<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>43180</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/08/2019 08:26</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/08/2019 08:26</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ประชาชนไม่เห็นด้วย&#039;แท็กซี่&#039;ขึ้นราคาทุกกรณี </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 ส.ค. 2562 ศูนย์สำรวจความคิดเห็น &amp;ldquo;นิด้าโพล&amp;rdquo; สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจ เรื่อง &amp;ldquo;คมนาคมไฟเขียว ขึ้นค่าแท็กซี่มิเตอร์&amp;rdquo; ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 8 &amp;ndash; 9 สิงหาคม 2562 จากผู้ที่พักอาศัยในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล กระจายทุกระดับการศึกษา &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;และอาชีพ รวมทั้งสิ้น จำนวน 1,505 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับการขึ้นค่าแท็กซี่มิเตอร์ การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ &amp;ldquo;นิด้าโพล&amp;rdquo; วิธีสุ่มตัวอย่างด้วยวิธีสุ่มตัวอย่างแบบง่าย (Simple Random Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์โดยกำหนดค่าความเชื่อมั่นที่ร้อยละ 95.0&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการสำรวจเมื่อถามถึงความคิดเห็นของประชาชนต่อการขึ้นค่าแท็กซี่มิเตอร์ กม.ที่ 1 &amp;ndash; 10 กม. จาก 6 บาท เป็น 6.50 บาท/กม. พบว่า ส่วนใหญ่ ร้อยละ 62.52 ระบุว่า ไม่เห็นด้วย เพราะ ราคาเดิมสูงอยู่แล้ว ราคาเเก๊ส/น้ำมัน ยังไม่สูงมาก ยังไม่สมควรขึ้นค่าโดยสาร และการบริการ ยังไม่สมกับราคาที่เพิ่มขึ้น รองลงมา ร้อยละ 35.02 ระบุว่า เห็นด้วย เพราะ ราคาที่ขึ้นยังพอรับได้สมเหตุสมผล เพราะค่าครองชีพสูงขึ้น และอาจจะช่วยลดปัญหาการปฏิเสธผู้โดยสารได้ และร้อยละ 2.46 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่แน่ใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านความคิดเห็นของประชาชนต่อการขึ้นค่าแท็กซี่มิเตอร์ในกรณีรถติด จากนาทีละ 2 บาทเป็น 3 บาท พบว่า ส่วนใหญ่ ร้อยละ 81.00 ระบุว่า ไม่เห็นด้วย เพราะ ไม่จำเป็นต้องขึ้นราคาในกรณีรถติด เนื่องจากเป็นสิ่งที่ต้องบริการประชาชนอยู่เเล้วไม่สมควรเก็บเพิ่ม รองลงมา ร้อยละ 18.07 ระบุว่า เห็นด้วย เพราะ เป็นการแก้ปัญหาแท็กซี่ปฏิเสธผู้โดยสารได้ และร้อยละ 0.93 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่แน่ใจ
ส่วนการใช้บริการแท็กซี่มิเตอร์ในสนามบิน พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 60.40 ระบุว่า ไม่เคยใช้บริการ ขณะที่ ร้อยละ 39.60 &amp;nbsp;ระบุว่า เคยใช้บริการ&amp;nbsp;เมื่อถามถึงความคิดเห็นของประชาชนต่อการขึ้นค่าเซอร์ชาร์จ จากการใช้บริการแท็กซี่มิเตอร์ในสนามบิน เพิ่มจาก 50 บาท เป็นรถขนาดเล็กไม่เกิน 70 บาท รถขนาดใหญ่ไม่เกิน 90 บาท (เฉพาะผู้ที่ตอบเคยใช้บริการแท็กซี่มิเตอร์ในสนามบิน) พบว่า ส่วนใหญ่ ร้อยละ 76.34 ระบุว่า ไม่เห็นด้วย เพราะ เป็นการเอาเปรียบผู้โดยสาร