<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>74259</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/08/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/08/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทหารวอน‘ม็อบนักศึกษา’ อย่ามองเป็นฝ่ายตรงข้าม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;ldquo;บิ๊กลือ&amp;rdquo; ไม่สบายใจม็อบ นศ.เรียกร้อง 10 ข้อ แนะอย่ามองเป็นฝ่ายตรงข้าม เปรียบครอบครัวเดียวกันมีความเห็นต่างต้องทำความเข้าใจ &amp;quot;แรมโบ้-ส.ส.พปชร.&amp;quot; จวกคนอยู่เบื้องหลังให้ยุติหนุนม็อบ เตือนคนไทยส่วนใหญ่จะออกมาปกป้องสถาบันฯ&amp;nbsp; แบบมืดฟ้ามัวดิน นายกสภา มธ.เรียกถกด่วน 13 ส.ค.นี้ 105 คณาจารย์ออกโรงหนุน นศ. อ้างข้อเสนอ 10 ข้ออยู่ในกรอบกฎหมายไม่ดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ ขณะที่ &amp;quot;ก๊วนปลดแอก&amp;quot; ไม่หยุด ปลุกชุมนุม 16 ส.ค. ด้าน กมธ.กฎหมายชงสภาออก กม.นิรโทษกรรมคดีการเมือง ตั้ง ส.ส.ร.-ยุบสภาเลือกตั้งใหม่ จี้เหล่านายกฯขอโทษสังคม &amp;quot;ชวลิต&amp;quot; ยันไม่ได้เกี๊ยะเซียะคู่ขัดแย้งพร้อมขอโทษสังคม &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม ที่กองดุริยางค์ทหารเรือ พล.ร.อ.ลือชัย รุดดิษฐ์ ผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.) กล่าวถึงการชุมนุมของนักศึกษาที่มีข้อเรียกร้อง 10 ข้อที่ล่อแหลมว่า เป็นความไม่สบายใจ ไม่ใช่แค่เฉพาะทหาร แต่เชื่อว่าประชาชนทั่วไปก็ไม่สบายใจเช่นกันที่มีการชุมนุมของกลุ่มต่างๆ โดยเฉพาะที่มีเยาวชนมาทะเลาะกัน ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ควร ทั้งนี้ ตนไม่เคยเห็นว่าเยาวชนเป็นฝ่ายนั้นฝ่ายนี้ และจากที่ตนเคยลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมหน่วยต่างๆ ก็พูดให้โอวาทเสมอ โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ ว่าอย่าคิดว่าเขาเป็นฝ่ายตรงข้าม ต้องคิดว่าเขาเป็นครอบครัว ซึ่งความคิดอาจจะแตกต่างกันบ้าง ก็ต้องให้เหตุผลและชี้แจงกันไป เมื่อเขาเข้าใจก็ร่มเย็นเอง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เช่นเดียวกับเยาวชนที่มีความรุนแรงและมีความเห็นที่แตกต่างถือเป็นเรื่องธรรมดา เหมือนกับการมีลูกหลายคน ก็อาจจะมีที่แตกแถวบ้างเป็นเรื่องธรรมดา แต่เราก็เป็นครอบครัว เช่นเดียวกับประเทศไทย ที่เป็นครอบครัวใหญ่ อาจมีคนนอกลู่นอกทางและต่างความคิดบ้าง แต่เมื่อเข้าใจ พูดจารู้เรื่อง ก็ทำเพื่อประเทศชาติของเรา&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่าจะใช้วิธีไหนเพื่อสร้างความเข้าใจ พล.ร.อ.ลือชัย กล่าวว่า ต้องเข้าใจว่าทหารเรือไม่ใช่เอกเทศ มีผู้บังคับบัญชา ดังนั้นต้องฟังผู้บังคับบัญชา อีกทั้งกองทัพเป็นเครื่องมือรัฐบาล เมื่อรัฐบาลว่าอย่างไรเราก็ต้องทำตามรัฐบาล หากเราไปอีกทางก็จะขัดนโยบายรัฐบาล และ ผบ.ทร.ก็ต้องโดนก่อนเพื่อน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ผ่านมาว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ติดตามการชุมนุมมาโดยตลอด พร้อมแสดงความเป็นห่วงและไม่สบายใจในเรื่องนี้ และได้ย้ำเตือนตลอดว่าอย่าทำผิดกฎหมาย แม้ว่าการเคลื่อนไหวต่างๆ จะสามารถทำได้ตามระบอบประชาธิปไตย แต่จากการได้เห็นการชุมนุมของนิสิตนักศึกษาแล้ว รู้สึกไม่สบายใจ และไม่เห็นด้วย เพราะเป็นการก้าวล่วงสถาบันเบื้องสูง ทั้งนี้ยังไม่อยากให้นิสิตนักศึกษาเบี่ยงประเด็นข้อเรียกร้องก่อนหน้านี้ ซึ่งในขณะนี้นายกฯ อยู่ระหว่างการเตรียมเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นนักศึกษา และให้ทางสภาทั้ง ส.