวดล้อมและชั้นบรรยากาศ &amp;nbsp;ส่งเสริมการบูรณาการเชิงระบบของหน่วยงานต่างๆ &amp;nbsp;ภาครัฐ ร่วมกับภาคเอกชน และภาคประชาสังคม &amp;nbsp;การบริหารจัดการระบบงบประมาณเพื่อการมีอากาศสะอาด ระบบบริหารจัดการเชิงพื้นที่ที่เป็นแหล่งของอากาศไม่สะอาด ทั้งภาคขนส่ง โรงงานอุตสาหกรรม เขตพื้นที่ก่อสร้าง การเผาในที่โล่ง &amp;nbsp;การเผาตอซังของเกษตรกร การเผาพื้นที่ป่า รวมถึงฝุ่นควันที่ลอยข้ามพรมแดนจากแหล่งกำเนิดในต่างประเทศ การพัฒนามาตรฐานคุณภาพอากาศ ระบบประเมินคุณภาพอากาศ จนถึงการเฝ้าระวัง เตือนภัยจากสถานการณ์อากาศที่ไม่สะอาดที่อาจจะมีผลกระทบต่อประชาชน &amp;nbsp; ระบบการจัดการในสถานการณ์วิกฤตจากสภาพอากาศ เพราะสิทธิในอากาศสะอาด เป็นสิทธิของบุคคลที่สมควรได้รับการคุ้มครองโดยกฎหมาย &amp;nbsp;ประชาชนและชุมชนสามารถใช้สิทธิเข้ามามีส่วนร่วมตัดสินใจในการกำหนดนโยบายของรัฐที่เกี่ยวกับการจัดการอากาศสะอาด &amp;nbsp;การมีส่วนร่วมในการจัดทำแผน นำไปสู่การปฏิบัติแก้มลพิษ ซึ่งภาคประชาสังคมร่วมกันออกแบบโครงสร้างกฎหมายนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ตลอดปีนี้โครงการเคาท์ดาวน์ฝุ่น PM 2.5 จะจัดเวทีแลกเปลี่ยนการทำงานของทุกส่วน ขอยกระดับการมองอนาคตเชียงใหม่ปลอดฝุ่นควัน &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ดร.สุมิท แช่มประสิทธิ์ ผู้ก่อตั้งมูลนิธิส่งเสริมการออกแบบอนาคตประเทศไทย กล่าวว่า ฝุ่นจิ๋วเป็นปัญหามลพิษที่หมักหมมในเชียงใหม่มากกว่า 10 ปี ต้องการแนวทางแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน ที่ผ่านมา แก้เมื่อเผชิญเหตุ ทำให้ปัญหาวนเวียนกลับมาทุกปี และแนวโน้มสถานการณ์หนักขึ้นเรื่อยๆ &amp;nbsp;เมืองที่มีระดับมลพิษอากาศสูงจะพบปัญหาสุขภาพเพิ่มขึ้นและสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว โครงการเคาท์ดาวน์ฝุ่นPM 2.5 จังหวัดเชียงใหม่หวังสร้างการเปลี่ยนแปลงวิธีแก้ปัญหามลพิษทางอากาศ โดยระดมทุกภาคส่วนสะท้อนปัญหาและหาแนวทางแก้ไขอย่างยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo; ทุกวันนี้ปัจจัยที่ทำให้เกิดฝุ่น PM 2.5 &amp;nbsp;ยังไม่มีข้อสรุปร่วมกัน เกิดการชี้นิ้วใส่กัน &amp;nbsp;เราอาสาจัดพื้นที่พูดคุย บอกเล่าอุปสรรค ข้อติดขัดในการทำงานแก้ปัญหา และช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่ดีของภาคส่วนต่าง ๆ หัวใจสำคัญการทำงานครั้งนี้ทุกฝ่ายต้องแบ่งปันข้อมูลกัน และสร้างกระบวนการคิดแบบมองปัญหาเชิงระบบ มองอนาคตร่วมกัน และขับเคลื่อนร่วมกัน ระยะเวลาโครงการ 5 ปี ระยะสั้นภายใน 5 เดือน เกิดมาตรการทำให้ฝุ่นควันอยู่ในเกณฑ์ดีได้มาตรฐาน &amp;nbsp; ระยะยาวปริมาณฝุ่นพิษลดลงอย่างต่อเนื่อง ร้อยละ 40 &amp;nbsp;มีวันที่อากาศดี อากาศปลอดโปร่ง เพิ่มมากขึ้น ชีวิตชาวเชียงใหม่ไม่ต้องสูดดมฝุ่น จากเวทีแรกก็น่าสนใจ หลังนักวิชาการฟังข้อมูลจากภาคส่วนอื่นๆ &amp;nbsp;หันกลับมาทบทวนงานวิจัยตัวเองว่าต้องปรับปรุง เปลี่ยนแปลงงานวิจัยสู้ฝุ่นที่ตอบโจทย์ชุมชนมากขึ้น ส่วนหน่วยงานรัฐได้เสนอแผนแก้ปัญหาหมอกควันและไฟป่าที่อัพเดท มาปรับข้อมูลให้ตรงกัน เวทีครั้งต่อไปจะจัดเดือน ต.ค. และปลายปี แล้วรวบรวมข้อมูล สังเคราะห์ ทำแผนปฏิบัติการ &amp;nbsp;หากเชียงใหม่เกิดผลที่เป็นรูปธรรม จะขยายผลทำงานให้กับเมืองที่ยังแก้ปัญหามลพิษอากาศไม่ได้เช่นกัน &amp;nbsp;&amp;ldquo; ดร.สุมิท กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; แน่นอนว่า ทางแก้ปัญหามลพิษที่รุนแรง ต้องมาจากการลดการเผาที่โล่งแจ้ง ลดจุดความร้อน ลดฝุ่นละอองขนาดเล็กที่ทำให้คนเจ็บป่วย &amp;nbsp;พิทยา จินาวัฒน์ ประธานคณะกรรมการบริหารแผนคณะที่ 2 สสส. บอกเล่าแผน การดำเนินงาน ยกตัวอย่าง &amp;nbsp;ในพื้นที่บ้านหัวเสือ ต.