<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>92023</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/02/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/02/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ครอบครัวทอนรุกป่า ป่าไม้แจ้ง ความ‘แม่-พี่สาว-ธนาธร’</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;กรมป่าไม้แจ้งความดำเนินคดีครอบครัว &amp;quot;จึงรุ่งเรืองกิจ&amp;quot; ทั้ง &amp;quot;สมพร-ชนาพรรณ-ธนาธร&amp;rdquo; รุกป่าสงวนฯ ป่าฝั่งซ้ายแม่น้ำภาชี จ.ราชบุรี 2.1 พันไร่ ระบุออก นส.3 ก. ไม่ชอบด้วยกฎหมาย 60 แปลง เป็นชื่อ &amp;quot;ธนาธร&amp;quot; 2 ฉบับ เนื้อที่ 81 ไร่ พ่วงเอาผิดเจ้าหน้าที่รัฐอีก 5 ราย พร้อมเรียกค่าเสียหายทางแพ่ง 147 ล้าน เผยการซื้อขายมีบันทึกถ้อยคำ &amp;quot;ทราบอยู่แล้วที่ดินดังกล่าวอยู่ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ และอาจมีการเพิกถอนเอกสารสิทธิในวันข้างหน้า&amp;quot; แต่ก็ยังมีการยืนยันจะซื้อขายต่อ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (บก.ปทส.) วันที่ 4 กุมภาพันธ์&amp;nbsp; พล.ต.ต.พิทักษ์ อุทัยธรรม ผบก.ปทส., นายอดิศร นุชดำรงค์ อธิบดีกรมป่าไม้, นายชีวะภาพ ชีวะธรรม ผอ.สำนักป้องกันรักษาป่าและควบคุมไฟป่า กรมป่าไม้ ร่วมกันแถลงแจ้งความเพิ่มเติมนางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ, น.ส.ชนาพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ และนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ใช้เอกสารที่ออกโดยมิชอบมาครอบครองพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าฝั่งซ้ายแม่น้ำภาชี จ.ราชบุรี จำนวน 2,154-3-82 ไร่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยนายอดิศรกล่าวว่า กรมป่าไม้ได้ขยายผลสืบสวนสอบสวนต่อเนื่องจากข้อมูลเดิมที่ได้ดำเนินการไว้ กรณีที่ดินของนางสมพร หลังจากที่ได้ร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน บก.ปทส.ไปแล้วตั้งแต่วันที่ 30 ธ.ค.2563 ที่ผ่านมา พบว่ายังมีการนำเอกสารสิทธิที่ดินประเภท นส.3 ก ที่เป็นเอกสารที่ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายอีกจำนวนมาก ของนางสมพร, น.ส.ชนาพรรณ และนายธนาธร อีกจำนวนไม่น้อยกว่า 60 ฉบับ รวมเนื้อที่ไม่ต่ำกว่า 2,000 ไร่ นำมายึดถือครอบครองที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ในพื้นที่ จ.ราชบุรี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายชีวะภาพกล่าวว่า ผลการตรวจสอบพบว่าพื้นที่ที่มีการครอบครองทำประโยชน์อยู่ในท้องที่ ต.รางบัว ต.ด่านทับตะโก อ.จอมบึง จ.ราชบุรี เป็นพื้นที่ต่อเนื่องขนาดใหญ่ เนื้อที่ประมาณไม่ต่ำกว่า 3,000 ไร่เศษ มีการใช้ประโยชน์โดยปลูกยูคาลิปตัสต่อเนื่องทั้งพื้นที่ สืบทราบมีการจ้างเฝ้าดูแลพื้นที่โดยกลุ่มบุคคลในพื้นที่ เป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 3 ต.ด่านท่าตะโก สืบสวนสอบสวนพบว่าพื้นที่ดังกล่าวทั้งหมดถูกครอบครองโดยใช้เอกสารสิทธิประเภท นส.3 ก ที่ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำนวน 60 ฉบับ และตรวจสอบพบผู้ครอบครอง นส.3 ก คือ นางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ จำนวน 53 ฉบับ เนื้อที่ 1,940-3-93 ไร่ เป็นของ น.ส.ชนาพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ จำนวน 5 ฉบับ เนื้อที่ 132-0-22 ไร่ และของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ จำนวน 2 ฉบับ เนื้อที่ 81-3-67 ไร่ รวมเนื้อที่ 2,154-3-82 ไร่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ได้ตรวจพบเอกสารทั้ง 60 ฉบับ ออกโดยไม่มีหลักฐานเดิม (ส.ค.1) เป็นการเดินสำรวจออกเมื่อปี 2521 ก่อนประกาศพื้นที่ดังกล่าวเป็นป่าสงวนแห่งชาติ เมื่อปี 2527 แต่พื้นที่ดังกล่าวถูกประกาศเป็นเขตป่าไม้ถาวรหมายเลข 85 เมื่อปี 2512 หรือก่อนที่จะมีการออกเอกสาร นส.3 ก ทั้ง 60 ฉบับ จึงเป็นเอกสารสิทธิที่ดินที่ออกมาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อตรวจสอบโดยละเอียดพบว่า ปรากฏชื่อผู้ครอบครอง 3 รายคือ นางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ, น.ส.ชนาพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ และนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ นำเอกสารนำเอกสารสิทธิที่ดินที่ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายนำมายึดถือ ครอบครอง ทำประโยชน์ที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติ เป็นการกระทำให้เกิดความเสื่อมเสีย เสียหายต่อพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ และตรวจสอบพบเจ้าหน้าที่ภาครัฐทั้งเจ้าพนักงานที่ดินและเจ้าพนักงานฝ่ายปกครองที่ได้ร่วมกันออกเอกสารสิทธิที่ดิน นส.3 ก ทั้ง 60 แปลง เนื้อที่ 2,154-3-82 ไร่ ประกอบด้วย นายวานิภพ ธรรมวิเศษ เป็นเจ้าหน้าที่พิสูจน์สอบสวน นายรวม ชลิตโกมุท เป็นผู้ช่วยผู้กำกับภาคสนาม นายไพโรจน์ รัตนวิสาลนนท์ เป็นผู้ควบคุมสาย นายโกศล ลักษิตานนท์ เป็นผู้ลงนามเห็นควรออก นส.3 ก นายเฉลิมวงศ์ สรรพศิริ ปลัดอำเภอ ทำการแทนนายอำเภอจอมบึง เป็นผู้ลงนามคำสั่งให้ออกเอกสาร นส.3 ก ตั้งแต่ช่วงปี 2521
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยคณะเจ้าหน้าที่ได้ร่วมกันพิจารณาแล้วตามรายละเอียดข้างต้น จึงเห็นว่าเป็นการกระทำที่เชื่อได้ว่าเป็นการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507, พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 ประมวลกฎหมายที่ดินตาม พ.ร.บ.ให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 และประมวลกฎหมายอาญากับนางสมพร, น.ส.ชนาพรรณ, นายธนาธร และเจ้าหน้าที่ที่ร่วมกันกระทำความผิดอีก 5 คน รวมทั้งฟ้องแพ่ง จำนวน 147,063,223.15 บาทด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;จากการตรวจสอบพบบันทึกการซื้อขายที่ดินดังกล่าวระหว่างเจ้าหน้าที่ที่ดินกับผู้ซื้อขาย มีการบันทึกถ้อยคำว่า ข้าพเจ้ารับทราบอยู่แล้วที่ดินดังกล่าวอยู่ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ และอาจมีการเพิกถอนเอกสารสิทธิในวันข้างหน้า แต่ก็ยังมีการยืนยันจะซื้อขายต่อ จึงเป็นการเจตนายืนยันครอบครองที่ดินโดยมิชอบ และเป็นหลักฐานสำคัญในการแจ้งความดำเนินคดีครั้งนี้&amp;quot; นายชีวะภาพกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน พล.ต.ต.พิทักษ์กล่าวว่า ความคืบหน้าคดีที่กรมป่าไม้ร้องทุกข์กล่าวโทษต่อนางสมพรเมื่อปลายปี 2563 โดยมีการตั้งคณะกรรมการสอบสวน ซึ่งต้องใช้ความละเอียดรอบคอบและให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ส่วนในคดีล่าสุด กรมป่าไม้มีหลักฐานชัดเจนว่าบุคคลทั้ง 3 คนกระทำความผิด รวมทั้งเจ้าหน้าที่กรมที่ดินอีก 5 คน โดย บก.ปทส.จะรับเรื่องไว้ ส่วนฝ่ายที่ถูกกล่าวหาเราก็ให้ความเป็นธรรมสามารถมาแสดงหลักฐานได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ นางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ เป็นมารดาของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า&amp;nbsp; ส่วน น.ส.ชนาพรรณ เป็นพี่สาวของนายธนาธร.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/92023</URL_LINK>
                <HASHTAG>2.1 พันไร่, กรมป่าไม้, จึงรุ่งเรืองกิจ, นส.3 ก., รุกป่าสงวน, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, ไม่ชอบด้วยกฎหมาย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210204/image_big_601c03f51b961.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>56417</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/02/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/02/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สั่งเบรกกทม. สร้างทางเดิน ริมเจ้าพระยา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ศาลปกครองคุ้มครองชั่วคราวห้าม กทม.สร้างทางเดินริมแม่น้ำเจ้าพระยาระยะทาง 57 กม. ชี้เข้าข่ายไม่ชอบด้วยกฎหมาย เหตุก่อสร้างเป็นอาคารตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคารซึ่งกทม.ไม่ได้แจ้งแผนผัง-แบบแปลนต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่นตามกฎกระทรวง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ &amp;nbsp;5 ก.