ส.และ ส.ว.พูดคุยกัน เพื่อเข้าสู่กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญตามขั้นตอนที่เหมาะสมต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;อยากให้คณะอาจารย์ได้ออกมาเตือนนิสิตนักศึกษาที่กำลังเคลื่อนไหวในขณะนี้ด้วยว่า การปราศรัยต่างๆ มีความเหมาะสมหรือไม่ มีการปราศรัยกระทำผิดกฎหมายชัดเจน ยังไม่อยากให้นิสิตนักศึกษาที่บริสุทธิ์ตกเป็นเครื่องมือคนที่คิดล้มล้างสถาบันฯ และจะทำให้เกิดความขัดแย้งบ้านเมืองวุ่นวาย&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสุภรณ์ตั้งข้อสังเกตถึงการจัดการชุมนุมในครั้งนี้ว่า จะต้องมีผู้อยู่เบื้องหลัง เพราะจากการจัดงานต้องใช้เงินเป็นจำนวนมาก ซึ่งหากมีคนอยู่เบื้องหลังจริง ก็ขอให้ยุติการกระทำดังกล่าว เพราะไม่เกิดผลดีกับประเทศเลย สถาบันกษัตริย์เป็นศูนย์รวมดวงใจของคนไทยทั้งชาติ อย่าได้ก้าวล่วงเด็ดขาด เพราะจะทำให้คนไทยส่วนใหญ่ทนไม่ไหวกับกลุ่มคนที่ออกมาล่วงละเมิด จนต้องออกมาแสดงพลังปกป้องสถาบันฯ กันมากมายทั่วบ้านทั่วเมืองแบบมืดฟ้ามัวดินอย่างแน่นอน ซึ่งตนไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์เช่นนั้น
เตือนไอ้โม่งยุติหนุนหลัง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; นายเอกราช ช่างเหลา ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ เปิดเผยว่า การชุมนุมที่เกิดขึ้นขณะนี้นั้นเป็นที่ทราบกันว่าใครอยู่เบื้องหลัง และทำไปเพราะต้องการอะไร ซึ่งการชุมนุมก็ควรอยู่ในกรอบของกฎหมาย ตามสิทธิและเสรีภาพ อย่ากระทำการใดๆ ที่เกินกรอบอำนาจหน้าที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอย่าก้าวล่วงสถาบันอันเป็นที่รักและเคารพของคนไทยทั้งประเทศ คนที่ให้การสนับสนุนควรที่จะหยุดพฤติกรรมดังกล่าวเสียที เพราะรู้ๆ กันอยู่ว่ามีใครบ้าง ทั้งนี้อีกไม่นานก็จะถึงวันเลือกตั้งใหม่ ดังนั้นเมื่อครบกำหนดและมีการกำหนดวันเลือกตั้ง ทุกคนก็สามารถกระทำการใดๆ ได้ตามกรอบของกฎหมาย และต่อสู้ตามระบอบประชาธิปไตยตามที่เรียกร้องมา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ดังนั้นถึงเวลาสำหรับคนที่หนุนหลังและพยายามที่จะยุยงและสร้างความแตกแยกให้เกิดขึ้น ที่วันนี้ชัดเจนว่าได้ให้เด็กและเยาวชนนั้นอยู่แนวหน้า แต่ตัวเองนั้นกลับมาอยู่แถวหลัง จึงอยากให้คนที่หนุนหลังและกระทำการสนับสนุนการชุมนุมนั้นเปิดหน้าออกมาสู้ตามระบอบประชาธิปไตย และสิ่งที่สำคัญ ห้ามก้าวล่วงสถาบันฯ เด็ดขาด&amp;quot; นายเอกราชกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า อยากให้การชุมนุมของนิสิตนักศึกษาเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ไม่สร้างเงื่อนไขใดๆ ที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งความรุนแรงเกิดขึ้นในสังคม ขอให้มุ่งมั่นในเป้าหมายข้อเรียกร้องของการชุมนุม 3 ข้อที่เคยประกาศไว้ และเชื่อว่าถ้าการชุมนุมของนิสิตนักศึกษายังอยู่ภายใต้ขอบเขตของกฎหมาย และยังมุ่งมั่นในข้อเรียกร้อง 3 ข้อเดิม ก็จะได้รับการสนับสนุนจากประชาชนที่รักประชาธิปไตยอย่างกว้างขวางมากยิ่งขึ้น และเชื่อว่าข้อเรียกร้องดังกล่าวจะประสบความสำเร็จได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือการจัดตั้ง ส.