<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>105458</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/06/2021 19:33</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/06/2021 19:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘สภาลมหายใจเชียงใหม่’ สรุปบทเรียนการทำงาน 1 ปีแก้ปัญหาไฟป่าและฝุ่นควันในเมือง “ม.แม่โจ้” โชว์ผลงานหนุนชาวบ้านเพาะเห็ดป่าแก้ปัญหาเผาป่า  20,000 ไร่  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;ผู้เข้าร่วมประชุมสภาลมหายใจเชียงใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เชียงใหม่/ &amp;lsquo;สภาลมหายในเชียงใหม่&amp;rsquo; จัดประชุมสรุปบทเรียนการทำงาน 1 ปีแก้ปัญหาไฟป่าและกลุ่มควัน ม.แม่โจ้โชว์ผลงานเด็ด สนับสนุนชาวบ้านเพาะเห็ดป่าช่วยรักษาป่า&amp;nbsp; 20,000 ไร่&amp;nbsp; นำใบไม้ชนวนเชื้อเพลิงมาทำจานชาม กระถางเพาะต้นไม้&amp;nbsp; ลดการเผาไม้&amp;nbsp; ลดการใช้พลาสติค นอกจากนี้ยังมีข้อเสนอดึงบริษัทผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ให้มีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาฝุ่นควันจากการเผาซากพืชไร่&amp;nbsp; จัดระบบขนส่งสาธารณะไฟฟ้า-ส่งเสริมการขี่จักรยานในเมืองเพื่อลดฝุ่นควัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพราะ &amp;ldquo;เรามีลมหายใจเดียวกัน&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;lsquo;สภาลมหายใจเชียงใหม่&amp;rsquo; เป็นองค์กรภาคประชาสังคม&amp;nbsp; จัดตั้งขึ้นมาในเดือนกันยายน 2562 เพื่อรณรงค์และร่วมมือกับทุกภาคส่วนหาทางแก้ไขปัญหาฝุ่นควันในจังหวัดเชียงใหม่ที่มีปัญหาต่อเนื่องยาวนานกว่า 15 ปี &amp;nbsp;&amp;nbsp;โดยสภาฯ มีองค์ประกอบที่หลากหลาย&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; นักวิชาการ&amp;nbsp; ข้าราชการ&amp;nbsp; ศิลปิน&amp;nbsp; สื่อมวลชน&amp;nbsp; นักการเมือง&amp;nbsp; นักธุรกิจ&amp;nbsp; ภาคเอกชน&amp;nbsp; นักพัฒนา&amp;nbsp; ตัวแทนภาคประชาชน&amp;nbsp; กำนัน&amp;nbsp; ผู้ใหญ่บ้าน&amp;nbsp; ผู้แทนสภาองค์กรชุมชนตำบล&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยมีเป้าหมายเพื่อให้สังคมมีอากาศสะอาดทุกฤดูกาล &amp;nbsp;ภายใต้แนวคิด &amp;nbsp;&amp;ldquo;เรามีลมหายใจเดียวกัน&amp;rdquo; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนสาเหตุของปัญหาฝุ่นควันในจังหวัดเชียงใหม่มีหลากหลายสาเหตุ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ฝุ่นควันจากในเมืองเกิดจากการใช้ยานพาหนะในการเดินทางและขนส่ง&amp;nbsp; ฝุ่นควันจากการก่อสร้าง&amp;nbsp; การทำอาหาร&amp;nbsp; ปิ้งย่าง&amp;nbsp; โรงงานอุตสาหกรรม&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp; ฝุ่นควันจากพื้นที่เกษตรกรรม&amp;nbsp; จากการเผาไหม้เศษซากพืชไร่และไฟป่าที่เกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี&amp;nbsp; โดยเฉพาะในช่วงเข้าสู่ฤดูแล้ง &amp;nbsp;ตั้งแต่ปลายเดือนธันวาคม-จนถึงเดือนพฤษภาคม&amp;nbsp; ทำให้ฝุ่นควันกระจายไปทั่ว&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รวมทั้งฝุ่นควันจากประเทศเพื่อนบ้านที่ขยายพื้นที่เพาะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เพื่อส่งออก&amp;nbsp; เมื่อเก็บเกี่ยวแล้วก็จะเผาไร่เพื่อเตรียมพื้นที่เพาะปลูกรอบใหม่&amp;nbsp; ประกอบกับเชียงใหม่มีสภาพภูมิศาสตร์เป็นแอ่งกระทะ&amp;nbsp; ทำให้อากาศระบายได้ไม่ดี&amp;nbsp; ฯลฯปัญหาฝุ่นควันที่มีสาเหตุหลากหลายเหล่านี้จึงกลายเป็นวงจรที่ไม่รู้จบ&amp;nbsp; ส่งผลกระทบด้านระบบนิเวศน์&amp;nbsp; สิ่งแวดล้อม&amp;nbsp; ผลกระทบด้านการท่องเที่ยว&amp;nbsp; และสุขภาพของประชาชน &amp;nbsp;รวมทั้งการบาดเจ็บและเสียชีวิตจากการดับไฟป่าด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top: 0in; margin-right: 0in; margin-bottom: 7.5pt; text-align: center;&quot;&gt;ฝุ่นควันจากไฟป่า-ภาพจากกลุ่มพารามอเตอร์ จ.เชียงใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยเฉพาะด้านสุขภาพ เนื่องจากฝุ่นควันจากการเผาไหม้ทำให้เกิดก๊าซอันตรายต่างๆ เช่น ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ คาร์บอนมอนอกไซด์ และที่สำคัญคือ &amp;nbsp;ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กหรือ PM 2.5 (ค่ามาตรฐานของฝุ่นละอองขนาดเล็กในอากาศที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพมนุษย์&amp;nbsp; โดยใช้ค่า Particulate Matters : PM) &amp;nbsp;ซึ่งนอกจาก PM 2.5 จะเข้าไปในปอดทำให้เกิดโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจและเป็นมะเร็งได้แล้ว &amp;nbsp;ยังสามารถเข้าสู่ถุงลมปอดและเส้นเลือดได้ด้วย ทำให้เกิดการอักเสบและการอุดตันของเส้นเลือดในระบบต่าง ๆ เช่น&amp;nbsp; หัวใจและสมอง &amp;nbsp;นอกจากนี้ PM 2.5&amp;nbsp; ยังลอยอยู่ในอากาศได้เป็นเวลานานและลอยไปได้ไกล &amp;nbsp;จึงมีโอกาสที่จะถูกสูดเข้าไปในร่างกายก่อนที่จะตกลงสู่พื้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อมูลจากสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่เปิดเผยว่า &amp;nbsp;จำนวนผู้ป่วยที่เกี่ยวข้องกับมลพิษทางอากาศจังหวัดเชียงใหม่ &amp;nbsp;ตั้งแต่เดือนมกราคม - 5 มีนาคม 2564 &amp;nbsp;พบผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลรัฐ &amp;nbsp;ประกอบด้วยกลุ่มโรคทางเดินหายใจ &amp;nbsp;กลุ่มโรคหัวใจ &amp;nbsp;หลอดเลือด &amp;nbsp;และสมองอุดตันขาดเลือด &amp;nbsp;กลุ่มโรคตาอักเสบ และกลุ่มโรคผิวหนังอักเสบ โดยในเดือนมกราคม &amp;nbsp;มีจำนวนผู้ป่วย 22,554 คน &amp;nbsp;เดือนกุมภาพันธ์ &amp;nbsp;จำนวนผู้ป่วย 9,084 คน &amp;nbsp;และเดือนมีนาคม (ณ วันที่ 5 มีนาคม) จำนวน 150 คน &amp;nbsp;&amp;nbsp;รวมผู้ป่วยทั้งหมด 31,788 &amp;nbsp;คน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;สรุปบทเรียนการทำงานรอบ 1 ปี &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันนี้ (6 มิถุนายน)&amp;nbsp; ระหว่างเวลา 9.00-15.00 น.&amp;nbsp; ที่กรีนเลค&amp;nbsp; รีสอร์ท จ.