<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>101318</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/04/2021 17:32</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/04/2021 17:32</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หนักข้อขึ้นเรื่อยๆ 3 นิ้วหน้าศาลเผารูปผู้พิพากษา-ปกประมวลกฎหมาย ระหว่างรอผลประกัน &#039;เพนกวิน&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 เม.ย.64 - ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ผู้ชุมนุมกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม เดินทางมาชุมนุมหน้าศาลตั้งแต่ช่วงบ่าย เพื่อปักหลักรอผลการประกันตัวนายพริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือเพนกวิน แกนนำกลุ่มราษฎร ที่มารดาของนายพริษฐ์เดินทางมายื่นประกันตัวอีกครั้งในวันนี้ โดยทางศาลได้ทำการปิดประตูทางเข้าออก และวางแนวรั้วเหล็กพร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ ไม่ให้กลุ่มผู้ชุมนุมเข้าไปประชิดบริเวณหน้าบันไดศาลดังที่เกิดขึ้นเมื่อวานนี้ 29 เม.ย. 2564 ซึ่งผู้ชุมนุมส่วนหนึ่งได้เข้ามาภายในบริเวณรั้วศาล กับอีกส่วนหนึ่งยังคงอยู่นอกรั้วศาลริมถนนรัชดาภิเษก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้ชุมนุมภายในบริเวณรั้วศาล ได้นำป้ายข้อความที่เขียนว่า &amp;ldquo;ปล่อยนักศึกษากลับมหาลัย&amp;rdquo; &amp;ldquo;ยกเลิก 112&amp;rdquo; และข้อความอื่นมาชูประกอบการชุมนุม ต่อมาในช่วงเวลา 17.00 น. ผู้ชุมนุมได้นำภาพผู้พิพากษาใส่ข้อความว่า &amp;ldquo;ฆาตกร&amp;rdquo; และภาพหน้าปกหนังสือประมวลกฎหมายอาญาและประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาทำการเผาประท้วงเชิงสัญลักษณ์&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/101318</URL_LINK>
                <HASHTAG>กลุ่มราษฎร, ศาลอาญา, เพนกวิน, ไม่ให้ประกันตัว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210430/image_big_608bdc47a95d2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>95553</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/03/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/03/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตร.งัดม.112ฟันแก๊งวีโว่ 3นิ้วป่วนหน้าศาลอาญา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; แนวร่วมม็อบสามนิ้ววางพวงหรีด-ผูกริบบิ้นสีขาวหน้าศาลอาญา หลังไม่ให้ประกันตัว &amp;quot;รุ้ง-ไมค์-ไผ่&amp;quot; แกนนำปลุกมวลชนห้ามท้อถึงม็อบจะแผ่ว&amp;nbsp; อ่านบันทึก &amp;quot;รุ้ง-ปนัสยา&amp;quot; หน้าศาล เจ้าตัวหวังให้คนออกมาถึงหลักล้าน ลั่นรอวันได้ออกมาสู้กับทุกคนอีกครั้ง กลุ่มโตโต้-แนวร่วมม็อบมีหนาว ตำรวจเตรียมเช็กบิลหนักจ้องสอบเอาผิดมาตรา 112 และข้อหาพยายามฆ่าเจ้าพนักงาน หลังพบภาพเผาพระบรมฉายาลักษณ์ ทำลายแนวรั้วศาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ความเคลื่อนไหวหลังศาลอาญาไม่ให้ประกันตัวแกนนำม็อบปลดแอก กลุ่มคณะราษฎร 63 จนทำให้สามแกนนำคือ น.ส.ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล หรือรุ้ง, นายภาณุพงศ์&amp;nbsp; จาดนอก หรือไมค์ และนายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือไผ่&amp;nbsp; ดาวดิน ต้องถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำตั้งแต่วันที่ 8 มี.ค.ที่ผ่านมา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยเมื่อวันที่ 9 มี.ค.ที่ผ่านมา แนวร่วมม็อบปลดแอก ได้มีความเคลื่อนไหวในเรื่องนี้ โดยเมื่อเวลา 16.00 น. ที่หน้าศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก กลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุมเดินทางมาทำกิจกรรม &amp;quot;ร่วมไว้อาลัยหน้าศาล&amp;quot; โดยสวมเสื้อดำ ผูกริบบิ้นสีขาว และวางพวงหรีดไว้อาลัยกระบวนการยุติธรรม เพื่อแสดงออกต่อกรณีศาลไม่ให้ประกันตัวแกนนำกลุ่มราษฎร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่มผู้ชุมนุมได้เดินทางมารวมตัวกันบริเวณหน้าศาล วางพวงหรีดและดอกไม้หน้าประตูศาล&amp;nbsp; ใช้ริบบิ้นสีขาวผูกประตูและรั้วศาล กับเขียนข้อความระบายความในใจติดประตูและรั้วศาล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ภายในศาลมีกำลังตำรวจกองบังคับการอารักขาและควบคุมฝูงชนจำนวน 1 กองร้อย เจ้าหน้าที่ตำรวจพหลโยธิน ตำรวจศาล และเจ้าหน้าที่เทศกิจของ&amp;nbsp; กทม.เข้ามาดูแลความปลอดภัยบริเวณศาล โดย พ.ต.อ.ประสพโชค เอี่ยมพินิจ ผู้กำกับการ สน.พหลโยธิน ได้ประกาศผ่านเครื่องขยายเสียงเตือน การกระทำที่เป็นความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล และเป็นการชุมนุมฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ทำให้ผู้ชุมนุมแสดงความไม่พอใจ ก่อนมีการทำกิจกรรมต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมา น.ส.เบนจา อะปัญ ตัวแทนแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม เปิดเผยถึงกิจกรรมวันนี้ว่า พวกตนมาอย่างสันติ ไม่มีอาวุธ มีดอกไม้ กระดาษ ปากกา ทำกิจกรรมวางพวงหรีด ดอกไม้ ผูกริบบิ้นที่รั้วศาล เขียนข้อความและสวมเสื้อดำ จะสิ้นสุดกิจกรรมในเวลา 18.00 น. โดยการจุดเทียนไว้อาลัยต่อความยุติธรรมและอ่านแถลงการณ์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.