<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>110240</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/07/2021 21:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/07/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ม็อบไม่กลัวติดเชื้อโรค ปะทะเดือดเจ็บระนาว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ม็อบ 18 กรกฎามาตามนัด ไม่กลัวโควิด เคลื่อนขบวนจากอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยหวังไปทำเนียบรัฐบาล แต่ไม่ถึงฝั่งฝันเมื่อเจอตำรวจสกัดกั้น ปะทะเดือดทั้งจุดไฟเผา &amp;nbsp;แก๊สน้ำตา กระสุนยางว่อน บาดเจ็บทั้ง 2 ฝ่าย
เมื่อวันอาทิตย์ 18 ก.ค. ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ซึ่งกลุ่มเยาวชนปลดแอกร่วมได้ร่วมกับกลุ่มแนวร่วมเครือข่ายต่างๆ อาทิ กลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย DRG, เครือข่ายรามคำแหงเพื่อประชาธิปไตย, กลุ่มทะลุฟ้า, เฟมินิสต์ปลดแอก, ภาคีบุคลากรสาธารณสุข, ศาลายาเพื่อประชาธิปไตย และ We Volunteer หรือ WeVo เป็นต้น ได้นัดรวมพลม็อบ 18 กรกฎา บุกทำเนียบรัฐบาล เพื่อเรียกร้องใน 3 &amp;nbsp;ข้อคือ 1.พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ต้องลาออกโดยไม่มีเงื่อนไข 2.ปรับลดงบประมาณสถาบัน-กองทัพ สู้โควิด และ 3.เปลี่ยนวัคซีนหลักเป็นชนิด mRNA
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยตั้งแต่เวลา 13.00 น.เป็นต้นมา ได้มีมวลชนและรถขยายเสียงของแต่ละกลุ่มเริ่มเข้าพื้นที่ โดยรวมตัวกันที่ฝั่งแมคโดนัลด์ ซึ่งในระหว่างการรอเวลาเคลื่อนขบวน มีแนวร่วมสลับขึ้นกล่าวโจมตีการทำงานรัฐบาลและเล่นดนตรีให้มวลชนรับฟังเผื่อความผ่อนคลาย ขณะเดียวกันมวลชนบางส่วนได้นำสเปรย์ฉีดพ่นลงบนพื้นถนนด่าทอรัฐบาลและผู้นำประเทศ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่การรักษาความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่บริเวณโดยรอบทำเนียบฯ ถนนพิษณุโลก ตั้งแต่แยกนางเลิ้งถึงแยกพาณิชยการ เจ้าหน้าที่ได้ปิดการจราจร พร้อมตั้งแผงเหล็กเสริมลวดหนามหีบเพลง ขณะที่สะพานชมัยมรุเชฐ เจ้าหน้าที่ได้นำตู้คอนเทนเนอร์ปิดถนนเพื่อรับมือแล้ว และเมื่อเวลา 13.30 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ชนะสงครามและ สน.สำราญราษฎร์ ได้ออกมาประกาศให้แจ้งเตือนไปยังม็อบ 18 กรกฎา ว่าห้ามจัดการชุมนุม เนื่องจากเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 อีกทั้งยังผิดกฎหมายฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน โดยขอให้กลุ่มผู้ชุมนุมยุติการชุมนุมทันที&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เวลา 15.15 น. ม็อบ 18 กรกฎาได้เริ่มเคลื่อนขบวนมุ่งหน้าทำเนียบฯ โดยหัวขบวนเป็นกลุ่มการ์ดวีโว่ ต่อด้วยผู้ชุมนุมเดินเท้า พร้อมแสดงออกเชิงสัญลักษณ์เป็นการแบกศพประชาชนผู้เสียชีวิตห่อด้วยผ้าขาว เพื่อสะท้อนถึงความเป็นจริงที่เกิดขึ้นของการระบาดไวรัสโควิด-19 ต่อจากนั้นเป็นขบวนรถจักรยานยนต์จากสหภาพไรเดอร์ และของมวลชนทั่วไป และขบวนรถยนต์ส่วนบุคคลที่ปิดป้ายแสดงความโจมตีการทำงานของรัฐบาล และบีบแตรเพื่อขับไล่รัฐบาล ซึ่งในระหว่างการเคลื่อนขบวนฝนได้ตกลงมาอย่างหนักในบางช่วง
และในเวลา 15.30 น. หัวขบวนมาถึงแยกผ่านฟ้าฯ ที่มีการตั้งแผงเหล็กเสริมลวดหนามหีบเพลงไม่ให้กลุ่มผู้ชุมนุมผ่านไปตาม ถ.ราชดำเนิน และห่างจากแนวแผงเหล็กประมาณ 500 เมตร มีกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมฝูงชนพร้อมรถฉีดน้ำแรงดังสูงอีก 2 คัน เสริมแนวแผงเหล็กและลวดหนามหีบเพลงอีกชั้น โดย พ.ต.อ.นิมิตร นูโพนทอง ผกก.สน.นางเลิ้ง ได้ประกาศให้ยุติการชุมนุม ทำให้มวลชนไม่พอใจต่างโห่ร้อง ขณะเดียวกันกลุ่มการ์ดได้เข้ารื้อลวดหนามและแผงเหล็กกั้น ขณะที่เจ้าหน้าที่ได้ประกาศให้หยุดการกระทำ ถ้าไม่หยุดเจ้าหน้าที่จำเป็นต้องฉีดน้ำ แต่มวลชนไม่เชื่อฟัง เจ้าหน้าที่จึงใช้รถฉีดน้ำแรงดันสูงใส่กลุ่มผู้ชุมนุม แต่ผู้ชุมนุมก็สามารถรื้อแผงเหล็กเข้าไปได้ ทางเจ้าหน้าที่ได้ประกาศเตือนให้หยุด ถ้ายังไม่หยุดจะใช้มาตรการเพิ่มเติม และประกาศให้กำลังพลสวมหน้ากากกันแก๊ส ให้รถฉีดน้ำจีโน่ผสมสีเพื่อคัดแยกกลุ่มคน หากไม่เกี่ยวข้องให้ออกจากพื้นที่ ทำให้สถานการตึงเครียดมากยิ่งขึ้น โดยเริ่มมีการจุดไฟเผา เจ้าหน้าที่ต้องใช้รถฉีดน้ำดับ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ในเวลา 16.00 น. กลุ่มผู้ชุมนุมยังคงจะฝ่าเจ้าหน้าที่ แม้จะฝ่าเข้าไปแล้ว 1 ชั้น โดยกลุ่มผู้ชุมนุมได้มีการปาระเบิดควันไปยังเจ้าหน้าที่ ขณะที่เจ้าหน้าที่ได้ประกาศให้สื่อมวลชนออกห่างจากแนวการปฏิบัติหน้าที่ พร้อมประกาศจะใช้แก๊สน้ำตาตามขั้นตอนที่เด็ดขาด แต่มวลชนยังพยายามรื้อสิ่งกีดขวาง จึงมีการฉีดน้ำเพื่อระงับยับยั้งอยู่เรื่อยๆ แต่การเจรจาไม่เป็นผล เจ้าหน้าที่จึงได้ฉีดน้ำผสมแก๊สใส่ผู้ชุมนุมพร้อมใช้กระสุนยางยิงใส่ผู้ชุมนุมได้รับบาดเจ็บ ทำให้นายธัชพงษ์ แกดำ แกนนำกลุ่มหมู่บ้านทะลุฟ้า ประกาศให้มวลชนเปลี่ยนเส้นทางไปตาม ถ.นครสวรรค์ มุ่งหน้าแยกนางเลิ้ง ถ.พิษณุโลกไปยังทำเนียบฯ
ในเวลา 16.45 น. หัวขบวนได้เดินทางมาถึงแยกพาณิชยการเพื่อรอมวลชน ส่วนที่เชิงสะพานชมัยมรุเชฐ เจ้าหน้าที่ได้นำแผงเหล็กกั้นเสริมลวดหนามหีบเพลงพร้อมรถตู้ และรถควบคุมผู้ต้องขังจอดขวางถนนไว้ พร้อมรถฉีดน้ำแรงดันสูงอีก 2 คัน พร้อมตู้คอนเทนเนอร์ปิดบริเวณสะพาน และเมื่อมวลชนเดินทางมาถึงก็พยายามเข้าประชิดแนวรั้ว ทำให้เจ้าหน้าที่ใช้รถฉีดน้ำแรงดันสูงผสมแก๊สน้ำตาฉีดใส่ผู้ชุมนุมอีกครั้ง พร้อมใช้กระสุนยาง ทำให้สถานการณ์เริ่มตึงเครียดขึ้นมาอีกครั้ง ทำให้เมื่อถึงเวลา 17.00 น. หลังเจ้าหน้าที่ระดมยิงแก๊สน้ำตาใส่กลุ่มผู้ชุมนุม ทำให้มวลชนต้องล่าถอยกลับมาตั้งหลักอยู่ที่แยกนางเลิ้งแล้ว แกนนำผู้ชุมนุมพยายามแก้กลยุทธ์ด้วยการนำรถบรรทุก 6 ล้อเล็ก จำนวน 8 คัน ยกดัมพ์เพื่อสกัดแนววิถีการยิงแก๊สน้ำตาของเจ้าหน้าที่ตำรวจบริเวณหน้า รร.