เชียงใหม่ &amp;nbsp;สภาลมหายใจเชียงใหม่เปิดเวทีสรุปบทเรียนการทำงาน 1 ปี (พฤษภาคม 2563-พฤษภาคม 2564) และวางแผนยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนงานของสภาลมหายใจในช่วงต่อไป&amp;nbsp; โดยมีนายรัฐพล &amp;nbsp;นราดิศร &amp;nbsp;รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ &amp;nbsp;เป็นประธาน&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;ผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วย&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่ &amp;nbsp;ผู้แทนจากสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม&amp;nbsp; จ.เชียงใหม่ &amp;nbsp;&amp;nbsp;นักวิชาการจากมหาวิทยาลัย เชียงใหม่&amp;nbsp; &amp;nbsp;ม.แม่โจ้ &amp;nbsp;สภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว จ.เชียงใหม่ &amp;nbsp;ภาคีเครือข่าย&amp;nbsp; ผู้แทนสภาองค์กรชุมชน &amp;nbsp;&amp;nbsp;มูลนิธิเพื่อลมหายใจเชียงใหม่&amp;nbsp; และคณะกรรมการและสมาชิกสภาลมหายใจเชียงใหม่ &amp;nbsp;เข้าร่วมประมาณ &amp;nbsp;50 คน &amp;nbsp;นอกจากนี้ยังประชุมออนไลน์ผ่านระบบ Zoom ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ทั้งนี้ในช่วง 1 ปีที่ผ่าน&amp;nbsp; สภาลมหายใจเชียงใหม่ได้จัดกิจกรรมและโครงการต่างๆ ทั้งในเมืองเชียงใหม่&amp;nbsp; และพื้นที่เกษตรกรรมในชนบท&amp;nbsp; รวมทั้งหมด 6 แผนงาน&amp;nbsp; 10&amp;nbsp; โครงการ&amp;nbsp; มีอาสาสมัครทำงานกว่า 100 คน&amp;nbsp; ยึดหลักการทำงานแบบ &amp;ldquo;ล่างขึ้นบน&amp;rdquo; (เปลี่ยนจากระบบสั่งการแบบราชการ &amp;ldquo;บนลงล่าง&amp;rdquo;) โดย &amp;ldquo;ใช้ชุมชนเป็นตัวตั้ง&amp;nbsp; ใช้ท้องถิ่น (อปท.) เป็นกลไกสนับสนุนการขับเคลื่อนงาน&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;กิจกรรมที่จัดในเมืองเชียงใหม่&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; การจัดเวทีเสวนาวิชาการ&amp;nbsp; &amp;nbsp;จัดกิจกรรมรณรงค์ลดการใช้รถยนต์หันมาปั่นจักรยานในเมือง ลดการใช้พลาสติก&amp;nbsp; ลดการเผาขยะ&amp;nbsp; สร้างพื้นที่สีเขียวในเมือง&amp;nbsp; &amp;nbsp;กิจกรรมระดมทุนสู้ฝุ่นควัน&amp;nbsp; ฯลฯ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ส่วนพื้นที่นอกเมืองเชียงใหม่ ซึ่งมีทั้งหมด 24 อำเภอ &amp;nbsp;รวม&amp;nbsp; 204 ตำบล&amp;nbsp; ประมาณ 2,066 หมู่บ้าน&amp;nbsp; สภาลมหายใจฯ&amp;nbsp; ได้ใช้พื้นที่สภาองค์กรชุมชนตำบลที่มีการจัดตั้งและเป็นองค์กรของชาวบ้านในพื้นที่อยู่แล้วเป็นพื้นที่ดำเนินการเพื่อแก้ไขปัญหาฝุ่นควันในจังหวัดเชียงใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;เช่น &amp;nbsp;ร่วมกับมหาวิทยาลัยแม่โจ้ นำข้อมูลที่ได้มาศึกษาเพื่อเสนอเป็นทางออกให้แก่ชาวบ้านและชุมชน โดยศูนย์วิจัยเห็ดป่า มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จัดอบรมการเพาะเชื้อเห็ดป่า เช่น เห็ดถอบ (เห็ดเผาะ)&amp;nbsp; เห็ดฮ้า (เห็ดตับเต่า) ให้แก่ชาวบ้านในตำบลต่างๆ &amp;nbsp;เนื่องจากชาวบ้านมีความเชื่อว่าการเผาป่าในช่วงฤดูแล้งจะทำให้เห็ดป่าออกดอกได้ดี&amp;nbsp; ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดไฟไหม้ป่า&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0in 0in 7.5pt; text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;อบรมการเพาะเห็ดป่าที่บ้านแม่กำปอง&amp;nbsp; จ.เชียงใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0in&quot;&gt;ฝึกอบรมการทำถ่านไบโอชาร์ (Biochar) หรือถ่านชีวมวลจากใบไม้  กิ่งไม้  หญ้า  ฟางข้าว  เหง้ามันสําปะหลัง  ซังและต้นข้าวโพด  โดยสำนักงานพลังงานจังหวัด เพื่อนำถ่านไบโอชาร์มาใช้ประโยชน์ในการปรับปรุงดิน  ช่วยเพิ่มปริมาณและคุณภาพของผลผลิตทางการเกษตร  ลดระยะเวลาการปลูก  ใช้เป็นวัสดุเพาะต้นกล้า ช่วยทำให้พืชเติบโตได้ดี  &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0in&quot;&gt;นอกจากนี้ยังส่งเสริมการทำวนเกษตร ปลูกพืชยืนต้น หรือพืชหลายชนิดแทนพืชเชิงเดี่ยว เช่น กาแฟ ไผ่ นำฟางข้าว กิ่งลำไย&amp;nbsp; ใบไม้ต่างๆ มาบดย่อยทำปุ๋ยอินทรีย์ การทำแปลงสาธิตเปรียบเทียบการชิงเผา-ไม่เผาเพื่อเป็นแนวป้องกันไฟป่า&amp;nbsp; ฯลฯ นำวัสดุทางการเกษตร เช่น นำใบไม้&amp;nbsp; ใบตองตึงนำมาทำจานใส่อาหารทดแทนการใช้พลาสติก และลดการเผาใบไม้ ส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชน ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกัน&amp;nbsp; สภาลมหายใจได้จัดกิจกรรมระดมทุนต่างๆ&amp;nbsp; และเปิดรับบริจาค&amp;nbsp; เพื่อนำสิ่งของ &amp;nbsp;อุปกรณ์ในการดับไฟ&amp;nbsp; มอบให้ตำบลต่างๆ เพื่อใช้ในการป้องกันและดับไฟป่า&amp;nbsp; โดยในปี 2563&amp;nbsp; มอบสิ่งของไปแล้ว 140 หมู่บ้าน&amp;nbsp; 17 อำเภอ&amp;nbsp; 90 ตำบล ส่วนในปี 2564 ส่งมอบอุปกรณ์ไปเมื่อกลางเดือนมกราคมให้กับ 35 ตำบล &amp;nbsp;และ 1 ผืนป่านำร่องในพื้นที่รอบดอยสุเทพ &amp;nbsp;&amp;nbsp;รวม 295 หมู่บ้าน &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เช่น&amp;nbsp; เครื่องเป่าลม 250 เครื่อง &amp;nbsp;เครื่องพ่นน้ำ 30 เครื่อง &amp;nbsp;ถังฉีดน้ำ 100 ถัง &amp;nbsp;เครื่องตัดหญ้า 100 เครื่อง &amp;nbsp;เลื่อยยนต์ตัดไม้ 20 เครื่อง &amp;nbsp;ถังเปล่า&amp;nbsp; 200ลิตร 100 ถัง&amp;nbsp; ไม้ตบไฟ 800 อัน &amp;nbsp;คราดมือเสือ 1,000 อัน&amp;nbsp; ไฟฉายคาดหัว 800 อัน &amp;nbsp;กล้องส่องทางไกล 100 ตัว &amp;nbsp;และวิทยุสื่อสาร 120 เครื่อง &amp;nbsp;รวมมูลค่า 2,300,000 บาท &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;ชาวบ้านช่วยกันทำแนวป้องกันไฟ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;ldquo;เชียงใหม่โมเดล&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0in&quot;&gt;สภาลมหายใจเชียงใหม่&amp;nbsp; ขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาฝุ่นควันโดยใช้แนวทาง &amp;ldquo;เชียงใหม่โมเดล&amp;rdquo;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยเปลี่ยนแนวทางการทำงานแบบราชการที่ใช้ระบบ &amp;ldquo;จากบนลงล่าง&amp;rdquo;&amp;nbsp; เป็น &amp;ldquo;จากล่างขึ้นบน&amp;rdquo;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดย &amp;ldquo;ใช้ชุมชนเป็นตัวตั้ง&amp;nbsp; ใช้ท้องถิ่น (อปท.) เป็นกลไกสนับสนุนการขับเคลื่อนงาน&amp;rdquo;&amp;nbsp; โดยเน้นการบูรณาการการทำงานร่วมกันทุกภาคส่วน&amp;nbsp; ทั้งหน่วยงานรัฐ&amp;nbsp; ภาคเอกชน&amp;nbsp; ประชาสังคม&amp;nbsp; และชุมชน&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยให้ชุมชนเป็นแกนหลักในการแก้ไขปัญหา&amp;nbsp; หน่วยงานต่างๆ ในท้องถิ่น&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; อบต.