<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>81761</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/10/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/10/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แปดริ้วผวาก๊าซ ตรวจผังวางท่อ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;ผู้ว่าฯ แปดริ้ว เป็นตัวแทนนายกฯ เข้าเยี่ยมเหยื่อท่อก๊าซระเบิดที่เข้ารักษาตัวใน รพ. เผยแจ้ง ปตท.ส่งแผนผังแนวท่อก๊าซในพื้นที่เพื่อแจ้งประชาชนถึงแนวทางปฏิบัติ ด้าน ปตท.เร่งซ่อมท่อที่ได้รับความเสียหาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 25 ตุลาคมนี้ ที่โรงพยาบาลพุทธโสธร อ.เมือง จ.ฉะเชิงเทรา นายไมตรี ไตรติลานันท์ ผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นผู้แทนนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เยี่ยมให้กำลังใจ พร้อมมอบกระเช้าและเงินช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากท่อก๊าซระเบิดในเขตพื้นที่ ต.เปร็ง อ.บางบ่อ จ.สมุทรปราการ โดยได้นำผู้บาดเจ็บมารักษาตัวที่โรงพยาบาลพุทธโสธร จังหวัดฉะเชิงเทรา จำนวน 3 คน รายแรกมีอาการสาหัสส่งตัวต่อที่โรงพยาบาลนพรัตน์ รายที่ 2 มีบาดแผลไฟไหม้เล็กน้อย ส่งตัวรักษาต่อที่โรงพยาบาลจุฬารัตน์ 3 และรายที่ 3 มีบาดแผลจากไฟไหม้ระดับที่ 2 กว่า 40% รักษาที่โรงพยาบาลพุทธโสธร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายไมตรีกล่าวว่า ขณะนี้ได้ให้ทาง ปตท.ส่งแผนผังแนวท่อก๊าซที่อยู่ในพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรามาพิจารณา และจะได้สั่งการให้ผู้บริหารท้องถิ่นที่มีพื้นที่แนวท่อก๊าซประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบถึงเขตแนวท่อก๊าซ และต้องปฏิบัติตัวอย่างไรเพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านผู้เชี่ยวชาญของบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ได้เร่งทำการซ่อมท่อส่งก๊าซที่เกิดการระเบิดโดยใช้รถแบ็กโฮขนาดใหญ่เร่งขุดดินเปิดหน้าท่อส่งก๊าซและใช้แผ่นเหล็กชิปพลายยาวกว่า 6 เมตร ทำการปักกันดินเป็นทางยาวตามแนวท่อ เพื่อทำการตัดต่อท่อส่งก๊าซที่เกิดการชำรุดเสียหายจากแรงระเบิด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตเร่งระดมเครื่องจักรหนักเข้าทำการขึงสายส่งกระแสไฟฟ้าแรงสูง หลังจากที่เมื่อวันเสาร์ได้ใช้โดรนซึ่งเป็นเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาช่วยในการดึงสาย นำสายสลิงและสายส่งกระแสไฟฟ้าแรงสูงขนาดใหญ่ขึ้นพาดผ่านระหว่างหัวเสาไฟฟ้าแรงสูงทั้ง 2 ต้นแทนการใช้รถกระเช้าที่ยังเข้าไปในพื้นที่เกิดเหตุไม่ได้ &amp;nbsp;ส่วนทางด้านวิศวกรรมสถาน พร้อมด้วยวิศวกรอาสาของบริษัท ปตท. ได้นำอุปกรณ์ในการตรวจเช็กโครงสร้างอาคารเข้าสำรวจอาคารของโรงเรียนทั้ง 2 อาคาร หลังจากที่ ดร.ธเนศ &amp;nbsp;วีระศิริ นายกวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ได้เดินทางมาตรวจเบื้องต้นพบว่า อาคารเรียนซึ่งอยู่ทางด้านหลังถูกแรงอัดของการระเบิดจนตัวอาคารเกิดการแตกร้าวเพิ่มขึ้น และมีการขยับตัวบางจุดระหว่างอาคารชั้นล่างและชั้นบน และได้ทำการปิดกั้นอาคารดังกล่าวเอาไว้เป็นพื้นที่อันตราย เพื่อรอผู้เชี่ยวชาญด้านโครงสร้างเข้าตรวจสอบ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ บริษัท ปตท.ได้จัดส่งพนักงานเข้าทำการความสะอาดและซ่อมแซมตัวอาคารโรงพัก สภ.เปร็ง ที่ได้รับความเสียหายจากแรงอัดระเบิดและเปลวไฟ เพื่อให้สามารถใช้การได้ตามปกติ หลังจากที่ปิดทำการมาตั้งแต่วันที่เกิดเหตุ และจัดส่งพนักงานเข้าซ่อมแซมทำความสะอาดร้านสะดวกซื้อที่ได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ขณะเดียวกันทางสภากาชาดไทยได้ร่วมกับมูลนิธิร่วมกตัญญูและสำนักงานป้องกันบรรเทาสาธารณภัยได้เดินทางมาเยี่ยมดูอาการของผู้บาดเจ็บ พร้อมทั้งนำถุงยังชีพมามอบให้กำลังใจแก่ผู้ที่ประสบภัยในครั้งนี้ด้วย.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/81761</URL_LINK>
                <HASHTAG>บิ๊กตู่-พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, ไมตรี ไตรติลานันท์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201025/image_big_5f956f8fc0b20.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>80194</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/10/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/10/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สลด!สังเวยงานบุญ18ศพ!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กฐินเลือดสังเวย 18 ศพ! รถบัสคณะทำบุญชนสนั่นรถไฟจุดทางลักผ่าน เสียชีวิตเกลื่อนราง บาดเจ็บอีก 44 ราย &amp;nbsp;ขนส่งฯ ชี้เจอ 3 ข้อหา ปรับ 1.5 แสนบาท ด้านบิ๊กตู่สั่งเร่งหาสาเหตุล้อมคอกไม่ซ้ำรอยอนาคต
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันอาทิตย์ เวลาประมาณ 08.00 น. เกิดอุบัติเหตุรถไฟชนคณะขบวนกฐิน เป็นรถบัสที่เดินทางมาจากสำโรง บางนา จ.สมุทรปราการ เพื่อทำบุญทอดกฐินที่วัดบางปลานัก จ.ฉะเชิงเทรา เหตุเกิดขึ้นที่สถานีคลองแขวงกลั่น (ไม่มีไม้กั้น) หมู่ที่ 7 ต.บางเตย จ.ฉะเชิงเทรา ทั้งนี้ ขบวนรถไฟดังกล่าวบรรทุกสินค้าคอนเทนเนอร์ ที่ 852 ดีเซลเลขที่ 5102 มีต้นทางสถานีแหลมฉบัง และสถานีปลายทางลาดกระบัง ขณะที่ขบวนผ่านสถานีคลองบางพระ ถึง สทล.51/1 บริเวณป้ายหยุดรถคลองแขวงกลั่น เป็นทางลักผ่าน ซึ่งการรถไฟฯ ได้ติดตั้งป้ายและสัญญาณไฟเตือนเพื่อช่วยในด้านความปลอดภัยให้แก่ผู้ขับขี่ ได้มีรถบัสโดยสารขับผ่านจุดตัดบริเวณดังกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ทั้งนี้ พนักงานขับรถไฟได้ปฏิบัติตามข้อบังคับโดยการเปิดหวูดเตือน ก่อนจะถึงจุดตัดเสมอระดับทาง แต่ด้วยระยะที่กระชั้นชิดทำให้ไม่สามารถหยุดขบวนรถได้ทัน จนทำให้เกิดเหตุเฉี่ยวชนรถบัสโดยสารหมายเลขทะเบียน 30-1476 พระนครศรีอยุธยา เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 18 ราย และได้รับบาดเจ็บ 44 ราย กลับบ้านแล้ว 31 ราย โดยรักษาตัวที่โรงพยาบาลพุทธโสธร 22 ราย ออกจากโรงพยาบาลพุทธโสธรแล้ว 9 ราย โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ 7 ราย โรงพยาบาลคลองเขื่อน 6 ราย และโรงพยาบาลบ้านโพ 9 ราย ซึ่งได้ออกจากโรงพยาบาลแล้วทั้งหมด ทั้งนี้ คนขับรถบัสเสียชีวิตคาที่ทราบชื่อ นายบุญส่ง สวนยิ้ม อายุ 54 ปี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; นายนิรุฒ มณีพันธ์ ผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย พร้อมคณะผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่ฝ่ายที่เกี่ยวข้องของการรถไฟฯ ได้ลงพื้นที่เกิดเหตุเพื่อให้ความช่วยเหลือและดูแลผู้ที่ได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุในครั้งนี้ นอกจากนี้ ยังได้สั่งการตั้งศูนย์ประสานงานช่วยเหลือผู้ประสบเหตุ โดยมีนายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง ผู้ช่วยผู้ว่าการด้านปฏิบัติการ เป็นหัวหน้าศูนย์ในการประสานงานเกี่ยวกับอุบัติเหตุในครั้งนี้ และทำหน้าที่ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมการขนส่งทางบก จังหวัดฉะเชิงเทรา บริษัทประกันภัย และโรงพยาบาลต่างๆ รวมทั้งได้กำชับเจ้าหน้าที่การรถไฟฯ ทุกฝ่ายให้ดูแลผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตอย่างเต็มที่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นางเนตรนภา จัทรา ผู้โดยสารบัสคันดังกล่าว กล่าวว่า เดินทางออกมาจากสมุทรปราการประมาณ 06.30 น. พอมาถึงที่เกิดเหตุ ตอนนั้นฝนตก รถวิ่งมาไม่ได้เร็วมาก ขับมาเรื่อยๆ ตนเองนั่งอยู่ตรงกลาง มองเห็นรถไฟมา ก็คิดว่ารถบัสจะจอด ก็ไม่จอด ซึ่งไม่รู้ว่าไม่มีที่กั้น รถขึ้นไปบนทางรถไฟแล้วแต่เร่งผ่านไปไม่ทัน เพราะรถไฟมาประชิดแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายไมตรี ไตรติลานันท์ ผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา กล่าว ว่า เท่าที่ได้สอบถามผู้บาดเจ็บทราบว่าเมื่อมาถึงจุดเกิดเหตุกำลังจะข้ามทางรถไฟ คนในรถได้ตะโกนบอกว่ารถไฟกำลังมา คนขับคงไม่ได้ยิน พยายามเร่งเครื่องช่วงเนินทางขึ้นจุดตัด เป็นจังหวะที่รถไฟมาถึงพอดีและถูกชนอย่างแรง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า​ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม แสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และกำชับให้ผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา หน่วยงานบรรเทาสาธารณภัย หน่วยบริหารการแพทย์ฉุกเฉิน รวมทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ เร่งดูแลและให้ความช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ และอำนวยความสะดวกแก่ญาติผู้เสียชีวิตให้ดีที่สุด นอกจากนี้​ นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบหาสาเหตุของอุบัติเหตุในครั้งนี้เพื่อดำเนินการป้องกันและแก้ไขปัญหาต่อไปในอนาคต​&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายนิกร จำนง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคชาติไทยพัฒนา ในฐานะประธานอนุกรรมาธิการศึกษาปัญหาความปลอดภัยทางถนนและคมนาคม สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า อนุกรรมการฯ เคยศึกษาปัญหาเรื่องอุบัติเหตุในจุดตัดระหว่างทางรถไฟกับเส้นทางคมนาคมทางถนนที่มีมาอย่างต่อเนื่องมาแล้ว โดยมีสถิติจุดตัดรถไฟกับถนน 2,684 แห่ง มีเหตุอันตรายส่วนใหญ่เกิดขึ้นลักษณะขบวนรถไฟชน หรือทับคนมากที่สุดประมาณ 400 ครั้ง ยานพาหนะชนกับขบวนรถไฟบริเวณจุดตัดทางรถไฟจำนวน 383 ครั้ง และจากสถิติพบว่าในแต่ละปีที่เกิดอุบัติเหตุปีละประมาณ 77 ครั้งทำให้มีผู้เสียชีวิต 28 ราย ผู้บาดเจ็บ 74 รายโดยสาเหตุ ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บมากที่สุดคือ ประเภททางลักผ่าน รองลงมาคือบริเวณจุดตัดประเภทที่ไม่มีเครื่องกั้นถนน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ทางกรรมาธิการได้สรุปปัญหาดังกล่าว เสนอผ่านสภาและส่งไปยังรัฐบาลแล้ว เพื่อให้มีการแก้ไขหรือปรับเปลี่ยนระบบ ดำเนินการแก้ไขปัญหาจุดตัดที่ไม่มีแผงกั้น จะมีแต่สัญญาณเสียง เช่นเดียวกันกับเหตุที่เกิดที่จังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งจุดตัดลักษณะนี้จะใช้ได้ผลกับคนที่ใช้เส้นทางประจำในพื้นที่เท่านั้น แต่ถ้าเป็นรถที่มาจากที่อื่น เช่น รถบัสท่องเที่ยว ก็ไม่สามารถรู้ได้ว่าบริเวณดังกล่าวมีเส้นทางรถไฟตัดผ่าน ทำให้เกิดอุบัติเหตุ จึงขอเสนอให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาจุดตัดโดยให้มีแผงกั้น และติดกล้องวงจรปิด เพื่อนำผู้ฝ่าฝืนมาลงโทษตามกฎหมายได้ ติดจีพีเอสรถไฟ เพื่อให้ประชาชนตรวจสอบได้ว่ารถไฟถึงไหน และสามารถแจ้งระยะเวลาผ่านให้ประชาชนทราบได้ด้วย&amp;quot; นายนิกรระบุ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายนิกรระบุด้วยว่า อย่างไรก็ตาม ในปีงบประมาณ 2564 กรมการขนส่งทางรางได้ของบประมาณ แต่ไม่ได้รับการสนับสนุน ซึ่งขณะนี้กรมการขนส่งทางรางได้ขอใช้เงินในกองทุนเลขสวย กระทรวงคมนาคม เพื่อทำของการศึกษาทั้งระบบทั่วประเทศ ซึ่งกำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม กล่าวว่า ได้ประสานงานกับกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) เพื่อขอใช้งบประมาณจากกองทุนความปลอดภัยทางถนน (กปถ.) นำมาศึกษาวิธีการแก้ปัญหาอย่างถาวร หากงบประมาณกองทุน กปถ.ไม่เพียงพอ ให้ทำเรื่องเสนอขอรับการจัดสรรจากงบประมาณรายจ่ายงบกลาง เพื่อนำมาดำเนินการต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;นอกจากนี้ ยังได้มอบหมายให้ รฟท.ไปตรวจสอบสาเหตุและวิธีป้องกันแก้ไขปัญหาโดยด่วน ซึ่ง รฟท.จะต้องเข้าไปพิจารณาบริเวณจุดตัดทางรถไฟอื่นๆ ที่มีความเสี่ยง เพื่อไม่ให้เกิดอุบัติเหตุซ้ำรอย ขณะเดียวกัน รฟท.จะต้องไปดำเนินการรวบรวมข้อมูลจุดตัดทางรถไฟทั่วประเทศด้วย โดยแยกประเภทว่ามีการติดตั้งอุปกรณ์ความปลอดภัยหรือไม่ จากนั้นให้สรุปรายละเอียด และรายงานกลับมายังกระทรวงคมนาคม&amp;quot; นายศักดิ์สยามกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม มีรายงานข่าวจาก รฟท.ระบุว่า รถบัสโดยสารขับผ่านจุดตัดบริเวณที่เกิดเหตุดังกล่าว พนักงานขับรถไฟได้ปฏิบัติตามข้อบังคับโดยการเปิดหวูดเตือนก่อนจะถึงจุดตัดเสมอระดับทาง แต่ด้วยระยะที่กระชั้นชิดทำให้ไม่สามารถหยุดขบวนรถได้ทัน จนทำให้เกิดเหตุเฉี่ยวชนรถบัสโดยสารหมายเลขทะเบียน 30-1476 พระนครศรีอยุธยา เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับจุดตัดทางถนนและทางรถไฟนั้น มีทั้งสิ้น 2,684 แห่งทั่วประเทศ ประกอบด้วย เสมอระดับ 2,278 จุด (ได้รับอนุญาต 1,657 จุด และทางลักผ่าน 621 จุด), ทางลอด 214 จุด และทางข้าม 192 จุด ทั้งนี้ จากข้อมูลสถิติอุบัติเหตุจุดตัดทางรถไฟในช่วงปีงบประมาณ 2558-2562 พบว่ามีจำนวนอุบัติเหตุบริเวณจุดตัด จำนวน 383 ครั้ง มีผู้บาดเจ็บ 371 ราย และมีผู้เสียชีวิต 138 ราย หรือเฉลี่ยในแต่ละปี เกิดอุบัติเหตุบริเวณจุดตัดเสมอระดับปีละประมาณ 77 ครั้ง มีผู้บาดเจ็บ 74 ราย มีผู้เสียชีวิต 28 ราย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานข่าวระบุอีกว่า จากกรณีดังกล่าว สำหรับผู้เสียชีวิตนั้น ทายาทจะได้รับสิทธิประโยชน์จากกองทุนประกันสังคม ประกอบด้วย 1.ค่าทำศพ 40,000 บาท เนื่องจากเสียชีวิตไม่ใช่ระหว่างทำงาน 2.เงินสงเคราะห์กรณีเสียชีวิต และ 3.เงินชราภาพ (กรณีที่ 2 และ 3 อยู่ระหว่างตรวจสอบข้อมูล และคำนวณจำนวนเงินสิทธิประโยชน์ที่จะได้รับของผู้เสียชีวิตแต่ละราย)
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่กรมการขนส่งทางบกรายงานอุบัติเหตุเบื้องต้น พบผิด 3ข้อหา โดนโทษปรับ 150,000 บาท คือบรรทุกผู้โดยสารเกิน, ขาดชำระภาษีประจำปี และขับรถไม่เป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัย ทั้งนี้ เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุบัติเหตุเบื้องต้นรถที่เกิดเหตุมีประกันไว้ 2 ประเภท คือ 1.มีประกันภัย พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัย หมดอายุ 30 ก.ย.64 2.มีประกันภัยประเภท 3 บ.สินมั่นคงฯ หมดอายุ 30 ก.ย.64.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/80194</URL_LINK>