ราชวินิตมัธยม ถ.พิษณุโลกทั้งฝั่งขาเข้าและขาออก แต่ยังไม่เป็นผล เจ้าหน้าที่ใช้ปืนยิงแก๊สน้ำตาวิถีโค้งสูงลงไปยังกลุ่มผู้ชุมนุมทำให้ต้องล่าถอย และมีการปะทะกับเจ้าหน้าที่ตำรวจตลอดเวลา โดยมีผู้ได้รับบาดเจ็บกันทั้ง 2 ฝ่าย และในเวลาต่อมาก็ได้มีการประกาศยุติการชุมนุม ซึ่งก็ทำให้มวลชนบางส่วนอารมณ์ค้างเริ่มมีการเผาสิ่งของและหลายๆ จุด.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/110240</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปะทะเดือดทั้งจุดไฟเผา, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย, แก๊สน้ำตา กระสุนยางว่อน, ไม่กลัวโควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210718/image_big_60f42d0273b59.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>108524</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/07/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/07/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>3ม็อบไล่‘บิ๊กตู่’ฝ่าไวรัส ‘ตุ๊ดตู่’ปูดจะถูกขัง8ก.ค.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3 ม็อบไล่ &amp;quot;บิ๊กตู่&amp;quot; ไม่กลัวโควิด รวมพลหน้าทำเนียบรัฐบาล &amp;quot;จตุพร&amp;quot; เผยผู้มีอำนาจเขาพูดกันว่าจะปิดไทยไม่ทนในวันที่ 8 ก.ค. จะจับตัวเองไปขัง ด้าน &amp;quot;ทนายนกเขา&amp;quot; แบะท่ารวมกลุ่มกับเสื้อแดงขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ขู่ชุมนุมไล่ทุกวัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2564 พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศปก.ศบค.) และประธานคณะกรรมการเฉพาะกิจเพื่อบูรณาการด้านการแพทย์และสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์การปรับเปลี่ยนมาตรการตามสถานการณ์ที่รุนแรงขึ้นว่า มาตรการหลักๆ คงต้องถือมาตรการเดิมไปก่อน เพราะในช่วงเวลาที่ผ่านมามีประชาชนที่ทำมาหากินอยู่มีความเดือดร้อนเนื่องจากศบค.ใช้มาตรการเหล่านี้มา 3 เดือนแล้ว ประชาชนเป็นจำนวนมากได้มาขอความกรุณาจากทาง ศบค. ว่าอยากให้ผ่อนคลายบ้าง ซึ่งก็ได้ชี้แจงกลับไปว่ามาตรการต่างๆ เหล่านี้ยังจำเป็นอยู่ เพราะฉะนั้นต้องดูทั้งสองฝ่าย คือคนที่เดือดร้อนจากมาตรการของ ศบค.ด้วย และต้องดูมาตรการป้องกันโรคด้วย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดังนั้นสิ่งที่ ศบค.