บ้านหลวง อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ ทางเทศบาลตำบลบ้านหลวงใช้นวัตกรรม&amp;ldquo;ทะเบียนประวัติการใช้ที่ดินรายแปลง&amp;rdquo; สำรวจเขตที่ดินของชาวบ้านด้วยเทคโนโลยี GPS บอกพิกัดผ่านทางดาวเทียม 20,000 ไร่ รวมที่ดิน 6,000 แปลง เมื่อเกิดไฟป่าขึ้นระบบจะชี้จุดเกิดความร้อน (Hotspot) ว่า เกิดในที่ดินแปลงใด ซึ่งไฟป่าส่วนใหญ่เกิดจากฝีมือคน การมีทะเบียนฯ ทำให้มีหลักฐานดำเนินคดีเอาผิดได้ ตั้งแต่ปี 2562 เป็นต้นมา พบว่า ชาวบ้านให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี กระทั่งไม่พบปัญหาบุกรุกพื้นที่ป่า จำนวนจุดความร้อนลดลง และปัญหาไฟป่าลดลงอย่างเป็นรูปธรรม &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;มลพิษทางอากาศฝุ่นควันไฟป่าเกี่ยวข้องกับสุขภาพของประชาชนโดยตรง การแก้วิกฤตฝุ่นนี้ สสส.สนับสนุนหลายโครงการ เราร่วมกับมูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนพัฒนาพื้นที่ต้นแบบการเสริมศักยภาพชุมชนและพัฒนากลไกการมีส่วนร่วมในการจัดการป่าชุมชนตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ช่วยป้องกันปัญหาฝุ่นควันจากไฟป่าอย่างยั่งยืนในพื้นที่ 19 ตำบลใน 9 จังหวัดภาคเหนือ พบว่าได้ผลสำเร็จร้อยละ 80 &amp;quot; พิทยา กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/74586</URL_LINK>
                <HASHTAG>จังหวัดเชียงใหม่, ดร.สุมิท แช่มประสิทธิ์, มลพิษภาคเหนือ, ร่างพ.ร.บ.บริหารจัดการอากาศสะอาด พ.ศ....., ไพสิฐ พาณิชย์กุล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>DELETE</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190218/image_big_5c6a2678b3a18.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>74585</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/08/2020 13:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/08/2020 13:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> &quot;ชาวเชียงใหม่&quot;ไม่ทน ทำร่าง พ.ร.บ.บริหารจัดการอากาศสะอาด...</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ปัญหาคุณภาพอากาศเชียงใหม่ ซึ่งช่วงเดือนมกราคม-เมษายนของทุกปี เผชิญวิกฤตค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 เกินค่ามาตรฐาน ส่งผลให้ชาวเชียงใหม่หายใจเอาอากาศพิษเข้าสู่ร่างกายประจำ &amp;nbsp; ปีนี้มลพิษฝุ่นควันก็ร้ายแรงสุดระหว่างเดือนมีนาคม-พฤษภาคม เชียงใหม่ขึ้นอันดับ 1 คุณภาพอากาศแย่ที่สุดในโลก จัดอันดับโดยเว็บไซต์ AirVisual &amp;nbsp;แม้จังหวัดร่วมทำงานสู้ฝุ่นพิษกับหลายภาคส่วน แต่ก็ไม่สามารถบรรเทาปัญหาได้ &amp;nbsp;เนื่องจากปัจจัยที่ทำให้เกิดไฟป่าและฝุ่นควันไม่ได้เกิดจากการเผาพื้นที่ทางการเกษตร พื้นที่ป่าเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;การสร้างความตระหนักและรับรู้การแก้ปัญหาฝุ่นพิษห่มคลุมเมืองร่วมกันอย่างจริงจัง &amp;nbsp;เป็นสิ่งสำคัญเพื่ออนาคตของจังหวัดเชียงใหม่ เหตุนี้ มูลนิธิส่งเสริมการออกแบบอนาคตประเทศไทย จังหวัดเชียงใหม่ &amp;nbsp;สภาลมหายใจเชียงใหม่ และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) &amp;nbsp;คิกออฟโครงการ &amp;ldquo;เคาท์ดาวน์ฝุ่น PM 2.5 จังหวัดเชียงใหม่&amp;rdquo; ที่ จ.เชียงใหม่ &amp;nbsp;เมื่อวันก่อน โดยเชิญตัวแทนภาคนโยบาย หน่วยงานรัฐ เอกชน ภาควิชาการ ภาคเกษตร ภาคประชาสังคม ภาคอุตสาหกรรม ภาคขนส่ง และสื่อสารมวลชน ร่วมแลกเปลี่ยนวิธีการทำงานขจัดปัญหาฝุ่นควัน มุ่งสู่การจัดทำแผนการปฏิบัติงานลดฝุ่น PM 2.5 จังหวัดเชียงใหม่ ตั้งเป้าให้เสร็จเดือนมกราคม ปี 2564 เพื่อเตรียมพร้อมรับมือหมอกควันพิษฤดูกาลหน้าให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ไพสิฐ พาณิชย์กุล ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายกฎหมายมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า ทุกปีชาวเชียงใหม่ต้องเผชิญกับภาวะวิกฤตมลพิษทางอากาศจากฝุ่นละออง PM 2.5 และทุกครั้งที่เกิดไฟป่าค่าฝุ่น PM 2.5 จะทะยานสูงขึ้นถึง 925 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ทำสถิติสูงสุดในรอบหลายสิบปี ส่วนที่มาของฝุ่นควันเกิดจากการเผาในที่โล่ง การเผาป่าฝุ่นในเมือง ฝุ่นจากนอกประเทศ ฯลฯ สถานการณ์ฝุ่นควันเป็นมลพิษทางอากาศกระทบต่อทุกชีวิตประชาชนในพื้นที่ ทั้งสุขภาพกาย และสุขภาพใจ &amp;nbsp;อีกทั้งภาระค่าใช้จ่ายในการป้องกันตนเองจากมลพิษ เพื่อให้มีการบริหารจัดการมลพิษทางอากาศอย่างเป็นระบบ การบูรณาการเชิงระบบของหน่วยงานต่างๆ ภาครัฐร่วมกับภาคเอกชนและภาคประชาสังคม การบริหารจัดการระบบงบประมาณเพื่อการมีอากาศสะอาด &amp;nbsp;จำเป็นต้องให้มีกฏหมายว่าด้วยการบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด ขณะนี้ภาคประชาสังคมร่วมกันจัดทำ(ร่าง) พระราชบัญญัติการบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. ... เพื่อให้เกิดการบริหารจัดการปัญหาฝุ่นPM 2.5 ได้อย่างคล่องตัวและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น &amp;nbsp;สำหรับโครงการเคาท์ดาวน์ฝุ่น PM2.5 &amp;nbsp;มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ร่วมเป็นภาคี ร่วมคิด ร่วมทำเพื่อสู้เป้าหมายลดปริมาณฝุ่นในเชียงใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; จากสถานการณ์ฝุ่นควัน ซึ่งเป็นมลพิษอากาศซึ่งครอบคลุมไปยังพื้นที่กว้างขวางขึ้น และมีความเข้มข้นของมลพิษในระดับที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพประชาชนทุกปี &amp;nbsp;ไม่เฉพาะพื้นที่ จ.เชียงใหม่ เป็นเหตุให้คนอยู่ในภาวะอันตราย ภาคประชาชนเห็นความจำเป็นต้องพัฒนาปฏิรูประบบบริหารจัดการมลพิษอากาศให้มีประสิทธิภาพและเป็นระบบ &amp;nbsp;นำมาสู่การจัดทำร่างกฎหมายจัดการเพื่ออากาศสะอาด &amp;nbsp;เป้าหมายเพื่อส่งเสริมให้เกิดระบบการวางแผน เพื่อป้องกันการปล่อยมลพิษ ฝุ่น ควัน &amp;nbsp;กลิ่น เข้าสู่สภาพแวดล้อมและชั้นบรรยากาศ &amp;nbsp;ส่งเสริมการบูรณาการเชิงระบบของหน่วยงานต่างๆ &amp;nbsp;ภาครัฐ ร่วมกับภาคเอกชน และภาคประชาสังคม &amp;nbsp;การบริหารจัดการระบบงบประมาณเพื่อการมีอากาศสะอาด ระบบบริหารจัดการเชิงพื้นที่ที่เป็นแหล่งของอากาศไม่สะอาด ทั้งภาคขนส่ง โรงงานอุตสาหกรรม เขตพื้นที่ก่อสร้าง การเผาในที่โล่ง &amp;nbsp;การเผาตอซังของเกษตรกร การเผาพื้นที่ป่า รวมถึงฝุ่นควันที่ลอยข้ามพรมแดนจากแหล่งกำเนิดในต่างประเทศ การพัฒนามาตรฐานคุณภาพอากาศ ระบบประเมินคุณภาพอากาศ จนถึงการเฝ้าระวัง เตือนภัยจากสถานการณ์อากาศที่ไม่สะอาดที่อาจจะมีผลกระทบต่อประชาชน &amp;nbsp; ระบบการจัดการในสถานการณ์วิกฤตจากสภาพอากาศ เพราะสิทธิในอากาศสะอาด เป็นสิทธิของบุคคลที่สมควรได้รับการคุ้มครองโดยกฎหมาย &amp;nbsp;ประชาชนและชุมชนสามารถใช้สิทธิเข้ามามีส่วนร่วมตัดสินใจในการกำหนดนโยบายของรัฐที่เกี่ยวกับการจัดการอากาศสะอาด &amp;nbsp;การมีส่วนร่วมในการจัดทำแผน นำไปสู่การปฏิบัติแก้มลพิษ ซึ่งภาคประชาสังคมร่วมกันออกแบบโครงสร้างกฎหมายนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ตลอดปีนี้โครงการเคาท์ดาวน์ฝุ่น PM 2.5 จะจัดเวทีแลกเปลี่ยนการทำงานของทุกส่วน ขอยกระดับการมองอนาคตเชียงใหม่ปลอดฝุ่นควัน &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ดร.