                <HASHTAG>นิกร จำนง, นิรุฒ มณีพันธ์, ศักดิ์สยาม ชิดชอบ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อนุชา บูรพชัยศรี, ไมตรี ไตรติลานันท์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201011/image_big_5f8308c9ea23d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>75538</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/08/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/08/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สุโขทัยลุ้นระทึก มวลน้ำอีกระลอก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;นิพนธ์&amp;quot; ชี้ปริมาณน้ำปีนี้มากกว่าปีที่แล้ว เผยนายกฯ สั่งทุกจังหวัดดูแลความปลอดภัยประชาชนเป็นสำคัญ ส่วนทรัพย์สินชดเชยได้ภายหลัง สุโขทัยระทึกซ้ำ รอรับมวลน้ำก้อนใหญ่จากแพร่ ขณะที่พิษณุโลก พิจิตร ก็ยังน่าห่วง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) รายงานเมื่อวันที่ 25 สิงหาคมนี้ ถึงสถานการณ์อุทกภัยว่า เกิดน้ำป่าไหลหลากในพื้นที่ 10 จังหวัด ได้แก่ น่าน แพร่ เชียงใหม่ ลำปาง พะเยา อุตรดิตถ์ ลำพูน แม่ฮ่องสอน สุโขทัย และตาก ดินสไลด์ในพื้นที่ 3 จังหวัด ได้แก่ แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ และน่าน ซึ่ง ปภ.ได้ร่วมกับหน่วยทหาร จังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งสำรวจความเสียหายและให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายนิพนธ์ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีที่จังหวัดระยองว่า กรณีเกิดน้ำท่วมที่จังหวัดสุโขทัย ผู้ว่าราชการจังหวัดได้สั่งอพยพประชาชนในพื้นที่ออกหมดแล้ว ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้กำชับผู้ว่าราชการจังหวัดต่างๆ ดำเนินการตามแผนและมาตรการของรัฐบาล โดยให้ดูแลความปลอดภัยและชีวิตของประชาชนเป็นอันดับแรก ส่วนเรื่องอื่นไม่ต้องกังวล เพราะทางรัฐบาลและกระทรวงการคลังมีระเบียบเตรียมพร้อมไว้แล้ว ว่าจะเยียวยาและฟื้นฟูประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนอย่างไร ซึ่งจะดูแลรวมไปถึงทรัพย์สินที่ได้รับความเสียหาย ที่สำคัญคือการดูแลที่อยู่และอาหารการกินให้แก่ประชาชนที่อพยพหนีน้ำท่วมด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวถามว่า จังหวัดนครสวรรค์จะเป็นพื้นที่ต่อไปที่จะได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม ในส่วนนี้ได้เตรียมการอย่างไรบ้าง นายนิพนธ์กล่าวว่า เตรียมแผนรองรับไว้แล้ว เพราะมวลน้ำจะเดินทางไล่ลงไป เรามีแผนเยียวยาและแผนเผชิญเหตุที่จะเกิดขึ้นในอนาคต&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ปีนี้ปริมาณน้ำมากกว่าปีที่แล้ว แต่ปีที่แล้วความเสียหายที่เกิดจากพายุโพดุลในภาคอีสานมีเยอะกว่า เพราะมีผู้เสียชีวิตกว่า 40 คน ฉะนั้นปีนี้เราหวังว่าจะมีมาตรการต่างๆ ดีขึ้น จึงอยากให้มีการถอดบทเรียนความสูญเสียที่เกิดขึ้นในปีก่อน&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านสถานการณ์ในแต่ละพื้นที่ เช้าวันเดียวกัน ที่บริเวณฝายน้ำล้นแม่ตุ๋ย จ.ลำปาง ซึ่งตั้งเป็นจุดอำนวยการค้นหาผู้สูญหาย 2 ราย โดยเมื่อวันที่ 24 ส.ค. พบร่างของผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านคือ นายประจวบ เทพปินตา ลอยขึ้นมาบริเวณข้างๆ กองสวะขนาดใหญ่ ยังเหลือนายอนันต์ แก้วมณีวรรณ ยังค้นหาไม่พบ แต่หลังจากขยายวงค้นหากว้างกว่า 1 กิโลเมตร ก็พบร่างนายอนันต์ติดอยู่ใต้กอสวะ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สุโขทัย นายไมตรี ไตรติลานันท์ ผวจ.สุโขทัย กล่าวว่า ขณะนี้ยังมีความกังวลเนื่องจากคาดว่าจะมีมวลน้ำอีกหนึ่งก้อนจากอำเภอวังชิ้น จังหวัดแพร่ เตรียมไหลเข้าสู่แม่น้ำยมและมุ่งหน้ามาสู่จังหวัดสุโขทัยภายใน 24 ชั่วโมง โดยมีมวลน้ำกว่า 1,400 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งน่าเป็นห่วง เพราะปกติสามารถรองรับได้ที่ 1,100 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ประกอบกับมีหลายจุดที่พนังกั้นน้ำขาดจึงอาจมีน้ำท่วมสูงขึ้นบางพื้นที่ ทั้งนี้ หากฝนไม่ตกลงมา ทางจังหวัดสามารถบริหารจัดการน้ำได้ แต่หากมีฝนตกหนัก เบื้องต้นได้สั่งการให้ทุกภาคส่วนเตรียมช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบทันที
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับพนังกั้นน้ำแม่น้ำยมในพื้นที่อำเภอศรีสำโรงได้รับความเสียหาย 2 จุด คือบริเวณหมู่ 5 วัดเกาะ ตำบลวัดเกาะ และบริเวณหมู่ 7 ตำบลสามเรือน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พิษณุโลก ขณะนี้อยู่ระหว่างการเฝ้าระวังน้ำล้นตลิ่ง ทั้งแม่น้ำยมสายเก่า (คลองเมม) และแม่น้ำยมสายหลัก นายเกรียงไกร ภาคพิศษ ผู้อำนวยการโครงการชลประทานที่ 3 พิษณุโลก เปิดเผยว่า น้ำจากแพร่ได้ผ่านจุดสูงสุดที่จังหวัดสุโขทัยมาแล้วเมื่อวันจันทร์ ปริมาณน้ำไหลผ่านประมาณ 1,499 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ขณะนี้กำลังไหลเข้าสู่แม่น้ำยมสายเก่าและแม่น้ำยมสายหลัก จากการประเมินสถานการณ์ ณ เวลานี้ไม่น่าเป็นห่วงมากนักในพื้นที่บางระกำ เนื่องจากทางตอนบนน้ำฝนเริ่มลดลงแล้ว และยังไม่มียอดน้ำมาเติมเพิ่มเติม ขณะนี้กำลังประชุมร่วมกับเกษตรกรเพื่อจะนำมวลน้ำก้อนนี้ที่มีอยู่ประมาณกว่า 100 ล้าน ลบ.ม.เข้าไปเก็บไว้ในทุ่งบางระกำโมเดล ส่วนสถานการณ์แม่น้ำน่านของ จ.พิษณุโลก ก็ขึ้นสูงสุดมาแล้วอยู่ที่ประมาณ 6 เมตรครึ่ง สถานการณ์ไม่น่าเป็นห่วง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พิจิตร น้ำจากจังหวัดตอนบนทั้งสุโขทัยและพิษณุโลกไหลสะสมเข้าสู่พื้นที่จังหวัดพิจิตร โดยเฉพาะตำบลสามง่าม อำเภอสามง่าม ซึ่งเป็นพื้นที่ต่ำ ระดับน้ำเพิ่มขึ้นจนเต็มแม่น้ำ ถึงแม้ยังต่ำกว่าตลิ่งอยู่ 2 เมตรเศษ แต่มีแนวโน้มจะเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง ชาวบ้านซึ่งอยู่ในพื้นที่ลุ่มริมแม่น้ำต้องเฝ้าระวัง และเก็บของมีค่าไว้บนที่สูงเพื่อป้องกันความเสียหายจากการถูกน้ำท่วม&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายสิริรัฐ ชุมอุปการ ผวจ.พิจิตร ได้เรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเตรียมรับสถานการณ์น้ำท่วม หลังได้รับแจ้งกำลังจะได้รับน้ำจากจังหวัดแพร่ น่าน อุตรดิตถ์ สุโขทัย พิษณุโลก ซึ่งเป็นมวลน้ำก้อนใหญ่ที่จะไหลมาสู่ 3 อำเภอของพิจิตร คือสามง่าม โพธิ์ประทับช้าง และโพทะเล โดยเฉพาะประชาชนที่อยู่ 2 ฝั่งริมตลิ่งแม่น้ำยมให้เฝ้าระวังสถานการณ์และเตรียมการขนย้ายสิ่งของ สัตว์เลี้ยง ขึ้นที่สูงหรือที่ปลอดภัย และขอให้ติดตามสถานการณ์น้ำจากหน่วยงานราชการในระยะนี้อย่างใกล้ชิด พร้อมได้ออกประกาศเตือนประชาชนในพื้นที่แม่น้ำยมไหลผ่านใน 5 อำเภอ คือ สามง่าม วชิรบารมี โพธิ์ประทับช้าง บึงนาราง และโพทะเล ให้เฝ้าระวัง.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/75538</URL_LINK>