ต้องเตรียมการคือจะต้องลงรายละเอียดให้มากขึ้น เพิ่มความประณีตให้มากขึ้น และอาจจะต้องเพิ่มมาตรการเล็กๆ น้อยๆ ที่ไม่ทำให้ประชาชนที่จะต้องทำมาหากินเดือดร้อนมากไปกว่านี้ โดยเมื่อครบ 15 วันในประมาณวันที่ 12 ก.ค.นี้ ก็จะหารือกับทางกระทรวงสาธารณสุขในการประเมินสถานการณ์ว่าจากมาตรการต่างๆ ที่เราทำมาแล้วนั้นมีประสิทธิผลเพียงใด จำเป็นหรือไม่ที่จะต้องเพิ่มมาตรการหลักให้มากขึ้น หรือยังสามารถคงมาตรการนี้ได้ต่อไป ตรงนี้จะต้องฟังจากทางกระทรวงสาธารณสุขเป็นหลัก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายธนกร วังบุญคงชนะ เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และโฆษกประจำศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจจากผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบศ.) กล่าวว่า หลังจากที่มีการเปิดใช้โครงการคนละครึ่งไปแล้ว 2 วัน บรรยากาศการใช้สิทธิ์โครงการต่างๆ เริ่มคึกคักมากขึ้น โดยเฉพาะในต่างจังหวัด มีประชาชนออกมาจับจ่ายใช้สอยตามสิทธิ์ที่ได้รับในแต่ละโครงการ ขณะที่พ่อค้าแม่ค้าต่างบอกว่า ช่วยกระตุ้นให้ขายของได้มากขึ้นอีกด้วย นอกจากนี้ ผู้ประกอบกิจการ ผู้ค้าขาย และประชาชนหลายฝ่ายเห็นว่าโครงการทั้ง 4 เป็นโครงการที่ดี ทำให้ประชาชนมีกำลังจับจ่ายใช้สอยเพิ่มขึ้นในช่วงที่กำลังลำบากกัน ในส่วนของผู้ประกอบกิจการร้านค้า ก็จะได้รับเงินจากประชาชนที่เข้าร่วมโครงการที่มาจับจ่ายใช้สอย ทำให้ธุรกิจสามารถหมุนเวียนต่อไปได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โฆษก ศบศ.กล่าวต่อว่า มาตรการลดภาระค่าครองชีพและฟื้นฟูเศรษฐกิจจากผลกระทบ COVID-19 ระหว่างวันที่ 1-2 ก.ค.64 มีผู้มาใช้สิทธิ์ซื้อสินค้าและบริการต่างๆ แล้วรวมกว่า 14 ล้านราย และมียอดใช้จ่ายกว่า 3.6 พันล้านบาท โดยแต่ละโครงการมีการใช้จ่ายแล้ว ดังนี้ 1.โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 มีผู้ใช้สิทธิแล้วจำนวน 7.6 ล้านราย โดยมียอดการใช้จ่ายรวม 2,230 ล้านบาท 2.โครงการยิ่งใช้ยิ่งได้ มีผู้ใช้สิทธิจำนวน 7,867 ราย โดยเป็นยอดการใช้จ่ายรวม 25 ล้านบาท &amp;nbsp;3.โครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ระยะที่ 3 มีผู้ใช้สิทธิจำนวน 6.6 ล้านราย มียอดการใช้จ่ายรวม 1,308 ล้านบาท&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และ 4.โครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ มีผู้ใช้สิทธิ์จำนวนกว่า 1.9 แสนราย มียอดการใช้จ่ายรวม 37 ล้านบาท ทั้งนี้ การใช้สิทธิ์ซื้อสินค้าและบริการระหว่างประชาชนผู้ใช้สิทธิ์และร้านค้าจะต้องเป็นการจ่ายเงินแบบ face-to-face หรือแบบพบหน้าเท่านั้น และต้องไม่มีกระบวนการใดๆ รองรับการซื้อขายที่ดำเนินการผ่านช่องทางออนไลน์ หรือผ่านคนกลาง ไม่ว่าด้วยวิธีการใดที่เป็นการหลีกเลี่ยงการทำธุรกรรมแบบพบหน้าดังกล่าว เช่น การนำ QR Code