<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>29733</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/02/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/02/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชงนิรโทษฯกัญชา3กลุ่ม 16ตำรับ‘ยาไทย’ใช้ก่อน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;คณะกรรมการยาเสพติดผ่านแล้ว กฎหมายลูกนิรโทษฯ ผู้ครอบครองกัญชาในบุคคล 3กลุ่ม พร้อมปรับเพิ่มใช้ประโยชน์จากของกลางแทนทำลายทิ้ง ชง รมว.สาธารณสุขลงนาม คาดประกาศใช้สัปดาห์หน้า ย้ำไม่ถึงขั้นปลูกเสรี และหากจะปลูกเพื่องานวิจัยก็ต้องมีรายละเอียดชัดเจน อนุญาต 16 ตำรับยาไทยที่เข้ากัญชานำมาใช้ได้ก่อน เป็นกลุ่มบำบัดอาการปวดและนอนไม่หลับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) วันที่ 22 กุมภาพันธ์ คณะกรรมการยาเสพติดให้โทษประชุมพิจารณาร่างอนุบัญญัติเกี่ยวกับกัญชาเพื่อรองรับ พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 7) พ.ศ.2562 หลังจากนั้น นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ เลขาธิการ อย. เปิดเผยว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบร่างอนุบัญญัติทั้งหมด 6 ฉบับ ประกอบด้วย ร่างประกาศกระทรวงสาธารณสุข จำนวน 3 ฉบับ ที่เกี่ยวข้องกับการนิรโทษฯ ผู้ครอบครองกัญชา ในบุคคล 3 กลุ่ม คือ กลุ่มหน่วยงานวิจัยภาครัฐ เอกชน มหาวิทยาลัย และผู้ประกอบวิชาชีพ กลุ่มผู้ป่วย และกลุ่มบุคคลอื่น ที่จะต้องมาแจ้งภายใน 90 วัน ซึ่งได้มีการแก้ไขตามที่รับฟังความคิดเห็นเมื่อวันที่ 21 ก.พ.2562 ดังนั้น วันเดียวกันจะเสนอ รมว.สาธารณสุขลงนามในร่างประกาศ และคาดว่าในสัปดาห์หน้าจะสามารถประกาศในราชกิจจานุเบกษาและบังคับใช้ต่อไปได้
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นพ.ธเรศกล่าวว่า ส่วนอีก 3 ฉบับ ประกอบด้วย ร่างกฎกระทรวงสาธารณสุข การขออนุญาต และการอนุญาต ผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่ายหรือมีไว้ในครอบครอง ร่างประกาศกระทรวงสาธารณสุข กำหนดตำรับยาที่ให้เสพเพื่อรักษาโรคและศึกษาวิจัยได้ และร่างประกาศกระทรวงสาธารณสุข กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทย และหมอพื้นบ้าน ซึ่งก็ได้เห็นชอบเช่นเดียวกัน และให้นำไปรับฟังความคิดเห็นในวันที่ 26 ก.พ.2562 ที่โรงแรมรามาการ์เด้นส์
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ นพ.ปราโมทย์ เสถียรรัตน์ รองอธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กล่าวว่า ภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยที่สืบค้นได้กว่า 20,000 ตำรับ มีประมาณกว่า 200 ตำรับที่มีกัญชาเข้าสูตร จึงร่วมกับสภาวิชาชีพการแพทย์แผนไทยและผู้เชี่ยวชาญมาพิจารณา ก็พบว่าทั้งกว่า 200 ตำรับมีความทับซ้อนกันบ้าง เหลือประมาณ 96 ตำรับ นำมาแบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม คือ กลุ่ม ก. สูตรมีความชัดเจน มีวิธีการปรุงและผสมชัดเจน รวมถึงมีประสิทธิผลในการนำมาใช้ได้ มีจำนวน 16 ตำรับ ซึ่งจะให้นำมาใช้ก่อน โดยจะประกาศลงในร่างประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่องกำหนดตำรับยา ส่วนใหญ่จะเป็นการใช้รักษากลุ่มอาการปวด นอนไม่หลับ เป็นต้น โดยแพทย์แผนไทยที่มีใบประกอบวิชาชีพทั้งแผนไทยและแผนไทยประยุกต์สามารถนำ 16 ตำรับนี้ไปใช้ในการดูแลผู้ป่วยได้ตามศาสตร์การแพทย์แผนไทย
