<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>58085</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/02/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/02/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อรุณรุ่งไม่สมราคาคุย ซักฟอกกร่อยขุดเรื่องเก่าเจอย้อนศรต้นตอมาจากยุค‘ปู’</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;โหมโรงอภิปรายไม่ไว้วางใจวันแรกสุดกร่อย &amp;ldquo;อรุณรุ่ง&amp;rdquo; ไม่สมราคาคุย &amp;ldquo;ชวน&amp;rdquo; กำชับห้ามพูดเรื่องถวายสัตย์ปฏิญาณ มีถ่ายทอดสดไร้เอกสิทธิ์คุ้มครอง &amp;ldquo;สมพงษ์&amp;rdquo; นำร่องชำแหละ 5 เหตุผลไม่ไว้วางใจ &amp;ldquo;ยุทธพงศ์&amp;rdquo; นำเรื่องเก่ามาเล่าใหม่ ทั้งที่ดินพ่อบิ๊กตู่-ต่ออายุสัญญาศูนย์ฯ สิริกิติ์-รถไฟฟ้าสายสีเขียว &amp;ldquo;ประยุทธ์-วิษณุ&amp;rdquo; สวนหมัดย้อนต้นตอมาจากยุคยิ่งลักษณ์ครองเมืองทั้งสิ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันจันทร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ มีระเบียบวาระการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 25 ปีที่ 1 ครั้งที่ 33 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง) เป็นพิเศษ ในญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล ซึ่งนายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านและคณะ จำนวน 223 คนเป็นผู้เสนอ
โดยก่อนประชุม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม &amp;nbsp;ให้สัมภาษณ์ถึงการรับมือศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจว่า ความจริงเป็นคนน่ารักมาโดยตลอด อารมณ์ดีเหมือนทุกครั้ง ถึงเวลาก็หยอกกันบ้างนิดหน่อย ส่วนเรื่องปรับลุกส์นั้นไม่จำเป็น เพราะลุกส์ปกติก็เป็นเช่นนี้อยู่แล้ว สนุกสนานรื่นเริง อารมณ์ดี
มีรายงานว่าในระหว่างการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พล.อ.ประยุทธ์ได้กล่าวช่วงหนึ่งว่า การอภิปรายวันนี้นางนราพร ภริยาสั่งไว้ อย่าทำคิ้วย่น อย่าทำหน้าบึ้ง อย่าอารมณ์เสีย ให้ใจเย็นๆ ยิ้มเข้าไว้ &amp;nbsp;ส่วนรัฐมนตรีที่ถูกอภิปรายก็ขอให้ชี้แจงด้วยข้อมูล ข้อเท็จจริง อย่าชี้แจงลักษณะตอบโต้ ขอให้ใจเย็นๆ เหมือนตนเอง และในช่วงท้ายยังได้ปรารภว่าในการอภิปรายที่จะเกิดขึ้น ขอให้รัฐมนตรีทุกคนนั่งอยู่ในห้องประชุมกันอย่างพร้อมเพรียง หากกระทรวงใดถูกพาดพิงขอให้ช่วยลุกขึ้นชี้แจง แต่ไม่ได้กำชับให้รัฐมนตรีคนไหนช่วยตอบเป็นพิเศษ และย้ำว่าส่วนตัวมีความพร้อมแล้ว
ขณะเดียวกันบรรดารัฐมนตรีที่อยู่ในรายชื่ออภิปรายนั้นต่างแสดงความมั่นใจ โดย พล.อ.อนุพงษ์ &amp;nbsp;เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย กล่าวว่าทุกเรื่องที่ถามก็ตอบก็แค่นั้น ดีกว่าปล่อยให้เขาไปซุบซิบนินทาให้สื่อนำไปลงแล้วไม่มีโอกาสชี้แจง ทุกเรื่องที่ทำชี้แจงได้หมด ไม่เป็นไร