ส.ร.เพื่อยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายพิพัฒน์ชัย ไพบูลย์ อดีตโฆษกกระทรวงมหาดไทย และแกนนำ นปช. กล่าวว่า อยากขอให้ทั้ง 2 ฝ่ายตั้งสติให้ดี อย่าเชียร์จนออกนอกหน้า และอย่าแช่งชักจนหักกระดูก เพราะต้องยอมรับ ว่าสถานการณ์นี้มันคือวิกฤติทางความคิดในสังคมคนรุ่นหนึ่ง ต้องเข้าใจคนอีกรุ่น คนอีกรุ่นก็ต้องเข้าใจคนอีกรุ่น ทุกคนต้องเข้าใจซึ่งกันและกัน ถ้ายึดถือว่าความคิดของกลุ่มตนถูก ของอีกกลุ่มผิด มันจะเดินต่อไม่ได้ สุดท้ายก็มีการประหัตประหารกัน ยืนยันว่าขอเรียกร้องให้รัฐบาลต้องแก้รัฐธรรมนูญ ยุบสภาคืนอำนาจให้ประชาชน และต้องไม่คุกคามประชาชน อะไรที่ดูล่อแหลมแต่ไม่ผิดกฎหมายก็ต้องปล่อยให้เขาแสดงสิทธิของเขา และอะไรที่ล่อแหลม น้องๆ เราก็พึงต้องระวัง ท่านอาจต้องการการเปลี่ยนแปลงทั้งกระดาน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ตำรวจเร่งจับกุมและดำเนินคดีแกนนำกลุ่มผู้โจมตีและหมิ่นสถาบันฯ ที่ ม.ธรรมศาสตร์โดยเร็ว พฤติการณ์และการกระทำของกลุ่มดังกล่าวเข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ม.112 และ ม.116 โดยชัดแจ้งถือว่าเป็นความผิดอาญาต่อแผ่นดิน ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของสังคม เพราะเป็นการก้าวล่วงศูนย์รวมจิตใจของคนไทย ทั้งผู้บริหารมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในฐานะเจ้าของสถานที่ซึ่งเป็นผู้อนุญาตให้ใช้มหาวิทยาลัยมุ่งให้ร้ายโจมตีสถาบันพระมหากษัตริย์ไทย ย่อมมีความผิดตามไปด้วยในฐานะ &amp;ldquo;ผู้สนับสนุน&amp;rdquo; แม้มีการขอโทษของรองอธิการบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา ไม่เพียงพอสำหรับความผิดที่ได้กระทำการสำเร็จไปแล้วนี้ ควรรีบแสดงสปิริตประกาศลาออกจากตำแหน่ง และเดินไปมอบตัวที่ สถานีตำรวจย่อย มธ.ศูนย์รังสิต เสียโดยพลัน
นายกสภามธ.นัดถก13สค.นี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนั้น ขอเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งจับกุมแกนนำหรือบุคคลที่ปรากฏรายชื่อรวม&amp;nbsp; 31 คนให้ครบโดยเร็ว ที่ได้กระทำการยุยงปลุกปั่นเพื่อให้เกิดความปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชน รวมทั้งให้ตั้งข้อหากบฏตามประมวลกฎหมายอาญา&amp;nbsp; ม.113 ด้วย เพราะปรากฏหลักฐานข้อความบนเวทีอย่างชัดเจนที่ว่า &amp;ldquo;เราไม่ต้องการปฏิรูป แต่เราต้องการปฏิวัติ&amp;rdquo; จึงเป็นหน้าที่ของตำรวจที่จะต้องเร่งรีบรวบรวมพยานหลักฐานและจับกุม เพื่อนำตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมายอาญาแผ่นดินเสีย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีรายงานว่า นายนรนิติ เศรษฐบุตร นายกสภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เรียกประชุมด่วนสภามหาวิทยาลัยฯ เพื่อปรึกษาหารือถึงเหตุการณ์การชุมนุมธรรมศาสตร์จะไม่ทน ที่เกิดขึ้นบริเวณลานพญานาค ม.ธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต เมื่อวันที่ 10 ส.ค.ที่ผ่านมา โดยนัดหมายหารือกันที่ห้องประชุมสัญญา ธรรมศักดิ์ ตึกโดม ม.ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ในวันที่ 13 ส.ค. เวลา 13.00 น.