ไปคัดลอกส่งต่อแก่บุคคลอื่นเพื่อสแกนจ่ายเงิน เป็นต้น ขอให้ทั้งร้านค้าและประชาชนระมัดระวังการใช้ให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของโครงการ ซึ่งประชาชนสามารถใช้จ่ายได้จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2564&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายเสกสกล อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ออกมาระบุนายกฯ ล้มเหลวทุกด้าน และแนะนำให้ลาออกก่อนถูกประชาชนไล่ ว่ารู้สึกสงสารนายพิชัย ที่นับวันยิ่งแสดงความโง่เขลาเบาปัญญาออกมาเรื่อยๆ และทำให้ถึงบางอ้อได้ว่า ทำไมตอนที่นายพิชัยเป็นรัฐมนตรี ทั้งอดีตรมช.การคลังและอดีต รมว.พลังงาน เศรษฐกิจของประเทศถึงไม่ไปไหน ก็เพราะสมองวันๆ คิดได้แค่นี้เอง โชคดีของประเทศไทยแล้วที่บุญของนายพิชัยหนุนให้ขึ้นมาได้แค่นั้น ไม่เช่นนั้นป่านนี้ก็ไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไร แต่ก็เข้าใจดีว่าพอนายเก่าอย่างนายทักษิณ ออกมาเสนอหน้า ทำเป็นรู้ดีต้องอย่างนั้น ต้องอย่างนี้ ทำตัวเหมือนเก่งแต่เอาตัวไม่รอด นายพิชัยก็เลยต้องออกมาสร้างผลงาน เห่าหอนให้นายเห็นบ้าง เพราะไม่เช่นนั้นก็คงจะตกงานยาว ส.ส.ก็ไม่ได้เป็น รัฐมนตรีก็ไม่ได้เป็น เลยต้องออกมาพูดให้นายกฯ ลาออกทุกวันๆ ท่องยังกับเป็นบทสวดมนต์ ถ้าไม่ลาออกก็ให้ยุบสภา ซึ่งประชาชนเขารู้ทันกันหมดแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;คนอย่างนายพิชัย อยู่พรรคไหน พรรคนั้นพังพินาศพณาสูร ไม่เชื่อคำทำนายทายทักของผมก็ให้ติดตามดูว่าจะจริงหรือไม่ เพราะคนที่คิดหวังผลเพียงเพื่อตนเองไม่คำนึงถึงชาติบ้านเมือง คนประเภทนี้อยู่ที่ไหนหัวหน้าตายหมด อยู่พรรคไหนพรรคนั้นพังฉิบหายหมด ผมทายอะไรไม่มีผิดพลาดแน่นอน&amp;quot; นายเสกสกลกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวมีเนื้อหาว่า ในภาวะที่สถานการณ์โรคระบาดยังไม่คลี่คลาย ใครที่ยังพอไหวอาจจะช่วยกันคนละไม้คนละมือเพื่อให้ทุกคนผ่านวิกฤติครั้งนี้ไปได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ดิฉันเองแม้ตัวอยู่ไกล แต่ก็พร้อมสนับสนุนและเป็นสื่อกลางในการช่วยประชาสัมพันธ์พืชผลทางการเกษตรให้กับพี่น้องประชาชนทุกจังหวัดค่ะ ท่านสามารถใช้ช่องแสดงความเห็นข้างล่างเพื่อโพสต์ผลิตภัณฑ์การเกษตรของท่านได้เลยนะคะ&amp;quot; อดีตนายกฯ ระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; น.ส.อรุณี กาสยานนท์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า อยากให้ พล.อ.