                <HASHTAG>นิพนธ์ บุญญามณี, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, สิริรัฐ ชุมอุปการ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, ไมตรี ไตรติลานันท์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200825/image_big_5f4503a9cf4e8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>75328</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/08/2020 09:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/08/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ฝนถล่มน้ำป่าหลาก น่าน-สุโขทัยอ่วม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เหนือ อีสานระทม ฝนถล่มหนักก่ออุทกภัยใน 8 จังหวัด มีผู้เสียชีวิต 1 ศพ น่านเกิดน้ำป่าหลากหนักสุดใน อ.เวียงสา 700 ครอบครัวเดือดร้อนหนัก บ้านบางหลังจมน้ำกว่า 2 เมตร ส่วนที่สุโขทัย น้ำเหนือทะลักลงแม่น้ำยมเซาะพนังขาด เร่งช่วย 200 ครัวเรือน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กรมอุตุนิยมวิทยาออกประกาศเตือนภัยเรื่อง &amp;quot;ฝนตกหนักบริเวณประเทศไทยตอนบน&amp;quot; ฉบับที่ 9 ลงวันที่ 23 สิงหาคม 2563 ความว่า ร่องมรสุมกำลังแรงที่พาดผ่านภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนมีกำลังอ่อนลง ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ยังคงพัดปกคลุมทะเลอันดามัน และประเทศไทย ลักษณะเช่นนี้ทำให้ประเทศไทยตอนบนมีฝนตกหนักบางพื้นที่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จังหวัดที่คาดว่าจะมีฝนตกหนัก มีดังนี้ ในวันที่ 23 สิงหาคม 2563 ภาคเหนือ :&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง พะเยา แพร่ น่าน อุตรดิตถ์ พิษณุโลก สุโขทัย ตาก กำแพงเพชร พิจิตร และเพชรบูรณ์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ : จังหวัดเลย หนองบัวลำภู อุดรธานี หนองคาย บึงกาฬ นครพนม สกลนคร ชัยภูมิ และขอนแก่น ภาคกลาง : จังหวัดนครสวรรค์ อุทัยธานี ชัยนาท กาญจนบุรี และราชบุรี ภาคตะวันออก : จังหวัดสระแก้ว ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขอให้ประชาชนที่อาศัยในพื้นที่เสี่ยงภัยบริเวณภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ระวังอันตรายจากฝนตกหนัก ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ นายชยพล ธิติศักดิ์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้มีพื้นที่ประสบอุทกภัยในพื้นที่ภาคเหนือ 8 จังหวัด รวม 25 อำเภอ 88 ตำบล 382 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 3,858 ครัวเรือน มีผู้เสียชีวิต 1 ราย ได้แก่ จ.น่าน เกิดน้ำไหลหลาก ในพื้นที่ 6 อำเภอ คือ อ.เมือง เฉลิมพระเกียรติ เวียงสา ภูเพียง สันติสุข และนาน้อย ประชาชนได้รับผลกระทบ 960 ครัวเรือน ผู้เสียชีวิต 1 ราย, จ.แพร่ เกิดน้ำไหลหลากในพื้นที่ 8 อำเภอ ได้แก่ อ.เมือง ร้องกวาง สูงเม่น สอง ลอง หนองม่วงไข่ วังชิ้น และเด่นชัย ประชาชนได้รับผลกระทบ 1,585 ครัวเรือน, จ.เชียงใหม่ เกิดน้ำไหลหลากในพื้นที่ อ.แม่ออน ประชาชนได้รับผลกระทบ 10 ครัวเรือน, จ.ลำปาง เกิดน้ำไหลหลากในพื้นที่ อ.เมืองปาน, จ.พะเยา เกิดน้ำไหลหลากในพื้นที่ อ.เชียงม่วน ประชาชนได้รับผลกระทบ 124 ครัวเรือน, จ.อุตรดิตถ์ เกิดน้ำไหลหลากในพื้นที่ 3 อำเภอ ได้แก่ อ.เมือง ท่าปลา และพิชัย ประชาชนได้รับผลกระทบ 1,179 ครัวเรือน, จ.ลำพูน เกิดน้ำไหลหลากในพื้นที่ อ.บ้านธิ, จ.แม่ฮ่องสอน เกิดน้ำไหลหลากในพื้นที่ 4 อำเภอ ได้แก่ อ.เมือง ปางมะผ้า แม่ลาน้อย และขุนยวม ขณะที่เกิดดินสไลด์ใน จ.แม่ฮ่องสอน ในพื้นที่ อ.เมือง ทั้งนี้ ปภ.และหลายหน่วย
งานได้เร่งช่วยเหลือผู้ประสบภัยแล้ว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านสถานการณ์ในพื้นที่เมื่อวันอาทิตย์ เกิดดินสไลด์ทับเส้นทางถนนบ้านดงสามหมื่น-บ้านแม่แดดน้อย อ.กัลยาณิวัฒนา จ.เชียงใหม่ ผู้ใช้รถใช้ถนนไม่สามารถสัญจรไปมาได้ เจ้าหน้าที่เร่งแก้ไขจนเปิดใช้งานได้ตามปกติ นอกจากนี้ นายเจริญฤทธิ์ สงวนสัตย์ ผวจ.เชียงใหม่ พร้อมด้วย นางสุดาภรณ์ สงวนสัตย์ นายกเหล่ากาชาดจังหวัดเชียงใหม่ ลงพื้นที่ ต.ทาเหนือ อ.แม่ออน ตรวจสอบเหตุฝนตกหนักจนทำให้ลำน้ำทาเกิดน้ำเซาะเป็นสาเหตุให้สะพานขาด โดย ผบต.ทาเหนือ ได้เร่งซ่อมแซมเบื้องต้น เพื่อให้ประชาชนกว่า 30 ครัวเรือน สามารถสัญจรเข้า-ออกหมู่บ้านได้ตามปกติก่อน จากนั้นจะได้ประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อสร้างสะพานคอนกรีตถาวรต่อไป&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ลำพูน นายพงศ์รัตน์ ภิรมย์รัตน์ ผวจ.ลำพูน ประชุมผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ ติดตามสถานการณ์และการช่วยเหลือประชาชนจากสถานการณ์วาตภัยและดินโคลนถล่ม โดยนายพงศ์รัตน์เปิดเผยว่า จากการติดตามสภาพอากาศร่วมกับกรมอุตุนิยมวิทยา พบว่าในหลายพื้นที่ได้เกิดอุทกภัยน้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่ม ก่อให้เกิดอันตรายแก่ชีวิต ตลอดจนทรัพย์สินของประชาชนเป็นอย่างมาก พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ในฐานะผู้บัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ จึงกำชับให้ทุกจังหวัดดำเนินการตามแนวทางแผนเผชิญเหตุ ตั้งแต่การแจ้งเตือนภัย การตรวจสอบและเสริมความมั่นคงแข็งแรงเชิงโครงสร้างให้กับคันกั้นน้ำ โดยเฉพาะในพื้นที่ชุมชนพื้นที่เขตเศรษฐกิจสำคัญ การให้ความช่วยเหลือประชาชน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตาก ฝนตกหนักตลอดคืนวันเสาร์ ทำให้ระดับน้ำลำห้วยแม่สอดเพิ่มสูงขึ้น น้ำกัดเซาะริมตลิ่งพังและยุบตัวลง ลึกกว่า 5 เมตร ยาวกว่า 100 เมตร จนทำให้บ้านของนางพัชณี พรมรัตน์ อายุ 63 ปี เลขที่ 208/1 ถนนอินทรคีรี ต.แม่สอด อ.แม่สอด หลังวัดมณีไพรสณฑ์ ได้รับความเสียหาย เสาบ้านด้านหลังบ้านดินเกิดทรุดตัวเหลือแต่เสา ก่อนที่บ้านจะพังทลายไปทั้งหลัง แต่นางพัชณีไม่ได้รับอันตราย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พ.อ.ประสาน เห็นประเสริฐ ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารราบที่ 4 แม่สอด สั่งการให้ ร.อ.ศาศวัต สัตยพงษ์ ผู้บังคับกองร้อยเครื่องยิงหนัก ฉก.ร.4 นำกำลังทหารเข้าช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากน้ำป่าไหลหลากเข้าท่วมบ้านเรือนในพื้นที่หมู่ 6 บ้านแม่กุใต้ ต.แม่กุ อ.แม่สอด พร้อมเฝ้าระวังเหตุการณ์ ก่อนที่ฝ่ายปกครองจะเร่งสำรวจความเสียหายต่อไป&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น่าน สถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่อำเภอเวียงสา หลายหมู่บ้านยังไม่คลี่คลาย ระดับน้ำยังคงสูง 1-2 เมตร ทั้งหมู่บ้านต้นหนุน หมู่ 5 บ้านดอนแท่น หมู่ 2 และ 14 บ้านหนอง หมู่ 9 ต.กลางเวียง และบ้านน้ำหลง หมู่ 3 ต.เวียงสา ซึ่งหลายหน่วยงานยังต้องใช้เรือท้องแบนในการลำเลียงอาหาร น้ำดื่ม ยารักษาโรค ขณะที่ พันโทบัณฑิต ชาวกัณหา ผู้บังคับหน่วยกองพันทหารม้าที่ 15 กรมทหารม้าที่ 2 นำกำลังพล พร้อมประสานรถบรรทุกน้ำจากเทศบาลตำบลกลางเวียง เร่งช่วยเหลือชาวบ้านปงสนุก หมู่ 1 ต.ปงสนุก อ.เวียงสา ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่ถูกน้ำป่าไหลหลาก มีเศษซากต้นไม้และวัชพืช รวมทั้งดินโคลนดินเลนทับถมตามบ้านเรือนและถนนในหมู่บ้าน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีรายงานว่า พล.ต.ต.สัณห์ โพธิ์รักษา ผบก.ภ.จว.น่าน และคณะ ลงเรือท้องแบนสำรวจพื้นที่ประสบอุทกภัยบ้านดอนแท่น หมู่ 2 และหมู่ 14 ซึ่งน้ำจากลำน้ำสา และลำน้ำน่าน ได้เอ่อล้นท่วมบ้านเรือนประชาชนและพื้นที่เกษตรเป็นบริเวณกว้าง มีประชาชนเดือดร้อนกว่า 700 ครัวเรือน บางหลังน้ำท่วมสูงกว่า 2 เมตร ประชาชนที่มีบ้าน 2 ชั้น ต้องอาศัยอยู่ชั้น 2 ส่วนบ้านชั้นเดียวประชาชนต้องอพยพออกไปอาศัยชั่วคราวที่ศูนย์ช่วยเหลือผู้อพยพอำเภอเวียงสา ตั้งอยู่ที่หอประชุมที่ว่าการอำเภอเวียงสา&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับ อ.