<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>112195</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/08/2021 14:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/08/2021 14:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราชทรัพย์มากแค่ไหน? </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;(ข้อเขียนนี้เป็นตอนที่สี่ต่อจากตอนแรก &amp;ldquo;การซุบซิบ ข่าวลือ ข่าวลวงและเสรีภาพ&amp;rdquo; และตอนที่สอง &amp;ldquo;พ.ศ.2408 : มีคนปล่อยข่าวลือว่ารัชกาลที่สี่เป็นกษัตริย์สมบูรณาญาสิทธิราชย์&amp;rdquo;และตอนที่สาม &amp;ldquo;พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชทรัพย์มากแค่ไหน?&amp;rdquo; ที่เผยแพร่ไปก่อนหน้านี้) และในตอนที่สาม ได้ชี้ให้เห็นชัดเจนแล้วว่า พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ มีพระราชอำนาจน้อยมาก และยิ่งในปลายรัชกาลในปี พ.ศ.2408 ก็ยิ่งน้อยลงอย่างยิ่ง เมื่ออำนาจถูกรวบไปอยู่ที่เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ แต่กระนั้นก็นับว่าเป็นเรื่องน่าแปลกที่ในปี พ.ศ.2408 มีคนปล่อยบัตรสนเท่ห์เป็นภาษาอังกฤษว่า พระองค์มีพระราชอำนาจในแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์! และ &amp;ldquo;ในท้องพระคลังของพระเจ้าแผ่นดินแห่งกรุงสยามนั้นเต็มไปด้วยเงิน ประหนึ่งภูเขาทองและเงิน และเป็นพระเจ้าแผ่นดินที่มั่งคั่งที่สุด&amp;rdquo; เรามาดูกันว่าพระองค์มีพระราชทรัพย์มากมายตามข่าวลือหรือเปล่า?&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; จากการศึกษาของ รศ.ดร.กุลลดา เกษบุญชู มี้ด กล่าวว่า &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;พระคลังข้างที่ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ ถือเป็นพระราชทรัพย์สินส่วนพระองค์ที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ไม่อ้างสิทธิ์ครอบครอง&amp;rdquo; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;พระคลังข้างที่&amp;rdquo; คือ ทรัพย์สินรายได้ที่กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ (ก่อนที่พระองค์จะเสด็จขึ้นครองราชย์เป็นพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว) ทรงหาได้เป็นการส่วนพระองค์ ซึ่งมีมากเสียจนต้องเก็บในอีกห้องหนึ่งต่างหาก อันเป็นที่มาของ &amp;ldquo;คลังข้างที่&amp;rdquo; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพราะอย่างที่ทราบกันตามประวัติศาสตร์ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ ทรงปรีชาสามารถในทางการค้า ก่อนที่พระองค์จะเสด็จขึ้นครองราชย์ทรงประสบความสำเร็จในการค้าและการสะสมความมั่งคั่ง จากการที่ได้ทรงรับราชการในหน้าที่กรมท่า และทรงสามารถหาเงินจากการแต่งสำเภาค้าขาย และเก็บภาษีขาเข้า มีได้รายได้ทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ใช้จ่ายในราชการแผ่นดินทุกอย่างทุกประการ จนทำให้การคลังมั่งคั่งมั่นคงจนพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย พระราชบิดาทรงสัพยอกให้สมญาพระองค์ว่าเป็น &amp;ldquo;เจ้าสัว&amp;rdquo; แห่งกรุงสยาม แต่เมื่อเสด็จขึ้นครองราชย์ ทรงมีพระราชดำริว่า เมื่อมีพระราชทรัพย์ในขณะที่เป็นพระเจ้าแผ่นดิน พระราชทรัพย์ทั้งหมดจึงควรจะเป็นของแผ่นดิน หาใช่พระราชทรัพย์ที่จะตกทอดถึงพระราชโอรส ธิดาของพระองค์ &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
แต่กระนั้น อย่างที่อาจารย์กุลลดาได้กล่าวข้างต้นว่า พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ไม่ทรงอ้างสิทธิ์ในพระคลังข้างที่ และอาจารย์กุลลดายังได้กล่าวต่อไปว่า &amp;ldquo;จึงเกิดคำถามขึ้นว่า พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ทรงหารายได้ส่วนพระองค์ด้วยวิธีใดในเมื่อมิใช่ผู้มี &amp;lsquo;หัวการค้า&amp;rsquo;&amp;rdquo; ด้วย &amp;ldquo;เมื่อเริ่มต้นรัชกาลนั้น พระองค์มีพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์อยู่ 100 ชั่ง&amp;rdquo; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อาจารย์กุลลดาอธิบายว่า &amp;ldquo;ทรงพยายามลงทุนในกิจการส่วนพระองค์ให้ได้กำไรงอกเงยขึ้น เมื่อกิจการดังกล่าวเกิดความยุ่งยากจากสนธิสัญญาเบาว์ริง พระองค์จึงขอความช่วยเหลือจากขุนนางผู้ใหญ่จนเป็นที่ตกลงกันในหมู่ชนชั้นนำว่า พระคลังข้างที่จะได้รับรายได้จากภาษีอากรร้อยละ 5 ซึ่งเป็นที่ถูกเพิกเฉยละเลยกันโดยมาก ส่วนใหญ่แล้ว พระองค์จะอาศัยเจ้าพระยาพลเทพผู้จงรักภักดี ซึ่งขึ้นเป็นเสนาบดีกรมนาได้ด้วยการสนับสนุนของพระองค์ เจ้าพระยาพลเทพได้ถวายเงินเข้าพระคลังข้างที่อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยปีละ 2,000 ชั่ง แต่เมื่อพระยาอาหารบริรักษ์ ซึ่งมีศักดิ์เป็นหลานและผู้ใต้อุปถัมภ์ของเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์เข้ามาดำรงตำแหน่งเสนาบดีกรมนาแทน พระองค์ก็ต้องสูญเงินอุดหนุน 2,000 ชั่งไป&amp;rdquo; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อาจารย์กุลลดากล่าวต่อไปอีกว่า &amp;ldquo;เห็นได้ชัดว่า ฝ่ายขุนนางผู้ใหญ่ถือว่า ภาษีอากรที่อยู่ภายใต้การควบคุมของตนเป็นทรัพย์สมบัติส่วนตัว และใช้ทุกโอกาสที่จะไม่ต้องจ่ายเงินเข้าท้องพระคลัง