เนื่องจากไม่สามารถเรียกรถแท็กซี่ภายนอกเข้ามารับภายในสนามบินได้ ราคาเดิมเหมาะสมดีอยู่แล้ว และการบริการของแท็กซี่สนามบินยังไม่ดีเท่าที่ควร รองลงมา ร้อยละ 22.15 ระบุว่า เห็นด้วย เพราะ การบริการสอดคล้องกับการขึ้นราคา และ ค่าเซอร์ชาร์จที่เพิ่มขึ้นยังพอรับได้ และร้อยละ 1.51 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่แน่ใจ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ท้ายที่สุด เมื่อถามถึงความคิดเห็นของประชาชนต่อการเก็บค่าสัมภาระจากการใช้บริการแท็กซี่มิเตอร์ในสนามบินโดยขนาดเกิน 26 นิ้วจะบริการฟรี 2 ชิ้นแรก ชิ้นที่ 3 เป็นต้นไป เก็บชิ้นละ 20 บาท (เฉพาะผู้ที่ตอบเคยใช้บริการแท็กซี่มิเตอร์ในสนามบิน) พบว่า ส่วนใหญ่ ร้อยละ 64.77 ระบุว่า ไม่เห็นด้วย เพราะ เป็นการบริการของแท๊กซี่และมีค่าเซอร์ชาร์จแล้ว ควรเหมารวมราคากันทีเดียวแต่แรก รองลงมา ร้อยละ 34.06 ระบุว่า &amp;nbsp;เห็นด้วย เพราะ การมีสัมภาระเยอะสมควรที่จะเก็บเพิ่มอยู่แล้ว และเป็นการช่วยค่าซ่อมบำรุงให้กับรถแท๊กซี่ และร้อยละ 1.17 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่แน่ใจ
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/43180</URL_LINK>
                <HASHTAG>นิด้าโพล, แท็กซี่ขึ้นราคา, ไม่เห็นด้วย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190811/image_big_5d4f6e7253673.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>19739</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/10/2018 10:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/10/2018 10:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แบงก์รัฐ-เอกชน ประสานเสียงเซย์โนใช้เกณฑ์คุมกู้บ้านหลังสอง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แบงก์รัฐแจงไม่สามารถใช้เกณฑ์คุมกู้บ้านหลังสองได้ ห่วงกระทบผู้มีรายได้น้อยและปานกลางที่ต้องการซื้อที่อยู่อาศัยเพื่ออยู่จริง ชี้ ธปท. ต้องกำหนดนิยามหลักเกณฑ์ให้ชัดเจน เอกชนค้านคุมสินเชื่อบ้านหลังสอง พร้อมเสนอให้คุมกู้บ้านหลังสาม-เลื่อนเวลาใช้มาตรการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยภายหลังเข้ารับฟังความเห็น (Public Hearing) กับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กรณีการปรับปรุงเกณฑ์การกำกับดูแลสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย ว่า ได้หารือนอกรอบกับผู้ช่วย ผู้ว่าการ ธปท.ว่าเกณฑ์ดังกล่าวไม่สามารถใช้ร่วมกับสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐได้ เพราะจะกระทบกับผู้ที่มีรายได้น้อยและรายได้ปานกลางที่ต้องการสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยจริง ไม่ได้เป็นการแสวงหาผลกำไร จึงต้องการให้ ธปท.พิจารณาปรับหลักเกณฑ์การคุมสินเชื่อที่อยู่อาศัยให้มีความเหมาะสม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ต้องการให้ ธปท. กำหนดนิยามเกณฑ์คุมสินเชื่อที่อยู่อาศัยให้มีความชัดเจน โดยเฉพาะบ้านหลังที่สอง ซึ่งปัจจุบันมีความจำเป็น โดยเฉพาะลูกค้า ธอส. ที่ขอสินเชื่อไป ก็เพื่อใช้อยู่จริง ไม่ได้ใช้เก็งกำไร หรือนำไปขายต่อ หากนำเกณฑ์ไปปฏิบัติ ก็จะกระทบกับลูกค้าของ ธอส. ซึ่งปัจจุบันมีการให้สินเชื่อบ้านหลังที่สองจำนวนมาก&amp;rdquo; นายฉัตรชัย กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ เกณฑ์การปล่อยสินเชื่อจะคุมในส่วนที่ลูกค้าที่ต้องการกู้บ้านหลังที่สอง แต่ยังผ่อนหลังแรกไม่หมด ซึ่งปัจจุบัน ธอส.