<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>80219</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/10/2020 10:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/10/2020 10:39</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;อาคม&#039;ประกาศไม่กลัวการเมืองแทรกยันตั้งใจมาทำงาน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 ต.ค. 2563 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 12 ต.ค.2563 เวลา 07.00 น. นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.การคลัง เข้ากระทรวงการคลังวันแรก โดยผู้สื่อข่าวสอบถามว่า กังวลเรื่องการเมืองแทรกแซงหรือไม่ เหมือนกรณี นายปรีดี ดาวฉาย อดีต รมว.การคลัง หรือไม่ นายอาคม ระบุว่า &amp;ldquo;ผมทำงานครับ เรายึดงานเป็นหลัก&amp;rdquo; เมื่อถามว่าทำงานกับใครก็ได้ใช่หรือไม่ ตอบว่า &amp;ldquo;ยึดงานเป็นหลักครับ&amp;rdquo; เมื่อสอบถามว่า จะทำงานได้นานกว่า 27 วันหรือไม่ นายอาคม ยิ้มและหัวเราะให้กับผู้สื่อข่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดย รมว.การคลัง กล่าวว่า กระทรวงการคลังเป็นกลไกหนึ่งในเรื่องการดูแลเศรษฐกิจภาพรวม โดยกรณีที่สถาบันต่าง ๆ คาดการณ์แนวโน้มเศรษฐกิจปี 2564จะยังได้รับผลกระทบจากโควิด -19 ทำให้การฟื้นตัวจะต้องใช้เวลาอีก 1-2 ปีนั้น เป็นหน้าที่ของกระทรวงการคลังที่จะต้องทำให้มั่นใจว่าเศรษฐกิจของไทยยังเดินหน้าได้ และคลังต้องร่วมกับหน่วยงานอื่นด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวถามว่า หากประเมินว่าผลกระทบจะยาวถึง 1-2 ปี พ.ร.ก.เงินกู้ 1 ล้านล้านจะเพียงพอหรือไม่ นายอาคม กล่าวว่า ทุกอย่างขึ้นอยู่กับภาพรวมเศรษฐกิจของไทยว่าจะฟื้นตัวได้เร็วแค่ไหน โดยหากกำลังซื้อภายในประเทศ และกำลังซื้อจากต่างประเทศเริ่มฟื้นตัว ไม่ใช่เฉพาะเรื่องของการท่องเที่ยว แต่รวมถึงการส่งออกด้วย จะทำให้ภาระในเรื่องของเงินกู้ลดน้อยลงไป &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;จะมีการหารือเรื่อง พ.ร.ก.กู้เงิน 1 ล้านล้านบาท ในส่วนใช้ฟื้นฟูเศรษฐกิจ 4 แสนล้านบาท ซึ่งที่ผ่านมาการเบิกจ่ายงบในส่วนเงินกู้ อาจจะได้รับเสียงบ่นกันว่าออกมาช้า ตรงนี้ต้องดูว่าจะติดขัดอะไร และจะต้องแก้ไขอย่างไร&amp;rdquo; นายอาคม กล่าว &amp;nbsp;
นายอาคม กล่าวอีกว่า เรื่องการเตรียมมาตรการเปิดเศรษฐกิจประเทศ (Re-Opening Economy) ต้องเตรียมการว่าจะแบ่งระยะอย่างไร เช่นเรื่องของการท่องเที่ยว มีการศึกษาไว้แล้ว เพียงแต่ระยะเวลาอาจจะไม่เหมาะสมก็ต้องมาดูเรื่องของวิธีการที่จะกระตุ้นส่วนนี้อย่างไร เพราะการเปิดประเทศ คือ รับการเดินทางของต่างประเทศ ก็คือการมาของนักท่องเที่ยวและรวมถึงเรื่องการประชุมสัมมนาต่าง ๆ ดังนั้นตรงนี้ต้องสร้างความมั่นใจว่าในประเทศปลอดภัย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับงานสำคัญเร่งด่วน ในฐานะ รมว.การคลัง จะต้องเป็นไปตามนโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ซึ่งมีศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจจากผลกระทบของการระบาดของโควิด-19 (ศบศ.) คอยกำกับดูแลอยู่แล้ว ก็มี 4 เรื่องที่ต้องดำเนินการ คือ 1.เรื่องระยะเร่งด่วน คือการดูแลภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการล็อกดาวน์ จนส่งผลต่อสภาพคล่อง เพราะการใช้จ่ายของภาคเอกชน และภาคประชาชน คิดเป็น 70% ของจีดีพี อีก 20% เป็นส่วนของรัฐ รัฐบาลก็ต้องเข้าไปช่วยดูแลด้วย &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.