ถึงแม้รายได้จากการประมูลภาษีอากรจะเพิ่มขึ้นมาเป็นระยะเวลาหลายปีแล้ว ขุนนางเหล่านี้ก็ถือว่าการจ่ายรายได้แผ่นดินเข้าพระคลังหลวงเป็นจำนวนที่แน่นอนตายตัวนั้นเป็นเรื่องถูกต้อง แม้กระทั่งกรมหลวงวงศาธิราชสนิท ซึ่งกำกับดูแลพระคลังสินค้า ก็มิได้ประพฤติต่างไปจากขุนนางผู้ใหญ่คนอื่นๆ&amp;hellip;&amp;hellip;ด้วยเหตุนี้ ทั้งพระคลังข้างที่และพระคลังหลวงจึงได้ประโยชน์น้อยมากในยามที่เศรษฐกิจกำลังขยายตัว&amp;hellip;&amp;hellip;ขุนนางผู้ใหญ่เป็นกลุ่มที่รับผลประโยชน์มากที่สุดจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจครั้งนี้ (จากการทำสนธิสัญญาการค้าเบาว์ริงกับอังฤษ/ผู้เขียน)&amp;rdquo;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;สาเหตุหนึ่งที่ทำให้ทรัพยากรต่างๆ ตกอยู่ในการควบคุมของขุนนางผู้ใหญ่มาจากข้อเท็จจริงที่ว่า พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ตกอยู่ในฐานะผู้รับการอุปถัมภ์จากขุนนางผู้ใหญ่มาตั้งแต่ต้น แทนที่จะเป็นผู้อุปถัมภ์ขุนนางเหล่านั้น&amp;rdquo;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
ในวิทยานิพนธ์ของ ชลธิชา บุนนาค ได้กล่าวถึงภาวะทางการเงินของบ้านเมืองในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ไว้ว่า &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ในสมัยรัชกาลที่ 4 ไทยต้องยอมเจรจาทำสนธิสัญญาฉบับใหม่กับชาติตะวันตก คือ สัญญาเบาว์ริง ซึ่งมีผลกระทบต่อรายได้ของรัฐโดยตรงยิ่งกว่าสัญญาเบอร์นี เนื่องจากรัฐมีสิทธิ์เก็บภาษีขาเข้าจากต่างประเทศได้เพียงร้อยละสามเท่านั้น และต้องจ่ายคืนถ้าสินค้าที่พ่อค้านำเข้ามาจำหน่ายเหลือกลับออกไป ผลประโยชน์ที่รัฐเคยได้จากภาษีเบิกร่อง ภาษีปากเรือ ภาษีสินค้าเข้าและออก ต้องยกเลิกไปโดยสิ้นเชิง พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ทรงหาวิธีแก้ไขเพื่อหารายได้แผ่นดินมาชดเชยส่วนที่เสียไป โดยการเรียกเก็บภาษีอากรภายในเพิ่มขึ้นอีก 14 อย่าง รวมกับภาษีอากรเดิมที่ตั้งขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 จำนวน 38 อย่าง เป็น 52 อย่าง แต่ก็ยังไม่เพียงพอกับรายจ่ายที่เพิ่มมากขึ้น เพราะอยู่ในระยะที่ต้องใช้เงินเพื่อปรับปรุงบ้านเมืองให้เจริญก้าวหน้าเพื่อรักษาเอกราชของชาติด้วย และในขณะเดียวกันต้องคอยเอาใจบรรดาเจ้านายและขุนนางผู้เคยได้รับผลประโยชน์จากการค้าผู้ขาดแต่เดิม โดยทรงเลื่อนตำแหน่งเจ้านายและขุนนาง แจกเบี้ยหวัด และให้โอกาสข้าราชการแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัวจากระบบภาษีนายอากร ซึ่งทำให้ &amp;lsquo;ความลำบากในเรื่องเงินแผ่นดินตกต่ำจึงค่อยสงบลงไป&amp;rsquo;&amp;rdquo; นอกจากนี้ ชลธิชายัง &amp;ldquo;มีข้อน่าสังเกตประการหนึ่งว่า พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ได้ทรงพยายามแสวงหารายได้เพิ่มขึ้นทุกวิถีทางเพื่อชดเชยส่วนที่เสียไปในการเจรจากับประเทศคู่สัญญาขอแก้ไขอัตราภาษี และจัดเก็บภาษีอากรภายในเพิ่มขึ้นอีก 14 ชนิด ซึ่งน่าจะทำให้รายได้แผ่นดินเพิ่มขึ้น แต่ปรากฏว่า จากตัวเลขประมาณการรายได้ตอนปลายรัชกาลที่ 4 รายได้อยู่ในภาวะทรงตัว แต่รายจ่ายในกรมพระคลังมหาสมบัติเพิ่มขึ้นทุกปี เช่น &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พ.ศ.2403 จ่าย 2,217,426 บาท 87 สตางค์ พ.ศ.2404 จ่าย 2,615,764 บาท 50 สตางค์ พ.ศ.2405 จ่าย 2,680,332 บาท 50 สตางค์&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พ.ศ.2406 จ่าย 2,670,786 บาท 50 สตางค์ รายได้ในปีสุดท้ายของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ คงเหลืออยู่ 2,967,604 บาท&amp;rdquo;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชลธิชาได้วิเคราะห์สาเหตุที่รัฐบาลมีปัญหาเรื่องรายรับไม่พอกับรายจ่ายในช่วงนั้นไว้ดังต่อไปนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;หนึ่ง เจ้านายภาษีอากรที่ประมูลจัดเก็บภาษีอากรไม่ส่งเงินผลประโยชน์ให้รัฐตามกำหนดเวลา นอกจากปัญหาไม่ส่งเงินตามเวลาแล้ว เจ้าภาษีนายอากรพากันเป็นหนี้รัฐบาลเป็นจำนวนมาก เพราะเจ้าภาษีมักจะนำเงินที่ได้ไปใช้สอยส่วนตัว เนื่องจากเจ้าภาษีนายอากรส่วนใหญ่มักจะทำการค้าอื่นๆ ควบคู่ไปด้วย มักจะนำเงินภาษีอากรที่เก็บได้ไปใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สอง เจ้าภาษีนายอากรประมูลเงินส่งรัฐในอัตราที่ต่ำกว่าที่ควร การรั่วไหลของเงินภาษีอากรแผ่นดินที่เกิดจากระบบเจ้าภาษีนายอากร คือ การที่รัฐให้เอกชนผู้ต้องการทำภาษีเป็นผู้เสนอราคาว่าจะส่งเงินให้แก่รัฐบาลเท่าใด เนื่องจากรัฐไม่เคยสำรวจการทำมาหากินของประชาชนว่าทำสิ่งใดมากน้อย มีสิ่งผลิตจำนวนเท่าใดที่ต้องเสียภาษี ดังนั้นเจ้าภาษีจึงถือโอกาสเสนอราคาซึ่งต่ำกว่าที่สมควรเพื่อตนจะได้กำไรจากการทำภาษีเป็นจำนวนมาก &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
สาม รัฐต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเก็บภาษีสูงโดยไม่จำเป็น การที่รัฐกำหนดให้มีเจ้าภาษีนายอากรเป็นผู้รับผิดชอบการจัดเก็บภาษีอากรแต่ละประเภทเป็นจำนวนมาก ทำให้รัฐต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว เช่น ค่าพาหนะขนส่ง ค่าเรือ ค่าจ้างโคต่าง เกวียนต่างๆ ค่าก่อสร้างโรงภาษี ที่เจ้าภาษีหักไว้เป็นค่าใช้จ่าย เงินที่รัฐได้จึงลดลง&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