เบนจากล่าวถึงการที่ น.ส.ปนัสยา หรือรุ้ง เข้าเรือนจำว่า ไม่ใช่ครั้งแรกที่รุ้งเข้าไป ส่วนนายพริษฐ์ ชิวารักษ์&amp;nbsp; หรือเพนกวิน ก็อยู่เกือบเดือนแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เราบอบช้ำพอสมควร เราจะเอาเพื่อนเราออกมาให้ได้ การเคลื่อนไหวต้องไปต่อไม่ว่าจะมีแกนนำหรือไม่ การคุมขังระหว่างพิจารณาซึ่งอาจใช้เวลา 1-2 ปี ทั้งที่เขายังบริสุทธิ์ การเอาไปขังไม่ยุติธรรม ก่อนหน้านี้เราอยู่ด้วยกัน เจอกันทุกวัน รุ้งมีความกังวลแต่ก็พยายามเข้มแข็ง บอกเพื่อนไม่ให้กังวล พอเจอเหตุการณ์อย่างนี้เราก็เสียศูนย์&amp;nbsp; เราห่วงสภาพจิตใจรุ้งที่กังวลและเป็นห่วงเพื่อนร่วมขบวนการข้างนอก การที่รัฐจับแกนนำทุกคนหมดไม่ทำให้การเคลื่อนไหวสิ้นสุดลง ถึงไม่มีแกนนำก็ไปต่อแน่นอน&amp;quot; แกนนำกลุ่มม็อบคณะราษฎร 63 ระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.เบนจายังเผยถึงคดีหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ ตาม ป.อาญา ม.112 ในส่วนของตนมีทั้งหมด 4 คดี ซึ่งอัยการนัดฟังคำสั่งคดีชุมนุมหน้าสถานทูตเยอรมนีในวันที่ 25 มี.ค.นี้ อาจจะถูกขังในเดือนนี้ ยืนยันไม่ลี้ภัย ยืนยันสู้ต่อ&amp;nbsp; ขอให้ทุกคนยึดมั่นอุดมการณ์ อย่าเพิ่งท้อถึงม็อบจะแผ่ว&amp;nbsp; แต่ตราบใดที่เราสู้ต่อ รัฐก็ยังไม่ชนะ อย่าหมดหวังสู้ไปด้วยกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาเวลาประมาณ 18.00 น. น.ส.เบนจาอ่านแถลงการณ์ที่ น.ส.ปนัสยาบันทึกไว้ก่อนถูกขัง มีเนื้อหาสรุปได้ว่า &amp;quot;ถึงเพื่อนพ่อแม่พี่น้องผู้รักประชาธิปไตยทุกคน หากทุกท่านได้รับสารนี้ รุ้งคงไม่ได้อยู่ที่นี่แล้ว รุ้งและเพื่อนๆ อีกหลายคนคงเข้าไปอยู่ในเรือนจำแล้ว ด้วยกระบวนการอันแสนอยุติธรรมของประเทศ ที่ปิดปากผู้เห็นต่าง ถูกผลักไสเป็นศัตรูโดยรัฐ คุกคามปราบปรามจับกุมคุมขัง ด้วยเหตุที่เราหวังจะมีสิทธิเสรีภาพที่ดีกว่า แม้รุ้งจะไม่อยู่ การต่อสู้เราต้องเดินต่อ เป้าหมายข้อเรียกร้องได้แก่&amp;nbsp; 1.พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และองคาพยพต้องลาออก 2.แก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นฉบับประชาชนอย่างแท้จริง และ 3.ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ให้อยู่ภายใต้ระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;รุ้งอยากให้ทุกคนสานต่อความฝันว่า วันหนึ่งเราจะมีรัฐสวัสดิการที่ดี ไม่เห็นคนอดอยาก และไม่มีใครสูงส่งกว่าใคร มีสิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตยที่เท่าเทียม สิ่งที่มากกว่าการต่อสู้ คือการเดินทางอันยาวไกลของพวกเรา&amp;nbsp; แต่การจะเดินถึงเป้าหมายนั้นได้ ต้องพึ่งวินัยกับความเป็นเอกภาพ อย่าเป็นเครื่องมือของรัฐ ที่จะสลายการชุมนุมพวกเราด้วยความรุนแรงอย่างที่ผ่านมา เราต้องสู้ด้วยความอดทนอดกลั้น เราจำเป็นต้องต่อสู้ด้วยสันติวิธี ไม่ใช้ความรุนแรงหรือเริ่มทำก่อน ไม่เช่นนั้นรัฐจะใช้โอกาสทำร้ายเราแน่ ขอให้เราออกมาถึงหลักล้าน แม้วันใดที่มืดมิดที่สุด เราจะออกมาส่องแสงให้ประเทศนี้อีกครั้ง รุ้งจะรอวันที่ออกมาสู้กับทุกคนอีกครั้ง&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้นผู้ชุมนุมได้ร่วมกันร้องเพลง &amp;quot;บทเพลงของสามัญชน&amp;quot; ตะโกนว่าปล่อยเพื่อนเรา พร้อมจุดเทียนสีขาว ปักบริเวณหน้าประตูศาล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน เครือข่ายคนรุ่นใหม่นนทบุรี นำมวลชนสวมเสื้อสีดำจัดกิจกรรมที่หน้าเรือน?จำ?พิเศษ?กรุงเทพ?มหานคร ตั้งแต่เวลา 16.00 น.เป็นต้นไป? โดยมีนายเจษฎา ศรีปลั่ง แกนนำเครือข่ายคนรุ่นใหม่นนทบุรี เป็นแกนนำในการชุมนุมในครั้งนี้ ซึ่งมีนายภานุพงศ์ มุกดารา ประธานเครือข่ายแดงก้าวหน้าปทุมธานี สนับสนุนรถเครื่องเสียง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับการดูแลรักษาความปลอดภัย เจ้าหน้าที่ได้นำถังน้ำมันเปล่า รวมถึงนำลวดหนามหีบเพลงมากั้นบริเวณทางเข้าหน้าเรือนจำ เบื้องต้นมีผู้ชุมนุมเข้าร่วม 50 คน&amp;nbsp; โดยมีการสลับกันขึ้นปราศรัยเรียกร้องให้ยกเลิกกฎหมายมาตรา 112 ปล่อยตัวแกนนำที่ถูกจำคุก รวมถึงเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์? จันทร์?โอชา? นายกรัฐมนตรี?ลงจากตำแหน่ง&amp;nbsp; นอกจากนี้ผู้ชุมนุมได้นำรูปแกนนำที่ถูกจำคุกติดโบดำมาผูกที่ลวดหนาม พ่นสีสเปรย์ที่?ถังน้ำมันเปล่า อีกทั้งได้นำพวงหรีดสีขาวส้มติดป้ายว่า &amp;quot;หมดความศรัทธา?ในระบอบความยุติธรรม?&amp;quot; มาวางไว้ อย่างไรก็ตามกิจกรรมไฮไลต์?อยู่ที่การจุดเทียนจากนอกเรือนจำ เพื่อส่องแสงสว่างในความยุติธรรมที่มืดบอด&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอายุตม์ สินธพพันธุ์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ เปิดเผยกรณีการนำตัว 3 แกนนำม็อบปลดแอกไปคุมขังที่เรือนจำพิเศษธนบุรีว่า เจ้าหน้าที่ได้ย้ายผู้ต้องขัง 3 ราย จากเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครไปยังเรือนจำพิเศษธนบุรีตั้งแต่เมื่อวันที่ 8 มี.ค.เพื่อลดความแออัดในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ โดยเรือนจำได้นำผู้ต้องหาทั้ง 3 รายทำประวัติ&amp;nbsp; ตรวจร่างกายตามขั้นตอน และอยู่ในแดนแรกรับเพื่อกักโรคตามมาตรการป้องกันโควิด-19 เป็นระยะเวลา 14 วัน แต่ให้อยู่คนละห้องขังกัน เพราะเป็นผู้ต้องขังความผิดคดีเดียวกันจึงต้องแยกควบคุม แต่ยังมีเพื่อนผู้ต้องขังคดีอื่นๆ รวมอยู่ ซึ่งเรือนจำพิเศษธนบุรีเป็นเขตควบคุมความมั่นคง มีเจ้าหน้าที่ดูแลเข้มงวดเพื่อป้องกันเหตุตลอด 24 ชั่วโมง&amp;nbsp; โดยเจ้าหน้าที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครจะไปรับตัวจากเรือนจำพิเศษธนบุรีไปศาลตามขั้นตอนปกติ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้เรือนจำพิเศษธนบุรียังไม่อนุญาตให้เข้าเยี่ยมเพราะยังอยู่ในช่วงเฝ้าระวังโควิด-19