มีลูกค้าในลักษณะนี้มาก เช่น มีบ้านอยู่ไกล แต่ต้องการซื้อคอนโดในเมืองใกล้ที่ทำงาน จึงต้องการให้ ธปท.ผ่อนปรนเกณฑ์วางเงินดาวน์อย่างน้อย 20% ของมูลค่าหลักประกัน (LTV limit 80%) ให้คุมเฉพาะบ้านหลังที่ 2 ที่มีราคาตั้งแต่ 3 ล้านบาทขึ้นไป รวมทั้งเลื่อนเวลาบังคับใช้เกณฑ์ดังกล่าวจากเดิมเริ่มวันที่ 1 ม.ค.2562 ออกไปเพื่อให้ธนาคารปรับตัว ส่วนเกณฑ์การนับสินเชื่อ top-up ที่ใช้หลักประกันเดียวกันให้ใช้ตามเดิม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายฉัตรชัย กล่าวอีกว่า ธอส.จะขอความเห็นจากกระทรวงการคลังในการบังคับใช้เกณฑ์ดังกล่าวของ ธปท. หากกระทรวงการคลังให้นโยบายดำเนินการอย่างไรก็จะปฏิบัติ ซึ่งจะมีการหารือผ่านผู้แทนกระทรวงในการประชุมคณะกรรมการธนาคาร วันที่ 29 ต.ค.2561 โดยเกณฑ์ดังกล่าวมองว่าจะส่งผลกระทบมากกับผู้ที่มีรายได้น้อย และปานกลางที่มีความจำเป็นต้องมีบ้านหลังสอง แต่โดยเกณฑ์วางเงินดาวน์ 20% อาจจะต้องไปกู้หนี้ยืมสินนอกระบบ เพื่อมาปิดบ้านหลังแรก ทำให้หนี้นอกระบบเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันก็จะมีการเร่งปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยให้ทันโอนในปีนี้ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รายงานข่าวจากธนาคารพาณิชย์ ระบุว่า ในการรับฟังความคิดเห็นช่วงครึ่งเช้า ซึ่งเป็นการรับฟังความเห็นร่วมกับ ธนาคารพาณิชย์ และ สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ ได้มีการเสนอความเห็นต่อ ธปท.ถึงหลักเกณฑ์ดังกล่าว 6 เรื่อง คือ 1.ให้วางเงื่อนไขผ่อนปรนช่วงเปลี่ยนผ่าน สำหรับเกณฑ์การนับบ้านหลังสอง ซึ่งปัจจุบันมองว่าบ้านหลังที่สองมีความจำเป็นต่อการใช้ชีวิต จึงต้องการเสนอให้ใช้เกณฑ์สำหรับบ้านหลังที่สามขึ้นไปได้หรือไม่ กรณีลูกค้าซื้อก่อนออกประกาศและบ้านเสร็จพร้อมโอนหลัง ม.ค.2562 จะต้องบังคับใช้เกณฑ์ย้อนหลังหรือไม่ และเสนอให้ ธปท.มีการชะลอการเริ่มใช้เกณฑ์ดังกล่าวออกไปเพื่อให้ธนาคารปรับตัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับข้อเสนอที่ 2.ในกรณีที่เป็นการกู้ร่วมจะนับจำนวนสัญญาอย่างไร 3.แนวทางการกันสำรองตามเกณฑ์ใหม่ 4.เงื่อนไขรายละเอียดของราคากรณีรีไฟแนนซ์ จะมีการปรับวงเงิน หรือ ปรับเกณฑ์วางเงินดาวน์อย่างน้อย 20% ของมูลค่าหลักประกันหรือไม่ 5.ขอให้ยกเว้นการนับมูลค่าหลักประกัน กรณีซื้อประกันชีวิต และ 6. กรณีเอาบ้านไปขอ SME ต่อมีแนวทางปฏิบัติอย่างไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายอธิป พีชานนท์ นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร เปิดเผยภายหลังเข้ารับฟังความเห็น (Public Hearing) กับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กรณีปรับปรุงเกณฑ์การกำกับดูแลสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย ว่า เกณฑ์วางเงินดาวน์อย่างน้อย 20% ของมูลค่าหลักประกัน (LTV limit 80%) สำหรับบ้านหลังที่ 2 หรือ มีมูลค่ามากกว่า 10 ล้านบาทขึ้นไป ถือเป็นยาแรงเกินไป สำหรับสถานการณ์ปัจจุบัน เนื่องจากปัจจุบันตลาดอสังหาริมทรัพย์ไม่ได้เติบโตร้อนแรง หรือมีที่อยู่อาศัยเปิดขายใหม่สูงเหมือนที่ผ่านมา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ยังไม่พบสัญญาณฟองสบู่ในอสังหาริมทรัพย์ไทยด้วย ผู้ประกอบการจึงต้องการให้ ธปท.ทบทวนและขอให้ใช้มาตรการกับสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย ในสัญญาที่ 3 ขึ้นไปมากกว่า และให้เลื่อนการใช้เป็นวันที่ 1 ก.ค. 2562 จากที่ธปท.เสนอให้ใช้ในวันที่ 1 ม.ค.2562 &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ปัจจุบันผู้จบการศึกษาใหม่ หรือผู้มีรายได้น้อยและปานกลาง จะซื้อบ้านหรือคอนโดหลังแรกเพื่อเพียงพอกับการอยู่อาศัยเท่านั้น หลังจากเริ่มทำงาน 5-6 ปี หรือมีครอบครัวจะหาซื้อที่อยู่อาศัยที่มีขนาดใหญ่ขึ้น แต่สัญญาสินเชื่อเดิมยังผ่อนอยู่และยังขายไม่ได้ นอกจากนี้ยังมีกลุ่มลูกค้าที่มีบ้านชานเมืองที่ยังผ่อนชำระ แต่เมื่อมีรถไฟฟ้าและมีโครงการคอนโดมิเนียมเกิดขึ้นในพื้นที่ใกล้ที่ทำงาน จึงต้องการซื้อเพื่อความสะดวก&amp;rdquo;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอธิป กล่าวว่า ส่วนข้อเสนอให้ใช้มาตรการเลื่อนออกไปก่อน เนื่องจากต้องการให้มีเวลาให้ผู้ซื้อทั้งที่ซื้อแล้ว และรอโอนกรรมสิทธิ์และกำลังซื้อได้เตรียมตัวและปรับตัว เช่น ผู้ซื้อที่รอการโอนกรรมสิทธิ์ในปี 2562 หรือ 2563 จะได้ไม่มีปัญหาที่จะไม่สามารถหาเงินส่วนต่างมาจ่าย ณ วันโอน หรือ ผู้ซื้อใหม่จะได้มีเวลาเตรียมตัวในการพิจารณาความสามารถการวางเงินดาวน์ที่มากขึ้น&amp;nbsp;
ด้านนางอาภา อรรถบูรณ์วงศ์ นายกสมาคมอาคารชุดไทย กล่าวว่า มาตรการอาจสร้างความกระทบกับกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ จึงต้องการให้ธปท. ในฐานะผู้กำกับที่มีอำนาจและมีหน้าที่ขอให้ใช้หลักเกณฑ์เดิม หรือ LTV 90% ไปชั่วคราวก่อนอย่างน้อย 3-6 เดือน เนื่องจากมีหลักเกณฑ์อยู่แล้ว แต่ที่ผ่านมา ธปท.พบการปล่อยสินเชื่อที่หละหลวมดังนั้น จึงต้องการให้คุมเข้มให้ตรงจุดมากกว่าการแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม มองว่า หากการคุมเกณฑ์เดิมไม่ได้ผล กรณีที่ 2 หากต้องการออกมาตรการจริง อยากให้ดำเนินการเป็นขั้นบันได หรือ ทยอยปรับ เพื่อให้ผู้ประกอบการ และประชาชนได้มีเวลาปรับตัวและเตรียมความพร้อม เนื่องจากมองว่า การดำเนินนโยบายไม่สามารถทำได้เร็ว ไม่เช่นนั้นอาจกระทบกับลูกค้ารายย่อยได้ นอกจากนี้อยากให้ธปท. แยกประเภทของสินเชื่อออก เช่น สินเชื่อบุคคล หรือ การซื้อประกันชีวิตพ่วง ให้คำนวณหรือคิดเฉพาะสัญญาสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยเท่านั้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/19739</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์, ฉัตรชัย ศิริไล, ยังไม่มีฟองสบู่ภาคอสังหาฯ, ยาแรงเกิน, อธิป พีชานนท์, ไม่เห็นด้วย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180322/image_big_5ab389253a223.