เวียงสา ประสบปัญหาน้ำท่วมมากที่สุดในครั้งนี้ ทั้งอำเภอมีผู้ประสบภัยกว่าพันครัวเรือน ประชากรกว่า 3,000 คน ได้รับความเดือดร้อน ครอบคลุมพื้นที่ 13 หมู่บ้าน 4 ตำบล ประกอบด้วย ต.ไหล่น่าน กลางเวียง ปงสนุก และขึ่ง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สุโขทัย มีรายงานว่า ปริมาณน้ำเหนือที่ไหลบ่าเข้าสู่แม่น้ำยมจาก อ.วังชิ้น จ.แพร่ ได้ไหลมาถึงจังหวัดสุโขทัยอย่างรวดเร็วหลังฝนตกติดต่อกันหลายวัน ทั้ง จ.แพร่ น่าน และสุโขทัย มีปริมาณน้ำเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ล่าสุดตั้งแต่ อ.ศรีสัชนาลัย อ.สวรรคโลก สู่ อ.เมือง กระแสน้ำในน้ำแม่ยมมีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วกัดเซาะถนนริมแม่น้ำยมที่เป็นคันดิน ซึ่งเป็นพื้นที่กำลังก่อสร้างพนังกั้นแม่น้ำยม ระยะทางประมาณ 1,500 เมตร บางจุดเกิดพังเสียหาย น้ำทะลักเข้าท่วมพื้นที่หมู่ 1 บ้านวังหิน และพื้นที่หมู่ 7 บ้านบางสงค์ ต.ปากแคว อ.ศรีสัชนาลัย ซึ่งเป็นพื้นที่ติดต่อกัน บ้านเรือนประชาชนถูกน้ำท่วมได้รับความเสียหายกว่า 200 หลังคาเรือน ประชาชนได้รับความเดือดร้อนไม่ต่ำกว่า 400 คน พื้นที่การเกษตรถูกน้ำท่วมเบื้องต้นเสียหาย 1,500 ไร่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมา นายไมตรี ไตรติลานันท์ ผวจ.สุโขทัย นำคณะตรวจสอบจุดที่ถูกน้ำกัดเซาะถนนริมแม่น้ำยม และเข้าท่วมบ้านเรือนของประชาชน พบว่าน้ำกัดเซาะถนนบริเวณนี้รวม 3 จุด พร้อมสั่งการให้เจ้าหน้าที่เร่งช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัยอย่างเร่งด่วน ขณะที่โยธาธิการผังเมือง ปภ. และส่วนท้องถิ่น เร่งแก้ไขจุดที่เสียหายขนย้ายประชาชนในที่เสี่ยงออกจากพื้นที่อย่างเร่งด่วน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พิษณุโลก นายชำนาญ ชูเที่ยง ผอ.โครงการชลประทานพิษณุโลก เปิดเผยว่า เกิดฝนตกหนักในพื้นที่ลุ่มน้ำยม จ.แพร่ ส่งผลให้ปริมาณน้ำในแม่น้ำยมเพิ่มสูงขึ้น โดยที่สถานี Y.1C บริเวณสะพานบ้านน้ำโค้ง อ.เมืองแพร่ วัดปริมาณน้ำไหลผ่านได้ สูงสุด 1,252 ลูกบาศก์เมตร/วินาที (23 ส.ค.63 เวลา 02.00 น.) กรมชลประทานคาดการณ์ว่าน้ำจะเดินทางถึงสถานีวัดน้ำ Y.14A อ.ศรีสัชนาลัย สุโขทัย ในเกณฑ์สูงสุดวันที่ 23 ส.ค.63 ในช่วงเวลาประมาณ 08.00-10.00 น. ที่ระดับ 9.30-9.35 เมตร ปริมาณน้ำไหลผ่านสูงสุด 1,050-1,060 ลูกบาศก์เมตร/วินาที ปัจจุบันปริมาณน้ำไหลผ่าน Y.14A เมื่อเวลา 05.00 น. วัดได้ 973.60 ลบ.ม/วินาที
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพื่อเป็นการลดผลกระทบต่อการเกิดอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดสุโขทัย และจังหวัดพิษณุโลก กรมชลประทานจะบริหารจัดการน้ำในแม่น้ำยมบริเวณเหนือประตูระบายน้ำ (ปตร.) หาดสะพานจันทร์ ด้วยการผันน้ำส่วนหนึ่งเข้าสู่คลองหกบาท พร้อมกับควบคุมปริมาณน้ำไหลผ่านประตูระบายน้ำหาดสะพานจันทร์ และควบคุมปริมาณน้ำไหลผ่านตัวเมืองสุโขทัย ควบคุมปริมาณน้ำในแม่น้ำยมไม่ให้เกิดผลกระทบจากภาวะน้ำเอ่อล้นตลิ่ง ได้แก่ ปตร.วังสะตือ, คลองผันน้ำแม่น้ำยม-แม่น้ำน่าน เป็นต้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อุทยานแห่งชาติถ้ำปลา จ.แม่ฮ่องสอน ประกาศปิดแหล่งท่องเที่ยวเป็นการชั่วคราว เนื่องจากมีน้ำป่าไหลหลากเข้าท่วมพื้นที่ เกรงว่าจะก่อให้เกิดอันตรายต่อนักท่องเที่ยว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่สำนักชลประทานที่ 5 อุดรธานี นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เป็นประธานประชุมเพื่อติดตามสถานการณ์น้ำ.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/75328</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชยพล ธิติศักดิ์, พ.อ.ประสาน เห็นประเสริฐ, พงศ์รัตน์ ภิรมย์รัตน์, พล.ต.ต.สัณห์ โพธิ์รักษา, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, ไมตรี ไตรติลานันท์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200823/image_big_5f42651194f6b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>63051</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/04/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/04/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สลด!ผูกั้กกันเครียดโดดตึกดับ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สลด! ผู้กักกันโควิดเครียดโดดตึกชั้น 8 รพ.พระประแดงดับ ภูเก็ตติดเชื้อเพิ่ม 2 รายพื้นที่ป่าตอง-บางเทา ปัตตานี-ยะลา-นราธิวาสโล่ง ส่ง นศ.ไทยที่กลับจากปากีสถานเกือบ 200 คนสู่ภูมิลำเนา หลังกักตัวครบ 14 วันปลอดไวรัส &amp;nbsp; เชียงใหม่แย้มข่าวดีจ่อคลายล็อกหากตัวเลขป่วยนิ่ง 14 วัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 13 เมษายน เวลา 02.30 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.สำโรงใต้ สมุทรปราการ รับแจ้งมีผู้ถูกกักกันต้องสงสัยติดเชื้อโควิด-19 ที่ถูกกักตัวสังเกตอาการอยู่ที่โรงพยาบาลรัฐแห่งหนึ่งในย่านท่าน้ำพระประแดง ต.บางหญ้าแพรก อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ กระโดดลงมาจากชั้น 8 ลงมาเสียชีวิตอยู่ที่บริเวณชั้นที่ 2 ของโรงพยาบาล จึงพร้อมด้วยกำลังเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนและมูลนิธิร่วมกตัญญูชุดเผชิญโควิด พร้อมอุปกรณ์ในการป้องกันการติดเชื้อเดินทางไปตรวจสอบ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่เกิดเหตุพบศพชายชาวจังหวัดนราธิวาส อายุ 51 ปี ซึ่งเป็นผู้ที่ถูกส่งมากักตัวสังเกตอาการการรับเชื้อโรคโควิด-19 นอนจมกองเลือดคว่ำหน้าอยู่ที่ระเบียงชั้น 2 นอกอาคาร หลังทีมแพทย์ได้ร่วมชันสูตรพลิกศพเป็นที่เรียบร้อย เจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญูทีมเผชิญโควิดได้ใช้ถุงพลาสติกทำการห่อศพ 2 ชั้น และทำการปิดซีลอย่างดี ป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรค นำส่งชันสูตรที่สถาบันนิติเวช
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากการสอบสวนทราบว่า ผู้ตายเป็นผู้ถูกกักตัวที่เดินทางกลับมาจากการประกอบกิจกรรมทางศาสนาที่ประเทศอินโดนีเซีย เข้ามายังประเทศไทยผ่านทางสนามบินสุวรรณภูมิ และถูกส่งตัวมากักตัวเป็นเวลา 14 วัน ซึ่งผู้ตายเข้ามากักตัวตรวจหาเชื้อโควิดได้ 13 วันแล้ว เหลืออีกเพียงวันเดียวจะถูกปล่อยตัวกลับบ้านเกิดที่จังหวัดนราธิวาส เนื่องจากผลการตรวจออกมาเป็นลบ ไม่มีการติดเชื้อ โดยระหว่างที่ผู้ตายถูกส่งตัวมาสังเกตอาการ ทางโรงพยาบาลได้จัดให้อยู่ในห้องปลอดเชื้อ ซึ่งจะมีผู้ที่ถูกกักกันทั้งหมด 4 ราย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ปรากฏว่าผู้ตายได้เกิดอาการคลุ้มคลั่งอาละวาดขึ้น จนถูกผู้ที่ถูกกักกันรายอื่นไล่ออกมาจากห้อง จากนั้นผู้กักกันที่เหลือได้ล็อกประตูจากด้านในไม่ให้ผู้เสียชีวิตเข้าห้อง จึงทำให้ผู้ตายเกิดความเครียดและทุบทำลายข้าวของ พยาบาลที่เข้าเวรได้พยายามเข้ามาห้าม แต่เอาไม่อยู่ เนื่องจากมีแต่พยาบาลผู้หญิง จนต้องเรียกเจ้าหน้าที่ รปภ.ขึ้นมาช่วย โดยเจ้าหน้าที่พยายามเกลี้ยกล่อมให้สงบสติอารมณ์และพูดคุยปลอบใจผู้ตาย เนื่องจากกำลังจะได้กลับบ้านเช้าวันนี้ แต่ผู้ตายกลับปีนออกไปทางหน้าต่างและกระโดดลงมาจากชั้น &amp;nbsp;8 ตกลงมาที่ระเบียงชั้น 2 ของอีกอาคารข้างๆ กันเสียชีวิต