ดำเนินคดีม็อบ 6 กลุ่มข้อหาหนัก &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) พล.ต.ต.ปิยะ ต๊ะวิชัย รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (รอง ผบช.น.) แถลงเรื่องการดำเนินคดีกับกลุ่มนายปิยรัฐ จงเทพ หรือโตโต้ หัวหน้ากลุ่มการ์ดวีโว่ พร้อมพวก และกลุ่มผู้ชุมนุมหน้าศาลอาญา ถนนรัชดาฯ เมื่อวันที่ 6 มี.ค.ที่ผ่านมา หลังพบการกระทำความผิดหลายข้อหาว่า กองบัญชาการตำรวจนครบาล บช.น.ได้แบ่งการดำเนินคดีกับกลุ่มผู้ชุมนุมออกทั้งหมด 6 กลุ่ม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กลุ่มที่ 1 นายปิยรัฐ กับพวกรวม 18 คน ถูกดำเนินคดีสมคบกันตั้งแต่ 5 คนขึ้นไปเพื่อเตรียมการกระทำผิดอาญา ตามภาคสองของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 107-มาตรา 366 การมั่วสุมของนายโตโต้พร้อมพวกเป็นการเตรียมการที่จะก่อความสงบไม่เรียบร้อยในบ้านเมือง ตามมาตรา 215 วรรค 1 และวรรค 2 เนื่องจากการสืบสวนของเจ้าหน้าที่พบการกระทำจับกุมซึ่งหน้า จึงไม่มีความจำเป็นต้องใช้หมายจับ นอกจากนี้ยังผิดมาตรา 210 มาตรา 209&amp;nbsp; และ พ.ร.ก.ฉุกเฉินและ พ.ร.บ.ควบคุมโรคอีกส่วนหนึ่ง กลุ่มนี้ดำเนินคดี 4 ข้อหา &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กลุ่มที่ 2 คือกลุ่มผู้ต้องหาที่ถูกจับได้และได้หลบหนีไปจากการควบคุมของเจ้าพนักงาน ในส่วนนี้จะมีความผิด&amp;nbsp; 4 ข้อหาหลักเช่นเดียวกับกลุ่มของนายโตโต้ แต่จะมีความผิดตามมาตรา 190 ตามประมวลกฎหมายอาญา หลบหนีไปจากการควบคุมของเจ้าพนักงานสอบสวนสืบสวนคดีอาญา มีการปรากฏตัวต่อตำรวจ สน.พหลโยธิน ตำรวจได้รับตัวและปล่อยตัวให้กลับไปก่อน จากนั้นจะทำการพิสูจน์ทราบว่าทั้ง 27 คนเป็นผู้ที่หลบหนีหรือไม่อย่างไร เมื่อความปรากฏชัดเจนว่าบุคคลที่มาพบเจ้าหน้าที่ตำรวจนั้นเป็นบุคคลที่หลบหนีจริง พนักงานสอบสวนจะออกหมายเรียกมารับทราบข้อกล่าวหาทั้ง 4 ข้อกล่าวหาเดิม และอีก&amp;nbsp; 1 ข้อหาใหม่ดำเนินคดีตามกฎหมาย นอกจากนี้มีผู้ต้องหาบางส่วนยังไม่ได้มาพบตำรวจ วันนั้นตำรวจก็จะออกหมายเรียกตัวมาดำเนินคดีเช่นเดียวกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กลุ่มที่ 3 ตามที่ปรากฏภาพและคลิป มีกลุ่มบุคคล&amp;nbsp; กลุ่มผู้ชุมนุม กลุ่มการ์ดทุบทำลายรถของทางราชการและชิงตัวผู้ต้องหา ทำร้ายเจ้าพนักงาน ชิงของกลางบางส่วนไปจากการดูแลของเจ้าพนักงาน มีความผิดตามมาตรา&amp;nbsp; 191 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา 83 ร่วมกันช่วยเหลือผู้ต้องหาหรือผู้ถูกควบคุมในอำนาจของพนักงานสอบสวนสืบสวนคดีอาญาให้หลุดพ้นไปจากการดูแลของเจ้าพนักงาน ส่วนนี้จะมีการดำเนินคดีเพิ่มเติมในข้อหาตามมาตรา 191 ถ้าความปรากฏว่าผู้ชุมนุมคนหนึ่งคนใดมีหลักฐานโยงไปถึงการทำลายทรัพย์สินและทำร้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจ จะเป็นความผิดฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานร่วมกันตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป ผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138 และ 140 ยังมีความผิดอื่นๆ เช่น ทำให้เสียทรัพย์ของทางราชการอีกส่วนหนึ่งด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กลุ่มที่ 4 ตามที่ปรากฏภาพ มีกลุ่มบุคคลทุบทำลายแนวรั้วของศาลอาญา นำสิ่งต่างๆ มาเผารวมทั้งพระบรมฉายาลักษณ์ บุกรุกสถานที่ราชการศาลอาญาและสำนักงานอัยการสูงสุด ในส่วนนี้จะเป็นความผิดข้อหาบุกรุกสถานที่ราชการในเวลากลางคืน และความผิดบางส่วนจะเป็นฐานละเมิดอำนาจศาล พนักงานสอบสวนกำลังดูว่าความผิดใดผิดมาตรา 112 คงต้องมีการดำเนินกับกลุ่มผู้ต้องหากลุ่มที่ 4
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กลุ่มที่ 5 คือกลุ่มผู้ชุมนุมอื่นๆ หลังมีประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน พ.ร.บ.ควบคุมโรค ห้ามมีการชุมนุม ก็จะผิด พ.ร.ก.ฉุกเฉินและ พ.ร.บ.ควบคุมโรค
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กลุ่มที่ 6 เวลา 23.00 น. ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจตระเวนชายแดนกำลังเดินทางกลับจากการปฏิบัติหน้าที่ ศาลอาญาผ่านกลุ่มผู้ชุมนุมหน้า สน.พหลโยธิน ได้มีกลุ่มบุคคลใช้ลูกเหล็กหนังสติ๊ก อาวุธปืน ยิงใส่รถเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทำให้รถราชการเสียหาย รถกระบะ 1 คัน รถ 6 ล้อ&amp;nbsp; 1 คัน และรถบัส 3 คัน จากการตรวจพิสูจน์ของกองพิสูจน์หลักฐานพบร่องรอยการถูกยิง เชื่อว่าถูกยิงมาจากอาวุธปืน พนักงานสอบสวนจะต้องพิจารณาดำเนินการ ว่าการกระทำผิดฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงานด้วยอีกส่วนหนึ่งหรือไม่อย่างไร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.ต.