ด้าน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ กล่าวถึงกระแสข่าวปรับ ครม.หลังอภิปรายไม่ไว้วางใจว่า ไม่ทราบ ไม่รู้ ส่วนนายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.การต่างประเทศ ปฏิเสธข่าวลาออกหลังอภิปรายว่าเป็นเรื่องเก่า&amp;nbsp;
นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และ รมว.สาธารณสุข ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) &amp;nbsp;ยืนยันถึงการโหวตอภิปรายว่า สปิริตของพรรคเราดี เช่นเดียวกับนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกฯ &amp;nbsp; และ รมว.พาณิชย์ ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ก็กล่าวถึงการโหวตว่าจะมีมติไปในทิศทางเดียวกัน แต่ต้องไปประชุมร่วมกันในวิปรัฐบาลหลังอภิปรายเสร็จแล้ว ซึ่ง ปชป.มีความเป็นเอกภาพ ไม่มีปัญหาอะไร เพราะทุกคนทราบหน้าที่ดีอยู่แล้ว
พุ่งเป้าถล่ม &amp;#39;บิ๊กตู่&amp;#39;
ด้านความเคลื่อนไหวของพรรคฝ่ายค้าน นายสมพงษ์และคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์พรรค พท.ได้เรียกประชุม ส.ส.เพื่อวางแนวทางการอภิปราย โดยนายสมพงษ์กล่าวว่า ฝ่ายค้านเตรียมผู้อภิปรายไว้ 42 คน ในจำนวนนี้เกินครึ่งหนึ่งจะอภิปราย พล.อ.ประยุทธ์&amp;nbsp;
สำหรับการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ พรรค พท.ได้เตรียมทีมวอร์รูมไว้ 2 ชุด ชุดแรกที่ชั้น 8 ที่ทำการพรรค นำโดย ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธานคณะกรรมการกิจการพิเศษ ชุดที่สองที่ห้อง 301 รัฐสภา &amp;nbsp;โดยมีนายพงศ์เทพ เทพกาญจนา, นายโภคิน พลกุล และนายวัฒนา เมืองสุข แกนนำพรรค โดยวอร์รูมทั้งสองชุดจะร่วมทำหน้าที่สนับสนุนด้านข้อมูลแก้เกมการอภิปรายให้ ส.ส.พรรคเพื่อไทย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนอดีตกรรมการบริหารพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) ที่ถูกศาลรัฐธรรมนูญเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี อาทิ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตหัวหน้าพรรค, นายปิยบุตร แสงกนกกุล อดีตเลขาธิการพรรค และ น.ส.พรรณิการ์ วานิช อดีตโฆษกพรรค ยังคงเดินทางเข้าร่วมประชุมกับ ส.ส.อนาคตใหม่ บริเวณห้องทำงานอดีตพรรค อนค. ชั้น 3 เพื่อซักซ้อมและติวเข้มการอภิปรายเช่นกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ก่อนการประชุม นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้หารือร่วมกับนายวิรัช รัตนเศรษฐ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) และนายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย (พท.) ในฐานะประธานวิปฝ่ายค้าน เพื่อหารือการวางแนวทางอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่งได้ข้อสรุปว่าจะเริ่มอภิปรายตั้งแต่วันที่ &amp;nbsp;24 ก.พ. สิ้นสุดวันที่ 27 ก.พ. เวลา 19.00 น. โดยไม่รวมการสรุปญัตติปิดการอภิปรายอีก 2 ชั่วโมง จากนั้นวันที่ 28 ก.พ.จึงลงมติ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายสุทินกล่าวว่า นายสมพงษ์จะเป็นผู้กล่าวนำการอภิปราย จากนั้นจะเริ่มต้นอภิปรายไม่ไว้วางใจด้วย พล.อ.ประยุทธ์, ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์, นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ, พล.อ.ประวิตร, นายดอน และ พล.อ.อนุพงษ์&amp;nbsp;