สี่ รัฐไม่มีหน่วยงานควบคุมและตรวจสอบรายรับ-รายจ่ายของแผ่นดินโดยตรง อำนาจในการเก็บเงินภาษีอากรกระจายอยู่ในหน่วยงานทางการบริหารที่สำคัญหลายกรม ทำให้รัฐไม่อาจทราบจำนวนรายได้แท้จริงของแผ่นดินที่เจ้าภาษีจัดเก็บมาส่งมอบ&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ห้า รัฐอนุญาตให้ขุนนางในกรมที่ได้ควบคุมภาษีใช้จ่ายเงินแผ่นดินได้ทันทีเมื่อเจ้าภาษีนำเงินมาส่งตามกำหนด ขุนนางในกรมนั้นสามารถหักเงินภาษีนี้ใช้จ่ายราชการได้ก่อนเหลือเท่าไร จึงจะนำส่งคลังมหาสมบัติ&amp;rdquo; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
หก เจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่ควบคุมไม่ได้ทำหน้าที่อย่างเข้มแข็งและซื่อตรง การที่บรรดาเจ้าภาษีนายอากรพากันติดค้างเงินหลวงเป็นจำนวนมาก เพราะเอาเงินไปลงทุนทำการค้าส่วนตัวโดยไม่หวั่นเกรงอำนาจรัฐ เป็นผลเนื่องมาจากเจ้าพนักงานที่รัฐตั้งให้เป็นผู้ควบคุมเจ้าภาษีที่เรียกว่า &amp;lsquo;เจ้าจำนวน&amp;rsquo; นั้น ไม่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเด็ดขาด เนื่องด้วยมีผลประโยชน์ร่วมกับเจ้าภาษี&amp;rdquo;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากปัญหาด้านการเงิน ทำให้ในต้นรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ไม่มีเงินพอใช้จ่ายราชการและต้องตกเป็นหนี้ตั้งแต่งานพระบรมศพตลอดมาจนถึงปีมะแม (พ.ศ.2414) เป็นเงินถึง 100,000 ชั่ง และ &amp;ldquo;รายได้แผ่นดินในสมัยต้นรัชกาลไม่พอใช้จ่าย&amp;rdquo; ดังความตอนหนึ่งที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ ทรงมีพระราชหัตถเลขาถึงสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรสว่า &amp;ldquo;&amp;hellip;.แต่เบี้ยหวัดปีละ 11,000 ชั่งก็วิ่งตาแตก ได้เงินคลังมหาสมบัติ ซึ่งเปนเจ้าน่าที่ต้องวิ่งหาเปนพื้น นอกนั้นก็ปล่อยให้ค้าง ที่ได้ตัวเงินจริงมีประมาณ 20,000 ชั่งเท่านั้น เงินไม่พอจ่ายราชการ ต้องเป็นหนี้ตั้งแต่งานพระบรมศพ ตลอดมาจนถึงปีมะแมนี้ เปนเงิน 100,000 ชั่ง&amp;rdquo;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
ตามที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ น่าจะชัดเจนแล้วว่า ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ &amp;ldquo;ในท้องพระคลังของพระเจ้าแผ่นดินแห่งกรุงสยามนั้น เต็มไปด้วยเงิน ประหนึ่งภูเขาทองและเงิน และเป็นพระเจ้าแผ่นดินที่มั่งคั่งที่สุด&amp;rdquo; จริงตามข่าวลือหรือไม่! &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
มีเกร็ดเรื่องเล่าเกี่ยวกับปัญหาเรื่องพระทนต์ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ คือ พระองค์ทรงเสียพระทนต์ทั้งพระโอษฐ์ไปตั้งแต่ก่อนเสด็จขึ้นครองราชย์ ในปี พ.ศ.2397 (หลังเสด็จขึ้นครองราชย์ 3 ปี) หมอบรัดเลย์ได้ทรงถวายชุดพระทนต์ปลอม (ฟันปลอม) จากทันตแพทย์ชาวอเมริกันชื่อหมอฮิทช์คอก แต่ฟันปลอมไม่พอดีกับพระองค์ ต่อมาในปี พ.ศ.2410 (ก่อนสวรรคตหนึ่งปี) มีหมอฟันอีกท่านหนึ่งชื่อ หมอคอลลินส์ได้เดินทางมาจากประเทศจีน เพื่อจะมาถวายการจัดพระทนต์ปลอมแด่พระองค์ โดยหมอท่านนั้นได้ยินคำเล่าลือมาว่า พระองค์จะทรงพระราชทานเงินเป็นจำนวนถึง 1,000 ดอลลาร์ สำหรับหมอฟันคนใดที่ทำฟันปลอมให้พระองค์ได้สำเร็จ แต่ปัญหาคือ พระองค์ไม่ยอมให้หมอท่านนั้นเอามือเข้าไปในพระโอษฐ์ของพระองค์เพื่อทำพิมพ์ฟันปลอม แต่พระองค์ขอใส่พิมพ์ฟันนั้นด้วยพระองค์เอง แต่เมื่อเอาพิมพ์ฟันนั้นไปทำฟันปลอม ก็ปรากฏว่าไม่พอดี พระองค์ทรงกริ้วหมอนั้นมาก แต่วันรุ่งขึ้น พระองค์ก็ทรงขอโทษคุณหมอ ต่อมาหมอบรัดเลย์ได้รับพระบรมราชานุญาตให้เป็นผู้เอามือใส่ในพระโอษฐ์เพื่อกดขี้ผึ้งแท่นพิมพ์ คราวนี้ ฟันปลอมที่ทำมาใส่ได้พอดี แต่พระองค์ไม่ได้ทรงพระราชทานเงิน 1,000 ดอลลาร์ให้หมอคอลลินส์ตามข่าวลือ แต่พระราชทานเพียง 560 ดอลลาร์เท่านั้น &amp;nbsp;และเงินจำนวนนั้นยังรวมค่าทำฟันปลอมให้กับพระประยูรญาติที่แก่กว่าพระองค์อีกหนึ่งชุดด้วย! ไม่ทราบว่าจะเป็นด้วยเหตุผลที่ทรงต้องมัธยัสถ์หรือเหตุใดก็แล้วแต่จะพิจารณากันเอาเอง เมื่อเราทราบแน่นอนแล้วว่า ข่าวลือที่ปล่อยออกมาในปี พ.ศ.2408 นั้นไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด ตอนต่อไปเราจะมาวิเคราะห์กันว่า ทำไมถึงมีการปล่อยข่าวลือ และใครน่าจะเป็นคนปล่อย เพราะอะไร ใครได้อะไร?&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
(กุลลดา เกษบุญชู มี้ด เขียน, อาทิตย์ เจียมรัตตัญญู แปล, ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ วิวัฒนาการรัฐไทย ; ๒๐๐ ปีในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว, พิมพ์ครั้งแรกในวารสารข่าวช่าง ฉบับเดือนกันยายน พ.ศ.๒๕๓๐ ; ชลธิชา บุนนาค, การเสื่อมอำนาจทางการเมืองของขุนนางในสมัยรัชกาลที่ 5 (พ.ศ. 2416-235) : ศึกษากรณีขุนนางตระกูลบุนนาค, วิทยานิพนธ์อักษรศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ภาควิชาประวัติศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, พ.ศ.2527 ; Abbot Low Moffat, Mongkut the King of Siam.).