ปิยะยังกล่าวเสริมเรื่องทรัพย์สินที่นายโตโต้กล่าวอ้างว่าสูญหายระหว่างการถูกจับกุม ว่าจากการตรวจสอบในวันนั้นมีกลุ่มบุคคลมาทำทุบรถของราชการ มีการแย่งชิงตัวผู้ต้องหาและแย่งชิงของกลางบางส่วนไป และมีการชิงหรือปล้นทรัพย์สินของเจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งเป็นทรัพย์สินส่วนตัว ขณะนี้ได้รับรายงานจากตัวคนเจ็บเพิ่งให้การได้เมื่อวานนี้ ตัวคนเจ็บเป็นห่วงทรัพย์บางส่วนซ่อนไว้ใต้เบาะนั่ง พนักงานสืบสวนได้เข้าตรวจค้นรถยนต์พบของกลางของนายโตโต้ที่กล่าวอ้างเรียบร้อย และนำเข้าสู่สำนวนการสอบสวนเรียบร้อย หากมีทรัพย์สินของกลางสูญหายต้องตรวจสอบว่าหายไปด้วยเหตุใด ถ้าปรากฏว่าเป็นความบกพร่องของตำรวจก็จะมีการพิจารณาข้อบกพร่อง แต่ถ้าข้อเท็จจริงเป็นการประทุษร้ายผู้ชุมนุมต้องรับผิดชอบ แต่ขณะนี้ทรัพย์สินของเจ้าหน้าที่ตำรวจ เช่นโทรศัพท์ พระเลี่ยมทองและสร้อยคอยังไม่ได้คืน โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจคนดังกล่าวยังพักรักษาตัวอยู่ที่ รพ.ตำรวจ ถ้าออกจาก รพ.แล้วจะมีการเข้าแจ้งความดำเนินคดีต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม กล่าวเป็นห่วงถึงความรุนแรงที่เกิดขึ้นในการชุมนุมทางการเมือง โดยย้ำว่ารัฐบาลไม่เคยไปห้ามการชุมนุม แต่ถ้าชุมนุมแล้วมีความรุนแรงเกิดขึ้น ถ้าศาลเห็นว่าเป็นการทำกระทำที่ผิดกฎหมาย ก็เป็นเรื่องของศาลตัดสินออกมา รวมทั้งการจะให้ประกันหรือไม่ให้ประกันก็เป็นเรื่องของศาลเช่นเดียวกัน ไม่มีอำนาจไปก้าวล่วง&amp;nbsp; กฎหมายเป็นของทุกคน เป็นของสังคมและเป็นของประชาชนโดยรวม ไม่ใช่คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งจะละเว้นกฎหมายได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวถามถึงความคืบหน้าการจับกุมมือประกอบระเบิดไปป์บอมบ์ ได้กำชับฝ่ายมั่นคงให้เข้มงวดในการตรวจสอบการลักลอบระเบิดอย่างไร พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า เป็นสิ่งที่น่ายินดีที่จับกุมได้ และไม่ควรจะมีคำถามว่าเป็นการจัดฉากของภาครัฐหรือไม่ ไม่เคยมีนโยบายให้ไปทำเรื่องเหล่านี้ คงไม่กล้าทำและทำไม่ได้อยู่แล้ว เพราะทุกอย่างมีหลักฐาน เพราะรับสารภาพว่าเป็นคนทำและทำมาจากบ้าน.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/95553</URL_LINK>
                <HASHTAG>ริบบิ้นสีขาว, วางพวงหรีด, ศาลอาญา, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, หน้าศาลอาญา, แนวร่วมม็อบสามนิ้ว, ไม่ให้ประกันตัว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210309/image_big_60478b395f3f4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>95047</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/03/2021 23:22</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/03/2021 23:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กลับคุกยกก๊วน ศาลฮ่องกงไม่ให้ประกัน35นักเคลื่อนไหวต้านรัฐ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ศาลฮ่องกงยุติการไต่สวนมาราธอนคำร้องขอประกันตัวของฝ่ายต่อต้านรัฐหลายสิบรายเมื่อวันพฤหัสบดี โดย 35 คนไม่ได้รับอนุญาตให้ประกัน ที่เหลือ 15 คนอัยการร้องค้านการปล่อยตัวทำให้ถูกส่งกลับเข้าเรือนจำยกก๊วนระหว่างรออุทธรณ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โจชัว หว่อง นักเคลื่อนไหวฮ่องกงคนดัง เดินลงจากรถตู้ของกรมราชทัณฑ์ภายหลังเสร็จสิ้นการไต่สวนวันที่ 2 ที่ศาลเกาลูนตะวันตกเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2564 (Photo by Anthony Kwan/Getty Images)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผู้เห็นต่างจากรัฐทั้ง 47 คนที่เป็นนักเคลื่อนไหวฝ่ายประชาธิปไตยที่เป็นที่รู้จักกันดีในฮ่องกง โดนตำรวจจับกุมและตั้งข้อหาว่าสมคบคิดกันกระทำการเพื่อบ่อนทำลาย ภายใต้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติฉบับใหม่ที่จีนออกมาบังคับใช้กับฮ่องกงเมื่อปีที่แล้ว ทั้งหมดถูส่งตัวขึ้นศาลเพื่อไต่สวนคำร้องขอประกันตัว โดยศาลฟังข้อโต้แย้งระหว่างอัยการกับทนายระหว่างการไต่สวนยาวนานถึง 4 วัน กระทั่งศาลมีคำตัดสินช่วงค่ำวันพฤหัสบดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วิกเตอร์ โซ หัวหน้าผู้พิพากษา มีคำสั่งให้จำเลย 32 คนในกลุ่มนี้กลับเข้าเรือนจำ โดยให้เหตุผลว่า ศาลไม่พบว่ามีหลักฐานเพียงพอให้เชื่อได้ว่าพวกเขาจะไม่กระทำการที่เป็นอันตรายต่อความมั่นคงของชาติอีก ส่วนจำเลยอีก 15 คนได้รับอนุญาตให้ประกันตัว แต่อัยการอุทธรณ์ทันที ซึ่งทำให้พวกเขาถูกสั่งให้กลับเข้าเรือนจำเช่นกัน แต่จะสามารถร้องคัดค้านต่อศาลอุทธรณ์ได้ภายใน 48 ชั่วโมง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จำเลยกลุ่มนี้ซึ่งมีตั้งแต่อดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติ ไปจนถึงนักวิชาการ, ทนายความ, นักสังคมสงเคราะห์ และนักเคลื่อนไหวที่เป็นคนหนุ่มสาว ถูกตั้งข้อหาตามกฎหมายความมั่นคงหลังจากมีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดการเลือกตั้งขั้นตนในฮ่องกงเมื่อฤดูร้อนปีที่แล้ว เพื่อหยั่งเสียงเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้งของฝ่านค้านเข้าสภานิติบัญญัติ โดยคาดหวังว่าฝ่ายสนับสนุนประชาธิปไตยอาจคว้าเสียงข้างมากในสภานี้ได้ เจ้าหน้าที่จีนและฮ่องกงกล่าวว่าการดำเนินการของคนกลุ่มนี้เป็นความพยายาม &amp;quot;โค่นล้ม&amp;quot; รัฐบาลฮ่องกง จึงถือเป็นภัยคุกคามความมั่นคง.