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>17120</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/09/2018 08:33</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/09/2018 08:33</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ประชาชน 68% ไม่เชื่อมั่น อาชีพอื่นขายยาแทนเภสัช </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประชาชนเกิน 51% ไม่เห็นด้วยเปิดให้อาชีพอื่นขายยา &amp;nbsp;แจง 68%ไม่เชื่อมั่น ชี้รัฐควรแก้ปัญหาการสั่งซื้อยาออนไลน์ และการตั้งร้านขายยาเถื่อน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศูนย์สำรวจความคิดเห็น &amp;ldquo;นิด้าโพล&amp;rdquo; สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน เรื่อง &amp;ldquo;พ.ร.บ. ยา ฉบับใหม่ ประชาชนได้ประโยชน์ ?&amp;rdquo; ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 3 &amp;ndash; 4 กันยายน 2561 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา และอาชีพทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น จำนวน 1,250 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับการแก้ พ.ร.บ. ยา (ฉบับใหม่ กรกฎาคม 2561) โดยแก้ไขจาก พ.ร.บ. ยา พ.ศ. 2510 มาตรา 21 ผู้รับอนุญาตขายส่งยาแผนปัจจุบันต้องมีเภสัชกรชั้นหนึ่งประจำอยู่ ณ สถานที่ขายยา ประจำอยู่ตลอดเวลาที่เปิดทำการ (เภสัชกรชั้นหนึ่ง หมายความว่า ผู้ประกอบโรคศิลปะแผนปัจจุบันชั้นหนึ่งในสาขาเภสัชกรรม) เป็น พ.ร.บ. ยา (ฉบับใหม่ กรกฎาคม 2561) ให้ตัดข้อความ &amp;ldquo;เภสัชกร&amp;rdquo; เป็น &amp;ldquo;ผู้มีหน้าที่ปฏิบัติการ&amp;rdquo; ถ้าไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ สามารถจัดหา ผู้มีหน้าที่ปฎิบัติการ มาทำงานแทนได้ และให้วิชาชีพอื่นในสายสุขภาพ สามารถจ่ายยาได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการสำรวจเมื่อถามถึงผลดีหรือผลเสียต่อประชาชนกับการที่ &amp;ldquo;พ.ร.บ. ยา ฉบับใหม่&amp;rdquo; เอื้อประโยชน์ให้วิชาชีพอื่นในสายสุขภาพ สามารถเปิดร้านขายยาได้เหมือนกับเภสัชกร พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 51.20 ระบุว่า ส่งผลเสีย เพราะ วิชาชีพอื่นในสายสุขภาพไม่มีความชำนาญ ความเชี่ยวชาญ เท่ากับเภสัชกรที่จบมาเฉพาะด้าน ขณะที่บางส่วนระบุว่า ส่งผลทำให้มีร้านขายยาเพิ่มมากขึ้น รองลงมา ร้อยละ 46.48 ระบุว่า ส่งผลดี เพราะ จะได้มีทางเลือกเพิ่มมากขึ้น วิชาชีพอื่นในสายสุขภาพก็มีความรู้ความสามารถ ไม่น้อยกว่าเภสัชกร และเป็นการสร้างความเชื่อมั่นในการซื้อยามากขึ้น เนื่องจากในบางครั้งเภสัชกรก็ไม่สามารถวินิจฉัยโรคได้ถูกต้องอย่างแพทย์ และร้อยละ 2.32 ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับปัญหาเกี่ยวกับยาที่ควรปรับปรุงแก้ไขมากที่สุด พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 32.08 ระบุว่า การขายยาทางออนไลน์ รองลงมา ร้อยละ 15.92 ระบุว่า การให้วิชาชีพอื่นสามารถเปิดร้านขายยาได้โดยไม่ต้องขออนุญาต ร้อยละ 13.12 ระบุว่า การโฆษณายาอันตราย ร้อยละ 12.80 ระบุว่า การผสมยาถือเป็นการผลิตยาใหม่ต้องมีการควบคุมเข้มงวด