<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>30328</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/03/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/03/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กม.ไซเบอร์ทำประเทศเจ๊ง ‘เจ๊หน่อย’มีอำนาจรื้อทันที</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ถ้าได้เป็นรัฐบาล &amp;quot;เจ๊หน่อย&amp;quot; ทำหมด ลำดับแรกแก้กฎหมายไซเบอร์ เพราะทั่วโลกไม่กล้ามาลงทุนในไทยแล้ว กลัวถูกล้วงตับ &amp;quot;จาตุรนต์&amp;quot; ร่วมโหนอ้างเป็นกฎหมายเผด็จการ เพราะผู้มีอำนาจหน้าที่ทั้งหลายมีจิตสำนึกเผด็จการอย่างเข้มข้นเหนียวแน่น&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 2 มีนาคม คุณญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย และเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ให้ความเห็นเกี่ยวกับ พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ลงบนทวิตเตอร์ @sudaratofficial ว่า พ.ร.บ.ไซเบอร์ ที่ สนช.พึ่งผ่าน ด้วยคะแนน 133 : 0 คือการคุกคามเสรีภาพของประชาชนอย่างโจ่งแจ้ง เป็นกฎหมายที่ตีความได้กว้างขวาง ให้อำนาจเจ้าหน้าที่ในการขอข้อมูล ยึด ค้น เจาะ ทำสำเนา และสอดส่องข้อมูลได้โดยไม่ต้องมีหมายศาล ผู้ที่ฝ่าฝืนไม่ให้ความร่วมมือ จะมีโทษทั้งจำและปรับ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เธอยังระบุว่า พ.ร.บ.ไซเบอร์ ยังทำลายบรรยากาศทางธุรกิจ ทั่วโลกจะไม่กล้ามาลงทุนในไทย เพราะกลัวถูกเจาะเอาความลับทางธุรกิจไป หากพรรคเพื่อไทยมีโอกาสได้จัดตั้งรัฐบาล พ.ร.บ.ไซเบอร์ฉบับนี้จะต้องถูกแก้ไขเป็นลำดับแรก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนที่ละเมิดความเป็นส่วนตัว อันเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนางลดาวัลลิ์ วงศ์ศรีวงศ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า สนช.ไม่สมควรที่จะลงคะแนน โดยสากลแล้ว ทั้งฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหาร ไม่สมควรรับรองกฎหมายและอนุมัติโครงการใหญ่ๆ เพราะการเลือกตั้งกำลังจะเกิดขึ้นแล้วในเวลาไม่ถึง 1 เดือน สมควรให้รัฐบาลใหม่ซึ่งมาจากเสียงประชาชน และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งเป็นผู้พิจารณาจะดีกว่า เนื่องจากมีความยึดโยงกับประชาชนและจะคำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประชาชนมากกว่า
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โฆษกพรรคเพื่อไทยกล่าวอีกว่า อีกประเด็นที่น่าเป็นห่วงอย่างมากคือ สนช. อาจจะขาดความรู้ความเข้าใจในผลกระทบของ พ.ร.บ.ฉบับนี้ รวมถึงรัฐบาลขาดความจริงใจในการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ความรู้กับภาคเอกชน ภาควิชาการ และภาคประชาชน เห็นได้จากการเร่งรัดผ่านกฎหมายฉบับนี้ และมีการจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็น (ประชาพิจารณ์) เพียงแค่ 2 ครั้ง แต่มีการแก้ไข พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวมากกว่า 10 ครั้ง &amp;nbsp;ที่ประชุม สนช.วาระที่สองและสาม ก็ไม่มี กมธ.หรือสมาชิก สนช.ติดใจสงวนคำแปรญัตติ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่การอภิปรายของสมาชิกเป็นเพียงการตั้งคำถามเพื่อให้อธิบายในรายละเอียด โดยไม่มีข้อเสนอให้แก้ไขหรือปรับปรุงตามบทบัญญัติที่ กมธ.เสนอแต่อย่างใด โดยการอภิปรายและลงมติเป็นรายมาตราทั้งร่างจำนวน 81 มาตรา ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง 20 นาที ซึ่ง พ.ร.บ.ไซเบอร์ มีผลกระทบกับประชาชนและคนรุ่นใหม่โดยตรง ทั้งในเรื่องสิทธิเสรีภาพที่ประชาชนพึงมี รวมทั้งเป็นทำลายบรรยากาศทางธุรกิจ ซึ่งขัดต่อนโยบายการผลักดันให้เกิดการลงทุนอย่างเสรี เป็นผลให้ประเทศไทยเสียประโยชน์เป็นอย่างมาก