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/95047</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติ, นักเคลื่อนไหวต้านรัฐ, ฮ่องกง, ไม่ให้ประกันตัว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210304/image_big_6041082eb3ea1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>91499</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/01/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/01/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หิ้วปีก‘เยลเลี้ยงแกะ’ ฝากขัง‘เรือนจำทหาร’</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรรมติดจรวด! ศาลไม่ให้ประกันตัว &amp;quot;เยลเลี้ยงแกะ&amp;quot;&amp;nbsp; หิ้วตัวขังเรือนจำทหารทันที ญาติ ทนายความ 3 นิ้วหายหน้าเรียบ&amp;nbsp; &amp;quot;โตโต้&amp;quot; เท ตั้งคำถามกุเรื่องหรือโดนจริง ส่วนหัวหน้าการ์ดเสื้อแดงเผยได้คุยกับ &amp;quot;เยล&amp;quot; สั้นๆ ได้ความว่าจะแฉให้หมด ยังอ้างถูกอุ้มจริงๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 30 มกราคม ที่ศาลทหารกรุงเทพ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองสมุทรปราการได้นำตัว นายมงคล สันติเมธากุล หรือเยล การ์ดราษฎร ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลทหารทหารกรุงเทพ ที่ 36/2564 ลงวันที่ 21 ม.ค.64 ในข้อหาแจ้งความเท็จและหลบหนีราชการทหาร จากกรณีกล่าวอ้างว่าตนเองถูกชายฉกรรจ์อ้างเป็นเจ้าหน้าที่จากกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ควบคุมตัวไปจาก พื้นที่ จ.สมุทรปราการ มาฝากขังผลัดแรก เป็นเวลา 12 วัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาเวลา 10.30 น. ศาลได้นั่งบัลลังก์พิจารณาคำร้องของพนักงานสอบสวนในการฝากขัง โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจได้คัดค้านการประกันตัวเพราะเกรงว่าผู้ต้องหาจะหลบหนี เนื่องจากมีพฤติกรรมที่หลบหนีมาก่อนหน้านี้ และเจ้าหน้าที่ตำรวจยังต้องสอบปากคำพยานอีกหลายปาก ซึ่งยังไม่แล้วเสร็จ ทั้งนี้ ศาลทหารได้อนุมัติให้ฝากขังและไม่ให้ประกันตัว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้นได้นำตัวขึ้นรถเรือนจำทหารไปควบคุมตัวที่เรือนจำทหาร จ.นครปฐมต่อไป โดยระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำตัวนายเยลมาที่ศาล ไม่มีญาติและทนายความ รวมถึงมวลชนหรือกลุ่มการ์ดราษฎรมาให้กำลังใจที่หน้าศาลแต่อย่างใด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายปิยรัฐ จงเทพ หัวหน้ากลุ่มการ์ดอาสา we volunteer หรือวีโว่ ได้โพสต์ข้อความถึงกรณีดังกล่าวผ่านเฟซบุ๊ก &amp;ldquo;โตโต้ ปิยรัฐ - Piyarat Chongthep&amp;rdquo; โดยระบุว่า ว่าด้วยเรื่องกุเรื่อง หรือโดนจริง! เป็นเรื่องที่เยลต้องพิสูจน์ความจริง และนำเสนอพยานหลักฐานมาหักล้างต่อข้อกล่าวหาที่ทางตำรวจนำมาแสดงต่อศาล
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผมช่วยเขาในฐานะพลเมืองคนหนึ่งได้เพียงเท่านี้ ส่วนจะเป็นเรื่องจริงเท็จอย่างไรให้ว่ากันตามกระบวนการยุติธรรมที่จะนำสืบในชั้นศาลต่อไป ตราบใดที่เยลยังยืนยันว่าถูกกระทำจริง เราก็ได้แต่ให้โอกาสเขาพิสูจน์ตัวเอง ไม่มีใครช่วยเขาไปได้มากกว่านี้ แม้แต่ผมหรือหัวหน้าทีมในกลุ่มของเขาเอง ทุกคนล้วนแต่รอคอยความจริง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนเรื่องของอาร์ท สมาชิกทีม wevo ที่มีข่าวก่อนหน้ากรณีถูกจับไป สภ.บางแก้ว โดยเพื่อนๆ ไม่มีใครทราบข่าว จนกระทั่งผ่านไป 1 วันเต็ม หากไม่มีเรื่องของเยลเข้ามาในเวลานั้น ทาง wevo เองก็คงไม่ได้มีการตรวจเช็กจำนวนคนในทีมที่ขาดการติดต่อไป&amp;nbsp; นั่นเองก็เป็นสาเหตุให้เราต้องช่วยกันตื่นตัวทุกครั้งที่เพื่อนของเราขาดการติดต่ออย่างไร้เหตุผลและต้นสายปลายทาง และไม่ว่าจะเป็นใคร เราต้องช่วยกันพูดเรื่องนี้ให้ดังๆ ว่า การบังคับให้สูญหาย คืออาชญากรรมที่ชั่วร้าย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายสมบัติ ทองย้อย อดีตหัวหน้าการ์ดราษฎร และอดีตการ์ดคนเสื้อแดง โพสต์เฟซบุ๊ก &amp;ldquo;สมบัติ ทองย้อย&amp;rdquo; ระบุว่า ได้คุยกับน้องสั้น ระหว่างถูกคุมขังที่ศาลทหาร น้องบอกว่าผมจะแฉให้หมด และผมถูกอุ้มจริงๆ ซึ่งเราเองก็ได้แต่บอกว่าพูดความจริงนะ ความจริงชนะทุกอย่าง จบการสนทนา ตอนนี้น้องถูกส่งตัวขึ้นศาลทหารกรณีหนีทหาร.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/91499</URL_LINK>
                <HASHTAG>หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อ้างถูกอุ้มจริง, เยลเลี้ยงแกะ, ไม่ให้ประกันตัว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210117/image_big_6004173d16010.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>46725</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/09/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/09/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไม่รู้ผัวอยู่ไหน‘เมียกี้ร์’เข้าซังเต</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ศาลฎีกาไม่ให้ประกัน &amp;ldquo;ระพิพรรณ-เมียอริสมันต์&amp;rdquo; หลังเข้ามอบตัวคดียื่นบัญชีทรัพย์สินเท็จ ส่งนอนคุก 2 เดือน เจ้าตัวอ้างก่อนหน้าไม่มีเจตนาหลบหนี ต้องจัดการเรื่องเลี้ยงดูบุตรก่อน เผยคุยกับ &amp;ldquo;อริสมันต์&amp;rdquo; บ้าง แต่ไม่ทราบว่าอยู่ที่ไหน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อเวลา 11.45 น. วันที่ 26 กันยายน ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สนามหลวง นายกัณต์พัศฐ์ สิงห์ทอง ทนายความ ได้พานางระพิพรรณ พงศ์เรืองรอง อายุ 46 ปี อดีต ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย และภรรยาของนายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ซึ่งนางระพิพรรณเป็นจำเลยที่ศาลฎีกามีคำพิพากษาจำคุก 2 เดือน โดยไม่รอการลงโทษ กรณีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวหาจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จฯ เข้าแสดงตัวต่อศาลฎีกา หลังจากเมื่อวันที่ 16 ก.