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ หลังทำการเคลื่อนย้ายศพของผู้ตายออกจากที่เกิดเหตุเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เจ้าหน้าที่มูลนิธิได้ใส่ชุดป้องกันและนำยาฆ่าเชื้อมาทำการฉีดพ่นในจุดที่เกิดเหตุเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรค
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ จ.ภูเก็ต คณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดภูเก็ต เปิดเผยว่า พบผู้ติดเชื้อโควิด-19 เพิ่ม 2 ราย รวมมีผู้ป่วยยืนยันโรคโควิด-19 แล้วจำนวน 178 ราย โดยรักษาหายกลับบ้าน 67 ราย จำหน่าย 1 ราย กำลังรักษาพยาบาลอยู่ 110 ราย ในจำนวนนี้ อาการรุนแรง 3 ราย ไม่มีผู้เสียชีวิต ที่เหลืออาการอยู่ในเกณฑ์ที่ดี
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับผู้ติดเชื้อรายใหม่ทั้ง 2 ราย ประกอบด้วย ผู้ติดเชื้อรายใหม่ 1 ราย โดยเป็นรายที่ 177 ผู้หญิงไทย อายุ 50 ปี ขายอาหารในพื้นที่บางเทา ต.เชิงทะเล อ.ถลาง เป็นผู้สัมผัสใกล้ชิดความเสี่ยงสูงและอาศัยในบ้านติดกันกับผู้ป่วยยืนยัน รายที่ 161 ในพื้นที่บางเทา มีผู้สัมผัสความเสี่ยงสูงจำนวน 6 คน และจากการตรวจเชิงรุก 1 ราย โดยเป็นรายที่ 178 ผู้หญิงไทย อายุ 40 ปี พนักงานนวดในป่าตอง ทำงานร้านนวดเดียวกับผู้ป่วยยืนยันรายที่ 131 อาศัยในพื้นที่ป่าตอง ต.ป่าตอง อ.กะทู้ จากข้อมูลข้างต้นนี้จะเห็นได้ว่าการระบาดของโรคโควิด-19 ในภูเก็ตยังอยู่ในพื้นที่และกลุ่มเสี่ยงที่จำกัด โดยเฉพาะผู้ที่อาศัยและทำงานใกล้ชิดกับผู้ป่วยยืนยัน
ส่งนศ.จากปากีฯกลับบ้านไร้เชื้อ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่หอพัก 7 มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี (มอ.ปัตตานี) นายไกรศร วิศิษฎ์วงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี พร้อมด้วย รศ.อิ่มจิต เลิศพงษ์สมบัติ รองอธิการบดีวิทยาเขตปัตตานี, นพ.ชัยรัตน์ ลำโป นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดปัตตานี พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ที่เกี่่ยวข้อง ได้ร่วมจัดกิจกรรมส่งตัวนักศึกษาไทยที่เดินทางกลับจากประเทศปากีสถานจำนวน 61 คน ที่ได้รับการกักตัวเพื่อดูอาการจากโรคติดเชื้อโควิด-19 ครบ 14 วัน และผ่านการตรวจแล้วว่าปลอดภัยจากไวรัสโคโรนากลับสู่ภูมิลำเนาในวันนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายไกรศร วิศิษฎ์วงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี กล่าวว่า ก่อนที่นักศึกษากลุ่มนี้จะเดินทางกลับมายังประเทศไทย ได้เตรียมความพร้อมไว้อยู่แล้ว มีการปฏิบัติอยู่ในระเบียบวินัยเป็นอย่างดี ถือว่าเป็นตัวอย่างที่ดี ซึ่งจะให้ทั้ง 61 คนเป็นส่วนหนึ่งในการระงับยับยั้งไม่ให้เชื้อแพร่ระบาด และเป็นกระบอกเสียงให้ประชาชน
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายซาปีอี หะยีมาหะมะ ผู้แทนนักศึกษาไทย กล่าวว่า การกักตัวไม่ใช่เป็นสิ่งเลวร้าย แต่เป็นการบ่งบอกถึงความร่วมมือร่วมใจของทุกภาคส่วน และเป็นการเฝ้าระวังก่อนที่จะไปใช้ชีวิตในชุมชน ทั้งนี้พวกเราขอปฏิญญาณว่า พวกเราขอสัญญาว่าจะดูแลตนเอง ครอบครัว และชุมชน และจะทำหน้าที่ของสังคมตลอดไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ จ.ยะลา นายชัยสิทธิ์ พานิชพงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา มอบหมายให้นายวรเชษฐ พรมโอภาษ รองผู้ว่าฯ ยะลา และคณะ ไปพบปะให้กำลังใจและพร้อมให้คำแนะนำเกี่ยวกับการปฏิบัติตนของผู้ที่เดินทางกลับจากประเทศปากีสถาน จำนวน 18 ราย ที่ทางการได้นำตัวเข้าพักสังเกตอาการครบ 14 วัน ที่วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร ต.สะเตง อ.เมืองยะลา โดยไม่พบอาการผิดปกติ จึงอนุญาตให้เดินทางกลับไปสังเกตอาการต่อ ณ ภูมิลำเนาได้ และให้รายงานตัวต่อเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจำตำบลหรือผู้นำชุมชน เพื่อปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อที่ได้กำหนดไว้โดยเคร่งครัด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ศูนย์บำบัดฟื้นฟูผู้เสพยาเสพติดจังหวัดนราธิวาส อ.เมืองฯ จ.นราธิวาส นายเอกรัฐ หลีเส็น ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส ร่วมส่งนักศึกษาไทยที่กลับจากปากีสถานจำนวน 75 คน กลับบ้านหลังกักตัวครบ 14 วัน และมีกลุ่มดาวะห์อีก 1 คน ทั้งนี้ หากรวมกับนักศึกษาหญิงที่กลับจากปากีสถานที่กักตัวที่โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 39 จำนวน 39 คน รวมจำนวน 114 คน โดยทั้งหมดตรวจแล้วไม่พบเชื้อโควิด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ห้องประชุมสำนักงานสาธารณสุข จ.ชุมพร นายวิบูลย์ รัตนาภรณ์วงศ์ ผวจ.ชุมพร แถลงว่า พบผู้ป่วยติดเชื้อรายที่ 4 เป็นเพศหญิง อายุ 63 ปี เป็นผู้ป่วยที่อยู่ในระบบเฝ้าระวังที่สัมผัสกับผู้ป่วยติดเชื้อรายที่ 2 ซึ่งส่งตัวไปรักษาต่อที่ รพ.สุราษฎร์ธานี เนื่องจากผู้ป่วยมีอาการป่วยหลายโรค ส่วนอาการเชื้อโควิด-19 ไม่รุนแรงมากนัก
ผบ.ตร.เยี่ยมจุดตรวจอีสาน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่จุดตรวจควบคุมการแพร่ระบาดโควิด-19 ด้านหน้าที่ทำการเทศบาลเมืองชุมแพ อ.ชุมแพ จ.ขอนแก่น พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) พร้อมด้วย พล.ต.ท.เจริญวิทย์ ศรีวนิชย์ ผบช.ภ.4 และนายสมศักดิ์ จังตระกุล ผวจ.ขอนแก่น ลงพื้นตรวจติดตามผลการดำเนินงานการตั้งจุดตรวจคัดกรอง พร้อมทั้งมอบอุปกรณ์ในการปฏิบัติงานและของอุปโภคและบริโภคเพื่อให้กำลังใจเจ้าหน้าที่
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.อ.จักรทิพย์กล่าวว่า มาให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติ และนำของขวัญที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ส่งมาให้กำลังใจกับผู้ปฏิบัติงานทุกคนที่ต้องทำงานกันอย่างหนัก ขอให้หน่วยงานที่รับผิดชอบนั้นปฏิบัติงานตามคำสั่งอย่างเด็ดขาด รวมทั้งได้สั่งการไปยังผู้บัญชาการทุกภาคทั่วประเทศ ในเรื่องของการบังคับใช้กฎหมายเรื่องของการจำหน่ายสินค้าเกินราคาอย่างเข้มงวด เพื่อไม่ให้เป็นการซ้ำเติมประชาชนจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ จ.นครพนม จากกรณีสาวพริตตี้อายุ 34 ปี ที่มาจากภูเก็ต กลับบ้านเกิดที่บ้านดอนถ่อน ต.บ้านเอื้อง อ.ศรีสงคราม แล้วพบว่าติดเชื้อโควิด-19 เป็นรายที่สองของจังหวัดนั้น จากการตรวจบุคคลที่ใกล้ชิดมีความเสี่ยงสูง 4 คน ประกอบด้วย หลานชาย อายุ 18 ปี ที่เดินทางมาจาก กทม.พร้อมกับผู้ป่วย 2.พี่เขย อายุ 43 ปี และพี่สาว อายุ 41 ปี ที่ขับรถกระบะไปรับผู้ป่วยที่จังหวัดสกลนคร และหลานสาว อายุ 21 ปี คนที่ส่งข้าวส่งน้ำ พร้อมล้างภาชนะให้ผู้ป่วยนั้น เบื้องต้นผลออกมาเป็นลบ แต่ต้องกักตัวอยู่ในที่จัดเตรียมไว้ให้ครบ 14 วัน สำหรับสาวพริตตี้รักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลศรีสงคราม หลังได้รับยาต้านไวรัส มีอาการดีขึ้นตามลำดับ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ริมถนนชุมชนหนองแสงท่า เขตเทศบาลเมืองนครพนม มีหญิงเร่ร่อนคนหนึ่งนอนซมอยู่ข้างถนนใกล้กับโรงเรียนเทศบาล 1 หลังสุสานวัดนักบุญอันนา เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจ สภ.