สุมิท แช่มประสิทธิ์ ผู้ก่อตั้งมูลนิธิส่งเสริมการออกแบบอนาคตประเทศไทย กล่าวว่า ฝุ่นจิ๋วเป็นปัญหามลพิษที่หมักหมมในเชียงใหม่มากกว่า 10 ปี ต้องการแนวทางแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน ที่ผ่านมา แก้เมื่อเผชิญเหตุ ทำให้ปัญหาวนเวียนกลับมาทุกปี และแนวโน้มสถานการณ์หนักขึ้นเรื่อยๆ &amp;nbsp;เมืองที่มีระดับมลพิษอากาศสูงจะพบปัญหาสุขภาพเพิ่มขึ้นและสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว โครงการเคาท์ดาวน์ฝุ่นPM 2.5 จังหวัดเชียงใหม่หวังสร้างการเปลี่ยนแปลงวิธีแก้ปัญหามลพิษทางอากาศ โดยระดมทุกภาคส่วนสะท้อนปัญหาและหาแนวทางแก้ไขอย่างยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo; ทุกวันนี้ปัจจัยที่ทำให้เกิดฝุ่น PM 2.5 &amp;nbsp;ยังไม่มีข้อสรุปร่วมกัน เกิดการชี้นิ้วใส่กัน &amp;nbsp;เราอาสาจัดพื้นที่พูดคุย บอกเล่าอุปสรรค ข้อติดขัดในการทำงานแก้ปัญหา และช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่ดีของภาคส่วนต่าง ๆ หัวใจสำคัญการทำงานครั้งนี้ทุกฝ่ายต้องแบ่งปันข้อมูลกัน และสร้างกระบวนการคิดแบบมองปัญหาเชิงระบบ มองอนาคตร่วมกัน และขับเคลื่อนร่วมกัน ระยะเวลาโครงการ 5 ปี ระยะสั้นภายใน 5 เดือน เกิดมาตรการทำให้ฝุ่นควันอยู่ในเกณฑ์ดีได้มาตรฐาน &amp;nbsp; ระยะยาวปริมาณฝุ่นพิษลดลงอย่างต่อเนื่อง ร้อยละ 40 &amp;nbsp;มีวันที่อากาศดี อากาศปลอดโปร่ง เพิ่มมากขึ้น ชีวิตชาวเชียงใหม่ไม่ต้องสูดดมฝุ่น จากเวทีแรกก็น่าสนใจ หลังนักวิชาการฟังข้อมูลจากภาคส่วนอื่นๆ &amp;nbsp;หันกลับมาทบทวนงานวิจัยตัวเองว่าต้องปรับปรุง เปลี่ยนแปลงงานวิจัยสู้ฝุ่นที่ตอบโจทย์ชุมชนมากขึ้น ส่วนหน่วยงานรัฐได้เสนอแผนแก้ปัญหาหมอกควันและไฟป่าที่อัพเดท มาปรับข้อมูลให้ตรงกัน เวทีครั้งต่อไปจะจัดเดือน ต.ค. และปลายปี แล้วรวบรวมข้อมูล สังเคราะห์ ทำแผนปฏิบัติการ &amp;nbsp;หากเชียงใหม่เกิดผลที่เป็นรูปธรรม จะขยายผลทำงานให้กับเมืองที่ยังแก้ปัญหามลพิษอากาศไม่ได้เช่นกัน &amp;nbsp;&amp;ldquo; ดร.สุมิท กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; แน่นอนว่า ทางแก้ปัญหามลพิษที่รุนแรง ต้องมาจากการลดการเผาที่โล่งแจ้ง ลดจุดความร้อน ลดฝุ่นละอองขนาดเล็กที่ทำให้คนเจ็บป่วย &amp;nbsp;พิทยา จินาวัฒน์ ประธานคณะกรรมการบริหารแผนคณะที่ 2 สสส. บอกเล่าแผน การดำเนินงาน ยกตัวอย่าง &amp;nbsp;ในพื้นที่บ้านหัวเสือ ต.บ้านหลวง อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ ทางเทศบาลตำบลบ้านหลวงใช้นวัตกรรม&amp;ldquo;ทะเบียนประวัติการใช้ที่ดินรายแปลง&amp;rdquo; สำรวจเขตที่ดินของชาวบ้านด้วยเทคโนโลยี GPS บอกพิกัดผ่านทางดาวเทียม 20,000 ไร่ รวมที่ดิน 6,000 แปลง เมื่อเกิดไฟป่าขึ้นระบบจะชี้จุดเกิดความร้อน (Hotspot) ว่า เกิดในที่ดินแปลงใด ซึ่งไฟป่าส่วนใหญ่เกิดจากฝีมือคน การมีทะเบียนฯ ทำให้มีหลักฐานดำเนินคดีเอาผิดได้ ตั้งแต่ปี 2562 เป็นต้นมา พบว่า ชาวบ้านให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี กระทั่งไม่พบปัญหาบุกรุกพื้นที่ป่า จำนวนจุดความร้อนลดลง และปัญหาไฟป่าลดลงอย่างเป็นรูปธรรม &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;มลพิษทางอากาศฝุ่นควันไฟป่าเกี่ยวข้องกับสุขภาพของประชาชนโดยตรง การแก้วิกฤตฝุ่นนี้ สสส.สนับสนุนหลายโครงการ เราร่วมกับมูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนพัฒนาพื้นที่ต้นแบบการเสริมศักยภาพชุมชนและพัฒนากลไกการมีส่วนร่วมในการจัดการป่าชุมชนตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ช่วยป้องกันปัญหาฝุ่นควันจากไฟป่าอย่างยั่งยืนในพื้นที่ 19 ตำบลใน 9 จังหวัดภาคเหนือ พบว่าได้ผลสำเร็จร้อยละ 80 &amp;quot; พิทยา กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/74585</URL_LINK>
                <HASHTAG>จังหวัดเชียงใหม่, ดร.สุมิท แช่มประสิทธิ์, มลพิษภาคเหนือ, ร่างพ.ร.บ.บริหารจัดการอากาศสะอาด พ.ศ....., ไพสิฐ พาณิชย์กุล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190218/image_big_5c6a2678b3a18.