ย.2562 ที่ผ่านมา ศาลฎีกาได้มีคำสั่งให้ออกหมายจับนางระพิพรรณ เนื่องจากไม่มาฟังคำพิพากษาในวันดังกล่าว และให้ติดตามตัวมารับโทษตามคำพิพากษานั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยก่อนเข้ามอบตัวต่อศาล นางระพิพรรณให้สัมภาษณ์ว่า ขอยืนยันในความบริสุทธิ์ใจ ที่ผ่านมาที่ไม่ได้ไปฟังคำพิพากษา ไม่มีเจตนาหลบหนี เพียงแต่มีภาระเรื่องบุตรสาวคนเล็กที่อายุเพียง 13 ปี ต้องจัดการก่อน เพราะหากตนต้องถูกจำคุก บุตรสาวต้องอยู่คนเดียว เรื่องคดีในวันนี้ยื่นขอประกันตัว และจะยื่นอุทธรณ์ตามช่องทางของกฎหมายต่อไป เนื่องจากมั่นใจในข้อเท็จจริงว่าตนเองมิได้ร่ำรวยผิดปกติ มิได้ปกปิดบัญชีทรัพย์สิน มิได้ทุจริต ซึ่งในสำนวนของ ป.ป.ช. ก็ไม่มีเรื่องทุจริต ดังนั้นตนขอพิสูจน์ตนเองในกระบวนการยุติธรรม ส่วนศาลจะให้ประกันตัวหรือไม่ แล้วแต่ความเมตตาของศาล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามถึงนายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง สามี ซึ่งถูกออกหมายจับ นางระพิพรรณกล่าวว่า ได้พูดคุยกันบ้าง แต่ไม่ทราบว่าอยู่ที่ใด ตอนที่ออกจากบ้านไปตนก็ไม่ทราบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาภายหลังจากที่นางระพิพรรณมาแสดงตัวต่อศาลฎีกาแล้ว ก็ได้ยื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพย์ขอปล่อยชั่วคราว ระหว่างที่จะอุทธรณ์คำพิพากษาดังกล่าวต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาด้วย กระทั่งเมื่อเวลา 13.35 น. นายกัณต์พัศฐ์ ทนายความ ระบุว่า หลังจากที่ยื่นคำร้องปล่อยชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์คดีแล้ว ศาลก็พิจารณาเห็นว่า ในวันนัดอ่านคำพิพากษาจำเลยไม่ได้มาศาล ซึ่งมีพฤติการณ์น่าจะหลบหนี ดังนั้นหากปล่อยชั่วคราวก็เกรงว่าจะหลบหนี ศาลจึงให้ยกคำร้อง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ในการที่มาแสดงตัวต่อศาลในวันนี้ ก็ประสงค์ที่จะยื่นอุทธรณ์ต่อสู้คดีต่อไปด้วยทั้ง 2 คดี คือคดีอาญาที่ถูกกล่าวหาจงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินหนี้สินเป็นเท็จ และคดีแพ่งที่อัยการสูงสุดร้องขอให้ทรัพย์สินของนางระพิพรรณตกเป็นของแผ่นดิน โดยการแสดงตัวต่อศาลตามหมายจับวันนี้ ก็ไม่ได้แถลงเกี่ยวกับเหตุผลที่ในวันนัดฟังคำพิพากษาไม่ได้มาฟังด้วยตนเอง ซึ่งหลังจากนี้ นางระพิพรรณก็จะต้องถูกนำตัวไปควบคุมยังทัณฑสถานหญิงกลางก่อน&amp;quot; นายกัณต์พัศฐ์กล่าว &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคดีอาญาที่ ป.ป.ช.กล่าวหานางระพิพรรณ ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จ ในคดีหมายเลขดำ อม.1/2562 นั้น ศาลฎีกาพิพากษาให้จำคุกเป็นเวลา 2 เดือน โดยไม่รอลงอาญา และห้ามไม่ให้ผู้ถูกกล่าวหาดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือดำรงตำแหน่งใดในพรรคการเมืองเป็นเวลา 5 ปี ขณะที่ศาลได้ออกหมายจับ ให้ติดตามตัวนางระพิพรรณ ผู้ถูกกล่าวหา มาบังคับตามคำพิพากษาโดยไม่มีกำหนดอายุความด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนคดีแพ่ง ที่อัยการสูงสุดยื่นคำร้องขอให้ริบทรัพย์ที่เพิ่มขึ้นผิดปกติของนางระพิพรรณ ผู้ถูกกล่าวหา รวมมูลค่า 42,816,226 บาท ให้ตกเป็นของแผ่นดิน ในคดีหมายเลขดำ อม.77/2561 นั้น ศาลฎีกาก็มีคำพิพากษาในวันที่ 16 ก.ย.ที่ผ่านมา ให้ทรัพย์สินมูลค่า 42,816,226.64 บาท พร้อมดอกผลที่เกิดขึ้นตกเป็นของแผ่นดิน ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 4, 38 ประกอบมาตรา 83 โดยให้คืนรถยนต์ BMW รุ่น 730 Ld เลขทะเบียน ถ 8988 (ป้ายแดง) แก่บริษัท บีเอ็มดับเบิลยู ลิสซิ่ง (ประเทศไทย) จำกัด ผู้คัดค้านที่ 2
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า สำหรับทรัพย์สินที่ ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดว่าเพิ่มขึ้นผิดปกติของนางระพิพรรณ ดังนี้ เงินฝากธนาคาร 6 บัญชี จำนวนเงิน 27,618,954 บาท, ที่ดิน 3 แปลง มูลค่า 9,492,000 บาท สิ่งปลูกสร้าง 1 หลัง มูลค่า 2 ล้านบาท รถยนต์ 1 คัน มูลค่า 1,805,272 บาท และเงินที่นำมาชำระหนี้เงินกู้ธนาคาร จำนวนเงิน 1.9 ล้านบาท.&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/46725</URL_LINK>