ร้อยละ 12.16 ระบุว่า การขายยาชุด ยาแบ่งขาย ร้อยละ 10.80 ระบุว่า การจัดประเภทของยาตามหลักสากล คือ จ่ายยาตามใบสั่งแพทย์ จ่ายยาโดยเภสัชกร ยาสามัญที่ประชาชนซื้อได้เอง ร้อยละ 0.88 ระบุว่า การนำเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาให้บริการด้านยาแก่ประชาชน และร้อยละ 2.24 ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านความเชื่อมั่นของประชาชนต่อบุคลากรวิชาชีพอื่นในสายสุขภาพว่าจะสามารถจ่ายยา/ขายยาได้เทียบเท่ากับเภสัชกร พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 68.00 ระบุว่า ไม่เชื่อมั่น เพราะ เภสัชกรมีความรู้ ความชำนาญมากกว่าบุคลากรวิชาชีพอื่นในสายสุขภาพ เนื่องจากเรียนตรงตามหลักสูตรและตรงกับสายงาน ขณะที่บางส่วนระบุว่า ต้องการผู้ที่มีความรู้ ความสามารถเฉพาะทางในการแนะนำหรือจ่ายยา รองลงมา ร้อยละ 29.44 ระบุว่า เชื่อมั่น เพราะ บุคลากรวิชาชีพอื่นในสายสุขภาพมีความรู้ความสามารถเทียบเท่ากับเภสัชกร และร้อยละ 2.56 ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงการยอมรับให้วิชาชีพอื่นในสายสุขภาพสามารถจ่ายยา/ขายยาโดยไม่มีเภสัชกรควบคุม พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 77.04 ระบุว่า ยอมรับไม่ได้ เพราะ ผู้ที่จะจ่ายยาได้นั้นต้องเป็นเภสัชกร หรือมีเภสัชกรคอยควบคุมการจ่ายยา ขณะที่บางส่วนระบุว่า ไม่มีความมั่นใจหากเป็นวิชาชีพอื่นที่ไม่ได้จบเฉพาะทาง ไม่มีความเชี่ยวชาญเทียบเท่าเภสัชกร อาจจะจ่ายยาไม่ตรงกับโรคที่เป็นหรือจ่ายยาผิด รองลงมา ร้อยละ 21.12 ระบุว่า ยอมรับได้ เพราะ เป็นการเปิดกว้างในด้านอาชีพมากขึ้น เนื่องจากวิชาชีพอื่นในสายสุขภาพก็มีความรู้ ความสามารถเทียบเท่ากับเภสัชกร และร้อยละ 1.84 ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/17120</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขายยาออนไลน์, นิด้าโพล, พ.ร.บ. ยา ฉบับใหม่, ร้านขายยา, ให้อาชีพอื่นขายยาได้, ไม่เห็นด้วย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180909/image_big_5b9478229304e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>16627</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/09/2018 09:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/09/2018 09:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ประชาชนกว่า 71% ค้านการเพิ่มโทษใบขับขี่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ประชาชน 71% ไม่เห็นด้วย เพิ่มโทษใบขับขี่ ค่าปรับสูงไม่สอดคล้องกับฐานความผิด มองว่า ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาอุบัติเหตุทางท้องถนน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศูนย์สำรวจความคิดเห็น &amp;ldquo;นิด้าโพล&amp;rdquo; สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน &amp;nbsp;เรื่อง &amp;ldquo;การแก้กฎหมาย &amp;ndash; เพิ่มโทษใบขับขี่&amp;rdquo; ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 27 &amp;ndash; 28 สิงหาคม 2561 จากประชาชนที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา และอาชีพทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น จำนวน 1,251 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับการแก้กฎหมายเพิ่มโทษความผิดเกี่ยวกับใบอนุญาตขับรถ โดยการแก้กฎหมายเพิ่มโทษมีดังนี้ กรณีไม่มีใบขับขี่/ใบขับขี่หมดอายุ (จำคุกไม่เกิน 3 เดือน/ปรับสูงสุดไม่เกิน 50,000 บาท) และกรณีไม่พกใบขับขี่ (ปรับสูงสุดไม่เกิน 10,000 บาท)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการสำรวจเมื่อถามถึงสถานะของท่านในการใช้รถใช้ถนน การขับขี่และการโดยสาร พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 41.09 ระบุว่า เป็นผู้ขับขี่อย่างเดียว รองลงมา ร้อยละ 36.85 ระบุว่า เป็นทั้งผู้ขับขี่และบางครั้งก็เป็นผู้โดยสาร และร้อยละ 22.06 ระบุว่า เป็นผู้โดยสารอย่างเดียว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านความคิดเห็นเกี่ยวกับการที่กรมการขนส่งทางบกจะแก้กฎหมาย &amp;ldquo;การเพิ่มโทษกรณีไม่มีใบขับขี่/ใบขับขี่หมดอายุ&amp;rdquo; พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 71.54 ระบุว่า ไม่เห็นด้วย รองลงมา ร้อยละ 28.30 ระบุว่า เห็นด้วย และร้อยละ 0.16 ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนความคิดเห็นเกี่ยวกับ &amp;ldquo;การเพิ่มโทษกรณีไม่พกใบขับขี่&amp;rdquo; พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 67.47 ระบุว่า ไม่เห็นด้วย ร้อยละ 32.05 ระบุว่า เห็นด้วย และร้อยละ 0.48 ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยผู้ที่ระบุว่า ไม่เห็นด้วย กับการที่กรมการขนส่งทางบกจะแก้กฎหมาย &amp;ldquo;การเพิ่มโทษไม่มี/ไม่พกใบขับขี่ - หมดอายุ&amp;rdquo; ได้ให้เหตุผลว่า บทลงโทษมีความรุนแรงเกินไป โทษค่าปรับสูงเกินไปไม่เหมาะสมกับฐานความผิด ควรพิจารณาเป็นรายกรณีไป ขณะที่บางส่วนระบุว่า &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;เป็นการแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุและไม่สามารถช่วยลดอุบัติเหตุบนท้องถนนได้ ส่วนผู้ที่ระบุว่า เห็นด้วย กับการที่กรมการขนส่งทางบกจะแก้กฎหมาย &amp;ldquo;การเพิ่มโทษไม่มี/ไม่พกใบขับขี่ - หมดอายุ&amp;rdquo; ได้ให้เหตุผลว่า จะได้มีระเบียบวินัยในการใช้รถใช้ถนน เกิดความเกรงกลัวและเคารพกฎจราจรมากขึ้น ขณะที่บางส่วนระบุว่า สามารถช่วยลดอุบัติเหตุบนท้องถนนได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามถึงความคิดเห็นเกี่ยวกับ &amp;ldquo; การเพิ่มโทษ กรณีไม่มีใบขับขี่/ ใบขับขี่หมดอายุ &amp;rdquo; จะช่วยให้ผู้ขับขี่เกรงกลัวต่อกฎหมายและปฏิบัติตามกฎจราจรมากขึ้นหรือไม่ พบว่า ประชาชน ร้อยละ 16.47 ระบุว่า ช่วยได้มาก ร้อยละ 50.76 ระบุว่า ช่วยได้บ้างระดับหนึ่ง ร้อยละ 31.89 ระบุว่า ไม่สามารถช่วยได้เลย และร้อยละ 0.88 ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนความคิดเห็นเกี่ยวกับ &amp;ldquo;การเพิ่มโทษกรณีไม่พกใบขับขี่&amp;rdquo; พบว่า ร้อยละ 15.59 ระบุว่า ช่วยได้มาก ร้อยละ 51.56 ระบุว่า ช่วยได้บ้างระดับหนึ่ง ร้อยละ 31.25 ระบุว่า ไม่สามารถช่วยได้เลย และร้อยละ 1.60 ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ&amp;nbsp;