&amp;nbsp; เทศบาล&amp;nbsp; และสภาองค์กรชุมชนผนึกกำลังร่วมกัน&amp;nbsp; โดยใช้มาตรการเชิงป้องกันการเผาไหม้แทนการไล่ดับไฟเหมือนที่ผ่านมา&amp;nbsp; และใช้ข้อมูล&amp;nbsp; ข้อเท็จจริง&amp;nbsp; ความรู้ด้านวิชาการ&amp;nbsp; และเทคโนโลยีมาสนับสนุน &amp;nbsp;ถือเป็นนวัตกรรมใหม่&amp;nbsp; และเป็น &amp;lsquo;เชียงใหม่โมเดล&amp;rsquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยมีหลักการทำงานที่สำคัญ&amp;nbsp; คือ ใช้พลังความเชื่อมโยงของทุกภาคส่วนที่มีวิธีคิด&amp;nbsp; ความชำนาญ&amp;nbsp; หรือประสบการณ์ที่แตกต่างกันมาร่วมกันทำงาน&amp;nbsp; เปลี่ยนจากการทำงานแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า&amp;nbsp; เป็นการแต่งตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาฝุ่นควัน&amp;nbsp; เน้นกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชน&amp;nbsp; และทำงานร่วมกันโดยใช้ฐานข้อมูลที่เป็นจริงทางวิชาการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการทำงานของสภาลมหายใจเชียงใหม่ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา&amp;nbsp; ภาคีเครือข่ายที่ทำงานร่วมกันได้สะท้อนมุมมองออกมา&amp;nbsp; เช่น &amp;nbsp;&amp;ldquo;การทำงานของสภาลมหายใจทำให้เกิดความตื่นตัวในภาคประชาชนมากขึ้น &amp;nbsp;จากเดิมที่เป็นบทบาทของภาครัฐในการดำเนินการเพียงอย่างเดียว &amp;nbsp;เช่น การประกาศห้ามเผา ซึ่งทำให้เกิด feed back ที่แข็ง &amp;nbsp;แต่พอมีสภาลมหายใจเข้ามา กลายเป็นตัวแทนของภาคประชาชนที่ให้ความรู้กันเอง &amp;nbsp;สามารถกระตุ้น สร้างความร่วมมือดีขึ้น&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สภาลมหายใจมีส่วนช่วยในการประสานงานกับภาคประชาชน ภาคเอกชน มูลนิธิต่าง ๆ รวมถึง เป็นตัวแทนของจังหวัดในการรับบริจาค และประชาสัมพันธ์กับประชาชน ทำให้เกิดการลดปัญหาฝุ่นควันและการป้องกันไฟได้&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0in&quot;&gt;ขณะที่ ชัชวาลย์&amp;nbsp; ทองดีเลิศ &amp;nbsp;ประธานคณะกรรมการอำนวยการ&amp;nbsp; สภาลมหายใจเชียงใหม่&amp;nbsp; กล่าวก่อนหน้านี้ว่า &amp;ldquo;เมื่อก่อนชาวบ้านรู้สึกว่าตัวเองเป็นจำเลยในเรื่องปัญหาฝุ่นควัน &amp;nbsp;แต่ตอนนี้เขารู้สึกว่าตัวเองเป็นเจ้าภาพ &amp;nbsp;ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องสำคัญ&amp;nbsp; เพราะจะทำให้เกิดพลังขับเคลื่อนมากขึ้น &amp;nbsp;&amp;nbsp;โดยชาวบ้านจะมีส่วนร่วมในการวิเคราะห์ปัญหา &amp;nbsp;วางแผน &amp;nbsp;ปฏิบัติการ&amp;nbsp; และร่วมสรุปบทเรียน&amp;nbsp; ซึ่งจะเป็นพลังพื้นฐานที่สำคัญและนำไปสู่การแก้ไขปัญหาให้ประสบผลสำเร็จต่อไป&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แปรใบไม้&amp;nbsp; กิ่งไม้&amp;nbsp; ขยะอินทรีย์เป็นรายได้สร้างเศรษฐกิจชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร. สุมิตร &amp;nbsp;อธิพรหม &amp;nbsp;ศูนย์วิจัยและพัฒนานวัตกรรมเห็ดป่าแม่โจ้ &amp;nbsp;ม.แม่โจ้&amp;nbsp; จ.เชียงใหม่&amp;nbsp; กล่าวว่า&amp;nbsp; ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา&amp;nbsp; ศูนย์วิจัยฯ ได้จัดอบรมและส่งเสริมการเพาะเห็ดป่าให้แก่ชาวบ้านทั้งในจังหวัดเชียงใหม่และใกล้เคียงไปแล้วประมาณ 200 ชุมชน&amp;nbsp; โดยใช้เศษวัสดุต่างๆ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ฟาง&amp;nbsp; ใบไม้&amp;nbsp; ลำไม้ไผ่&amp;nbsp; กิ่งไม้ผุ&amp;nbsp; มาเป็นวัสดุในการเพาะเห็ด&amp;nbsp; แล้วใส่เชื้อเห็ดป่า&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; เห็ดตับเต่า &amp;nbsp;เห็ดถอบลงไป&amp;nbsp;&amp;nbsp; ใช้ฟางหรือลังกระดาษคลุมกองเห็ด&amp;nbsp; หมั่นรดน้ำให้ชุ่ม&amp;nbsp;&amp;nbsp; ไม่นานก็จะได้เห็ดนำมากินหรือขาย&amp;nbsp; สร้างรายได้ให้ชาวบ้านโดยไม่ต้องเผาป่า&amp;nbsp; นอกจากนี้ยังส่งเสริมให้ชาวบ้าน&amp;nbsp; 50 ชุมชน&amp;nbsp; นำใบไม้ที่ร่วงหล่นมาขึ้นรูปอัดเป็นจาน&amp;nbsp; ชามใบไม้&amp;nbsp; เอาไว้ใส่อาหาร&amp;nbsp; และทำเป็นกระถางเพาะต้นไม้&amp;nbsp; ช่วยลดการใช้ถุงพลาสติค &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;ดร.สุมิตรกับเห็ดตับเต่าที่เพาะได้ขนาด 3 กิโลกรัม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;จากการคำนวณ&amp;nbsp; เราพบว่าการเพาะเห็ดป่าโดยไม่เผาป่า&amp;nbsp; จะช่วยป้องกันการเผาป่าในพื้นที่ป่าชุมชน 200 ชุมชน&amp;nbsp; ได้ประมาณ 20,000 ไร่&amp;nbsp; ลดการเกิดจุด Hot&amp;nbsp; Spot&amp;nbsp; (จุดความร้อน) ได้ประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์&amp;nbsp; และช่วยปลูกต้นไม้ได้ประมาณ 100,000 ต้น&amp;nbsp; นอกจากนี้ยังนำใบไม้ที่จะเป็นเชื้อเพลิงน้ำหนัก 1 กิโลกรัมมาทำกระถางเพาะต้นไม้ได้ 10 ใบ&amp;rdquo;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดร.สุมิตร&amp;nbsp; ยกตัวอย่างการลดปัญหาฝุ่นควัน&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เขาบอกว่าการส่งเสริมให้ชาวบ้านลดปัญหาการเผา&amp;nbsp; เป็นการจัดการปัญหาตั้งแต่ต้นน้ำ&amp;nbsp; กลางน้ำ&amp;nbsp; แต่จะต้องช่วยกันส่งเสริมทางปลายน้ำ&amp;nbsp; หรือด้านการตลาด&amp;nbsp; การประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนช่วยกันอุดหนุนผลผลิตเหล่านี้ด้วย&amp;nbsp; จะทำให้ชาวบ้านมีรายได้&amp;nbsp; และเป็นการส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศิรินันท์&amp;nbsp; โซเมอร์แดค&amp;nbsp; แม่หลวง หรือผู้ใหญ่บ้านห้วยอ่าง&amp;nbsp; ต.แม่โป่ง&amp;nbsp; อ.