และเมื่อเวลา 13.30 น. ในการประชุมสภานายชวนแจ้งให้ที่ประชุมทราบว่า ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยยุบพรรค อนค. ทำให้ ส.ส.ทั้งหมดเท่าที่มีอยู่และปฏิบัติหน้าที่ได้ 487 คน องค์ประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งคือ 244 คน ทั้งนี้การอภิปรายที่ตกลงกันจะจบในวันที่ 27 ก.พ. เวลา 19.00 น. โดยไม่รวมการสรุปซึ่งจะใช้เวลา 2 ชั่วโมง ส่วนฝ่ายรัฐบาลรัฐมนตรีมีสิทธิ์แถลงเมื่อไหร่ก็ได้ ส่วนเรื่องการถวายสัตย์ของนายกฯ จะไม่อนุญาตให้อภิปราย เนื่องจากเป็นเหตุการณ์ที่เกิดก่อนการบริหารราชการแผ่นดิน &amp;nbsp;รวมทั้งเป็นประเด็นที่เกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ ซึ่งตามข้อบังคับที่ 69 กำหนดว่าห้ามกล่าวถึงพระมหากษัตริย์โดยไม่จำเป็น
นายชวนกล่าวต่อว่า เอกสิทธิ์คุ้มครองสมาชิก การอภิปรายอาจจะกระทบไปถึงบุคคลภายนอก แต่เอกสิทธิ์คุ้มครองให้เฉพาะการอภิปรายในห้องประชุมเท่านั้น แต่เมื่อมีการถ่ายทอดจะไม่คุ้มครอง การประชุมครั้งนี้มีการถ่ายทอดโทรทัศน์และวิทยุจึงไม่คุ้มครอง ดังนั้นสมาชิกก็ต้องระมัดระวังเรื่องบุคคลที่สามและบุคคลภายนอกด้วยตนเอง รวมทั้งการอภิปรายต้องไม่ซ้ำซ้อน ซ้ำซาก และเสียดสี
5 เหตุผลไม่ไว้วางใจ
จากนั้นเวลา 13.45 น. นายสมพงษ์ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านได้เปิดอภิปราย โดยให้เหตุผล 5 ประการถึงความล้มเหลวในการบริหารประเทศ การทุจริต เอื้อประโยชน์พวกพ้อง ได้แก่ 1.ความล้มเหลวต่อการสร้างความเชื่อมั่นการเมืองในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งกฎกติการัฐธรรมนูญร่างมาโดยอาศัยเสื้อคลุมประชาธิปไตย เพื่อสืบทอดอำนาจ 2.ความล้มเหลวในการปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ ทำให้หลักความยุติธรรมแปลงร่างเป็นหลักกูและพวกพ้องอย่างไม่รู้สึกอับอาย 3.ความล้มเหลวการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ เรียกว่าสารพัดแจกมั่วซั่ว เพื่อการสืบทอดอำนาจ 4.ล้มเหลวปราบปรามการทุจริต และ 5.ล้มเหลวในภาวะความเป็นผู้นำของนายกฯ&amp;nbsp;
&amp;ldquo;ตลอดเวลาที่ดำรงตำแหน่งผู้นำรัฐบาล ไม่เห็นศักยภาพด้านการบริหารหรือเป็นนักยุทธศาสตร์ ซึ่งเป็นคุณสมบัติพื้นฐานที่ผู้นำประเทศควรมี แต่ทำได้เพียงแค่นักธุรการทั่วไป ทำหน้าที่แค่ใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดิน แต่ไม่รู้จักวิธีหารายได้เข้าประเทศ บริหารประเทศบนพื้นฐานของอารมณ์และความรู้สึก มิได้บริหารบนพื้นฐานของความรู้ ดังนั้นจึงไม่อาจไว้วางใจให้บริหารประเทศแล้วทำให้ลูกหลานในอนาคตต้องรับมอบประเทศไทยที่เป็นซากปรักหักพังต่อจากคนรุ่นเรา&amp;rdquo; นายสมพงษ์กล่าว