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ปราโมทย์กล่าวว่า กลุ่ม ข. เป็นกลุ่มที่สูตรชัดเจน แต่วิธีการปรุงผสมยังไม่ชัด ต้องศึกษาเพิ่มเติม เพื่อนำมาพิจารณาใช้ภายหลัง, กลุ่ม ค. คือสูตรยังไม่ชัดเจน ก็ต้องไปศึกษาวิจัยเพิ่มเติม และกลุ่ม ง. กลุ่มที่ยังติดขัดในข้อกฎหมายอื่นๆ เช่น อนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ หรือไซเตส โดยมีสมุนไพรบางตัว หรือสัตว์บางชนิดที่เข้าสูตรอยู่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวถามถึงร่างประกาศนิรโทษฯ มีการแก้ไขตามที่รับฟังความเห็นอย่างไรบ้าง นพ.ธเรศกล่าวว่า ในส่วนของบุคคลอื่นที่ไม่ใช่หน่วยงานวิจัยและผู้ป่วยที่มีใบรับรองแพทย์ เดิมทีกำหนดให้ยึดของกลางและนำไปทำลายทิ้ง ก็มีความเห็นว่าถ้าจะให้เป็นประโยชน์กับประเทศ แทนที่จะทำลาย ก็เพิ่มบทบัญญัติว่า กรณีต้องการนำไปใช้ประโยชน์ สามารถขอใช้จากคณะกรรมการยาเสพติดให้โทษ เช่น นำไปวิจัยหาสารสำคัญ ศึกษาสารปนเปื้อน เป็นต้น นอกจากนี้ ยังให้ผู้ป่วยแจ้งการใช้ต้น ใบ ดอก เพิ่มจากที่เป็นตำรับสำเร็จแล้ว หรือน้ำมันที่สำเร็จแล้ว เพื่อให้กว้างขึ้น ทั้งนี้ ย้ำว่าผู้ป่วยที่มาแจ้งการครอบครอง สามารถแจ้งปริมาณการใช้จำนวนเท่าไรก็ได้ ไม่ได้กำหนดว่าปริมาณการใช้ต้องเป็น 90 วันตามเวลาที่ให้มาแจ้งการครอบครอง อาจแจ้งปริมาณการใช้ตามความจำเป็นมากกว่า 90 วันได้ก็สามารถครอบครองและใช้ต่อได้ เพื่อไม่ให้กระทบการดูแลสุขภาพ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;แพทย์ที่สามารถใช้กัญชาได้คือแพทย์แผนปัจจุบัน แพทย์แผนไทยหรือแผนไทยประยุกต์ รวมถึงกลุ่มหมอพื้นบ้าน ตามระเบียบของกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งกำลังรอระเบียบใหม่ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของสภาวิชาชีพแพทย์แผนไทย ถ้าเรียบร้อยจะเสนอ รมว.สาธารณสุขลงนาม โดยหมอพื้นบ้านที่ผ่านการรับรองจากกรมการแพทย์แผนไทยไปแล้วจำนวน 3,000 คน ก็ต้องเข้าสู่ระเบียบใหม่นี้เช่นกัน&amp;quot; นพ.ธเรศระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถามว่า ในส่วนของกลุ่มจิตอาสาจะทำให้ถูกต้องได้อย่างไร นพ.ธเรศกล่าวว่า ในทางกฎหมายก็มีช่องที่จะเข้าคือ เป็นหมอพื้นบ้าน ซึ่งจริงๆ ก็ตรงกันเมื่อไปดูตามระเบียบหมอพื้นบ้าน คือทำในพื้นที่ชุมชน ได้รับการยอมรับมาเป็นสิบปี &amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ธเรศกล่าวด้วยว่า ในการผลิตจะกำหนดไว้ว่า ใครจะผลิตได้บ้าง เช่น หน่วยงานรัฐ แพทย์ มหาวิทยาลัย รัฐวิสาหกิจและภาคเอกชน จะต้องขออนุญาตการผลิตกัญชาจากคณะกรรมการยาเสพติด &amp;nbsp;และใน 5 ปีแรกจะต้องทำร่วมกับหน่วยงานรัฐเท่านั้น หากเป็นภาคเอกชนจะต้องเป็นเอกชนที่ขึ้นทะเบียนตามกฎหมายไทย หากเป็นนิติบุคลลจะต้องมีสัดส่วนการลงทุนที่ 2 ใน 3 ต้องเป็นคนไทยถือครอง เพื่อให้มีความมั่นใจว่าจะอยู่ในระบบการดูแล