ดอยสะเก็ด บอกว่า&amp;nbsp; หมู่บ้านของเธอได้รับการสนับสนุนอุปกรณ์การทำแนวกันไฟจากสภาลมหายใจ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; เครื่องเป่าพ่นลม&amp;nbsp; เพื่อเป่าเศษใบไม้ไม่ให้มากองรวมกัน&amp;nbsp; พร้อมทั้งใช้คราดกวาดไปไม้ออกไป&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทำเป็นแนวป้องกันไฟให้มีความกว้างประมาณ 6-8 เมตร&amp;nbsp;&amp;nbsp; ระยะทางเกือบ 10 กิโลเมตรหากเกิดไฟไหม้ป่าในจุดใดก็จะทำให้ดับไฟได้ง่าย&amp;nbsp; และไฟจะไม่ลามไปอีกฝั่งหนึ่ง&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แม่หลวงบ้านห้วยอ่างบอกว่า&amp;nbsp; ในปีนี้ตั้งแต่เดือนมกราคมเป็นต้นมา&amp;nbsp; ชาวบ้านในหมู่บ้านช่วยกันทำแนวป้องกันไฟ&amp;nbsp; และช่วยกันดูแลพื้นที่ป่าชุมชนประมาณ 690 ไร่ไม่ให้มีการจุดเผาป่า&amp;nbsp; จึงทำให้ป่าชุมชนบ้านห้วยอ่างไม่เกิดปัญหาไฟไหม้ป่า&amp;nbsp; นอกจากนี้ยังนำใบตองตึงมาทำเป็นจานชามขาย&amp;nbsp; โดยผลิตได้วันละประมาณ 500 ใบ&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เราขายใบละ 3 บาท&amp;nbsp; 20 ใบราคา 50 บาท&amp;nbsp; รายได้จะเอามาเข้ากลุ่มและเป็นทุนผลิตต่อไป&amp;nbsp; โดยรับซื้อใบตองตึงจากชาวบ้าน&amp;nbsp; ราคา 6 ใบต่อ 1 บาท&amp;nbsp; คนที่มาช่วยงานก็จะมีรายได้วันละ 100 บาทขึ้นไป&amp;nbsp; ตอนนี้มีคนมาช่วยประมาณ 6-7 คน&amp;rdquo;&amp;nbsp; แม่หลวงบอก &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;จานชามที่ทำจากใบตองตึง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ยังมีมีอีกหลายพื้นที่ที่ชาวบ้านช่วยกันลดการเผาเศษใบไม้&amp;nbsp; กิ่งไม้แห้ง&amp;nbsp; รวมทั้งขยะเปียก&amp;nbsp; โดยนำมาทำปุ๋ยอินทรีย์&amp;nbsp; โดยนำเอาสิ่งเหล่านี้มาใส่ในเครื่องบดย่อยเพื่อนำไปทำเป็นปุ๋ยอินทรีย์&amp;nbsp; จากการคำนวณพบว่า&amp;nbsp; ขยะอินทรีย์ 100 ครัวเรือน&amp;nbsp; จะมีน้ำหนักประมาณ 18 ตัน&amp;nbsp; เมื่อนำมาบดย่อยทำปุ๋ยอินทรีย์จะได้ 4 ตัน&amp;nbsp; ราคาขายตันละ 1,000 บาท&amp;nbsp; จะทำให้ชุมชนมีรายได้ 4,000 บาท&amp;nbsp; และหากมี 1,000 ครัวเรือน&amp;nbsp; จะมีรายได้ 40,000 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อเสนอและทิศทางการทำงานปี 2565&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การประชุมในช่วงบ่าย&amp;nbsp; ที่ประชุมได้มีการระดมความคิดเห็นเพื่อนำมาประมวลและจัดทำเป็นแผนการทำงานระยะเร่งด่วน 6 เดือน&amp;nbsp; แผน 1 ปี&amp;nbsp; และ 3 ปีต่อไป&amp;nbsp; โดยที่ประชุมได้เสนอความคิดเห็นอย่างกว้างขวาง&amp;nbsp; เช่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การลดฝุ่นควันในเมือง &amp;nbsp;เนื่องจากการฝุ่นควันจากพื้นที่เกษตรกรรมหรือชนบทส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นในช่วงฤดูแล้ง&amp;nbsp; ตั้งแต่เดือนมกราคม-พฤษภาคม โดยการเผาซากพืชไร่&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ไร่ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์&amp;nbsp; ส่วนในเมืองจะต้องเผชิญกับปัญหาฝุ่นควันตลอดปี&amp;nbsp; ส่วนใหญ่ประมาณ 60 % &amp;nbsp;จะมีสาเหตุมาจากการใช้รถยนต์หรือการจราจรในเมือง&amp;nbsp;&amp;nbsp; ซึ่งในเมืองเชียงใหม่จะมีปริมาณการใช้รถยนต์และมอเตอร์ไซค์ประมาณ 600,000 คันต่อวัน&amp;nbsp; จึงเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดปัญหาฝุ่นควันและควันพิษ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ดังนั้นจึงจะต้องประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ขนส่งจังหวัด&amp;nbsp; เพื่อลดการใช้รถยนต์&amp;nbsp; หันมาใช้จักรยานในเขตเมืองเก่า&amp;nbsp; การบริการรถโดยสารไฟฟ้า&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; รถราง&amp;nbsp; หรือรถบัสไฟฟ้า&amp;nbsp; ซึ่งเริ่มมีการใช้แล้วในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่&amp;rdquo;&amp;nbsp; ข้อเสนอจากที่ประชุมระบุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;บรรยากาศในห้องประชุม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อุดม&amp;nbsp; อินจันทร์ &amp;nbsp;ผู้แทนสภาองค์กรชุมชนจังหวัดเชียงใหม่&amp;nbsp; เสนอว่า&amp;nbsp; สภาองค์กรชุมชนตำบลในจังหวัดเชียงใหม่เป็นพื้นที่ทำงานของสภาลมหายใจเชียงใหม่&amp;nbsp; มีทั้งหมดประมาณ 207 ตำบล&amp;nbsp; และมีประมาณ 1,100 หมู่บ้านที่อยู่ติดกับพื้นที่ป่า&amp;nbsp; ซึ่งจะมีปัญหาเรื่องไฟป่าและฝุ่นควันจากการเกษตร&amp;nbsp; และจะต้องมีการทำแนวกันไฟ&amp;nbsp; แต่ที่ผ่านมาสภาลมหายใจสามารถสนับสนุนอุปกรณ์การทำแนวป้องกันไฟและดับไฟป่าได้ประมาณ 300 หมู่บ้าน&amp;nbsp; โดยเฉพาะเครื่องพ่นลมซึ่งมีเพียงหมู่บ้านละ 1 เครื่องซึ่งถือว่ายังไม่เพียงพอ&amp;nbsp; ขณะที่อีกหลายร้อยหมู่บ้านยังขาดอุปกรณ์เหล่านี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ยังมีข้อเสนอจากผู้เสนออื่นๆ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ควรให้บริษัทที่รับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา&amp;nbsp; ควรมีหน่วยยุทธศาสตร์พิเศษ &amp;nbsp;&amp;nbsp;เพื่อวางแผนการเคลื่อนงานแบบก้าวหน้า กระตุ้นการทำงานภาครัฐ หรือทีมล็อบบี้ ผลักดันปัญหา &amp;ldquo;ฝุ่นควัน&amp;rdquo; ไปสู่ประเด็นวิชาการ&amp;nbsp; (นโยบายการวิจัย) ระดับประเทศ &amp;nbsp;ผลักดันให้ อปท.ทุกแห่งจัดทำแผนงานด้านฝุ่นควันและงบประมาณ&amp;nbsp; ติดตามเรื่องงบประมาณเพื่อนำมาสนับสนุนท้องถิ่น&amp;nbsp; ฯลฯ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หมายเหตุ : เรื่องและภาพโดยสำนักพัฒนานวัตกรรมชุมชน&amp;nbsp; จัดการความรู้และสื่อสาร&amp;nbsp; สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) และสภาลมหายใจเชียงใหม่&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/105458</URL_LINK>