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112195</URL_LINK>
                <HASHTAG>พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระราชทรัพย์, ไชยัตน์ ไชยพร, ไม่เคืองแค้นไม่เสียดาย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210603/image_big_60b8ed43870cb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>108923</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/07/2021 13:07</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/07/2021 13:07</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชอำนาจมากแค่ไหน ? </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(ข้อเขียนนี้เป็นตอนที่สามต่อจากตอนแรก &amp;ldquo;การซุบซิบ ข่าวลือ ข่าวลวงและเสรีภาพ&amp;rdquo; และตอนที่สอง &amp;ldquo;พ.ศ. 2408: &amp;nbsp;มีคนปล่อยข่าวลือว่ารัชกาลที่สี่เป็นกษัตริย์สมบูรณาญาสิทธิราชย์&amp;rdquo; ที่เผยแพร่ไปเดือนที่แล้ว)&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พ.ศ. 2408 มีคนปล่อยบัตรสนเท่ห์เป็นภาษาอังกฤษว่า พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นพระมหากษัตริย์ที่มีพระราชอำนาจในแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ (&amp;ldquo;Siam is under quite absolute Monarchy.&amp;rdquo;) &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เรามาดูกันว่าเป็นจริงเช่นนั้นจริงหรือไม่ ?&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การเสด็จขึ้นครองราชย์ของพระองค์ในปี พ.ศ. 2394 เกิดขึ้นจากการสนับสนุนของที่ประชุมพระราชวงศ์และเสนาบดีผู้ใหญ่ที่อยู่ภายใต้อิทธิพลของขุนนางตระกูลบุนนาค แม้ว่าในช่วงสุดท้ายก่อนพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวจะเสด็จสวรรคต พระองค์ได้ทรงเสนอชื่อของพระราชโอรส (หม่อมเจ้าอรรณพ) ให้เป็นผู้สืบสันตติวงศ์ &amp;nbsp;แต่ไม่ได้รับความเห็นชอบ &amp;nbsp;เพราะเหล่าเสนาบดีผู้ใหญ่เห็นสมควรให้เจ้าฟ้ามงกุฎเสด็จขึ้นครองราชสมบัติ โดยปัจจัยในการกำหนดตัวผู้สืบสันตติวงศ์สัมพันธ์กับบริบทางการเมืองของสยามขณะนั้น &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แม้ว่าการตัดสินใจเลือกเจ้าฟ้ามงกุฎนี้ใช่ว่าจะเป็นความเห็นพ้องต้องกันในหมู่เสนาบดีผู้ใหญ่เสียทีเดียว &amp;nbsp;แต่อย่างไรก็ตาม กลุ่มขุนนางชั้นผู้ใหญ่ที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดอันได้แก่ขุนนางรุ่นใหม่ในตระกูลบุนนาคได้ตระหนักถึงพระปรีชาสามารถในความรู้ในภาษาต่างประเทศและวิทยาการและความเป็นไปของโลกตะวันตกของพระองค์ อันเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งต่อการเท่าทันต่อโลกภายนอกสยาม และพระองค์ทรงมีทีท่าที่จะมีปฏิสัมพันธ์กับประเทศตะวันตกไม่ต่างจากจุดยืนของกลุ่มขุนนางดังกล่าวนี้ที่ต้องการทำสนธิสัญญาทางการค้ากับอังกฤษ &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังจากพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯเสด็จขึ้นครองราชย์ ได้ทรงโปรดเกล้าแต่งตั้งให้ ดิศ บุนนาคเป็นสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์ &amp;nbsp;สำเร็จราชการต่างพระเนตรพระกรรณทั่วราชอาณาจักร และรวมทั้งขุนนางสายตระกูลบุนนาคคนอื่นๆก็ได้รับการแต่งตั้งเป็นการตอบแทน ทำให้ผู้ดำรงตำแหน่งสำคัญๆอย่างเช่น กลาโหม สมุหนายก เมือง วัง คลัง นาล้วนมาจากขุนนางตระกูลบุนนาคหรือเกี่ยวข้องโดยการแต่งงานกับพวกบุนนาคทั้งสิ้น &amp;nbsp; ซึ่งต่างจากพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯที่เมื่อขึ้นครองราชย์แล้วพระองค์ทรงหาทางลดทอนอำนาจบรรดาขุนนาง โดยการแบ่งแยกและปกครองเพื่อไม่ให้อำนาจกระจุกตัวอยู่ที่ขุนนางผู้ใหญ่ &amp;nbsp;แต่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯไม่สามารถทรงทำเช่นนั้นได้ เพราะพระองค์ไม่ได้สั่งสมอำนาจบารมีในทางการค้าและการเมืองมาก่อนขึ้นครองราชย์ &amp;nbsp;และเหตุผลประการหนึ่งที่พวกขุนนางตระกูลบุนนาคสนับสนุนพระองค์ก็เป็นเพราะพระองค์ไม่ได้ทรงมีอำนาจบารมีทางการเมืองที่เข้มแข็งพอที่จะต่อรองอะไรมากกับกลุ่มขุนนางที่สนับสนุนพระองค์ &amp;nbsp;เพราะก่อนเสด็จขึ้นครองราชย์ พระองค์ทรงผนวชมาเป็นเวลานานราวสามทศวรรษ ทำให้พระองค์ไม่มีอำนาจต่อรองเท่าไรนัก &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สถานะของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ &amp;ldquo;ปรากฏชัดเจนจากประกาศของพระองค์ใน พ.ศ. 2397 เพื่อพระราชทานอำนาจหน้าที่เต็มแก่ขุนนางคนสำคัญในตระกูลบุนนาคโดยส่วนใหญ่ ได้แก่ สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์ (ดิศ บุนนาค) สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิไชยญาติ (ทัต บุนนาค) &amp;nbsp;เจ้าพระยานิกรบดินทร์ (สมุหนายก: ว่าการมหาดไทย) และเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) โดยให้มีอำนาจบัญชาการเรื่องต่างๆได้โดยไม่ต้องรอพระบรมราชานุมัติ โดยพระองค์จะยินดีหากมีผู้กราบบังคมทูลให้ทรงทราบถึงการตัดสินใจสำคัญใดๆเพื่อจะได้ปฏิบัติพระองค์ตามสมควร&amp;rdquo;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนตำแหน่งวังหน้า หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯเสด็จขึ้นครองราชย์ พระองค์ได้ทรงแต่งตั้งสมเด็จเจ้าฟ้าจุฑามณี พระอนุชาร่วมพระมารดาให้ดำรงตำแหน่งกรมพระราชวังบวรสถานมงคล &amp;nbsp;เพราะในขณะนั้น ยังไม่ทรงมีพระราชโอรสที่ประสูติในเศวตรฉัตร (เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ทรงประสูติ พ.ศ. 2396) &amp;nbsp;และในการแต่งตั้งนี้ถือเป็นการแต่งตั้งที่พิเศษ นั่นคือ &amp;ldquo;โปรดพระราชทานให้มียศยิ่งใหญ่กว่าแต่ก่อน&amp;rdquo; นั่นคือ ให้มียศยิ่งใหญ่กว่ากรมพระราชวังสถานมงคลและให้เสมอกันกับพระเจ้าแผ่นดิน โดยให้ออกพระนามพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ให้ถือเป็น &amp;ldquo;พระเจ้าแผ่นดินพระองค์ที่สอง&amp;rdquo; และ &amp;ldquo;ให้รับพระราชโองการทั้ง ๒ พระองค์..