                <HASHTAG>จงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินเท็จ, ระพิพรรณ พงศ์เรืองรอง, ศาลฎีกา, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, ไม่ให้ประกันตัว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190926/image_big_5d8cc46cab082.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>13999</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/07/2018 11:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/07/2018 11:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กองปราบหิ้ว&#039;วัน อยู่บำรุง&#039;ฝากขังศาลอาญากรุงเทพใต้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 ก.ค.61 - &amp;nbsp;เมื่อเวลา 10.42 น. ที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ พนักงานสอบสวนกองปราบปรามควบคุมตัวนายวัน อยู่บำรุง อายุ 44 ปี บุตรชายของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง อดีตนักการเมืองชื่อดังฝั่งธนบุรี อดีตรองนายกรัฐมนตรี และแกนนำพรรคเพื่อไทย ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญากรุงเทพใต้ ที่ จ.409/2561 ลงวันที่ 19 ก.ค.2561 ข้อหาร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นให้การกระทำการใด หรือไม่กระทำการใด หรือจำยอมต่อสิ่งใด โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกายโดยมีอาวุธ และร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ มาฝากขังต่อครั้งแรกต่อศาลเป็นเวลา 12 วัน ตั้งแต่วันที่ 24 ก.ค.- 4 ส.ค.2561 ซึ่งพนักงานสอบสวนกองปราบปรามคัดค้านการประกันตัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยนายวัน อยู่บำรุง ใส่เสื้อเชิ้ตสีส้ม-ขาว แขนยาว ลายดอก สวมกางเกงสีดำและใส่กุญแจมือโดยมีผ้าพันปิดไว้ นั่งมาในรถตู้สีขาวของกองปราบปราม เมื่อมาถึงนายวันมีสีหน้าเคร่งเครียด แต่ยังยิ้มและทักทายสื่อพร้อมกล่าวเพียงสั้นๆ ว่า &amp;quot;ผมรักลูกผม ผมต้องทำหน้าที่ของคนเป็นพ่อ&amp;quot; จากนั้นเจ้าหน้าที่จึงคุมตัวเข้าห้องเวรชี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ตั้งแต่ช่วงเช้ามีบุคคลใกล้ชิดและ &amp;quot;กลุ่มใจถึงพึ่งได้&amp;quot; ของนายวัน ประมาณ 10 คนมารอให้กำลังใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมาศาลพิจารณาคำร้องแล้ว อนุญาตให้ฝากขังได้ โดยนายวิญญัติ ชาติมนตรี ทีมทนายความ ได้ยื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพย์เป็นเงินสด 300,000 บาท ขอประกันตัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับเหตุการณ์ที่มาของคดีนี้เกิดขึ้นเมื่อคืนวันที่ 23 เม.ย.ที่ผ่านมา ผู้เสียหายคือ นายภานุวัฒน์ หรืออั๋น ปุณณรัตนกุล อายุ 34 ปี นักธุรกิจทายาทร้านทองรุ่นที่ 2 &amp;ldquo;แม่ทองสุก&amp;rdquo; ได้เข้าไปเที่ยวที่ร้านเดโม่ผับ ซ.ทองหล่อ 10 แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา หลังจากร้านเลิก ผู้เสียหายกับเพื่อนก็ได้เดินมาที่ลานจอดรถ ก็ได้พบกับกลุ่มของนายวัน ซึ่งมาพร้อมกับบุตรชาย คือ นายอาชวิน หรือกาโม่ อยู่บำรุง, นายยศพัฒน์ หรือปุ้ย สัมพันธ์ชัย และมีผู้ติดตามอีก 7-8 คน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อเจอหน้ากันนายวันก็เรียกนายภานุวัฒน์เข้ามาคุยด้วย เนื่องจากก่อนหน้านี้ได้ไปมีปัญหากับนายอาชวิน บุตรชาย ที่ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งเมื่อเดินเข้ามาหา นายวันก็ใช้มือตบไปที่หน้าอกของนายภานุวัฒน์เบาๆ โดยไม่ได้พูดอะไร ก่อนที่จะแยกย้ายกันขึ้นรถ ปรากฏว่าเมื่อนายภานุวัฒน์เดินขึ้นรถเก๋งส่วนตัวไปแล้ว ก็ได้ยินเสียงนายวันร้องเรียกให้นายภานุวัฒน์ลงมาหาอีก แต่ครั้งนี้นายวันกลับไม่พูดอะไร ก่อนจะใช้หมัดต่อยเข้าที่ใบหน้าของนายภานุวัฒน์หลายครั้ง ซึ่งผู้เสียหายก็พยายามจะใช้มือปัดป้อง แต่ก็ถูกต่อยจนล้มลง พอจะลุกขึ้นยืนก็ถูกนายยศพัฒน์ชักอาวุธปืนออกจากเอวขึ้นมาข่มขู่ไม่ให้ผู้เสียหายสู้ ขณะนั้นก็ยังถูกนายอาชวินเข้ามาเตะซ้ำอีก เสร็จแล้วนายยศพัฒน์ก็ยังยิงปืนขึ้นฟ้าข่มขู่เพื่อนของผู้เสียหาย เพื่อไม่เข้ามาช่วยเหลือ หลังลงมือเสร็จแล้ว กลุ่มของนายวันก็ขึ้นรถขับออกไปจากที่เกิดเหตุทันที
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
หลังจากเกิดเหตุผู้เสียหายได้เข้าแจ้งความที่ สน.ทองหล่อ พร้อมกับเข้าร้องเรียนที่กองปราบปราม เนื่องจากเห็นว่ากลุ่มผู้ต้องหาเป็นผู้มีอิทธิพล ต่อมาพนักงานสอบสวนของกองปราบปราม จึงได้ยื่นคำร้องขอศาลอาญากรุงเทพใต้ออกหมายจับ กระทั่งผู้ต้องหาเดินทางเข้ามามอบตัวเมื่อวานนี้ (23 ก.ค.) ภายหลังเข้ามอบตัวพนักงานสอบสวนกองปราบปรามได้เร่งสอบปากคำนายวัน นอกจากนี้กำลังอยู่ระหว่างพิจารณาจะเรียกตัวผู้ที่อยู่ร่วมในเหตุการณ์มาดำเนินคดีเพิ่มเติมอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายสมหมาย กู้ทรัพย์ ทนายความของนายวัน อยู่บำรุง เปิดเผยว่าได้ยื่นหลักทรัพย์เป็นเงินสดจำนวนหนึ่ง เพื่อขอประกันตัวในชั้นสอบสวน แต่ทางพนักงานสอบสวนคัดค้านการให้ประกันตัว โดยให้เหตุผลเกรงว่าจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับพยานหลักฐาน ซึ่งทำให้นายวันต้องถูกคุมตัวไว้ที่กองปราบปรามเป็นเวลา 1 คืน ก่อนที่พนักงานสอบสวนจะนำตัวนายวันมาขออำนาจศาลฝากขังต่อศาลอาญากรุงเทพใต้ในวันนี้
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;
ทั้งนี้ มีรายงานว่า คดีนี้มีผู้ก่อเหตุจำนวน 2 ราย คือนายวัน อยู่บำรุง และนายยศพัฒน์ สัมพันธ์ชัย หรือนายนรงฤทธิ์ ทำดี ชื่อเล่น ปุ้ย โดยในคืนก่อเหตุ นายยศพัฒน์หรือ ปุ้ย เป็นผู้ยิงปืนขึ้นฟ้าที่ลานจอดรถหน้าเดโม่ผับ อย่างไรก็ตาม สำหรับ นายยศพัฒน์ หรือปุ้ย มีประวัติติดตัวเคยตกเป็นจำเลยในคดีหมายเลขดำที่ 444/2558 คดีหมายเลขแดงที่ 2398/2558 ของศาลอาญาธนบุรี ในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา ซึ่งอยู่ระหว่างหลบหนี โดยศาลอาญาธนบุรีได้ออกหมายจับไว้ตามหมายจับที่ 259/2558 ลงวันที่ 21 กรกฎาคม 2558 ด้วย