                <HASHTAG>ม.แม่โจ้, รักษาป่า, สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช., สภาลมหายใจเชียงใหม่, ไฟป่า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210606/image_big_60bcbf1e5cd1e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>97744</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/03/2021 11:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/03/2021 10:59</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;วราวุธ&#039; เผยไฟป่าดอยสะเมิงดับแล้ว แจงจนท.ทำแนวกันไฟทำให้ปริมาณเพลิงสูง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 มี.ค.64 - ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ให้สัมภาษณ์กรณีเหตุไฟไหม้ป่าบนดอยสะเมิง จ.เชียงใหม่&amp;nbsp;ว่า รายงานล่าสุดเมื่อเช้าที่ผ่านมาสามารถควบคุมและดับไฟได้แล้ว แต่ตนเข้าใจความรู้สึกประชาชนเพราะภาพที่ออกมานั้นน่ากลัว เนื่องจากพื้นที่สะเมิงเป็นพื้นที่มีความลาดชันสูง มีบางส่วนเป็นหิน การจะเข้าไปดับไฟเป็นเรื่องยาก เราจึงใช้วิธีไฟดับไฟ โดยการจุดเป็นแนวกันไฟขึ้นมา และใช้ไฟไล่ไฟ ภาพที่ออกมาจึงทำให้ดูว่าปริมาณเพลิงสูง แต่เป็นการควบคุมไฟโดยใช้ไฟ และสามารถควบคุมไว้ได้แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม โอกาสที่จะเกิดไฟป่าโดยธรรมชาติในประเทศไทยมีไม่ถึง 1% ส่วนใหญ่จะเกิดจากฝีมือมนุษย์ อาจคิดว่าเผาเพียงเล็กน้อยแต่ก็ลามไปจนเกิดเหตุอย่างที่เราเห็น โดย ทส. จึงร่วมมือกับหลายภาคส่วน และประชาชน เพื่อรณรงค์เก็บเชื้อเพลิงต่างๆ ในโครงการชิงเก็บก่อนเผา ทั้งนี้ตนขออภัยชาวจังหวัดเชียงใหม่ที่เกิดเหตุการณ์ดังกล่าว ทาง ทส.ได้มีการจัดกำลังพลรองรับสถานการณ์ตามเหตุที่เกิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนสถานการณ์ PM 2.5 ในพื้นที่ภาคเหนือ ตนขอตรวจสอบสภาพอากาศในพื้นที่ภาคเหนือก่อน ว่ามีลมอย่างไร ซึ่งถ้าหากมีลมแรงก็จะสามารถทำค่าฝุ่น PM2.5 กระจายไปในพื้นที่อื่นๆ โดยไม่เกิดผลกระทบ แต่ถ้าหากเกิดมวลอากาศกดทับ ก็จะเพิ่มความรุนแรงของ PM 2.5 ซึ่งตนต้องขอรายงานจากกรมอุตุนิยมวิทยาก่อน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/97744</URL_LINK>
                <HASHTAG>จังหวัดเชียงใหม่, ดอยสะเมิง, วราวุธ ศิลปอาชา, ไฟป่า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210330/image_big_6062a0ef1807f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>97275</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/03/2021 17:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/03/2021 17:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘ข่าว8 ปันน้ำใจ’ส่งผู้ประกาศข่าว ลงพื้นที่มอบของใช้ดับไฟป่าเชียงใหม่  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จากปัญหาไฟป่าที่เกิดขึ้นทางภาคเหนือของประเทศไทย ได้ส่งผลกระทบทำให้เกิดหมอกควันพิษปกคลุมหลายพื้นที่ในจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งถือเป็นภัยคุกคามทางมลพิษส่งผลต่อสุขภาพของประชาชนโดยรวม&amp;nbsp; และยังมีบางพื้นที่ที่ขาดเครื่องมืออุปกรณ์ สิ่งของจำเป็นในการดับไฟป่า ทางช่อง 8 จึงพร้อมเข้าให้การช่วยเหลือ กับโครงการ &amp;ldquo;ข่าว 8 ปันน้ำใจ&amp;rdquo; โครงการดีๆ ที่ส่งความห่วงใยเคียงข้างคนไทย ภายใต้จุดยืน #ข่าวช่อง8ครบเครื่องเคียงข้าง ที่เราจะร่วมปันน้ำใจให้กับผู้ประสบปัญหาทั่วประเทศ โดยการระดมทุนเพื่อซื้ออุปกรณ์ ของใช้ที่จำเป็นให้กับผู้ได้รับผลกระทบในด้านต่างๆ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยในวันเสาร์ที่ 27 มีนาคม นี้ทางช่อง 8 ได้ส่งทีมผู้ประกาศข่าว เดินทางไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยหมอกควันจากไฟป่า จ.เชียงใหม่ อาทิ อู๋-สถาพร ริยะป่า, ก้อย-บุญญิตา งามศัพพศิลป์จากรายการคุยข่าวเช้า และ ชัญญา ภากรพัฒน์ จากรายการคุยข่าวเย็น เป็นตัวแทนข่าว 8 ปันน้ำใจ นำของใช้ที่จำเป็น อาทิ เครื่องเป่าใบไม้ หน้ากาก PM 2.5 และอื่นๆ ไปมอบให้กับรองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ และผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนจากไฟป่า ใน จ.เชียงใหม่ และเข้าไปในพื้นที่ใกล้เคียงของหมู่บ้านที่ได้รับผลกระทบ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อู๋ สถาพร ตัวแทนรายการ คุยข่าวเช้า กล่าวว่า &amp;ldquo;ในฐานะผมก็เป็นชาวเหนือเหมือนกัน ได้ทราบข่าวสารความเดือดร้อนที่เกิดขึ้นเรื่องของปัญหาหมอกควันจากไฟป่า ที่ปกคลุมหลายพื้นที่ของจังหวัดเชียงใหม่ ทำให้ทั้งเจ้าหน้าที่และอาสาสมัครต้องทำงานกันอย่างหนักเพื่อช่วยกันดับไฟป่า ลดภาวะมลพิษของหมอกควันต้องมีเครื่องมือเครื่องใช้อุปกรณ์ที่จำเป็นในการเข้าดับไฟป่าครั้งนี้ แต่ทราบมาว่ายังขาดแคลนบางส่วน ทางช่อง 8 ที่มีโครงการดีดี ข่าว8 ปันน้ำใจ เพื่อที่จะเป็นการยืนยันได้ว่า ข่าวช่อง8 ครบเครื่องเคียงข้าง พี่น้องประชาชนจริงๆ ครับ ขอบคุณทุกคนที่ช่วยกันบริจาคมาในครั้งนี้ด้วยครับ&amp;rdquo;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/97275</URL_LINK>
                <HASHTAG>ก้อย-บุญญิตา งามศัพพศิลป์, ชัญญา ภากรพัฒน์, ช่อง 8, อู๋-สถาพร ริยะป่า, เชียงใหม่, ไฟป่า, ไฟป่าเชียงใหม่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210325/image_big_605c6968e4245.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>95655</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/03/2021 22:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/03/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> คิกออฟสยบควันป่า3จว. ‘ป้อม’ผนึกเพื่อนบ้านช่วย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; รองแม่ทัพภาคที่ 3 สยบฝุ่นหมอกควันไฟป่ารอยต่อ 3 จังหวัด เพื่อลดระดับปัญหาหมอกควันไฟป่าในพื้นที่ซ้ำซาก 5 อำเภอ เผยจุดความร้อนยังสูงมีลักลอบเผาเขตป่าอื้อ &amp;quot;บิ๊กป้อม&amp;quot; ห่วงปัญหา PM2.5 ภาคเหนือ กำชับ ทส.เร่งดูแล เตรียมประสานต่างประเทศช่วยดูการเผาจนส่งผลถึงไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่บริเวณศาลเจ้านางแก้ว ถ.เชียงใหม่-เชียงราย กม.ที่ 53 เวลา 09.30 น. วันที่ 10 มีนาคม พล.ต.ถนัดพล โกศัยเสวี รองแม่ทัพภาคที่ 3 ในฐานะรองผู้บัญชาการกองบัญชาการควบคุมสถานการณ์ไฟป่าหมอกควันและฝุ่นละอองภาคเหนือ กองทัพภาคที่ 3 ส่วนหน้า เป็นประธานเปิดปฏิบัติการ KICK OFF สยบฝุ่นหมอกควัน PM2.5 ไฟป่า ปี 2564 ที่ทุกภาคส่วนบูรณาการการทำงานร่วมกัน ทำแนวกันไฟ บริหารจัดการเชื้อเพลิง ดับไฟป่ารอยต่อ 3 จังหวัด (จ.เชียงใหม่, เชียงราย และลำปาง) ประกอบด้วย 5 อำเภอ ได้แก่ อ.