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า ขณะนี้มีหลายพรรคการเมืองหาเสียงโดยชูนโยบายปลูกกัญชาเสรี กฎหมายทำได้แค่ไหน นพ.ธเรศกล่าวว่า พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฉบับใหม่ ระบุว่า ผู้ที่จะได้รับอนุญาต เช่น หน่วยงานของรัฐ มหาวิทยาลัย ชุมนุมสหกรณ์การเกษตร หรือวิสาหกิจชุมชน โดยหลักการไม่ได้อนุญาตให้ปลูกเสรี ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรหรือวิสาหกิจชุมชนก็ต้องไปร่วมกับหน่วยงานรัฐในการที่จะปลูก และกฎกระทรวงก็กำหนดไว้ว่า การจะปลูกต้องมีวัตถุประสงค์ในการปลูก เพราะหลักใหญ่คือวิจัยทางการแพทย์ และใช้ในผู้ป่วย ผู้จะขออนุญาตปลูก นอกจากคุณสมบัติตามหน่วยงานที่กำหนดแล้ว หากบอกว่าปลูกเพื่อทำการวิจัย ก็ต้องมีโครงการการวิจัย และไปร่วมกับใครที่ทำการวิจัย เช่น มหาวิทยาลัยอะไร ใช้วิจัยประมาณเท่าไร หรือปลูกเพื่อสกัดเป็นยา ส่งให้แพทย์แผนไทย ก็ต้องมีข้อตกลงจากบริษัทที่จะทำก่อน คล้ายๆ Contract Farming หลักการคือเพื่อให้ปริมาณของกัญชาที่ได้รับอนุญาตเหมาะสมกับทั้งประเทศ เพื่อให้ควบคุมระบบได้ ไม่ออกไปนอกระบบ และไทยยังอยู่ภายใต้สนธิสัญญายาเสพติดระหว่างประเทศ จึงต้องแจ้งโควตาการผลิต การส่งออก การจำหน่าย ให้กับคณะกรรมการควบคุมยาเสพติดระหว่างประเทศ ซึ่งตั้งอยู่ที่สวิตเซอร์แลนด์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านท่าทีของพรรคการเมือง นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย (ภท.) กล่าวว่า หากพรรคภูมิใจไทยเป็นรัฐบาล จะแก้กฎหมายและผลักดันการใช้กัญชาใน 4 แนวทางคือ 1.เพื่อการแพทย์ 2.เพื่อการพาณิชย์ 3.ประชาชนสามารถปลูกได้ 6 ต้นต่อครอบครัว และ 4.ให้แพทย์แผนไทยใช้ ซึ่งจะสร้างรายได้ให้ประเทศปีละประมาณ 303,000 ล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า ถึงภาครัฐจะยอมให้กัญชาสามารถนำไปผลิตเป็นยาสำหรับรักษาโรคได้ แต่ยังไม่ยอมให้ประชาชนปลูกได้อย่างเสรี เพราะกฎหมายของรัฐ ใครจะปลูกต้องมีเงินสำหรับซื้อใบอนุญาตถึง 30 ล้านบาท แตกต่างจากนโยบายของพรรคภูมิใจไทยที่จะเปิดโอกาสให้ทุกครัวเรือนสามารถปลูกกัญชาได้คนละ 6 ต้น หาเงินเข้าบ้านได้ปีละกว่า 400,000 บาท เมื่อกัญชาเป็นพืชเศรษฐกิจ ทุกคนต้องมีโอกาสใช้ประโยชน์อย่างเท่าเทียม.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/29733</URL_LINK>
                <HASHTAG>ครอบครองกัญชา, นิรโทษกรรมกัญชา, ปลูกเพื่องานวิจัย, หนังสือพิมพ์, ไม่ถึงขั้นปลูกเสรี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190222/image_big_5c6ffc8743fb5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