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; นายคณิต ลิมปิพิชัย นายกสมาคมสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา ธรรมศาสตร์ แสดงจุดยืนต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วยการลาออกจากตำแหน่งนายกสมาคมฯ และกรรมการคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา พร้อมระบุว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อให้เกิดกระแสความไม่สบายใจแก่ชาวไทยในวงกว้าง ตนรู้สึกไม่สบายใจและรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้น ในฐานะศิษย์เก่า และผู้ที่สนับสนุนกิจกรรมของมหาวิทยาลัย การกระทำทั้งหลายทั้งปวงที่เกิดขึ้นย่อมส่งผลต่อความรู้สึกนึกคิดของผู้คนต่อสมาคมฯ จึงขอแสดงจุดยืนต่อเหตุการณ์นี้ด้วยการลาออกจากตำแหน่งนับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะเดียวกัน คณาจารย์จำนวน 105 คน จาก หลายมหาวิทยาลัย อาทิ ศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ ม.เชียงใหม่, ผศ.ดร.ประจักษ์ ก้องกีรติ คณะรัฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์, รศ.ดร.พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ อดีตอาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์,&amp;nbsp;&amp;nbsp; รศ.ดร.อนุสรณ์ อุณโณ คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา ม. ธรรมศาสตร์, ดร.อภิชาต สถิตนิรามัย คณะเศรษฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์, อาจารย์อุเชนทร์ เชียงเสน สำนักวิชารัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ ม.วลัยลักษณ์, ผศ.ดร.ไชยณรงค์ เศรษฐเชื้อ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ม.มหาสารคาม, รศ.ดร.ไชยันต์ รัชชกูล ม.พะเยา ฯลฯ ได้ออกแถลงการณ์กรณีข้อเสนอปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ของผู้ชุมนุม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยแถลงการณ์ระบุว่า สืบเนื่องจากการจัดเวทีชุมนุม #ธรรมศาสตร์จะไม่ทน และการปราศรัยในวันที่ 10 ส.ค.ที่ มธ. ศูนย์รังสิต การปราศรัยครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่มีการพูดถึงบทบาทและปัญหาของสถาบันกษัตริย์และสังคมไทยอย่างเปิดเผย เป็นการแสดงออกซึ่งความคิดเห็นอย่างสุจริตและเป็นไปตามขอบเขตของกฎหมาย ข้อเสนอทั้งสิบประการของผู้ชุมนุมมิได้เป็นการละเมิดกฎหมายอาญาในส่วนที่เกี่ยวข้องกับพระมหากษัตริย์ ไม่ปรากฏข้อความใดที่ถือได้ว่าเป็นการหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อองค์พระมหากษัตริย์แต่อย่างใด ในทางตรงกันข้าม ข้อเสนอเหล่านี้คือข้อเสนออย่างตรงไปตรงมาในการธำรงไว้ซึ่งสถาบันกษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; มหาวิทยาลัยในฐานะสถาบันทางวิชาการซึ่งมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการแสวงหาทางออกเพื่อความก้าวหน้าของสังคมไทย ควรแสดงให้เห็นและสนับสนุนให้สังคมไทยเผชิญหน้ากับปัญหาอันท้าทายนี้ ด้วยความอดทนอดกลั้น แม้ว่าอาจจะมีความเห็นมากมายที่เราไม่ได้ถูกใจ แต่ตราบใดที่ความเห็นนั้นไม่ได้ยุยงปลุกปั่นให้เกิดความรุนแรงขึ้นในสังคม การยอมรับความเห็นต่าง และการเปิดพื้นที่เพื่อพูดคุยต้องเป็นทางออกที่สังคมอารยะเลือกใช้ การประณามความคิดเห็นแตกต่างว่าเป็นการก้าวล่วงหรือจาบจ้วงนั้นไม่ได้ทำให้สังคมของเราเติบโตทางปัญญา การถกเถียงพูดคุยทั้งหมดจะถูกลดทอนคุณค่าว่าเป็นเพียงความคิดเห็นที่ก้าวร้าว