ดอยสะเก็ด, อ.พร้าว, อ.เวียงป่าเป้า, อ.เมืองปาน และ อ.วังเหนือ เพื่อเป็นการป้องกันและลดระดับปัญหาหมอกควันไฟป่า ซึ่งเป็นพื้นที่มีปัญหาซ้ำซากมาแต่อดีตของรอยต่อในพื้นที่ 3 จังหวัดนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รองแม่ทัพภาคที่ 3 กล่าวว่า สถานการณ์ไฟป่าและหมอกควันยังคงเป็นวาระแห่งชาติที่ต้องเร่งรัดแก้ไขปัญหา ซึ่งทุกส่วนราชการ ภาคเอกชน และภาคประชาชนได้ร่วมกันบูรณาการแก้ไขปัญหามาโดยตลอด ปัญหาประการหนึ่งที่สำคัญคือ พื้นที่รอยต่อระหว่างจังหวัดจำนวน 19 รอยต่อในพื้นที่ภาคเหนือ ซึ่งพื้นที่แห่งนี้ก็เป็นพื้นที่หนึ่งที่เป็นผลจากการบูรณาการร่วมกัน จึงเกิดกิจกรรม Kick Off สยบฝุ่นหมอกควัน ไฟป่ารอยต่อ 3 จังหวัด ประกอบด้วย จังหวัดเชียงใหม่, เชียงราย และจังหวัดลำปาง ในพื้นที่ 5 อำเภอ ได้แก่ อำเภอดอยสะเก็ด, พร้าว, เวียงป่าเป้า, เมืองปาน และอำเภอวังเหนือ เพื่อให้ปฏิบัติการเฝ้าระวัง ดับไฟป่าแนวเขตรอยต่อ 3 จังหวัด ให้เกิดประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ภายในงานมีพิธีลงนามข้อตกลง MOU ความร่วมมือ 3 จังหวัด 5 อำเภอของ 14 หน่วยงาน และร่วมกันนำใบไม้บรรจุลงในเสวียน ทำแนวกันไฟบริเวณพื้นที่รอยต่อ อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ และ อ.เวียงป่าเป้า จ.เชียงราย เพื่อเป็นเชิงสัญลักษณ์ของความร่วมมือในครั้งนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ สถานการณ์ไฟป่าและหมอกควันภาคเหนือตอนบนเริ่มมีผลกระทบกับประชาชน 4 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเชียงราย เชียงใหม่&amp;nbsp; แม่ฮ่องสอน และจังหวัดตาก โดยภาพรวมภาคเหนือวันนี้มีค่า PM2.5 ระหว่าง 30-202 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร, ค่า PM10 ระหว่าง 57-262 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และค่า AQI ระหว่าง 39-312 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งจากการตรวจสอบสาเหตุพื้นที่ที่มีค่าฝุ่นละอองเกินมาตรฐานพบว่า สาเหตุส่วนใหญ่เกิดการจุดไฟหาของป่า, การเผาเศษวัชพืช และการเผาเตรียมพื้นที่ทางการเกษตร โดยวันนี้เกิดจุดความร้อนในภาคเหนือ 17 จังหวัด มีมากถึง 1,447 จุด เกิดในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ 1,066 จุด พื้นที่ป่าสงวนฯ 356 จุด โดยพบจุดความร้อนสูงสุดที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน 510 จุด จังหวัดตาก 311 จุด และจังหวัดเชียงใหม่ 295 จุด สะท้อนชัดเจนว่ามีการลักลอบเผาทั้งหมด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงปัญหาฝุ่น PM2.5 ที่มีจำนวนมากในภาคเหนือว่า เมื่อวันที่ 9 มี.ค. ก็นำเข้าหารือในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งได้กำชับให้ทางกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) พิจารณาวางมาตรการในการดูแลเรื่องฝุ่นแล้ว โดยเฉพาะที่มาจากประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งยอมรับว่ามีจำนวนมาก และอากาศไม่ถ่ายเท ยืนยันว่าได้เตรียมมาตรการต่างๆ ไว้เรียบร้อยแล้ว และต้องประสานกับประเทศเพื่อนบ้านด้วย ซึ่งทราบว่าประเทศเพื่อนบ้านมีการเผากันเยอะ ก็ต้องมีการหารือกัน.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/95655</URL_LINK>
                <HASHTAG>PM 2.5, PM2.5, ควันป่า, ฝุ่นจิ๋ว, ฝุ่นพิษ, ฝุ่นหมอกควันไฟป่า, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เอ็กซ์ไซต์, เอ็กซ์ไซต์ไทยโพสต์, ไฟป่า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210310/image_big_6048bd7c20740.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>95532</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/03/2021 22:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/03/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หมอกควันเหนือรุนแรงขึ้น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มลพิษเชียงใหม่ยังแย่ติดอันดับโลกเป็นวันที่สาม พบจุดความร้อนต่อเนื่องลามจากจุดเดิม สนธิกำลังเร่งปูพรมดับไฟป่า ฝุ่นจิ๋ว PM2.5 กระทบสุขภาพ ยอดผู้ป่วยเกือบหมื่นราย ส่วนใหญ่โรคทางเดินหายใจ โรคหัวใจ ตา-ผิวหนังอักเสบ ทส.ลุยระงับเหตุป้องกัน ชิงเก็บเชื้อเพลิงลดรุนแรง หวังบรรเทาหมอกควันใน 17 จ.ภาคเหนือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันที่ 9 มี.ค. สถานการณ์ปัญหาฝุ่นควันจากการเผาและคุณภาพอากาศของจังหวัดเชียงใหม่ยังคงรุนแรงต่อเนื่อง โดยสภาพตัวเมืองถูกปกคลุมด้วยหมอกควันหนาทึบตลอดทั้งวัน คุณภาพอากาศยังสูงเกินค่ามาตรฐาน ทั้งนี้ รายงานผลการตรวจวัดจากสถานีตรวจวัดของกรมควบคุมมลพิษในตำบลช้างเผือก ตำบลศรีภูมิ ตำบลสุเทพ อำเภอเมือง และตำบลช่างเคิ่ง อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ พบค่าฝุ่นละออง PM2.5 เมื่อเวลา 13.00 น. อยู่ที่ 113 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (มคก./ลบ.ม.), 112 มคก./ลบ.ม., 91 มคก./ลบ.ม. และ 90 มคก./ลบ.ม. ตามลำดับ ซึ่งเกินค่ามาตรฐาน 50 มคก./ลบ.ม. และอยู่ในระดับที่มีผลกระทบต่อสุขภาพ โดยที่บริเวณอนุสาวรีย์สามกษัตริย์ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ มณฑลทหารบกที่ 33 ร่วมกับจังหวัดเชียงใหม่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำจิตอาสา พร้อมด้วยอุปกรณ์ทำการฉีดพ่นละอองน้ำเพิ่มความชุ่มชื้นในอากาศ รวมทั้งล้างทำความสะอาดถนนเพื่อบรรเทาปริมาณฝุ่นควัน และเป็นการรณรงค์เชิงสัญลักษณ์ให้ประชาชนตระหนักถึงสถานการณ์ปัญหา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับจุดความร้อนที่เกิดขึ้นในจังหวัดเชียงใหม่นั้น รายงานระบุว่า เช้าวันที่ 9 มี.ค. พบจำนวน 211 จุด เกิดขึ้นใน 18 อำเภอ จากทั้งหมด 25 อำเภอ โดยอำเภอที่พบมากที่สุดคือ อำเภอเชียงดาว 39 จุด รองลงมาคือ อำเภออมก๋อย 38 จุด ทั้งนี้ พบว่าจุดความร้อนที่เกิดขึ้นในระยะนี้ส่วนใหญ่เป็นจุดที่ลุกลามจากจุดเดิม โดยในวันที่ 9 มี.ค. พบว่ามีจุดลุกลามจากวันที่ 8 มี.