ประยุทธ์ ศึกษากรณีตัวอย่างในต่างประเทศ โดยในปี 2542 ชาวฝรั่งเศสได้มีการฟ้องต่อศาลให้เอาผิดอดีตนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี ข้อหาฆ่าคนตายและทำให้คนบาดเจ็บจากการรับโลหิตปนเชื้อเอชไอวีกว่า 300 คน แม้นายกรัฐมนตรีและพวกไม่มีเจตนา แต่เป็นเจ้าพนักงานรัฐที่ปล่อยปละละเลย ประมาทเลินเล่อ และล้มเหลวในการปฏิบัติหน้าที่ จนทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย แม้ในท้ายที่สุดจะมีการต่อสู้คดีจนหลุดพ้นจากข้อกล่าวหา แต่กรณีนี้ทำให้ทั่วโลกได้รู้ว่าผู้นำประเทศที่บริหารราชการผิดพลาดจนทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อน ก็มีสิทธิ์ที่จะถูกดำเนินคดีไม่แตกต่างจากคดีอุกฉกรรจ์ร้ายแรงและสมควรถูกประณามจากชาวโลกเช่นกัน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกันนี้ มีการชุมนุม 3 กลุ่มหลักคือ กลุ่มประชาชนคนไทย นำโดยนายนิติธร ล้ำเหลือ หรือทนายนกเขา, กลุ่มไทยไม่ทน นำโดยนายจตุพร พรหมพันธุ์ &amp;nbsp;ประธาน นปช. และกลุ่มนายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บ.ก.ลายจุด จัดกิจกรรม &amp;quot;คาร์ม็อบ สมบัติ (ทัวร์)&amp;quot; เพื่อบีบแตรไล่ พล.อ.ประยุทธ์​ จันทร์​โอชา นายก​รัฐมนตรี​และ​รัฐมนตรี​ว่าการ​กระทรวง​กลาโหม​
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่มของนายนิติธรชุมนุมบริเวณแยกพาณิชยการ โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมฝูงชน 1 กองร้อย ตั้งแนวรั้วลวดหนามหีบเพลง 2 ชั้น ประกอบรั้วเหล็กและรถฉีดน้ำแรงดันสูง หรือจีโน่ ประจำการด้านข้างตึกสันติไมตรีทำเนียบรัฐบาล จำนวน 1 คัน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายนิติธรกล่าวว่า สถานการณ์วันนี้มีประชาชนและกลุ่มชุมนุมทุกกลุ่มเห็นด้วยกับการให้ พล.อ.ประยุทธ์นั้นลาออก ยิ่งลาออกเร็วเท่าไหร่ยิ่งดี ตนไม่อยากให้เกิดความรุนแรง พร้อมกับระบุว่าท่าทีของ นายกรัฐมนตรีที่ไม่ตอบคำถามสื่อมวลชนที่ จ.ภูเก็ต เรื่องผู้เสียชีวิตที่มีจำนวนเพิ่มขึ้น รวมถึง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ที่บอกว่าแล้วจะเอาอะไรอีกในการเยียวยาประชาชน แสดงให้เห็นเนื้อแท้ของรัฐบาลที่ไม่มีประชาชนในหัวใจ ซึ่งตนเข้าใจว่านายกรัฐมนตรีไปปฏิบัติหน้าที่ แต่ถ้าหากทำอะไรไม่ได้ ก็สามารถพูดให้กำลังใจได้ เพราะความตายของประชาชนสำคัญกว่าการลงพื้นที่จ.ภูเก็ต&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายนิติธรยืนยันว่า จะไม่มีการรวมเวทีกับกลุ่มไทยไม่ทนของนายจตุพร พรหมพันธุ์ แต่อย่างไร แต่ในวันข้างหน้าตนยังไม่ทราบ ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ และจากนี้ไปจะมีการชุมนุมจะมีการปรับเป็นในทุกช่องทาง และอาจมีการชุมนุมทุกวัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายจตุพร พรหมพันธุ์ ชุมนุมหน้าทำเนียบรัฐบาล โดยนายจตุพรเผยว่ากลุ่มคาร์ม็อบ สมบัติ (ทัวร์)&amp;nbsp;