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>66641</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/05/2020 09:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/05/2020 09:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ถอดบทเรียน 14 ปี แก้หมอกควันภาคเหนือ &quot;ล้มเหลว - ซ้ำรอยเดิม&quot;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ปี 2562 ปัญหาฝุ่นควันในจังหวัดเชียงใหม่ติดอันดับหนึ่งของโลก แต่ไม่ใช่ปีแรกที่ชาวเชียงใหม่เผชิญวิกฤตมลพิษทางอากาศ เพราะพอย่างเข้าฤดูแล้ง คนเชียงใหม่ต้องใช้ชีวิตอยู่ภายใต้หมอกควันของฝุ่นควันพิษ มานานกว่า 14 ปีแล้ว และสำหรับปีนี้ พูดได้ว่ารุนแรงที่สุดเท่าที่เคยมีมา สะท้อนนโยบายของรัฐและการทำงานในการแก้ไขปัญหาหมอกควันในภาคเหนือล้มเหลว ซึ่งข้อเท็จจริงทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ก็ยอมรับการถ่ายโอนภารกิจการควบคุมไฟป่าให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ยังไม่เกิดผลในทางปฏิบัติ และการจัดการเชื้อเพลิงขาดประสิทธิภาพผ่านการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อสรุปผลและถอดบทเรียน (After Action Review : AAR) การป้องกันและแก้ไขปัญหาหมอกควันภาคเหนือ ปี 2563 เมื่อวันที่ 19-21 พ.ค.ที่ผ่านมา ณ จ.เชียงใหม่ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ในช่วงประชุมสภาลมหายใจเชียงใหม่ออกแถลงการณ์ถึงคณะรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เรื่อง 15 ปี มลพิษอากาศฝุ่นละอองภาคเหนือ ปี 2564 ต้องมีความก้าวหน้าที่จับต้องได้ โดยฝากความหวังในการแก้ฝุ่นควันเชียงใหม่ในโอกาสที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และนายวราวุธ ศิลปะอาชา รมว.ทส.ร่วมประชุมถอดบทเรียนแก้ปัญหาไฟป่าและฝุ่นพิษ จ.เชียงใหม่ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;หลังประชุม 3 วัน &amp;nbsp;กระทรวงทรัพย์ฯ ได้ถอดบทเรียนออกมา 10 ข้อ ใช้แก้ปัญหาไฟป่าและหมอกควันอย่างยั่งยืน ประกอบด้วย &amp;nbsp;1.การบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตั้งคณะกรรมการไฟป่าและหมอกควันระดับชาติ ระดับจังหวัด และระดับอำเภอ 2.แผนจัดหาและสนับสนุนอัตรากำลัง อุปกรณ์ ยานพาหนะ และงบประมาณที่เหมาะสมในการแก้ไขปัญหา 3.เฝ้าระวังและดับไฟตลอดเวลา 4.แผนบริหารจัดการเชื้อเพลิงและจัดระเบียบการเผา 5.การสร้างการรับรู้ให้ประชาชนในทุกพื้นที่สุ่มเสี่ยงเกิดไฟป่า 6.การส่งเสริมการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ,ภาคเอกชน และภาคประชาชน 7.การผลักดันสนับสนุนการถ่ายโอนภารกิจการควบคุมไฟป่าให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นและมีงบประมาณตรงภารกิจ 8.การกำหนดตัวชี้วัดการดำเนินงาน 9.การฟื้นฟูพื้นที่ป่าที่เสียหายหลังเกิดไฟไหม้ และข้อสุดท้าย 10. การแก้ไขปัญหาหมอกควันข้ามพรมแดน ซึ่งไทยต้องอาศัยเลขาธิการอาเซียนประสานงานกับประเทศเพื่อนบ้านเพื่อป้องกันหมอกควันข้ามแดน &amp;nbsp;ข้อเสนอดังกล่าวจะเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ประธานประชุมเชิงปฏิบัติการสรุปผลและถอดบทเรียนการป้องกันและแก้ไขปัญหาหมอกควันภาคเหนือ ปี 2563 เมื่อวันที่ 19-21 พ.ค.ที่ผ่านมา ณ จ.เชียงใหม่ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ปีหน้าการแก้ไฟป่าภาคเหนือหนีไม่พ้นกรอบนี้ แผนดังกล่าวจะหยุดปัญหาหมอกควันได้หรือไม่ คนเชียงใหม่ องค์กรพัฒนาเอกชน และภาคประชาชนแสดงความคิดเห็นจะกลับไปสู่วังวนแบบเดิมๆ &amp;nbsp;&amp;nbsp;อาจารย์ไพสิฐ พาณิชย์กุล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า สิ่งที่ รมว.ทส.