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ข้อกังวลดังกล่าวพรรคเพื่อไทยไม่ได้นิ่งนอนใจและไม่เห็นด้วยทั้งเนื้อหาและกระบวนการการออก พ.ร.บ.ดังกล่าว หากพรรคเพื่อไทยมีโอกาสได้จัดตั้งรัฐบาล พ.ร.บ.ไซเบอร์ฉบับนี้จะต้องถูกแก้ไขเป็นลำดับต้นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนที่ละเมิดความเป็นส่วนตัว อันเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายจาตุรนต์ ฉายแสง ประธานยุทธศาสตร์พรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) เห็นว่า พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์นี้เป็นกฎหมายเผด็จการอย่างชัดเจน เน้นความมั่นคงของรัฐมากกว่าความมั่นคงปลอดภัยของระบบไซเบอร์ จำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชน ไม่คุ้มครองความเป็นส่วนตัว จะเป็นปัญหาร้ายแรงต่อประชาชนทั่วไปและภาคธุรกิจทุกระดับ จะส่งผลเสียต่อการพัฒนาดิจิทัลอีโคโนมีของไทยอย่างมาก จะหวังให้ใครมาลงทุนทางธุรกิจสมัยใหม่คงไม่ได้แล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต้นตอของการเกิดกฎหมายแบบนี้ คือการที่ผู้มีอำนาจหน้าที่ทั้งหลายมีจิตสำนึกเผด็จการอย่างเข้มข้นเหนียวแน่น แม้เข้าช่วงใกล้เลือกตั้งซึ่งควรต้องรอให้สภาผู้แทนราษฎรที่มาจากประชาชนเป็นผู้ตัดสิน แต่พวกเขาก็ยังเดินหน้าสร้างความมั่นคงให้กับระบบเผด็จการอย่างไม่หยุดไม่หย่อน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; วันเดียวกัน พ.อ.บุรินทร์ ทองประไพ ฝ่ายกฎหมายคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้รับมอบอำนาจจาก คสช. เข้าแจ้งความดำเนินคดีผู้เกี่ยวข้องกับการนำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ จนทำให้เกิดความเสียหายต่อการรักษาความมั่นคงของประเทศ และก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชนตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 24 ก.พ.ที่ผ่านมา กองบัญชาการกองทัพบก (บก.ทบ.) ได้ตรวจพบเว็บไซต์ iosnews.com จัดทำข่าวเท็จ โดยปรากฏภาพ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กำลังนั่งดื่มกาแฟร่วมกับนายไพศาล พืชมงคล ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี และอีกหนึ่งคนไม่ทราบชื่อ ซึ่งเป็นภาพเก่าที่เกิดขึ้นมาหลายปี มีคำบรรยายใต้ภาพ &amp;ldquo;เบิกงบกาแฟแก้วละ 12,000 บาท&amp;quot; โดยเป็นการนำข้อมูลเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ อันเป็นการทำให้เกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศ หรือก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน จึงได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์กับผู้เกี่ยวข้องดังกล่าว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/30328</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฎหมายไซเบอร์, สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์, หนังสือพิมพ์, ไม่กล้ามาลงทุนในไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190302/image_big_5c7a90fc7ddd5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