เมืองนครพนม ได้ตรวจวัดไข้ พบว่าสูงกว่า 37 องศาเซลเซียล เกรงจะเป็นผู้ป่วยเสี่ยงสัมผัสสูง จึงแจ้งไปยังศูนย์วิทยุรับแจ้งเหตุและสั่งการ 1669 รพ.นครพนม มารับตัวไปตรวจอาการอย่างละเอียดอีกครั้ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ศาลากลางจังหวัดนครราชสีมา นายวิเชียร จันทรโณทัย ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา แถลงว่า มีผู้ป่วยยืนยันโรคโควิด-19 จํานวน 18 ราย ไม่พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ ซึ่งตลอดเวลา 6 วันที่ผ่านมาไม่พบผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 เพิ่มเติม ถือเป็นเรื่องที่ดี ในช่วงเทศกาลวันสงกรานต์ แต่พี่น้องประชาชนยังคงต้องปฏิบัติตามข้อบังคับของจังหวัด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ จ.บุรีรัมย์ นายยุทธชัย พงศ์พณิช รองนายกเทศมนตรีเมืองบุรีรัมย์ พร้อมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง คณะกรรมการชุมชน ในเขตเทศบาลเมืองบุรีรัมย์ ทั้ง 18 ชุมชน และเจ้าหน้าที่ อสม. ได้ร่วมกันลงพื้นที่ทั้ง 18 ชุมชน รวมกว่า 14,420 ครัวเรือน ในเขตเทศบาลเมืองบุรีรัมย์ เพื่อตรวจคัดกรองประชาชนในแต่ละชุมชนว่ามีบุคคลที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงติดเชื้อไวรัสโควิด-19 หรือไม่ ถือเป็นมาตรการเชิงรุกในการป้องกันการแพร่เชื้อโควิด-19
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ จ.เชียงใหม่ นายเจริญฤทธิ์ สงวนสัตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยว่า ยังคงมีผู้ป่วยอยู่ที่ 40 ราย ทรงตัวมา​ 5​ วัน ซึ่งหากไม่มีผู้ป่วยเพิ่ม ถือว่าประสบความสำเร็จในการควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 หากตัวเลขผู้ติดเชื้อไม่ขยับเพิ่มขึ้นหรือหยุดนิ่งจนครบ 14 วัน จะขอให้ผู้เชี่ยวชาญด้านระบาดวิทยา และคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดเชียงใหม่ พิจารณาว่าจะมีแนวทางในการปลดล็อกคำสั่งปิดสถานประกอบการได้หรือไม่อย่างไร ซึ่งต้องพิจารณาเป็นลำดับไป เพื่อเปิดโอกาสให้มีการทำมาหากิน ภายใต้มาตรการเฝ้าระวังและตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ที่ประกาศถึงวันที่ 30 เม.ย.
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ จ.สุโขทัย นายไมตรี ไตรติลานันท์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย เป็นประธานประชุมคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดสุโขทัย ครั้งที่ 11/2563 และคณะอำนวยการศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุข กรณีโรคติดเชื้อโควิด-19 โดยที่ประชุมมีมติสำคัญคือ ให้ทุกคนที่อยู่ในจังหวัดสวมใส่หน้ากากตลอดเวลาที่ออกจากบ้าน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/63051</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชัยสิทธิ์ พานิชพงศ์, ซาปีอี หะยีมาหะมะ, ยุทธชัย พงศ์พณิช, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เจริญฤทธิ์ สงวนสัตย์, ไกรศร วิศิษฎ์วงศ์, ไมตรี ไตรติลานันท์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200413/image_big_5e9460ee0eed8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>44968</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/09/2019 10:24</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/09/2019 10:24</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สุโขทัยอ่วม! คันดินกั้นน้ำยมพัง2หมู่บ้านจมบาดาล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 ก.ย. 62 &amp;ndash; เมื่อช่วงค่ำคืนวันที่ 3 ก.ย. ที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่สำรวจความเสียหายที่หมู่ 2 บ้านลัดทรายมูล ต.ปากพระ และที่หมู่ 5 ต.ยางซ้าย อ.เมือง จ.สุโขทัย ซึ่งเป็นเขตติดต่อกัน หลังเกิดเหตุคันดินกั้นแม่น้ำยมตรงบ้านลัดทรายมูล หมู่ 2 พังทลาย ทำให้กระแสน้ำไหลทะลักเข้าท่วมบ้านเรือน ประชาชนต้องขนย้ายทรัพย์สินหนีน้ำท่วมกันอย่างทุลักทุเล
&amp;nbsp;
ชาวบ้านหมู่ที่ 5 ต.ยางซ้าย บอกว่า แม่น้ำยมเริ่มไหลเข้าท่วมตั้งแต่ช่วง 6 โมงเย็น จนถึง 1 ทุ่ม น้ำก็ท่วมสูงกว่า 1 เมตร ขนของหนีกันแทบไม่ทัน มีทรัพย์สินหลายอย่างต้องจมน้ำเสียหาย ทั้งรถไถนา รถจักรยานยนต์ เครื่องมือเกษตร เครื่องซักผ้า โดยหลายคนไม่คาดคิดว่าจะท่วมสูงและมาเร็วขนาดนี้ จนทำให้คุณยายเล็ก อายุ 68 ปี ถึงกับหลั่งน้ำตาด้วยความเสียใจ เพราะทั้งรถไถนา รถจักรยานยนต์ เครื่องหั่นยา และเครื่องมือเกษตรที่บ้านจมน้ำเสียหายหมด
&amp;nbsp;
ขณะที่ชาวบ้าน เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง อาสาสมัครกู้ภัย และหน่วยงานเกี่ยวข้อง ได้เร่งช่วยกันทำแนวกระสอบทรายกั้นน้ำกลางถนนตรงหมู่ 2 ต.ปากพระ เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำกัดเซาะขอบถนนหน้าบ้านพังเสียหาย ส่วนในเขตเทศบาลเมืองสุโขทัยธานี นอกจากมีการเฝ้าระวังสถานการณ์ตลอด 24 ชั่วโมงแล้ว ทางผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสุโขทัย และผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเมืองสุโขทัย ยังได้นำกำลังเจ้าหน้าตำรวจ และหน่วยปฏิบัติการพิเศษ ร่วมกันนำกระสอบทรายไปอุดกั้นน้ำยมตามจุดเสี่ยงด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;ด้านนายไมตรี&amp;nbsp; ไตรติลานันท์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบพนังกั้นน้ำยมในตัวเมืองสุโขทัย พบมีจุดเสี่ยง 9 จุด จึงได้ระดมกระสอบทรายอุดกั้น และซ่อมแซมจุดที่ชำรุด เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำไหลเข้ามาในเขตตัวเมือง พร้อมจัดชุดเฉพาะกิจเข้าตรวจดูจุดเสี่ยงทั้งหมดทุกๆ 30 นาที ตลอด 24 ชั่วโมง ถ้าพบจุดไหนมีปัญหาก็จะเข้าไปแก้ไขได้ทันที ส่วนความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่น้ำท่วมทั้งหมด ได้สั่งการให้นายอำเภอและทุกส่วนที่เกี่ยวข้องเร่งเข้าไปให้ความช่วยเหลือแล้ว.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/44968</URL_LINK>
                <HASHTAG>คันดินกั้นน้ำยมพัง, น้ำท่วม, สุโขทัย, ไมตรี ไตรติลานันท์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190904/image_big_5d6f2dc0dc922.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>18436</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/09/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/09/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ม.44ตั้ง&#039;สนธยา&#039; นายกเมืองพัทยา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หัวหน้า คสช.ใช้มาตรา 44 เด้ง &amp;quot;พล.ต.ต.อนันต์&amp;quot; พ้นจากตำแหน่งนายกเมืองพัทยา แต่งตั้ง &amp;nbsp; &amp;quot;สนธยา คุณปลื้ม&amp;quot; เสียบแทน อ้างเพื่อเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินการในเขต EEC รวมทั้งเป็นการปฏิรูปการปกครองส่วนท้องถิ่น ขณะที่ ครม.มีมติแต่งตั้งโยกย้าย ผู้ว่าฯ-ผู้ตรวจกระทรวงมหาดไทย 24 ตำแหน่ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 25 ก.ย. ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ฉบับที่ 15/2561 เรื่องการแก้ไขปัญหาการบริหารราชการเมืองพัทยา สาระสำคัญคือ ให้ พล.ต.ต.