พ.63 ศาลปกครองกลางมีคำสั่งกำหนดมาตรการเพื่อบรรเทาทุกข์ชั่วคราวก่อนการพิพากษา โดยสั่งห้ามมิให้กรุงเทพมหานครดำเนินโครงการพัฒนาริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา เฉพาะในส่วนของแผนงานที่ 1 คือทางเดินริมแม่น้ำเจ้าพระยาไว้ก่อนเป็นการชั่วคราวจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเป็นอย่างอื่น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยศาลเห็นว่า การก่อสร้างทางเดินริมแม่น้ำเจ้าพระยา เป็น 1 ในจำนวน 12 แผนงานในโครงการพัฒนาริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา โดยแผนงานดังกล่าวจะมีการก่อสร้างทางเดินริมแม่น้ำเจ้าพระยา กว้างประมาณ 6-10 เมตร ยาวตลอดแนวแม่น้ำเจ้าพระยาทั้งสองฝั่งระยะทางประมาณ 57 กิโลเมตร ล่วงล้ำเข้าไปในแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อใช้เป็นทางสัญจรรองรับการเดินทางด้วยจักรยาน ชมทัศนียภาพ พักผ่อนหย่อนใจ และออกกำลังกาย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น่าจะไม่ใช่อาคารหรือสิ่งล่วงล้ำลำแม่น้ำเจ้าพระยาที่เจ้าท่าจะพึงอนุญาตได้ตามมาตรา 117 วรรคสอง พ.ร.บ.การเดินเรือในน่านน้ำไทย 2556 ประกอบกับกฎกระทรวง ฉบับที่ 63 (พ.ศ. 2537)ฯ และการก่อสร้างทางเดินริมแม่น้ำเจ้าพระยามีผลกระทบต่อการเดินเรือในแม่น้ำเจ้าพระยา และมิใช่การสร้างสิ่งล่วงล้ำเข้าไปในแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อการคมนาคมและการขนส่งทางน้ำตามเจตนารมณ์ของกฎหมายว่าด้วยการผังเมือง
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ทางเดินริมแม่น้ำเจ้าพระยาเข้าลักษณะสิ่งก่อสร้างที่เป็นอาคารตามมาตรา 4 แห่ง พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ซึ่งในการดำเนินโครงการดังกล่าวไม่ปรากฏว่ากรุงเทพมหานครได้มีการแจ้งและส่งแผนผังบริเวณ แบบแปลนฯ ให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นก่อนทำการก่อสร้างตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 9 (พ.ศ.2528 )ฯ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กรณีจึงมีมูลว่าการก่อสร้างทางเดินริมแม่น้ำเจ้าพระยาตามโครงการพัฒนาริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา น่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมาย และเมื่อปรากฏว่ากุรงเทพมหานครได้ดำเนินการเตรียมการที่จะดำเนินการก่อสร้างทางเดินริมแม่น้ำเจ้าพระยามาเป็นลำดับ กรณีจึงถือได้ว่ากรุงเทพมหานครตั้งใจที่จะกระทำต่อไปซึ่งการละเมิดหรือการกระทำที่ถูกฟ้องร้อง และการห้ามมิให้กรุงเทพมหานคร &amp;nbsp;ดำเนินโครงการพัฒนาริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา เฉพาะในส่วนของแผนงานที่ 1 คือทางเดินริมแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นการชั่วคราว จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเป็นอย่างอื่น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คดีดังกล่าวเครือข่ายวางแผนและผังเมืองเพื่อสังคมผู้ฟ้องคดีที่ 1 กับพวก ฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนโครงการพัฒนาริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา และให้คณะรัฐมนตรีที่ 1 คณะอำนวยการโครงการพัฒนาริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาที่ 2 กระทรวงมหาดไทยที่ 3 และกรุงเทพมหานคร ที่ 4 ผู้ถูกฟ้องคดี ยกเลิกการดำเนินโครงการทั้งหมด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;และระหว่างศาลพิจารณาคดีขอให้มีคำสั่งห้ามกรุงเทพมหานครดำเนินโครงการ ซึ่งศาลได้มีการเรียกคู่กรณีไต่สวนไปเมื่อวันที่ 23 ม.ค.ที่ผ่านมา ก่อนจะมีคำสั่งในวันนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 12 พ.ค.58 เห็นชอบการดำเนินงานตามกรอบระยะเวลาของโครงการพัฒนาริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา และได้มอบหมายให้กระทรวงมหาดไทยศึกษาความเหมาะสม พร้อมทั้งจัดทำรายละเอียดการออกแบบและก่อสร้าง &amp;nbsp;โดยให้สำนักการโยธา กรุงเทพมหานคร ทำการสำรวจออกแบบรายละเอียดโครงการช่วงจากสะพานพระราม 7 ถึงสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯ สามารถก่อสร้างให้เป็นรูปธรรมโดยเร็ว เพื่อเป็นโครงการนำร่องในการพัฒนาแม่น้ำเจ้าพระยาในพื้นที่อื่นๆ ต่อไป.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/56417</URL_LINK>
                <HASHTAG>พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร, ศาลปกครอง, สร้างทางเดินริมแม่น้ำเจ้าพระยา, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, ไม่ชอบด้วยกฎหมาย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200205/image_big_5e3ad69d5dcbe.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