ปลดแอกปลุกม็อบ16ส.ค.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ออกแถลงการณ์ระบุว่า กรณีเหตุการณ์การชุมนุมในวันที่ 10 สิงหาคม ไม่ใช่เรื่องที่ขัดต่อกฎหมาย แต่เป็นการแสดงออกซึ่งสามารถทำได้ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ในส่วนของคณะผู้บริหารมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ไม่ต้องแสดงความรับผิดชอบตามที่สังคมกดดัน เราพร้อมยืนหยัดอยู่เคียงข้างนักศึกษาดั่งคำมั่นที่เรามีให้ต่อทุกคน และพร้อมจะเผชิญปัญหาเพื่อรักษาไว้ซึ่งระบอบประชาธิปไตย ความถูกต้อง และเป็นธรรมให้อยู่คู่กับเราธรรมศาสตร์และประเทศชาติต่อไป &amp;quot;ธรรมศาสตร์จะไม่ทน&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; เพจเฟซบุ๊ก &amp;ldquo;คณะประชาชนปลดแอก -&amp;nbsp; Free People&amp;rdquo; คณะประชาชนปลดแอกได้ประกาศนัดหมายการชุมนุมเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตย ในวันอาทิตย์ที่ 16 ส.ค.2563 ณ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ถนนราชดำเนิน เวลา 15.00-21.00 น. และเพื่อเป็นแนวทางที่ชัดเจนในการเคลื่อนไหว รวมถึงสร้างความเข้าใจให้กับสาธารณชน จึงแถลงหลักการผ่าน 3 ข้อเรียกร้อง 2 จุดยืน และ 1&amp;nbsp; ความฝัน ดังนี้ 3 ข้อเรียกร้อง ประกอบด้วย 1.รัฐบาลต้อง &amp;ldquo;หยุดคุกคามประชาชน&amp;rdquo; ที่ออกมาใช้สิทธิและเสรีภาพตามหลักการประชาธิปไตย 2.รัฐบาลต้อง &amp;ldquo;ร่างรัฐธรรมนูญใหม่&amp;rdquo; ที่มาจากเจตจำนงของประชาชน 3.รัฐบาลต้อง &amp;ldquo;ยุบสภา&amp;rdquo; บนหลักของ 2 จุดยืน คือ 1.ต้องไม่มีการทำรัฐประหาร 2.ต้องไม่มีการจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติ และอีก 1 ความฝัน ที่หวังให้เกิดขึ้นในประเทศไทย คือการมี&amp;nbsp; &amp;ldquo;ระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ&amp;rdquo; อย่างแท้จริง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ความฝันนี้มิใช่ความฝันอันเลื่อนลอย แต่สามารถเกิดขึ้นจริงได้ตามกระบวนการรัฐธรรมนูญในระบอบประชาธิปไตยที่ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยอย่างแท้จริง เมื่อมีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ที่เป็นประชาธิปไตย ความต้องการที่แท้จริงของประชาชนจะถูกพูดถึงอย่างเป็นรูปธรรม และไม่ว่าจะเป็นใครที่อยู่ในประเทศนี้ จะต้องอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญอย่างเสมอหน้ากันโดยไม่มีข้อยกเว้น&amp;quot; คณะประชาชนปลดแอกระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร วันที่ 13 ส.ค.นี้ มีวาระสำคัญการประชุมคือ รายงานการพิจารณาศึกษาเรื่องแนวทางการสร้างความปรองดอง สมานฉันท์ของคนในชาติ ตามที่คณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายสิระ เจนจาคะ ส.ส.กทม. พรรคพลังประชารัฐ เป็นประธาน ได้พิจารณาเสร็จแล้ว โดยมีการเสนอแนวทางสร้างความปรองดองและสมานฉันท์คนในชาติ เพื่อขจัดความขัดแย้งในสังคม โดยมีการเสนอแนวทางการนิรโทษกรรม เพื่อสร้างความปรองดอง มีเงื่อนไขคือการนิรโทษกรรมเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมือง ตั้งแต่ปี 2548-ปัจจุบัน โดยเป็นคดีที่มีมูลเหตุจูงใจทางการเมืองเท่านั้นคือ การกระทำต่างๆ ของประชาชนที่ทำไปเพื่อแสดงออกถึงความคิดทางการเมือง หรือมีเหตุจูงใจทางการ เมือง ไม่รวมถึงการทำผิดคดีอาญา ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และคดีทุจริตคอร์รัปชัน โดยเสนอให้ตราเป็นกฎหมายพิเศษ เช่น การออก พ.ร.ก. หรือการออก พ.ร.บ.