โดยผู้ที่ระบุว่า ช่วยได้มาก ได้ให้เหตุผลว่า ทำให้เกิดความเกรงกลัวต่อบทลงโทษที่สูงขึ้น และจะได้ใส่ใจเรื่องใบขับขี่มากขึ้น ผู้ที่ระบุว่า ช่วยได้บ้างระดับหนึ่ง ได้ให้เหตุผลว่า จะเป็นการสร้างวินัยในการใช้รถใช้ถนนให้อยู่ในความไม่ประมาทและปฏิบัติตามกฎจราจร ส่วนผู้ที่ระบุว่า ไม่สามารถช่วยได้เลย ได้ให้เหตุผลว่า ขึ้นอยู่ที่จิตสำนึกของผู้ใช้รถใช้ถนน และการบังคับใช้กฎหมายยังไม่จริงจังและไม่เข้มงวดมากพอ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามถึง &amp;ldquo;การเพิ่มโทษกรณีไม่มี/ไม่พกใบขับขี่ - หมดอายุ&amp;rdquo; จะทำให้การเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนลดลงหรือไม่ พบว่า ประชาชน ร้อยละ 5.28 ระบุว่า เพิ่มขึ้น ร้อยละ 69.70 ระบุว่า เท่าเดิม ร้อยละ 23.66 ระบุว่า ลดลง และร้อยละ 1.36 ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับความคิดเห็นเกี่ยวกับ &amp;ldquo;การเพิ่มโทษกรณีไม่มี/ไม่พกใบขับขี่ - หมดอายุ&amp;rdquo; จะทำให้เกิดช่องทางทุจริต/รับสินบน มากน้อยเพียงใด พบว่า ประชาชน ร้อยละ 39.41 ระบุว่า เกิดช่องทางทุจริต/รับสินบนมากที่สุด ร้อยละ 38.69 ระบุว่า เกิดช่องทางทุจริต/รับสินบนมาก ร้อยละ 8.79 ระบุว่า เกิดช่องทางทุจริต/รับสินบนน้อย ร้อยละ 2.16 ระบุว่า เกิดช่องทางทุจริต/รับสินบนน้อยที่สุด ร้อยละ 3.60 ระบุว่า &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ไม่เกิดช่องทางทุจริต/รับสินบนเลย และร้อยละ 7.35 ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงความผิดวินัยจราจรข้อหาใดที่ควรไปเพิ่มโทษให้มากขึ้น พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 66.43 ระบุว่า &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ขับรถในขณะเมาสุราหรือของเมาอย่างอื่น รองลงมา ร้อยละ 11.11 ระบุว่า ขับรถฝ่าฝืนสัญญาณไฟแดง ร้อยละ 10.23 ระบุว่า ขับรถเร็วเกินอัตรากำหนด ร้อยละ 3.12 ระบุว่า เลี้ยวรถหรือเปลี่ยนช่องเดินรถโดยไม่ให้สัญญาณ ร้อยละ 2.16 ระบุว่า ขับรถในลักษณะกีดขวางการจราจร ร้อยละ 1.28 ระบุว่า ขับรถบนทางเท้า และขับรถแซงขึ้นหน้ารถอื่นทางด้านซ้ายมือโดยไม่มีเหตุอันสมควร ในสัดส่วนที่เท่ากัน ร้อยละ 0.64 ระบุว่า ใช้สัญญาณไฟวับวาบผิดเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด ร้อยละ 0.56 ระบุว่า กลับรถในทางเดินรถกีดขวางการจราจร ร้อยละ 0.32 ระบุว่า จอดรถบนทางเท้า ร้อยละ 0.56 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ ไม่มี/ไม่พกใบขับขี่ ไม่แสดง พ.ร.บ./พ.ร.บ. หมดอายุ ขณะที่บางส่วนระบุว่า เด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีขับขี่รถยนต์/รถจักยานยนต์ และร้อยละ 2.31 ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/16627</URL_LINK>
                <HASHTAG>นิด้าโพล, สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, เพิ่มโทษใบขับขี่, ไม่เห็นด้วย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180902/image_big_5b8b447dacf6a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