อนันต์ เจริญชาศรี พ้นจากตำแหน่งนายกเมืองพัทยา และให้นายสนธยา คุณปลื้ม เป็นนายกเมืองพัทยา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เนื้อหาของคำสั่งหัวหน้า คสช. ฉบับที่ 15/2561 ระบุว่า โดยที่ขณะนี้รัฐบาลอยู่ระหว่างดำเนินการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการเมืองพัทยา เพื่อไม่ให้ขัดหรือแย้ง และมีความสอดคล้องกับบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญอันจะนำไปสู่การเลือกตั้งนายกเมืองพัทยาที่จะมีขึ้นในอนาคต ในขณะที่เมืองพัทยาซึ่งเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ ที่มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เพื่อเพิ่มศักยภาพในการส่งเสริมการท่องเที่ยว จัดทำโครงสร้างพื้นฐาน และระบบสาธารณูปโภคที่มีประสิทธิภาพ และพัฒนาเมืองให้ทันสมัยระดับนานาชาติ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้วยเหตุนี้ ในระหว่างรอแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการเมืองพัทยา และการเลือกตั้งนายกเมืองพัทยาตามกฎหมายดังกล่าว จึงมีความจำเป็นต้องได้มาซึ่งนายกเมืองพัทยา และผู้บริหารเมืองพัทยาที่มีศักยภาพสูง พร้อมด้วยประสบการณ์และความรู้ความสามารถในการปฏิบัติหน้าที่ เพื่อประโยชน์ต่อการสนับสนุนกิจกรรม และการดำเนินการในเขต EEC รวมทั้งเป็นการปฏิรูปการปกครองส่วนท้องถิ่นอันจะส่งผลดีต่อการปฏิรูปประเทศ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 265 แห่งรัฐธรรมนูญปี 2560 ประกอบกับมาตรา 44 แห่งรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวปี 2557 หัวหน้า คสช. โดยความเห็นชอบของ คสช. จึงมีคำสั่งดังต่อไปนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;1.ให้ พล.ต.ต.อนันต์ เจริญชาศรี พ้นจากตำแหน่งนายกเมืองพัทยา&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;2.ให้ยกเลิกความในข้อ 2 ของคำสั่งหัวหน้า คสช. ฉบับที่ 6/2560 เรื่องการแต่งตั้งนายกเมืองพัทยา และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ข้อ 2 ให้นายสนธยา คุณปลื้ม เป็นนายกเมืองพัทยา และให้มีรองนายกเมืองพัทยาไม่เกิน 4 คน ตามที่นายกเมืองพัทยาแต่งตั้งตามมาตรา 46 และ 48 (3) แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการเมืองพัทยา พ.ศ.2542 ทั้งนี้ จนกว่าจะมีการเลือกตั้งนายกเมืองพัทยา หรือ คสช. มีคำสั่งเปลี่ยนแปลงเป็นประการอื่น&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;3.ในกรณีที่เห็นสมควรนายกรัฐมนตรี อาจเสนอให้ คสช. แก้ไขเปลี่ยนแปลงคำสั่งนี้ได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;4.คำสั่งนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ตามคำสั่งหัวหน้า คสช. ฉบับที่ 6/2560 ได้แต่งตั้ง พล.ต.ต.อนันต์ เจริญชาศรี พ้นจากตำแหน่งในสภาเมืองพัทยา และให้เป็นนายกเมืองพัทยา ตั้งแต่วันที่ 16 ก.พ.2560
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 17 เม.ย.2561 คณะรัฐมนตรีมีมติ แต่งตั้งนายสนธยา คุณปลื้ม ให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีด้านการเมือง โดยก่อนหน้านี้ นายสนธยาเคยเป็นนายกเทศมนตรีเมืองพัทยา และเป็นกรรมการผู้ช่วย รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา มาแล้ว ปัจจุบันยังดำรงตำแหน่งเป็นหัวหน้าพรรคพลังชลด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน ที่ทำเนียบรัฐบาล ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบโยกย้ายบัญชีรายชื่อข้าราชการสังกัดกระทรวงมหาดไทย 24 ตำแหน่ง โดยเป็นผู้ตรวจราชการกระทรวง 10 ตำแหน่ง เป็นผู้ว่าราชการ 14 จังหวัด ตามที่เสนอดังนี้ 1.นายกมล เชียงวงศ์ รอง ผวจ.สมุทรปราการ ให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง 2.นางกานต์เปรมปรีด์ ชิตานนท์ รอง ผวจ.จันทบุรี ให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง 3.นายนิพันธ์ บุญหลวง รองผวจ.แพร่ ให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง 4. นายปิยะ วงศ์ลือชา รองอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;5.ว่าที่ ร.ต.พิเชียน ลิมป์หวังอยู่ รอง ผวจ.พระนครศรีอยุธยา ให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง 6.นายมนต์สิทธิ์ ไพศาลธนวัฒน์ รอง ผวจ.ปทุมธานี ให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง 7.นายรังสรรค์ ตันเจริญ รอง ผวจ.สมุทรสงคราม ให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง 8.นายสมชาย บำรุงทรัพย์ รอง ผวจ.เพชรบุรี ให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง 9.นายสมบูรณ์ ศิริเวช รอง ผวจ.เชียงราย ให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง 10.นายสุวพงศ์ กิติภัทย์พิบูลย์ รอง ผวจ.ตาก ให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;11.นายเชาวลิตร แสงอุทัย รอง ผวจ.ชลบุรี ให้ดำรงตำแหน่ง ผวจ.กำแพงเพชร 12.นายลือชัย เจริญทรัพย์ รอง ผวจ.ปัตตานี ให้ดำรงตำแหน่ง ผวจ.ตรัง 13.นายเอกรัฐ หลีเส็น รอง ผวจ.นราธิวาส ให้ดำรงตำแหน่ง ผวจ.นราธิวาส 14.นายวรกิตติ ศรีทิพากร รองผวจ.น่าน ให้ดำรงตำแหน่ง ผวจ.น่าน 15.นายธีรวัฒน์ วุฒิคุณ รอง ผวจ.อุตรดิตถ์ ให้ดำรงตำแหน่ง ผวจ.บุรีรัมย์&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;16.นายวรพันธุ์ สุวัณณุสส์ รอง ผวจ.นครนายก ให้ดำรงตำแหน่ง ผวจ.พิจิตร 17.นายกอบชัย บุญอรณะ รองอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ให้ดำรงตำแหน่ง ผวจ.เพชรบุรี 18.นายชยันต์ ศิริมาศ รองผวจ.ร้อยเอ็ด ให้ดำรงตำแหน่ง ผวจ.มุกดาหาร 19.นายจารุวัฒน์ เกลี้ยงเกลา รอง ผวจ.สตูล ให้ดำรงตำแหน่ง ผวจ.สตูล 20.นายชำนาญวิทย์ เตรัตน์ รองอธิบดีกรมการปกครอง ให้ดำรงตำแหน่ง ผวจ.สิงห์บุรี&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;21.นายไมตรี ไตรติลานันท์ รอง ผวจ.อุทัยธานี ให้ดำรงตำแหน่ง ผวจ.สุโขทัย 22.นายชัยธวัช เนียมศิริ รอง ผวจ.ขอนแก่น ให้ดำรงตำแหน่ง ผวจ.หนองบัวลำภู 23.นายเรวัต ประสงค์ รอง ผวจ.พระนครศรีอยุธยา ให้ดำรงตำแหน่ง ผวจ.อ่างทอง และ 24.นายณรงค์ รักร้อย รอง ผวจ.กาญจนบุรี ให้ดำรงตำแหน่ง ผวจ.อุทัยธานี &amp;nbsp;ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.2561 เป็นต้นไป&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย กล่าวถึงการวางแนวทางการทำงานของผู้ว่าราชการจังหวัด หลังมีการแต่งตั้งโยกย้ายที่ผ่านมาว่า เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม จะให้ปลัดกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้นัดประชุมผู้ว่าราชการจังหวัดที่รับตำแหน่งใหม่เพื่อวางแนวนโยบาย โดยมีหลายเรื่องที่จะต้องเร่งดำเนินการ เพราะจำเป็นต้องขอความร่วมมือทุกคนในการขับเคลื่อนงานสำคัญ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/18436</URL_LINK>
                <HASHTAG>พล.ต.ต.อนันต์ เจริญชาศรี, พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา, วรพันธุ์ สุวัณณุสส์, ว่าที่ ร.ต.พิเชียน ลิมป์หวังอยู่, สนธยา คุณปลื้ม, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เชาวลิตร แสงอุทัย, ไมตรี ไตรติลานันท์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180925/image_big_5baa497ea1bba.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