สรุปจากการประชุมถอดบทเรียนต้องทำให้ครบตามแผนงานโครงการภาครัฐ เพื่อปีหน้าจะเสนองบประมาณได้ 10 ข้อ ที่มีการปรับปรุงบ้าง เพื่อใช้กลไกแบบเดิม หากดูข้อเสนอข้อที่ 1 กับข้อที่ 7 &amp;nbsp;เรื่องผลักดันการถ่ายโอนภารกิจ เพื่อให้เกิดการปรับโครงสร้าง ยังไม่มีภาพที่ชัดเจน เพราะต้องได้รับการตอบรับจากกระทรวงมหาดไทย และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย &amp;nbsp;10 ข้อด่วนๆ มาจากโจทย์แก้สถานการณ์เฉพาะหน้าปีนี้ เพื่อลดฝุ่นควัน แต่ขณะที่ความรู้จากการแก้ปัญหามา 10 ปี จะทำให้อยู่ในวังวนเดิมๆ สิ่งที่รัฐต้องทำ คือ การวางแผนป้องกันและจัดการพื้น ระบบการทำงานที่ผ่านมายังคิดในกรอบบรรเทาสาธารณภัยอยู่ ประเด็นต่อมาจากการติดตามอีเว้นท์รองนายกฯ และรัฐมนตรีมาเชียงใหม่ เป็นการพูดถึงฝุ่นควันบวกภัยแล้งต่างๆ ด้วย อีกทั้งพูดถึงปัญหาแต่ละจังหวัด ซึ่งการจัดการไม่เหมือนกัน ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นคิดในกรอบเดิมๆ บริหารจัดการแบบเดิมๆ เครื่องมือที่ใช้แก้ปัญหาเรื่องนี้ไม่ได้ใช้แก้ปัญหาจริง นอกจากปรับปรุงกฎหมายต่างๆ ต้องลดพื้นที่ปลูกข้าวโพด การทำผังพื้นที่เป็นอีกเครื่องมือการบริหารจัดการเชื้อไฟ ซึ่งในแผนจัดการเชื้อไฟของรัฐที่พูดมา เป็นการจัดการที่ไม่ได้พูดถึงตั้งแต่ต้นทางการเกิดเชื้อไฟ มุมมองทางการเมืองจะเกิดขึ้นได้ ต้องมาจากข้อมูลพื้นที่ที่ถูกต้อง ขอบเขตของปัญหาเป็นอย่างไร จะไปสู่กรอบคิดที่ชัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo; อีกเรื่องที่นำไปสู่ข้อถกเถียงต่อ คือ การจัดการเชื้อเพลิง ยังหาข้อยุติไม่ได้ การจัดการฝุ่นควันในอุดมคติ ต้องมีการเผา ขณะเดียวกันอีกแนวทางไม่เผา หากไปถึงขั้นควบคุมไม่ได้จะเกิดไฟไหม้รุนแรงเช่นปีนี้ &amp;nbsp;ก็มีข้อเสนออีกต้องมีวิธีการจัดการเชื้อไฟ ความเห็นของส่วนใหญ่หรือมติมหาชนการแก้ปัญหาภายใต้สถานการณ์เฉพาะหน้านี้ ยังไม่ได้คุยกันอย่างจริงจัง การถอดบทเรียนที่เกิดขึ้นจึงเป็นแบบด่วนๆ ยังไม่ใช่เกิดจากการมีส่วนร่วมอย่างจริงจัง หรือนำตัวอย่างรูปธรรมแก้ปัญหาได้มาขับเคลื่อนต่อ ส่วนที่ขาดหายไปจาก10 ข้อที่พูดถึง จะทำอย่างไรให้การแก้ปัญหาฝุ่นควันเฉพาะหน้า ไปสู่การวางแผนจัดการระดับพื้นที่ ระดับชุมชน รวมถึงวิธีสนับสนุนงบประมาณ &amp;ldquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ประเด็นต่อมา อาจารย์ไพสิฐ กล่าวถึงข้อเสนอเพิ่มอัตรากำลังคน อุปกรณ์ว่า &amp;nbsp; สภาลมหายใจฯ ต้องขับเคลื่อนต่อจะมีข้อเสนอที่ชี้ให้เห็นว่า ข้อเสนอที่รัฐมนตรีจะนำเข้า ครม. จะนำไปสู่วังวนแบบเดิมและเกิดความไม่คุ้มค่า หากรัฐยังคิดบนกรอบแบบนี้ อย่าไปหวัง &amp;nbsp;แต่หากเริ่มต้นปรับปรุงกฎระเบียบที่ติดขัด อีกส่วนทำระบบปฏิบัติในระดับพื้นที่ ทำตั้งแต่ตอนนี้หน้าฝน ทำแนวเขต แนวกันไฟอย่างไร จะช่วยแก้ปัญหาได้ แก้หมอกควันต้องแก้ด้วยกรอบความคิดใหม่ๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน วิทยา ครองทรัพย์ กรรมการสภาลมหายใจเชียงใหม่ กล่าวว่า &amp;nbsp;สภาลมหายใจเชียงใหม่ คือองค์กรที่ระดมคนเชียงใหม่ทั้งภาคประชาชนและภาคเอกชนเข้าไปช่วยรัฐในการพัฒนาคุณภาพอากาศของเมือง โดยมีจุดประสงค์เพื่อแก้ปัญหาจากต้นตอควันพิษทั้งในชนบทและในเมือง ผ่านโครงการต่างๆ ที่เข้ามาขับเคลื่อนให้คนในสังคมได้ตระหนักรู้ถึงปัญหา และลงมือแก้ไขจากตัวเองอย่างจริงจัง เราถอดบทเรียนและยอมรับว่า ปีนี้ไฟป่าหนักกว่าทุกปี มีการเผามากขึ้น จุดความร้อนเพิ่มขึ้น มีคดีเกิดขึ้นกว่า 1,000 คดี แต่จับผู้กระทำผิดได้มาถึง 10 ราย ถึงเวลาต้องทบทวนการแก้ปัญหาอย่างจริงจัง &amp;nbsp;เพื่อจะเดินหน้าสู่การแก้ไขอย่างมีประสิทธิภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo; รัฐบาลต้องยอมรับว่า ปัญหาเกิดจากการแก้ปัญหาที่รัฐบาลโยนภาระให้จังหวัดจัดการ &amp;nbsp; &amp;nbsp;ข้อเท็จจริงเกิดการเผาป่าจนเกินกำลังเจ้าหน้าที่แต่ละจังหวัดจะดูแล &amp;nbsp;การสั่งการของผู้ว่าฯ ก็มีปัญหา ผู้รับคำสั่งสับสน เพราะมีทั้งกระทรวงมหาดไทย กระทรวงทรัพย์ กระทรวงเกษตรฯ หน่วยทหารในพื้นที่ ที่เข้าไปทำงาน &amp;nbsp;เชียงใหม่มีพื้นที่ป่ากว่า 10 ล้านไร่ แต่มีเจ้าหน้าที่ดูแลพื้นที่ป่าเพียง 2 ล้านไร่ หรือ 20% เท่านั้น อีก 80% ดูแลไม่ได้ &amp;nbsp; อีกทั้งเจ้าหน้าที่ดับไฟป่ามืออาชีพแทบไม่มี มีแต่จิตอาสา อสม. &amp;nbsp;เข้าไปปฏิบัติหน้าที่ดับไฟป่า หลายครั้งเกิดความสูญเสีย &amp;nbsp;การแก้ปัญหาหมอกควันล้มเหลวเกิดจากระบบ &amp;nbsp;โจทย์สำคัญจะทำอย่างไรให้ 80% ที่เหลือ นี้มีการดูแล &amp;nbsp;พื้นที่เหล่านี้ขึ้นมีองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นรับผิดชอบ แต่ความจริงถ่ายโอนอำนาจมา โดยผู้รับมอบไม่มีความพร้อมและไม่มีงบประมาณ บาง อปท. โดน สตง.