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะเดียวกัน กมธ.ยังเสนอให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน และการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2560 ที่ถูกออกแบบวางกติกาไว้เพื่อการสืบทอดอำนาจ โดยเสนอให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) มายกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และให้นายกรัฐมนตรีระบุรายละเอียดเรื่องกรอบเวลาของกระบวนการแก้ไขให้ชัดเจน เมื่อแก้ไขเสร็จควรยุบสภาทันทีแล้วจัดเลือกตั้งใหม่ หากปล่อยเวลาให้นานไปเท่าใด การแก้ปัญหาความขัดแย้งจะเป็นไปได้ยาก ขณะที่เรื่องการทำหน้าที่ของสื่อเสนอให้สื่อปฏิบัติหน้าที่ โดยไม่บิดเบือนข้อเท็จจริง ไม่นำเสนอข้อมูลหรือถ้อยคำที่สร้างความเกลียดชัง ยั่วยุให้ใช้ความรุนแรงต่อคู่ขัดแย้ง ส่วนเรื่องการเยียวยานั้น รัฐบาลต้องเยียวยาอย่างจริงจัง เป็นระบบ ทั่วถึง และต่อเนื่อง ครอบคลุมความเสียหายทางร่างกายและจิตใจ และชดเชยให้กลับคืนสู่สภาเดิมมากที่สุด โดยไม่จำกัดการเยียวยาด้วยตัวเงินเท่านั้น
ชงนิรโทษกรรมไม่เกี๊ยะเซียะ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ในรายงานดังกล่าวยังมีการเสนอแนวทางให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับการสร้างความขัดแย้งทั้งรัฐบาล ฝ่ายค้าน พรรคการเมือง ผู้นำชุมนุม ฝ่ายความมั่นคง สื่อมวลชน ขอโทษต่อสาธารณชน โดยเฉพาะนายกรัฐมนตรีที่บริหารประเทศในช่วงสถานการณ์รุนแรงหรือนายกฯ ที่บริหารประเทศในสถานการณ์ปัจจุบัน ควรแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในฐานะผู้นำรัฐบาล เนื่องจากรัฐมีความบกพร่อง ขาดกลไกที่มีประสิทธิภาพในการบริหารความขัดแย้งทางการเมืองให้ดำเนินไปตามครรลองสันติวิธี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ กมธ.ยังเสนอถึงการทำหน้าที่ของกองทัพ ควรทำภารกิจของกองทัพ งดเว้นการทำรัฐประหารหรือแทรกแซงทางการเมือง เช่น การใช้อิทธิพลกดดันนโยบายรัฐบาล การข่มขู่ใช้กำลังหรือยึดอำนาจ กองทัพต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ต้องปลูกฝังจิตสำนึกทหารให้ยึดมั่นในอุดมการณ์ประชาธิปไตย ในการถวายสัตย์ปฏิญาณของเหล่าทัพควรกำหนดว่าจะยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และไม่ทำการปฏิวัติรัฐประหาร รวมถึงยังมีข้อเสนอไปยังผู้นำการชุมนุมว่า แม้เสรีภาพการชุมชุมจะเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานในระบอบประชาธิปไตย แต่การใช้สิทธิเสรีภาพใช่ว่าจะทำได้โดยไม่มี ขอบเขตจำกัด การชุมนุมจะต้องเป็นไปตามรัฐธรรมนูญคือ โดยสงบ ปราศจากอาวุธ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายชวลิต วิชยสุทธิ์ ส.ส.นครพนม พรรคเพื่อไทย ในฐานะรองประธาน กมธ.การกฎหมายฯ กล่าวว่า รายงานการศึกษาเรื่อง แนวทางการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ของคนในชาติ ที่ กมธ.จะนำเข้าสภาในวันที่ 13 ส.ค.