ร่วมสมทบขบวนปิดท้ายเป็นขบวน และทุกกลุ่มที่เคลื่อนไหวในขณะนี้มีภารกิจเดียวกันคือขับไล่ พล.อ.ประยุทธ์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขายังกล่าวว่า อุปสรรคในการต่อสู้ของภาคประชาชน คือวางแผนจะขังตนในวันที่ 8 ก.ค.นี้ เป็นคดีแรกในประวัติศาสตร์ ทั้งที่ขังไปแล้ว และคำสั่งศาลได้ปล่อยตัวแล้ว แต่ขณะนี้จะนับโทษใหม่ เพื่อขัดขวางการเคลื่อนไหวของตนในครั้งนี้ ในแวดวงของผู้มีอำนาจเขาพูดกันว่าจะปิดไทยไม่ทนในวันที่ 8 ก.ค. แต่ตนเชื่อว่าประเทศไทยมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ทำไม่ง่ายแน่นอน แม้ว่าต้องการจะทำก็ตาม เพราะไม่เคยมีในกฎหมายไทย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขากล่าวว่า ขณะนี้ทุกกลุ่มเห็นตรงกันว่า พล.อ.ประยุทธ์คือปัญหา และเชื่อว่ารัฐบาลจะอยู่ไม่ได้ แต่ให้สถานการณ์เป็นตัวกำหนด โดยจะเกิดขึ้นอีกไม่นานนี้ ดูได้จากในขณะนี้ไม่ว่ารัฐบาลจะทำอะไรก็ดูผิดพลาดไปเสียหมด อย่างเช่นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่จังหวัดภูเก็ต ผิดพลาดในเรื่องที่ไม่ควรจะเป็นรัฐบาลที่จะมีอันเป็นไป จะมีอาการคล้ายกับ พล.อ.ประยุทธ์ในตอนนี้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;เราจะเห็นว่ากระบวนการประชาชนต่างขยับเข้าหากัน และเป็นเรื่องของประชาชนจะออกมาจัดการ พล.อ.ประยุทธ์ เพราะทุกคนต่างเห็นว่านายกฯพาประเทศไปไม่รอดแล้ว ผมบอกกับพรรคพวกว่าการต่อสู้ครั้งนี้เราจะไม่ระดมพลเหมือนการต่อสู้ในอดีต เพราะการต่อสู้กับระบบเผด็จการประชาชนต้องมาเอง ทั้งนี้ เชื่อว่ากองหนุนของ พล.อ.ประยุทธ์กำลังถอย&amp;rdquo; นายจตุพรกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า กังวลหรือไม่การแพร่ระบาดของโควิด-19 จะกระทบการชุมนุม นายจตุพรกล่าวว่า ตั้งแต่เคลื่อนไหวยังไม่ปรากฏว่ามีการติดเชื้อจากการชุมนุม แดดร้อนขนาดนี้โควิดไม่มาแน่นอน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ขบวนคาร์ม็อบ สมบัติ (ทัวร์) &amp;nbsp;ของนายสมบัติ หลังจากขบวนที่ตั้งใจจะไปทำเนียบรัฐบาลนั้น ถูกปิดกั้นโดยแผงเหล็กของเจ้าหน้าที่ จึงเปลี่ยนเส้นทางจากแยกนางเลิ้งมุ่งตรงไปทางถนนเพชรบุรี ก่อนเลี้ยวขวาเข้าแยกบรรทัดทอง ไปเลี้ยวซ้ายเข้าถนนพระราม 1 มุ่งหน้าไปแยกราชประสงค์ ก่อนจะเลี้ยวซ้ายมุ่งหน้าไปทางแยกประตูหน้า และหยุดบีบแตรที่ถนนราชดำริ กินเวลาเกือบ 5 นาที เพื่อแสดงกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์เป็นอันยุติการชุมนุมเป็นที่เรียบร้อย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/108524</URL_LINK>
                <HASHTAG>3 ม็อบไล่ บิ๊กตู่, กลุ่มกับเสื้อแดง, ขู่ชุมนุมไล่ทุกวัน, จตุพร, รวมพลหน้าทำเนียบรัฐบาล, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, ไม่กลัวโควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210703/image_big_60e048ae018d7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