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
มีรายงานด้วยว่าในส่วนของข้อหาที่ทางพนักงานสอบสวนกองปราบปรามแจ้งต่อนายวัน ฐานความผิดร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นให้การกระทำการใด หรือไม่กระทำการใด หรือจำยอมต่อสิ่งใด โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย โดยมีอาวุธ และร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจนั้น เนื่องจากในวันเกิดเหตุนายยศพัฒน์ได้ชักอาวุธปืนยิงขึ้นฟ้า เพื่อข่มขู่กลุ่มผู้เสียหายให้ไม่ต่อสู้นายวัน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/13999</URL_LINK>
                <HASHTAG>8แกนนำพรรคเพื่อไทย, ทำร้ายร่างกาย, ฝากขัง, ลูกชายเฉลิม อยู่บำรุง, วัน อยู่บำรุง, ศาลอาญากรุงเทพใต้, ไม่ให้ประกันตัว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180724/image_big_5b56adb5bc048.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>4569</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/03/2018 17:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/03/2018 17:41</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัว นายทุนค้ายาเสพติดข้ามชาติ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ฮาร์ปรีท ซิงค์ สวมกุญแจมือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8 มี.ค.61 - ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก พ.ต.ท.กฎกบินทร์ กังแฮ&amp;nbsp;พนักงานสอบสวนกองบังคับการตำรวจปราบปรามยาเสพติด 2 ควบคุมตัวนายฮาร์ปรีท ซิงค์ (Mr.Harpreet Singh)&amp;nbsp;อายุ 52 ปี&amp;nbsp;ชาวไทยเชื้อสายอินเดีย&amp;nbsp;นักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์&amp;nbsp;ผู้ต้องหาคดีค้ายาเสพติดรายใหญ่&amp;nbsp;มาขออำนาจศาลฝากขังครั้งแรกเป็นเวลา&amp;nbsp;12&amp;nbsp;วัน ตั้งแต่วันที่&amp;nbsp;8 -19&amp;nbsp;มี.ค.นี้ เนื่องจากการสอบสวนยังไม่เสร็จสิ้น&amp;nbsp;ต้องสอบพยานอีก&amp;nbsp;7&amp;nbsp;ปาก รอผลการตรวจสอบลายพิมพ์นิ้วมือผู้ต้องหา ประวัติอาชญากรรม และอื่นๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คำร้องฝากขังระบุพฤติการณ์สรุปว่า&amp;nbsp;ก่อนการจับกุมผู้ต้องหานี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้จับกุมตัวนายโกศล ศรีมงคล กับพวกรวม 11 คน พร้อมตรวจยึดยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ไอซ์&amp;nbsp;หรือเมทแอมเฟตามีน) จำนวน 390 ก้อน น้ำหนักรวมประมาณ 400 กก. นำส่งดำเนินคดี จากการสอบสวนหนึ่งในกลุ่มผู้ต้องหาให้การว่าได้รับเงินค่าขนยาเสพติด 1 ล้านบาท สืบสวนขยายผลพบว่านายฮาร์ปรีท ผู้ต้องหานี้&amp;nbsp;เป็นผู้สั่งการให้โอนเงิน ประกอบกับการสืบสวนขยายผลของเจ้าหน้าที่ตำรวจและพยานต่างให้การสอดคล้องต้องกันยืนยันการกระทำความผิดดังกล่าว เชื่อว่าผู้ต้องหานี้ได้ร่วมกับพวกกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดครั้งนี้จริง โดยมีการแบ่งหน้าที่กันทำ จึงได้ขออนุมัติศาลอาญาออกหมายจับผู้ต้องหาในข้อหาร่วมกันมียาเสพติดให้โทษประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต เหตุเกิดเมื่อวันที่ 28-31 ก.ค. 2560&amp;nbsp;ที่ อ.เมือง จ.ขอนแก่น และ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ต่อเนื่องกัน&amp;nbsp;ศาลอาญาได้อนุมัติหมายจับที่ 46/2561 ลงวันที่ 30 ม.ค. 2560 ต่อมาสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้เมื่อวันที่&amp;nbsp;6&amp;nbsp;มี.ค. 2561 โดยชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน&amp;nbsp;ผู้ต้องหาให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ท้ายคำร้องพนักงานสอบสวนขอคัดค้านการประกันตัวจนกว่าคดีจะถึงที่สุด เนื่องจากคดีมีอัตราโทษสูง เกรงว่าจะหลบหนี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลพิจารณาแล้วอนุญาตให้ฝากขังได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมาญาติของผู้ต้องหาได้ยื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพย์เป็นสมุดบัญชีเงินฝากประจำของธนาคาร กรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาเยาวราช&amp;nbsp;จำนวน 1,890,000 บาท ขอปล่อยชั่วคราว อย่างไรก็ตาม ในเวลา 17.15 น.&amp;nbsp;ศาลมีคำสั่งโดยพิเคราะห์ข้อหาและยาเสพติดของกลางตามคำร้องฝากขังแล้ว เป็นยาเสพติดประเภท 1 มีปริมาณมาก คดีมีอัตราโทษสูงถึงประหารชีวิต หากปล่อยชั่วคราวเกรงว่าผู้ต้องหาจะหลบหนี ในชั้นนี้จึงไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว ยกคำร้อง จากนั้นเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์จะได้นำตัวผู้ต้องหาไปคุมขังยังทัณฑสถานบำบัดพิเศษกลางต่อไป.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/4569</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายทุนค้ายาเสพติด, ยาเสพติด, ศาลอาญา, อาชญากรรมข้ามชาติ, ฮาร์ปรีท ซิงค์, เชื้อสายอินเดีย, ไม่ให้ประกันตัว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180308/image_big_5aa112acb15e4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