นั้น ได้เชิญฝ่ายต่างๆ ที่เป็นคู่ขัดแย้งกันมาให้ข้อมูลต่อ กมธ. เพื่อหาข้อสรุปการสร้างความปรองดอง ยุติความขัดแย้งคนในชาติที่ยาวนานมา 16 ปี ข้อสรุปหนึ่งในนั้นคือการออกกฎหมายนิรโทษกรรมในคดีที่มีมูลเหตุจูงใจทางการเมือง ไม่รวมการกระทำผิดคดีอาญา ความผิดตามมาตรา 112 และคดีทุจริต การนิรโทษกรรม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ครั้งนี้ไม่ใช่การเกี๊ยะเซียะระหว่างผู้กระทำผิด แต่ผู้กระทำผิดต้องมีสำนึกรับผิด ออกมาขอโทษต่อสังคม ทั้งผู้นำรัฐบาลในอดีตและรัฐบาลปัจจุบัน เท่าที่ได้ฟังข้อมูลจากคู่ขัดแย้งทุกฝ่ายต่างพร้อมขอโทษต่อสังคม การ นิรโทษกรรมครั้งนี้จะสำเร็จได้ ทุกฝ่ายจะต้องร่วมมือกันอย่างจริงจัง เพื่อสร้างความสามัคคี ให้บ้านเมืองพ้นจากวิกฤติหลังจากนี้&amp;nbsp; เพราะวิกฤติเศรษฐกิจโควิดถือว่าสาหัสแล้ว ถ้ายังมีเรื่องความแตกแยกอีก จะยิ่งไปกันใหญ่ ดังนั้นอยากให้นายกรัฐมนตรีนำเรื่องการสร้างความปรองดองที่ กมธ.เสนอไปสานต่ออย่างจริงจัง&amp;quot; นายชวลิตกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธานคณะกรรมการกิจการพิเศษ พรรคเพื่อไทย ได้เสนอร่างรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2563 เพื่อมาบังคับใช้ โดยมีรายละเอียดทั้งหมด 5 มาตราคือ มาตรา 1 ให้ยกเลิกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 และให้นำรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาใช้บังคับแทนไปพลางก่อน จนกว่าจะได้มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับถาวรต่อไป มาตรา 2 รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ บทบัญญัติใดของกฎหมาย กฎหรือข้อบังคับ หรือการกระทำใดขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญให้บัญญัติหรือการกระทำนั้นเป็นอันใช้บังคับมิได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มาตรา 3 ให้นายกรัฐมนตรีดำเนินการประกาศยุบสภาผู้แทนราษฎร ภายใน 60 วัน นับแต่วันที่รัฐธรรมนูญนี้มีผลใช้บังคับ&amp;nbsp; มาตรา 4 ให้จัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไปตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ที่นำมาใช้ไปพลางก่อนภายใน 60 วัน นับแต่วันที่นายกรัฐมนตรีได้ประกาศยุบสภาผู้แทนราษฎร และมาตรา 5 การร่างรัฐธรรมนูญฉบับถาวร ให้ดำเนินการตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 โดยให้แล้วเสร็จและประกาศใช้ภายใน 120 วัน นับแต่วันจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ เชื่อว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวนี้จะช่วยลดความขัดแย้งที่เกิดขึ้น และสร้างความชอบธรรมให้กับประชาชน รวมถึงเป็นทางออกให้กับประเทศไทย ได้ทางออกให้กับประเทศไทย.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/74259</URL_LINK>
                <HASHTAG>กม.นิรโทษกรรม, นิรโทษกรรมคดีการเมือง, ปกป้องสถาบัน, ส.ส.ร., หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, ไม่สบายใจม็อบ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200812/image_big_5f3406432149b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