ค. มากถึง 69 จุด ทั้งหมดอยู่ในพื้นที่เขาสูงชันและเป็นหน้าผาสูง ทั้งนี้ นายเจริญฤทธิ์ สงวนสัตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ได้สั่งการให้ทุกอำเภอเปิดปฏิบัติการดับไฟป่าเพื่อลมหายใจคนเชียงใหม่ โดยให้สนธิกำลังอาสาสมัครดับไฟป่าประจำหมู่บ้าน บูรณาการกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งดับไฟป่าเพื่อควบคุมจุดความร้อนที่เกิดขึ้นให้ได้โดยเร็ว เน้นเป้าหมายในพื้นที่ที่เข้าถึงยากและลุกลามในช่วงกลางคืนให้หมด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ปัญหาฝุ่นควันที่เผชิญอยู่ในขณะนี้เกิดจากการได้รับอิทธิพลของลมตะวันตกและลมตะวันออกที่พัดพาฝุ่นควันจากพื้นที่ข้างเคียงเข้าสู่เมืองเชียงใหม่ และความสามารถในการระบายอากาศน้อยมาก การสะสมของฝุ่นควันขึ้น-ลงในแนวดิ่ง พออากาศอุ่นฝุ่นจะลอยขึ้นสูง แต่ยังไม่มีที่จะระบายออก พออากาศเย็นก็จะถูกกดลงมา ไม่สามารถระบายออกไปได้ ขอให้ประชาชนสวมใส่หน้ากากอนามัยป้องกันฝุ่นควัน และรักษาสุขภาพของตนเองด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายเจริญฤทธิ์ สงวนสัตย์ กล่าวว่า จังหวัดเชียงใหม่สามารถบริหารจัดการได้ตามแผนทั้งการบริหารจัดการเชื้อเพลิง การบูรณาการหน่วยงานต่างๆ ระหว่างฝ่ายของชุมชน ตำบล หมู่บ้าน และฝ่ายของเจ้าหน้าที่ อย่างไรก็ตาม โดยสภาพของอากาศทำให้เกิดการสะสมของฝุ่นควันในเขตตัวเมืองเชียงใหม่ จะเห็นว่าการบริหารจัดการเมื่อพิจารณาจากจุด Hotspot จนถึงขณะนี้พื้นที่ จ.เชียงใหม่เกิดขึ้นแล้วไม่เกิน 60% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่ไม่อาจควบคุมได้ทั้งสภาพอากาศและลมซึ่งหอบเอาสิ่งต่างๆ เข้าสู่เชียงใหม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคเหนือรายงานสภาวะอากาศจังหวัดเชียงใหม่และภาคเหนือ มีความกดอากาศต่ำเนื่องจากมีความร้อนปกคลุม ทำให้เป็นสาเหตุที่กลุ่มหมอกควันยังไม่ถูกลมระบายออกไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานจากกลุ่มอนามัยสิ่งแวดล้อมและอาชีวอนามัย สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ ระบุจำนวนผู้ป่วยที่เกี่ยวข้องกับมลพิษทางอากาศช่วงวันที่ 1 ก.พ.-5 มี.ค.64 พบผู้ป่วยกลุ่มโรคทางเดินหายใจ กลุ่มโรคหัวใจ หลอดเลือด กลุ่มตาอักเสบ กลุ่มผิวหนังอักเสบ และกลุ่มอื่นๆ รวม 9,234 คน พร้อมเตือนประชาชนงดทำกิจกรรมกลางแจ้งและป้องกันตัวเองด้วยการสวมหน้ากากอนามัย เพื่อป้องกันการสูดดมฝุ่นควันสะสมในร่างกาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน นายชีวะภาพ ชีวะธรรม รองอธิบดีกรมป่าไม้ เปิดเผยว่า กรมป่าไม้ได้เร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควันในพื้นที่ป่าภาคเหนือ ขณะนี้เข้าสู่ช่วงฤดูร้อนจึงทำให้สภาพพื้นที่ป่าในภาพรวมแห้งแล้ง มีการสะสมและทับถมของเศษใบไม้แห้ง เป็นเชื้อเพลิงตามธรรมชาติ ประกอบกับพื้นที่การเกษตรของเกษตรกรที่อยู่อาศัยทำกินในเขตพื้นที่ป่าไม้มีการเก็บเกี่ยวผลผลิต เหลือเศษวัชพืชทางการเกษตร โดยมีเกษตรกรบางรายใช้วิธีการเผากำจัดเศษวัชพืช
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ในปี 2564 รมว.ทส.ได้มอบนโยบายแนวทางให้หน่วยงานของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมใช้มาตรการเชิงรุก &amp;ldquo;ชิงเก็บ&amp;rdquo; โดยได้ดำเนินการจัดทำแผนงานชิงเก็บเชื้อเพลิงที่อยู่ในเขตป่าไม้ เพื่อเป็นการลดความรุนแรงของไฟป่าที่จะเกิดขึ้น ตั้งเป้าหมายเก็บเชื้อเพลิงโดยการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนร่วมกับเจ้าหน้าที่ภาครัฐ หน่วยงานต่างๆ ในพื้นที่ร่วมกันดำเนินการ เป้าหมายให้ได้จำนวน 1,000 ตันในเขต 10 จังหวัดภาคเหนือ ในพื้นที่ที่มีสถานการณ์ไฟป่ารุนแรง และจนถึงปัจจุบันสามารถดำเนินการเก็บลดเชื้อเพลิงได้เกินเป้าหมาย มากเกือบเท่าตัว และยังคงดำเนินการต่อเนื่องตามแผนงานต่อไปจนกว่าจะหมดฤดูไฟป่าปี 2564
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอดิศร นุชดำรงค์ อธิบดีกรมป่าไม้ ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่เพื่อแก้ปัญหาและควบคุมสถานการณ์ โดยกรมป่าไม้ได้วางแผนปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า โดยใช้มาตรการเตรียมพร้อม 1.การบริหารจัดการเชื้อเพลิง 2.ทำแนวกันไฟ 3.จัดเตรียมกำลังเจ้าหน้าที่ อุปกรณ์ จากหน่วยงานภายในพื้นที่ 4.จัดเจ้าหน้าที่ในการออกลาดตระเวนเพื่อเฝ้าระวัง ดับไฟป่า 5.ตั้งศูนย์อำนวยการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า กรมป่าไม้ (War Room) 6.แจ้งจุดความร้อนพร้อมทั้งสั่งการผ่านแอปพลิเคชันพิทักษ์ไพร และการใช้เทคโนโลยีมาช่วย รวมถึงการใช้เฮลิคอปเตอร์ของ ทส.ปฏิบัติงานให้สัมฤทธิผลมากที่สุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากการวางมาตรการรับมือข้างต้นยังมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดกับผู้ลักลอบเผาป่า ซึ่งผู้ที่กระทำผิดจะมีโทษจำคุกตั้งแต่ 4-20 ปี และมีโทษปรับตั้งแต่ 4 แสนบาทถึง 2 ล้านบาท หรือมีโทษทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งจากการรายงานสถานการณ์ไฟป่าของวันที่ 8 มี.ค.64 พบจุดความร้อนทั่วประเทศทั้งหมด 1,833 จุด อยู่ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติภาคเหนือ 492 จุด มากสุดอยู่ที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน 119 จุด จึงได้มีการสั่งการให้เจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการป้องกันและควบคุมไฟป่าชุดเหยี่ยวไฟจากพื้นที่อื่น สับเปลี่ยนย้ายกำลังเข้าบูรณาการควบคุมไฟป่าเป็นการเร่งด่วนแล้ว เน้นการประสานความร่วมมือกับองค์กรปกครองท้องถิ่น เตรียมความพร้อมในการเข้าควบคุมและป้องกันไม่ให้เกิดการลุกลามขยายเป็นวงกว้าง นอกจากนี้ กรมป่าไม้ขอความร่วมมือจากประชาชน หากพบเห็นเหตุไฟป่าสามารถแจ้งมายังสายด่วนพิทักษ์ป่า 1362 เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถเข้าไประงับเหตุได้ทันสถานการณ์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนสถานการณ์จุดความร้อนสะสมในเขตป่าสงวนแห่งชาติของวันที่ 9 มี.ค. โดยเฉลี่ยยังน้อยกว่าในปี 2563 จำนวน 6,884 จุด หรือน้อยกว่า 24% ของปีที่แล้ว ซึ่งยังคงต้องให้ทุกหน่วยงานภาคสนามที่รับผิดชอบติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/95532</URL_LINK>