ผิดกันแต่คำนำหน้าที่ว่ารับพระราชโองการและรับพระบวรราชโองการเท่านั้น&amp;rdquo; และพะราชพิธีบวรราชาภิเษกก็ไม่แตกต่างจากพระราชพิธีบรมราชาภิเษก&amp;rdquo;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เหตุผลในการแต่งตั้งดังกล่าวนี้ สืบจากพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯทรงพระราชดำริเห็นว่า เจ้าฟ้าจุฑามณี พระอนุชา &amp;ldquo;ทรงพระปรีชารอบรู้การในพระนครและการต่างประเทศ และขนบธรรมเนียมต่างๆ และศิลปะศาสตร์ในการรณรงค์สงครามเป็นอันมาก พระบรมราชวงศานุวงศ์และเสนาบดีข้าทูลละอองธุลีพระบาท ผู้ใหญู่ผู้น้อยก็นิยมยินดีนับถือมาก&amp;rdquo; &amp;nbsp;ซึ่งการที่พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้ง &amp;ldquo;พระเจ้าแผ่นดินพระองค์ที่สอง&amp;rdquo; นี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วในสมัยพระนเรศวรที่ทรงแต่งตั้งพระเอกาทศรถ &amp;nbsp;ด้วยเหตุผลที่ว่าต้องเผชิญกับภัยภายนอกคือพม่าและทำให้ไม่มีปัญหาในการสืบราชสมบัติ &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกัน ในพระราชพงศาวดาร กรุงรัตนโกสินท์ รัชกาลที่ 5 พระนิพนธ์ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพกล่าวว่า &amp;ldquo;พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯทรงเชื่อตำราพยากรณ์ ว่าพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯจำต้องได้เป็นพระเจ้าแผ่นดิน&amp;rdquo; &amp;nbsp;พระองค์จึงทรงแต่งตั้งเพื่อแก้เคล็ดคำพยากรณ์ดังกล่าว &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะเดียวกัน ก็เป็นไปได้ว่า การที่พระองค์ทรงต้องการให้ตำแหน่งวังหน้าที่ครองโดยพระราชอนุชามีสถานะที่เท่าเทียมพระมหากษัตริย์ก็เพื่อให้พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯทรงพอพระทัยกับสถานะอันทรงพระเกียรติสูงสุดเพื่อที่จะไม่จำเป็นต้องคิดแย่งชิงบัลลังก์โดยคบคิดกับผู้นำขุนนางตระกูลบุนนาค &amp;nbsp;ซึ่งก่อนหน้านี้ การมีพระมหากษัตริย์สองพระองค์เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวเท่านั้น นั่นคือ ย้อนกลับไปถึง 261 ปีในสมัยสมเด็จพระนเรศวรและสมเด็จพระเอกาทศรถ&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในปลายรัชกาล ได้เกิดการควบรวมอำนาจทางการเมืองโดยเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ &amp;nbsp;ในปี พ.ศ. 2398 เมื่อสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์ถึงแก่พิราลัย เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ได้ขึ้นเป็นสมุหพระกลาโหมแทน ต่อมา พ.ศ. 2400 สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิไชยญาติ (ทัต บุนนาค) &amp;nbsp;ผู้เป็นอาของเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ถึงแก่พิราลัย &amp;nbsp;และในปี พ.ศ. 2408 พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯ ผู้ดำรงตำแหน่งพระมหากษัตริย์องค์ที่สองและตำแหน่งวังหน้าสวรรคต ทำให้อำนาจทางการเมืองอยู่ภายใต้การนำของเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์แห่งตระกูลบุนนาคในสายของตนแต่เพียงผู้เดียว &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
อีกทั้งหลังจากพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯสวรรคต ทำให้ตำแหน่งวังหน้าว่างลง เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์กราบทูลให้ทรงแต่งตั้งพระองค์เจ้ายอดยิ่งยศพระราชโอรสของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯให้ดำรงตำแหน่งดังกล่าว &amp;nbsp;แม้พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯไม่ทรงมีพระราชประสงค์ที่จะแต่งตั้งผู้ใดให้ดำรงตำแหน่งวังหน้า แต่ด้วยอำนาจบารมีอันยิ่งใหญ่และการให้เหตุผลของเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ พระองค์จึงทรงประนีประนอมยอมแต่งตั้งให้พระองค์เจ้ายอดยิ่งยศดำรงตำแหน่งกรมหมื่นบวรวิชัยชาญ &amp;nbsp;แม้ไม่ได้อยู่ในสถานะที่จะมีสิทธิ์สืบราชสมบัติเท่ากับตำแหน่งกรมพระราชวังบวรสถานมงคล &amp;nbsp;แต่ในทางปฏิบัติ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯทรงโปรดให้กรมหมื่นบวรวิชัยชาญเสด็จออกงานพิธีคู่กับพระองค์ แต่ในทางราชการ มิได้ &amp;ldquo;ทรงยกย่องกรมหมื่นบวรวิชัยชาญให้ผิดกับแต่ก่อนอย่างไรไม่&amp;rdquo; &amp;nbsp;นั่นคือ ในทางปฏิบัติทรงปฏิบัติให้ผู้คนเห็นว่าทรงปฏิบัติต่อกรมหมื่นบวรวิชัยชาญประดุจกรมพระราชบวรสถานมงคล แต่ในทางการ กรมหมื่นบวรวิไชยชาญมิได้มีสิทธิ์ในการสืบราชสมบัติอย่างกรมพระราชวังบวรสถานมงคล&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกัน แม้ว่าพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯได้ทรงโปรดเกล้าฯให้มีการออกประกาศต่างๆมากมายตลอดรัชสมัยของพระองค์ &amp;nbsp;แต่กุลลดา เกษบุญชู มี๊ด นักรัฐศาสตร์ผู้ศึกษาเรื่องสมบูรณาญาสิทธิราชย์สยาม ได้กล่าวว่า &amp;ldquo;ถึงแม้ประกาศฉบับต่างๆของพระองค์จะให้ภาพว่าทรงกระตือรือร้นในกิจการของรัฐ ทว่าบรรดาขุนนางผู้ใหญ่มิได้เข้าเฝ้าฯเป็นประจำทุกวัน ก็บ่งชี้ว่าพระองค์มิได้เป็นศูนย์กลางอำนาจการบริหารราชการแผ่นดิน รัฐพิธีและพระราชพิธีต่างๆกลายเป็นเครื่องแสดงให้เห็นถึงความอ่อนแอของพระมหากษัตริย์ เนื่องจากขุนนางผู้ใหญ่ไม่สนใจเข้าร่วมพิธี เมื่อต้องประกอบพระราชพิธีโสกันต์เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ พระองค์จึงตรัสว่ามิได้คาดหวังให้ขุนนางมาช่วยงาน แต่หากผู้ใดมาช่วยงาน พระองค์จะสมนาคุณตอบแทนเมื่อถึงเวลาอันสมควร การเน้นย้ำผลประโยชน์ต่างตอบแทนเช่นนี้ทำให้พระองค์มิได้แสดงบทบาทพระมหากษัตริย์แบบจารีตในฐานะองค์อุปถัมภกสูงสุดอีกต่อไป พระองค์ทรงยอมรับอย่างเปิดเผยว่าทรงเห็นเป็นบุญคุณอย่างยิ่งที่บรรดาขุนนางสนับสนุนให้พระองค์ขึ้นครองราชย์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อพระราชลัญจกรประจำรัชกาลถูกหมิ่นพระบรมเดชานุภาพว่าเป็นกษัตริย์ที่ทรงชราและไร้พระราชอำนาจ พระองค์ก็ได้ขอร้องให้เหล่าขุนนางเข้าเฝ้าฯและร่วมพิธีทำขวัญ ในความสัมพันธ์ระหว่างขุนนาง พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯพยายามยืนยันพระราชอำนาจด้วยการเน้นย้ำให้ขุนนางเข้าเฝ้าฯเฉพาะพระพักตร์ ดังนั้น จึงมีพระบรมราชโองการให้ขุนนางเข้าเฝ้าฯเพื่อรอรับพระราชทานเบี้ยหวัดเงินปีด้วยตนเองแทนที่จะส่งผู้แทนมา &amp;nbsp;พระองค์ยังเป็นองค์ประธานในพระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาและทรงริเริ่มการให้คำสัตย์สาบานว่าจะซื่อตรงต่อผู้ปกครอง &amp;nbsp;นอกจากนี้ พระองค์ยังลงพระปรมาภิไธยและพระราชทานหนังสือเฉลิมพระยศเจ้านายด้วยพระองค์เอง ณ วังของเจ้านายนั้นๆ ทั้งยังส่งเสริมให้ขุนนางระดับล่างกราบบังคมทูลให้ทรงทราบหากจะจัดพิธีใดๆขึ้นมา เพื่อจะได้เสด็จพระราชดำเนินไปร่วมงานโดยมุ่งหมายผลประโยชน์ต่างตอบแทนในภายหน้า &amp;nbsp;แต่กระนั้น ทรัพยากรที่จะเสริมสร้างระบบอุปถัมภ์ของพระองค์ก็มีอยู่จำกัด &amp;nbsp;ดังจะเห็นได้จากการเสนอให้ขุนนางใช้บริการนวดจากข้าราชบริพารของพระองค์&amp;rdquo;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ แสดงให้เห็นชัดเจนว่า พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงห่างไกลจากการเป็นพระมหากษัตริย์ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ตามที่มีผู้ปล่อยข่าวลือ &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คราวหน้าจะได้กล่าวถึงข่าวลืออีกเรื่องหนึ่งที่ว่า &amp;ldquo;ในท้องพระคลังของพระเจ้าแผ่นดินแห่งกรุงสยามนั้น เต็มไปด้วยเงิน ประหนึ่งภูเขาทองและเงิน และเป็นพระเจ้าแผ่นดินที่มั่งคั่งที่สุด&amp;rdquo; ! &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(แหล่งข้อมูล: พระราชพงศาวดาร กรุงรัตนโกสินท์ รัชกาลที่ 5 พระนิพนธ์ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ; ประชุมพงศาวดารภาคที่ ๕๒ จดหมายเหตุเมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวสวรรคต. [พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงเรียบเรียงทูลเกล้า ฯ ถวาย พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พิมพ์พระราชทานในงานพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่ยาเธอ เจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดช กรมขุนสงขลานครินทร ครบสัปตมวาร ณ วันที่ ๓๐ กันยายน พ.ศ. ๒๔๗๒]; พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 1-4 ฉบับเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ (ขำ บุนนาค) เล่ม 2; ชัยอนันต์ สมุทวนิช, การเมือง-การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองไทย 2411-2475,;กุลลดา เกษบุญชู มี้ด เขียน, อาทิตย์ เจียมรัตตัญญู แปล, ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ วิวัฒนการรัฐไทย; Abbot Low Moffat, Mongkut the King of Siam.)&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/108923</URL_LINK>
                <HASHTAG>พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ, พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว, เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์, ไชยันต์ ไชยพร, ไม่เคืองแค้นไม่เสียดาย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210603/image_big_60b8ed43870cb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>106585</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/06/2021 16:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/06/2021 15:39</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พ.ศ. 2408:  มีคนปล่อยข่าวลือว่ารัชกาลที่สี่เป็นกษัตริย์สมบูรณาญาสิทธิราชย์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อเขียนนี้เป็นตอนสองต่อจากตอนที่หนึ่ง &amp;ldquo;การซุบซิบ ข่าวลือ ข่าวลวงและเสรีภาพ&amp;rdquo; ที่เผยแพร่ไปเมื่อสักสองสัปดาห์ก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่จริง สำหรับคนไทยจำนวนไม่น้อยในปัจจุบัน การปล่อยข่าวในปี พ.ศ. 2408 ว่า พระมหากษัตริย์ในเวลานั้นทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ปกครองในแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ก็ไม่เห็นว่าจะเป็นปัญหาอะไร เพราะคนไทยส่วนใหญ่ในปัจจุบันน่าจะคิดว่า ก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 การปกครองของไทยเราเป็นสมบูรณาญาสิทธิราชย์ &amp;nbsp;แต่หลังเปลี่ยนแปลงการปกครองจึงเข้าสู่การปกครองที่พระมหากษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ หรืออีกนัยหนึ่งคือ พระราชอำนาจถูกจำกัดโดยรัฐธรรมนูญ &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น ในปี พ.ศ. 2408 &amp;nbsp;ผู้ที่ปล่อยข่าวลือแบบนั้นก็คือผู้ที่เพียงแต่ยืนยันในสิ่งที่เป็นอยู่และรับรู้กันเป็นปกติอยู่แล้ว และพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯก็ไม่น่าจะต้องทรงเดือดร้อนพระราชหฤทัยแต่อย่างใด &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไม่ต่างกับว่า หากสมัยนี้ มีคนปล่อยข่าวลือในอังกฤษว่า สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่สองทรงปกครองอังกฤษในแบบพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ &amp;nbsp;คนอังกฤษหรือคนทั่วไปก็คงงงๆว่า จะปล่อยข่าวลือที่เป็นข่าวจริง (ไม่ลวง) นี้ออกมาทำไม &amp;nbsp;และสมเด็จพระราชินีฯก็ทรงไม่สนพระทัยอะไรกับข่าวปล่อยที่ว่านี้ &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พูดง่ายๆก็คือ ไม่รู้จะปล่อยมาทำไม !&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ใน พ.ศ. 2408 มีคนปล่อยข่าวลือเกี่ยวกับในหลวงรัชกาลที่สี่ที่แพร่สะพัด (แต่ก็ไม่สะพัดมาก เพราะปล่อยเป็นภาษาอังกฤษ) โดยมีประเด็นสำคัญเกี่ยวกับพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯดังนี้คือ &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หนึ่ง กรุงสยามอยู่ภายใต้อำนาจสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ไม่ว่าพระเจ้าแผ่นดินพระองค์ใหญ่ (หมายถึงรัชกาลที่สี่ เพราะสมัยนั้น มีพระเจ้าแผ่นดินสองพระองค์ คือ พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชอนุชาในรัชกาลที่สี่) จะมีพระบรมราชโองการมากประการใดก็ต้องปฏิบัติตาม จะคัดค้านมิได้ไม่ว่าจะเป็นราษฎรผู้ใดก็ตาม &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สอง ในท้องพระคลังของพระเจ้าแผ่นดินแห่งกรุงสยามนั้น เต็มไปด้วยเงิน ประหนึ่งภูเขาทองและเงิน และเป็นพระเจ้าแผ่นดินที่มั่งคั่งที่สุด&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สาม พระเจ้าแผ่นดินผู้ครองกรุงสยามองค์ปัจจุบัน มีพระทัยคับแคบและทรงนิยมสิ่งของทั้งหลายที่แปลกๆ ทรงโปรดธรรมเนียม ประเพณี วิทยาศาสตร์ ศิลปะ และวรรณคดี ฯลฯ ของชาวยุโรปโดยไม่มีขอบเขต พระองค์ยังทรงพอพระราชหฤทัยถ้อยคำประจบ และทะเยอทะยานในพระเกียรติ ดังนั้น ในขณะนี้ จึงเป็นโอกาสอันดียิ่งที่จะทำการกอบโกยเอาเงินเอาทองจำนวนมากจากท้องพระคลังของกรุงสยาม ฯลฯ &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯทรงมีปฏิกิริยาอย่างไรกับปมประเด็นทั้งสามนี้ ?&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คำตอบคือ &amp;nbsp;พระองค์ทรงเดือดร้อนไม่สบายพระทัยต่อประเด็นทั้งสาม และมีพระราชหัตถเลขาตอบเป็นภาษาอังกฤษ &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