ตรวจสอบงบจัดการไฟป่า &amp;nbsp;แต่เราก็ช่วยประสาน มีประชุมปลดล็อคปัญหานี้ในรูบแบบงบฉุกเฉิน เชียงใหม่มี 220 อปท. &amp;nbsp;ที่มีพื้นที่อยู่ในป่า 110 แห่ง &amp;nbsp;หากไม่มีความพร้อม การจัดการไฟป่าและหมอกควันไม่สำเร็จแน่นอน &amp;ldquo; วิทยา กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวิทยา กล่าวว่า รัฐบาลต้องออกกฎหมายอากาศสะอาด ระหว่างที่รอกฎหมาย ควรตั้งคณะกรรมการบริหารอากาศแห่งประเทศไทย หรือ&amp;rdquo;บอร์ดอากาศ&amp;rdquo; ขึ้นมาเป็นเพื่อดำเนินงานและบริหารจัดการทั้งระบบ ควบคุมดูแลคุณภาพอากาศให้สะอาดและปลอดภัยต่อประชาชนทั้งประเทศ เพราะจะให้ระดับจังหวัดเป็นผู้รับผิดชอบไม่ไหว &amp;nbsp;จากนั้นค่อยกระจายมาเป็นบอร์ดอากาศระดับจังหวัดและระดับอำเภอ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เขาย้ำการพัฒนาคุณภาพอากาศสำคัญ เพราะเราขาดอากาศหายใจไม่ได้ &amp;nbsp;แม้วันนี้สถานการณ์จะผ่านไปแล้ว แต่ต้องเตรียมพร้อม วางแผน และกำหนดมาตรการ ทั้งระยะสั้น และระยะยาว เพื่อแก้ไขปัญหาให้หมดไปอย่างยั่งยืน ไม่อยากให้ซ้ำรอยเดิม เราเจอไฟป่าภูกระดึง ดอยหลวงเชียงดาว ปีนี้ไฟป่าโหมไหม้ดอยสุเทพอย่างหนัก สิ่งที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติและก่อให้เกิดฝุ่นละอองขนาดเล็กและมลพิษ ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพของประชาชน ไม่รวมมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจ ภาพลักษณ์เชียงใหม่เมืองท่องเที่ยว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ส่วนสาเหตุหลักของปัญหาหมอกควันในเชียงใหม่ แกนนำสภาลมหายใจฯ คนเดิม ให้ภาพชัดๆ ว่า เกิดจากระบบนิเวศป่าไม้เสียสมดุล ป่าที่เชียงใหม่เป็นป่าผลัดใบและป่าดิบชื้น มีการทิ้งใบจากต้นในเขตป่าผลัดใบ &amp;nbsp;ใบไม้สะสมในป่าจะเกิดการไหม้เองตามธรรมชาติจนลามไปถึงอีกเขต ในอดีตเมื่อถูกความชื้นของป่าเขตดิบชื้นก็หยุด &amp;nbsp;แต่เมื่อธรรมชาติขาดสมดุลไฟป่าก็ลาม นำมาสู่การชิงเผา &amp;nbsp;เพื่อคุมไฟป่า แต่จะต้องดำเนินการเผาแบบควบคุม บริหารจัดการเชื้อเพลงให้ถูกเวลา ที่ผ่านมารัฐไม่มีแผนบริหารจัดการอย่างถูกต้อง การบริหารจัดการเชื้อเพลิงในป่าทั้งผืนไม่มี ไม่ทำปฏิทินการเผาที่มาจากฐานข้อมูลสภาพภูมิอากาศ ก่อนประสานทุกพื้นที่ เริ่มเผาเวลาไหนและจบเมื่อใด &amp;nbsp;เครือข่ายภาคประชาชนทำแอพพลิเคชัน&amp;rdquo;จองเผา&amp;rdquo;ขึ้นมา ก็ไม่นำไปปรับใช้ ทุกวันนี้ต่างคนต่างทำ การเผาผิดเวลาทำให้เกิดฝุ่นควันห่มคลุมเมืองเชียงใหม่ที่มีลักษณะเป็นแอ่งกระทะในที่สุด การแก้ปัญหาภาครัฐเริ่มต้นทำงานในช่วงวิกฤต มีคำสั่งห้ามเผา ใครเผาโดนไล่จับ รัฐขาดความตั้งใจจริงในการแก้ปัญหา คนภาคเหนือไม่ควรเจอฝุ่นควันเกินมาตรฐาน แต่ 10 กว่าปีนี้ไม่เคยทำให้ฝุ่นควันหายไป อย่าหลอกประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; วิทยา บอกอีกว่า &amp;nbsp;ต้นเหตุหมอกควันถัดมา คือ &amp;nbsp;การปลูกพืชเชิงเดี่ยว เช่น ไร่ข้าวโพดที่ส่วนใหญ่เก็บเกี่ยวแล้วใช้การเผาไร่เพื่อปลูกใหม่ นอกจากการเผาในป่าแล้ว เชียงใหม่ยังห่มควันจากยานพาหนะ การคมนาคมขนส่ง รถเก่าที่ปล่อยควันดำ การก่อสร้างที่ก่อฝุ่นละอองขนาดเล็ก การเผาขยะ &amp;nbsp;หรือแม้แต่ควันไฟจากร้านอาหารปิ้งย่างในเมือง ต้องมีมาตรการควบคุมมลพิษจากแหล่งกำเนิดฝุ่นเหล่านี้อย่างจริงจัง &amp;nbsp;ส่วนสาเหตุถัดมาหมอกควันจากประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งพม่าและลาว