                <HASHTAG>PM 2.5, PM2.5, ดับไฟป่า, ฝุ่นจิ๋ว, ฝุ่นพิษ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, หมอกควัน, เอ็กซ์ไซต์, เอ็กซ์ไซต์ไทยโพสต์, ไฟป่า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210309/image_big_604771a3609cc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>94515</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/02/2021 16:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/02/2021 16:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เชียงใหม่ไฟป่าปะทุต่อเนื่อง ดีเดย์คำสั่งจังหวัด1มี.ค.ส่อไม่เห็นผล </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 ก.พ.64- กองบัญชาการควบคุมสถานการณ์ไฟป่าหมอกควันและฝุ่นละอองภาคเหนือกองทัพภาคที่ 3 ส่วนหน้ารายงานค่าคุณภาพอากาศเช้านี้ในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ สภาพอากาศทางภาคเหนือ ลมตะวันตกในระดับบนพัดพาอากาศเย็นจากประเทศเมียนมาเข้ามาปกคลุมภาคเหนือ จะทำให้มีอุณหภูมิลดลง 1 - 3 องศาเซลเซียสในตอนเช้า เนื่องจากในช่วงนี้ลมที่พัดปกคลุมประเทศไทยตอนบนมีกำลังอ่อนลง บางพื้นที่มีอากาศนิ่ง มวลอากาศยกตัวได้น้อย ส่งผลให้การสะสมของฝุ่นละออง/หมอกควันมีเพิ่มขึ้น​ โดยผลการตรวจวัดคุณภาพอากาศในพื้นที่ภาคเหนือวันนี้ มีค่า PM 2.5 ระหว่าง 45 &amp;ndash; 133 มคก./ลบ.ม.,ค่าPM 10 ระหว่าง 71 &amp;ndash; 175 มคก./ลบ.ม. และค่า AQI ระหว่าง 80 &amp;ndash; 243 มคก./ลบ.ม. ซึ่งคุณภาพอากาศโดยรวมเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ &amp;nbsp;20 พื้นที่ โดยสูงสุดที่ อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง จังหวัดแพร่ จังหวัดตาก จังหวัดพิษณุโลกและกำแพงเพชร สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากการบริหารจัดการเชื้อเพลิง การจุดไฟหาของป่า, การเผาเศษวัชพืช และการเผาเพื่อเตรียมพื้นที่ทางการเกษตร &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนสถานการณ์ไฟป่าและจุดความร้อน 17 จังหวัด ประจำวันที่ 28 ก.พ. 64 มีเพิ่มขึ้นจากวานนี้อีกเท่าตัวพบจำนวน 2,167 จุด เกิดในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ จำนวน 1,036 จุด พื้นที่ป่าสงวนฯ จำนวน 951 จุด​ ทั้งนี้กองบัญชาการควบคุมสถานการณ์ไฟป่าหมอกควันและฝุ่นละอองภาคเหนือกองทัพภาคที่ 3 ส่วนหน้า ขอให้ทุกจังหวัดเร่งรัดการควบคุมไฟป่าและการเผาในพื้นที่โล่งอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะจังหวัดตาก จังหวัดแม่ฮ่องสอน จังหวัดลำปาง จังหวัดเชียงใหม่จังหวัดแพร่และจังหวัดเพชรบูรณ์ ซึ่งพบจุดความร้อนจำนวนมาก &amp;nbsp;ตลอดจนการเพิ่มการลาดตระเวนพื้นที่เฝ้าระวังและดับไฟ และส่งเสริมประโยชน์จากเศษวัสดุเพื่อลดการเผาในพื้นที่ทางการเกษตรตลอดจนใช้มาตรการฉีดพ่นละอองน้ำ ขึ้นสู่อากาศ และฉีดล้างถนน เพื่อลดค่าฝุ่นละออง และเพิ่มความชื้นสัมพัทธ์ แก้ไขปัญหาหมอกควัน ที่สำคัญสร้างการรับรู้ให้ประชาชนดูแลสุขภาพในช่วงของสภาพอากาศที่เริ่มมีผลกระทบกับประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามสถานการณ์​ภาพรวมเฉพาะในเชียงใหม่วันนี้มีการประเมินว่า​ เริ่มที่จะมีความเสี่ยงและการเผาป่าเพิ่มขึ้นหลังจังหวัด​ประกาศ​ห้ามเผาและห้ามเข้าป่า​ ตั้งแต่​ 1​ มีนาคมถึงสิ้นเดือนเมษา​ยน​ มีหลายอำเภอที่ชาวบ้านแชร์​ภาพจากสถานการณ์​ไฟไหม้ป่าที่เกิดขึ้นเช่นที่​ ป่าเขตอุทยานแห่งชาติ​ห้วยแม่ตะไคร้​ อ.แม่ออน​ ถึงดอยสะเก็ด​ สันกำแพง​ รวมไปถึงพื้นที่เกิดเหตุซ้ำซากทั้ง​ ดอยเต่า​ ฮอด​ จอมทอง​ แม่แจ่ม​ พร้าว​ เชียงดาว​ โดยเฉพาะ​ที่แม่ออนเห็นภาพภูเขาถูกไฟไหม้ตลอดคืนและช่วงวันนี้เจ้าหน้าที่ต้องระดมเข้าช่วยดับเป็นบริเวณ​กว้างท่ามกลางกลุ่มควัน.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/94515</URL_LINK>
                <HASHTAG>PM 2.5, เชียงใหม่, ไฟป่า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210228/image_big_603b5c0c0b9f2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>94431</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/02/2021 15:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/02/2021 15:20</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ลำปางอ่วม! ไฟป่า 232 จุด ค่าฝุ่นพิษพุ่งสูงสุดในภาคเหนือตอนบน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 ก.พ.64 - สถานการณ์ฝุ่นหมอกควันในพื้นที่ จ.ลำปาง อันเนื่องจากการเผาป่าและพื้นที่ต่างๆ กลับมาน่าห่วงอย่างมากในช่วงนี้ ซึ่งวันนี้พบค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 เกินค่ามาตรฐานอยู่ในเกณฑ์ที่สูงขึ้นกว่าวันก่อนหน้านี้ โดยสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศแบบอัติโนมัติของกรมควบคุมมลพิษ ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ จ.ลำปาง วัดค่าอยู่ระหว่าง 67 &amp;ndash; 85 ไมโครกรัมต่อลูกบาศ์กเมตร เกินค่ามาตรฐานทุกสถานีตรวจวัด คุณภาพอากาศอยู่ในระดับสีส้ม เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยพบว่าพื้นที่เขตตัวเมืองลำปาง ค่าPM 2.5 สูงขึ้น โดยพื้นที่ ต.พระบาท อ.เมือง จ.ลำปาง ซึ่งเป็นเขตตัวเมืองลำปาง วัดค่าได้สูงสุดใน จ.ลำปาง 85 ไมโครกรัมต่อลูกบาศ์กเมตร โดยยังเป็นค่าที่สูงสุดในภาคเหนือตอนบน&amp;nbsp;&amp;nbsp;รองลงมาที่ ต.สบป้าด อ.แม่เมาะ จ.ลำปาง วัดได้ 80 ไมโครกรัมต่อลูกบาศ์กเมตร ดังนั้น จึงทำให้พื้นที่ตัวเมืองถูกปกคลุมไปด้วยฝุ่นหมอกควัน มองเห็นได้ชัดเจนหนาแน่นกว่าทุกวันที่ผ่านมา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่สถานการณ์ไฟไหม้ป่าในวันนี้ ก็หนักเช่นกัน โดยพบจุดฮอตสปอต หรือจุดความร้อน ที่เกิดไฟไหม้ป่าในที่โล่งแจ้ง มากถึง 232 จุด กระจายในเขตป่าอนุรักษ์ และป่าสงวนแห่งชาติ ใน 12 อำเภอของ จ.ลำปาง โดยพบเกิดขึ้นในเขตพื้นที่ อ.งาว จ.ลำปาง มากที่สุด 42 จุด รองลงมาที่ อ.เถิน 38 จุด และ อ.เสริมงาม 24 จุด ซึ่งขณะนี้ถือว่าเกิดไฟไหม้ป่าไปทั่วเกือบทั้งจังหวัด ทำให้ไม่เพียงแต่เขตตัวเมืองเท่านั้น ที่ถูกฝุ่นหมอกควันปกคลุม แต่มีให้เห็นไปหลายอำเภอของ จ.ลำปาง ทั้ง 13 อำเภอ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/94431</URL_LINK>
                <HASHTAG>ค่าฝุ่นพิษ, ลำปาง, หมอกควัน, ไฟป่า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210227/image_big_6039ffc485502.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