คำถามคือ ทำไมพระองค์ท่านต้องไม่สบายพระทัยในทุกประเด็น ? &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเด็นที่สองและสาม เข้าใจได้เพราะมาหาว่าท่านมีพระราชทรัพย์มากมายท่วมดุจภูเขาเลากา แต่พระราชหฤทัยคับแคบ แต่อยากเด่นอยากดัง ชอบคนสอพลอ และหลอกเอาทรัพย์ง่าย &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ประเด็นที่ว่าพระองค์ท่านเป็นพระมหากษัตริย์ในแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์นี่สิ ทำไมพระองค์ต้องทรงเดือดร้อน น่าจะยินดีมิใช่หรือที่เป็นพระมหากษัตริย์มีทรงพระราชอำนาจอันล้นพ้น เพราะสมัยก่อนโน้นๆ พระมหากษัตริย์ในยุโรปก็อยากจะมีพระราชอำนาจอันสมบูรณ์กันทั้งนั้น และภาคภูมิใจที่สามารถสถาปนาระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ขึ้นได้ &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในการตอบประเด็นต่างๆเหล่านี้ &amp;nbsp;ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจกับลักษณะของข่าวลือนี้ &amp;nbsp;ประการแรก เขียนเป็นภาษาอังกฤษ สอง แพร่กระจายในหมู่ชาวต่างชาติในสยาม &amp;nbsp;ซึ่งชาวต่างชาติส่วนใหญ่ในขณะนั้นคือ ชาวยุโรปและชาวจีนที่สามารถเข้าใจภาษาอังกฤษได้ และแน่นอนว่า ย่อมรวมถึงชาวสยามที่รู้ภาษาอังกฤษด้วย และแน่นอนว่า พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ เพราะพระองค์ทรงรู้ภาษาอังกฤษเป็นอย่างดี และแน่นอนอีกด้วยว่า พระบรมวงศานุวงศ์อีกจำนวนหนึ่งก็น่าจะรู้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภาษาอังกฤษ แต่พระองค์ที่ได้รับการยอมรับจากชาวตะวันตกว่าภาษาอังกฤษดีจนโดดเด่นคือ พระราชอนุชาของรัชกาลที่สี่ พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว &amp;nbsp;รวมทั้งพระองค์เจ้ายอดยิ่งยศ พระราชโอรสพระองค์ใหญ่ในพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว &amp;nbsp;และยังมีขุนนางจำนวนหนึ่งที่รู้ภาษาอังกฤษโดยเฉพาะขุนนางตระกูลบุนนาค&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;
เจ้าพระยาสุรวงศ์ไวยวัฒน์ (วร บุนนาค)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และแน่นอนด้วยว่า คนปล่อยข่าวลือนี้ย่อมรู้ภาษาอังกฤษเป็นอยางดีถึงเขียนอะไรได้ขนาดนั้น ดังนั้น คนปล่อยข่าวลือน่าจะอยู่ในกลุ่มชาวยุโรป ชาวจีนและชาวสยามที่รู้ภาษาอังกฤษดี &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเด็นแรกในข่าวลือ กรุงสยามอยู่ภายใต้สมบูรณาญาสิทธิราชย์ โดยในภาษาอังกฤษใช้คำว่า &amp;ldquo;Siam is under quite absolute Monarchy.&amp;rdquo; &amp;nbsp;และมีข้อความต่อว่า &amp;ldquo;ไม่ว่าพระเจ้าแผ่นดินพระองค์ใหญ่ (หมายถึงรัชกาลที่สี่) จะมีพระบรมราชโองการมาประการใดก็ต้องปฏิบัติตาม จะคัดค้านมิได้ไม่ว่าจะเป็นราษฎรผู้ใดก็ตาม&amp;rdquo; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คำถามคือ ข้อความดังกล่าวนี้มีปัญหาอย่างไรต่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ?&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก่อนอื่น ต้องขออธิบายว่าในสมัยนั้น ยังไม่มีการแปลคำว่า &amp;ldquo;absolute monarchy&amp;rdquo; เป็นภาษาไทยว่า &amp;ldquo;สมบูรณาญาสิทธิราชย์&amp;rdquo; &amp;nbsp;เพราะมีหลักฐานว่า แม้เวลาผ่านไปในสมัยรัชกาลที่ห้า ในปี พ.ศ. 2428 ที่มีเจ้านายและข้าราชการ 11 พระองค์/คนกราบบังคมทูลถวายความเห็นจัดการเปลี่ยนแปลงราชการแผ่นดิน มีความตอนหนึ่งที่กล่าวถึงความปรารถนาของคณะผู้กราบบังคมทูลฯที่จะให้เปลี่ยนแปลงประเพณีการปกครอง โดยกล่าวว่า &amp;ldquo;ต้องเปลี่ยนแปลงประเพณีปัจจุบันนี้ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวต้องทรงพระราชวินิจฉัยราชการบ้านเมืองทุกสิ่งไปในพระองค์ ซึ่งมีประเพณีที่อังกฤษเรียกว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แอบโสลูดโมนากี ให้เป็นประเพณีซึ่งเรียกว่า คอนสติติวชั่นแนลโมนากี ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นมหาประธานของบ้านเมือง ที่จะทรงพระราชวินิจฉัย มีพระบรมราชโองการเป็นสิทธิ์ขาด แก่ข้าทูลละอองธุลีพระบาทผู้ใหญ่ ดังเช่นสมเด็จพระเจ้าแผ่นดินทุกๆพระองค์ในยุโรป ที่มิต้องทรงราชการด้วยพระองค์เองทั่วไปทุกอย่าง&amp;rdquo;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
นอกจากข้อความข้างต้นจะสื่อว่า ยังไม่มีการแปล absolute monarchy เป็นภาษาไทยแล้ว ยังสื่ออีกด้วยว่า ในความคิดของคณะผู้กราบบังคมทูลฯเห็นว่า ขณะนั้น (พ.ศ. 2428) สยามปกครองในระบอบ absolute monarchy และพวกเขาต้องการให้เปลี่ยนเป็น constitutional monarchy &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่าเพิ่งงงๆนะครับ ผมใช้ทับศัพท์ตามที่พวกคณะบุคคลนั้นใช้ แต่ถ้าพูดภาษาปัจจุบันก็คือ คณะบุคคลในปี พ.ศ. 2428 เห็นว่าสยามเราขณะนั้นปกครองด้วยระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ แต่พวกเขาต้องการให้เปลี่ยนเป็นระบอบพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ &amp;nbsp;หมายความว่า คณะบุคคลที่ว่านี้มาก่อนคณะราษฎรเป็นเวลาถึง 47 ปี &amp;nbsp;แต่จริงๆแล้ว ระบอบพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญของคณะบุคคลในปี พ.ศ. 2428 ก็ไม่เหมือนกับระบอบพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญของคณะราษฎรในปี พ.ศ. 2475 เสียทีเดียว (ที่จริงไม่ใช่แค่เสียทีเดียว แต่แตกต่างกันมากเลย)&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อยังไม่มีคำแปล &amp;ldquo;absolute Monarchy&amp;rdquo; เป็นภาษาไทยว่า &amp;ldquo;สมบูรณาญาสิทธิราชย์&amp;rdquo; ก็หมายความว่า ชาวสยามที่ไม่รู้ภาษาอังกฤษ ก็จะไม่เข้าใจว่า &amp;ldquo;absolute Monarchy&amp;rdquo; คืออะไร ?&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อาจมีผู้อ่านสงสัยว่า แม้แต่คำว่า Monarchy ชาวสยามสมัยนั้นไม่รู้จักหรืออย่างไร &amp;nbsp;? &amp;nbsp;คำตอบคือ ไม่รู้ เพราะยังไม่มีคำแปล &amp;ldquo;ราชาธิปไตย&amp;rdquo; ในภาษาไทยที่คนไทยส่วนใหญ่สมัยนี้รู้จักกันดี &amp;nbsp;ที่ว่าไม่รู้ &amp;nbsp;ก็เพราะมีผู้ศึกษาวิจัยในเรื่องนี้และพบว่า คำว่า ราชาธิปไตย ปรากฏครั้งแรกในหนังสือชื่อ &amp;ldquo;คัมภีร์สรรพพจนานุโยค&amp;rdquo; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ฟังชื่อแล้วน่าพิศวงงงวย แต่จริงๆก็คือหนังสือพจนานุกรมภาษาอังกฤษ-สยามที่มีชื่อในภาษาอังกฤษว่า &amp;nbsp;&amp;ldquo;The Comprehensive Anglo-Siamese Dictionary&amp;rdquo; ซึ่งมีทั้งหมดห้าเล่มใหญ่ &amp;nbsp;และแปลคำว่า Monarchy ไว้ดังนี้&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;ldquo;Monarchy, n. มอนอาร๎กี, บ้านเมือง ฤๅคอเวอร๎เมนต๎อันให้มีราชาธิปตัยเปนเจ้าแผ่นดิน; แผ่นดินบ้านเมืองอันมีเจ้าครอง. Monarchian/Monarchic/Monarchical, a. มอนอาร๎ก๎อิแอน, มอนอาร๎กอิก, มอนอาร๎กิแกล๎, อยู่ในราชาธิปตัยองค์เดียว; แห่งราชาธิปตัย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
ประธานาบธิบดีแฟรงคลิน เพียซ&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ดอกเตอร์แซมมวล สมิธ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และผู้ที่ทำหน้าที่จัดทำ &amp;ldquo;คัมภีร์สรรพพจนานุโยค&amp;rdquo; &amp;nbsp;คือ แซมมวล สมิธ (Samuel J. Smith) หรือ &amp;ldquo;หมอสมิธ&amp;rdquo; &amp;nbsp;มิชชันนารีชาวอเมริกันผู้จบการศึกษาระดับปริญญาเอกจากสหรัฐอเมริกา ความเป็นมาของการจัดทำหนังสือพจนานกรมนี้คือ ในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ &amp;nbsp;ประธานาธิบดีแฟรงคลิน เพียซได้ส่งพจนานุกรมภาษาอังกฤษตามแบบอเมริกันของโนอาฮ์ เวบสเตอร์ (Noah Webster) มาถวายเป็นของกำนัลแด่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯทรงโปรดให้หมอสมิธเป็นผู้จัดทำพจนานุกรมอังกฤษ-สยามขึ้นโดยใช้พจนานุกรมเวบสเตอร์เล่มดังกล่าวเป็นมาตรฐาน โดยเริ่มในปี พ.ศ. 2427 และเสร็จสมบูรณ์ในปี พ.ศ. 2442&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;คัมภีร์สรรพพจนานุโยค&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น ชาวสยามสมัยก่อนจะเริ่มรู้จักคำว่า &amp;ldquo;ราชาธิปไตย&amp;rdquo; ก็น่าจะตั้งแต่ พ.ศ. 2427 เป็นอย่างเก่ง&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดังนั้น ในปี พ.ศ. 2408 ที่มีข่าวลือดังกล่าว &amp;nbsp; ผู้รู้ความหมายที่เป็นชาวสยามจะต้องเป็นผู้ที่ไม่เพียงแต่รู้ภาษาอังกฤษ แต่จะต้องเข้าใจด้วยว่า absolute Monarchy หมายถึงการปกครองแบบไหน &amp;nbsp;? &amp;nbsp;ซึ่งน่าจะมีไม่มากนัก หรือจะว่าค่อนข้างน้อยด้วยซ้ำเลยก็ว่าได้ &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่แน่นอนว่า ชาวยุโรปย่อมเข้าใจว่าคำๆนี้สื่อถึงรูปแบบการปกครองอะไร และมีนัยในแง่ดีหรือร้ายอย่างไร &amp;nbsp;เพราะในปี พ.ศ. 2408 หรือ ค.ศ. 1865 ในยุโรป การปกครองที่มีพระมหากษัตริย์แบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์น่าจะไม่เหลือแล้ว เหลือก็แต่รัสเซีย &amp;nbsp;! และคำว่า absolute monarchy ได้มีความหมายในแง่ลบไปเรียบร้อยแล้ว ดีไม่ดีจะมีความหมายเท่ากับทรราช (tyrant) ด้วยซ้ำ&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น การปล่อยข่าวลือว่า พระบาทสมเด็จพระจอมแกล้าเจ้าอยู่หัวปกครองสยามในแบบ absolute monarchy ที่ &amp;ldquo;มีพระบรมราชโองการมาประการใดก็ต้องปฏิบัติตาม จะคัดค้านมิได้ไม่ว่าจะเป็นราษฎรผู้ใดก็ตาม&amp;rdquo; จึงมีความหมายในแง่ลบและเป็นการโจมตีพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯโดยตรง&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข่าวลือนี้เผยแพร่ไปในรูปของจดหมาย และ &amp;ldquo;จดหมายที่เขียนกล่าวโทษผู้อื่น โดยไม่ลงชื่อ หรือไม่ลงชื่อจริงของผู้เขียน&amp;rdquo; นี้ เขามีศัพท์เฉพาะใช้ นั่นคือ &amp;ldquo;บัตรสนเท่ห์&amp;rdquo; &amp;nbsp; พูดง่ายๆก็คือ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯต้องทรงเผชิญกับบัตรสนเท่ห์ที่กล่าวว่า พระองค์ทรงปกครองบ้านเมืองอย่าง &amp;ldquo;absolute Monarchy&amp;rdquo; ที่เวลาพระองค์ทรง &amp;ldquo;มีพระบรมราชโองการมาประการใดก็ต้องปฏิบัติตาม จะคัดค้านมิได้ไม่ว่าจะเป็นราษฎรผู้ใดก็ตาม&amp;rdquo; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แล้วการปกครองโดยพระมหากษัตริย์ในสยามสมัยนั้นเป็นเช่นนั้นจริงหรือเปล่า ? &amp;nbsp;เพราะนักวิชาการส่วนใหญ่หรือเกือบทั้งหมดต่างเห็นตรงกันว่า สมบูรณาญาสิทธิราช์ของไทยนั้นเริ่มเกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ห้า และไม่ใช่ในปี พ.ศ. 2428 ตามที่คณะบุคคลได้กล่าวไว้ &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในตอนหน้า จะพาผู้อ่านกลับไปดูการปกครองสยามในสมัยรัชกาลที่สี่ว่า ตกลงแล้วเป็นสมบูรณาญาสิทธิราชย์จริงหรือไม่ ? รวมทั้งดูปมประเด็นเรื่องพระราชทรัพย์ว่ามีมากมายเป็นภูเขาเลากาจริงหรือไม่ &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;? และพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯทรงอธิบายแก้ข่าวลือไว้อย่างไร ? และพระราชทานพระราชหัตถเลขานั้นไปถึงผู้ใด ?&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/106585</URL_LINK>
                <HASHTAG>!แจกเงิน 7 พัน, พ.ศ. 2408:  มีคนปล่อยข่าวลือว่ารัชกาลที่สี่เป็นกษัตริย์สมบูรณาญาสิทธิราชย์, ไชยัตน์ ไชยพร, ไม่เคืองแค้นไม่เสียดาย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210603/image_big_60b8ed43870cb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