ซึ่งมีบริษัทไทยเข้าไปเกี่ยวข้องส่งเสริมการปลูกข้าวโพดในพื้นที่ ควันพิษจากที่นั่นก็ข้ามพรมแดนมาเชียงใหม่ การแก้ปัญหาเรื่องนี้รัฐบาลต้องเอาจริงใช้มาตรการด้านภาษีกับสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการเผา สนับสนุนตลาดให้กับสินค้าที่ปลอดการเผา ส่งเสริมการปลูกข้าวโพดอย่างมีประสิทธิภาพและในพื้นที่เหมาะสม ไม่ใช่พื้นที่ลาดชัน สภาลมหายใจเชียงใหม่สนับสนุนการเปลี่ยนเกษตรเชิงเดี่ยวการทำเกษตรแบบยั่งยืน เพราะจะลดหมอกควันให้น้อยลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ แกนนำสภาลมหายใจเชียงใหม่ กล่าวด้วยว่า อยากให้รัฐให้ความสำคัญและทำความเข้าใจกับสิทธิการดำรงชีวิตของชาวบ้านที่พึ่งพิงป่า โดยไม่ทำลายสังคมและสิ่งแวดล้อม กลุ่มชาติพันธุ์มีการดูแลจัดการที่เป็นระบบขึ้น เป็นไร่หมุนเวียนที่มีการบริหารการเผา หน่วยงานภาครัฐควรสนับสนุนกระบวนการการมีส่วนร่วมของชุมชนรักษาป่าในทุกพื้นที่อย่างเข้มแข็งให้ต่อเนื่อง นี่คือ ความยั่งยืนในการรักษาป่า ถ้าต้องการแก้ปัญหาหมอกควันให้สำเร็จ ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกัน เพื่อเมือง เพื่อสิ่งแวดล้อม และเพื่อสุขภาพของตนเองปรับเปลี่ยนพฤติกรรม &amp;nbsp;ไม่ปล่อยให้วิกฤตไฟป่า ฝุ่นPM 2.5 และหมอกควันเกิดขึ้นทุกปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน ดร.ชัยยันต์ &amp;nbsp;วรรธนะภูติ ผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาอย่างยั่งยืน คณะสังคมศาสตร์ มช. &amp;nbsp;กล่าวว่า การจัดการแก้ไฟป่าและหมอกควันจากนี้ควรจะเป็นการคิดและเคลื่อนจากแผนข้างล่างขึ้นสู่ข้างบน ใช้ อปท.เป็นแพลตฟอร์ม อีกประการข้อเสนอพูดถึงกระบวนการมีส่วนร่วมจากทุกฝ่าย ยังเป็นการพูดกว้างๆ แต่หมายถึงจะนำกลุ่มไหนมามีส่วนร่วม &amp;nbsp;ยกตัวอย่างกรณีการระบาดโควิด สั่งการจากส่วนกลาง มี อสม.ปฏิบัติการในพื้นที่ ขณะเดียวกันประชาชนตระหนักถึงปัญหาและเข้ามามีส่วนร่วม แต่ 10 ข้อสรุปที่รัฐมนตรีพูดถึง เราไม่เห็นบทบาทภาคประชาชนที่ชัดเจน จะมีวิธีให้เขาทำอะไร ระดมศักยภาพของท้องถิ่นอย่างไร ประการต่อมาการผลักดันให้กลไกอาเซียนทำงาน ที่ผ่านมาฝุ่นควันข้ามพรมแดนยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้เลย เป็นเรื่องที่ต้องออกแรง และอาศัยความร่วมมือจากกระทรวงต่างประเทศ ตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นปัญหาใหญ่ &amp;nbsp; และในเชิงยุทธศาสตร์ยังไม่มีการพูดถึง &amp;nbsp;พ.ร.บ.อากาศสะอาด ซึ่งมีความสำคัญในการควบคุมคุณภาพอากาศ ฉะนั้น รัฐถอดบทเรียนมีข้อสรุปยังไม่เห็นแผนเชิงยุทธศาสตร์แก้ปัญหาหมอกควัน และไม่มีเจตจำนงในการแก้ปัญหาอย่างแท้จริง &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo; เมื่อมีการถ่ายโอนอำนาจ ไม่ได้หมายความว่า อบต.ทำทุกอย่างหมด แต่ อบต.ควรเป็นฝ่ายประสานงานกับชุมชนท้องถิ่น และเอื้ออำนวยความสะดวกงบประมาณ และออกข้อบัญญัติขึ้นมาเพื่อการใช้งบประมาณ ที่จนท.อบต.ไม่ต้องหวั่นการลงโทษ ทำให้คนบริหารงานมีความสบายใจ อบต.ส่วนใหญ่มั่นใจ แต่ติดขัดถ่ายโอนอำนาจมา แต่ไม่มีงบประมาณขึ้นมา หรือมีงบมาบ้าง แต่ติดเงื่อนไขที่อาจทำให้เสี่ยงต่อการใช้เงินผิดประเภท &amp;ldquo; ดร.ชัยยันต์ กล่าวทิ้งท้ายต้องปลดล็อคปัญหาใหญ่นี้ ทำให้งานแก้หมอกควันมีประสิทธิภาพขึ้น &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/66641</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.ชัยยันต์  วรรธนะภูติ, ถอดบทเรียน14ปี แก้ปัญหาหมอกควันภาคเหนือ, พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ, วิทยา ครองทรัพย์, สภาลมหายใจเชียงใหม่, หมอกควันภาคเหนือ, ไพสิฐ พาณิชย์กุล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190218/image_big_5c6a2678b3a18.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