ผลกระทบต่อกำลังซื้อภายในประเทศ ซึ่งต่อเนื่องมาจากในช่วงที่คุมเข้มเรื่องโควิด-19 ส่งผลให้อัตราการบริโภคยังต่ำอยู่ ดังนั้นต้องมีมาตรการออกมาช่วย ทั้งการกระตุ้นกำลังซื้อภาคประชาชนอย่างต่อเนื่อง หรือแม้แต่เรื่องการจ่ายเงินเยียวยา 5,000 บาท เป็นการช่วยเหลือในระยะเร่งด่วน เพราะฉะนั้นเรื่องกำลังซื้อเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งเราต้องอาศัยกำลังซื้อภายในประเทศ อย่าลืมว่าในเรื่องการบริโภคภาคในประเทศคิดเป็น 50% ของจีดีพี โดยเศรษฐกิจขณะนี้ต้องพึ่งพาเรื่องภายในประเทศเป็นหลัก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.ผลกระทบภาคการท่องเที่ยว ต้องดูธุรกิจที่เกี่ยวข้องของการท่องเที่ยว ซึ่งขณะนี้ก็อยู่ในมาตรการอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าในบางส่วนนั้นมาตรการที่เข้าไปเสริมสภาพคล่องและเข้าไปแก้ปัญหาให้กับกลุ่มต่าง ๆ อาจจะยังไม่ค่อยออกมาดีเท่าไหร่ ก็ต้องเข้าไปช่วย ศบศ. และได้หารือกับนายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พลังงาน ว่าในเรื่องการขับเคลื่อนหรือการเร่งรัดแก้ไขข้อติดขัดในส่วนนี้ จะต้องรีบดำเนินการ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และ 4.ภาครัฐ คิดเป็น 20% ของจีดีพี โดยหลังจากนี้การใช้จ่ายภาครัฐต้องต่อเนื่อง โดยคลังจะดูเรื่องเร่งรัดการใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดิน และเรื่องล้างท่อ เงินค้างท่อต่าง ๆ เพื่อให้กระแสเม็ดเงินออกสู่ระบบเศรษฐกิจ รวมทั้งดูแลกระแสเงินสดภาครัฐ เพื่อให้มีเพียงพอ ซึ่งขณะนี้มีเพียงพออยู่แล้ว แต่ต้องดูแลให้ทั่วถึง ขณะที่การเบิกจ่ายเม็ดเงินต่าง ๆ ให้ไปสู่ประชาชน &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;จริง ๆ แล้วมาตรการที่ ศบศ. ออกมาดูแลครบเกือบทั้งหมด เพียงแต่ว่าในบางกลุ่มอุตสาหกรรม เช่น ท่องเที่ยว ที่เตรียมจะทยอยเปิดรับนักท่องเที่ยว แต่ยังต้องชะลอไปก่อน ดังนั้นก็ต้องมีมาตรการเข้าไปดูแลตั้งแต่ซับพลายเชนภาคท่องเที่ยว เริ่มมาตั้งแต่ระดับล่าง ชาวบ้านที่เป็นซับพลายเออร์ให้กับโรงแรมต่าง ๆ กิจการโรงแรม กิจการภัตตาคารและแหล่งท่องเที่ยวได้รับผลกระทบหมดต้องดูแลทั้งหมด&amp;rdquo; นายอาคม กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับอุตสาหกรรมการบินที่นำนักท่องเที่ยวเข้ามานั้น ล่าสุด ศบศ. ได้มอบหมายให้ทางสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ไปดูว่าจะเข้าไปช่วยเหลืออย่างไร โดยเฉพาะเรื่องสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (ซอฟท์โลน) ที่ผู้ประกอบการขอมา โดยสภาพัฒน์ และ ธปท.ต้องไปดูในรายละเอียดในส่วนของหนี้ที่เกิดขึ้น ว่าเป็นหนี้ที่มาจากผลประกอบการ หรือว่ามาจากเรื่องโควิด-19 ให้ชัดเจน ที่ผ่านมามีการคุยกันเกี่ยวกับเรื่องนี้ในระดับหน่วยงาน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับเรื่องเงินบาทแข็งค่า เป็นปัญหาโลกแตก วนกลับมา ทุกอย่างต้องติดตามสถานการณ์ โดยทาง ธปท. ดูแลอยู่ เป็นหน้าที่ของ ธปท. ส่วนมาตรการพักหนี้ที่จะหมด 22 ต.ค. นี้ มีการหารือกันอยู่ โดย ศบศ. มอบหมายให้ ธปท. และ สศช.ดูแล ต้องรอดูผล เพราะเรื่องนี้ สศช.เป็นประธาน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/80219</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงการคลัง, อาคม เติมพิทยาไพสิฐ, ไม่หวั่นการเมืองแทรก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201012/image_big_5f83cfa204c5f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