จากนั้นเวลา 14.25 น. พล.อ.ประยุทธ์อภิปรายชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาว่า แม้ว่าจะมีการปล่อยข่าวจำนวนมากว่าจะต้องมาเผชิญศึกในและศึกนอก แต่ถือว่าเป็นกลไกของประชาธิปไตยไทย ส่วนที่กล่าวหาว่าไม่ได้ยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยนั้น ยืนยันว่าไม่เคยมีความคิดอย่างนี้เลย ขอกล่าวไปก่อนวันที่ 22 พ.ค. 2557 ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง ประชาชนเห็นภาพทางโทรทัศน์ทั้งในปี 2553, 2557 จะด้วยวิธีทางใดก็ตาม จำเป็นต้องแก้ปัญหาของประเทศชาติให้ลุล่วง เพื่อให้เกิดความสงบและความเรียบร้อยไปสู่การเลือกตั้งและการมีรัฐธรรมนูญ ทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอน&amp;nbsp;
&amp;ldquo;การกระทำก่อนหน้าวันที่ 22 พ.ค. 2557 มีมาต่อเนื่อง มีเหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้น เช่น ความไม่สงบเรียบร้อย การบริหารราชการไม่ได้ และกระบวนการทำลายอำนาจตุลาการ ไม่ยอมรับกระบวนการยุติธรรม ถ้าเป็นชาวบ้านทั่วไปเขายอมรับติดคุก แต่บางคนไม่ยอมติดคุก การออกกฎหมายนิรโทษกรรมในเวลากลางคืน ท่านว่าผมวันนี้ ท่านต้องย้อนกลับไปดูพฤติกรรมของคนก่อนหน้านี้ด้วยว่าทำอะไรบ้าง เราจะยอมให้ประเทศเป็นอย่างนั้นเหรอ นั่นคือเหตุผลที่ผมเข้ามาตั้งแต่ตอนนั้น&amp;quot; พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
ทั้งนี้ นายกฯ ยังได้ชี้แจงถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 รวมถึงการใช้มาตรา 44 ในอดีต และการใช้นโยบายสวัสดิการเพื่อช่วยเหลือประชาชน ก่อนทิ้งท้ายว่า &amp;ldquo;เป็นสุภาพบุรุษและทหาร ต้องรักษาสัตย์และจิตใจของผม ผมไม่อยากก้าวล่วงใครทั้งสิ้น ผมต้องการคำอภิปรายที่เป็นประโยชน์ อันไหนดีไม่ดีหรือใช่ไม่ใช่ก็กรุณาฟังคำตอบของพวกผมด้วย เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาที่ชัดเจน หลายอย่างวันนี้มีการบิดเบือนกันมากเกิดข่าวปลอม ผมขอหยุดการอภิปรายของผมไว้เพียงเท่านี้&amp;quot;&amp;nbsp;
ในเวลา 14.40 น. นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ส.ส.มหาสารคาม พรรค พท.ได้อภิปราย โดยยังคงเป็นเรื่องเก่าที่ได้เผยแพร่เป็นข่าวมาแล้ว ทั้งเรื่องการขายที่ดินย่านบางบอนของบิดา พล.อ.ประยุทธ์ การต่ออายุสัญญาศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ 50 ปี และแก้ไขสัญญาให้บีทีเอสได้สัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียวเพิ่ม 30 ปี โดยระหว่างการอภิปราย 2 ชั่วโมงมีการใช้สำนวนโวหารเสียดสี พล.อ.ประยุทธ์อยู่เป็นระยะ ซึ่งก็ทำให้มีการทักท้วงจากนายชวนหลายครั้ง รวมทั้งการประท้วงในประเด็นที่วนเวียนและซ้ำซาก
&amp;ldquo;คุณประยุทธ์ร่ำรวยผิดปกติ เขียนคำสั่งให้ทุกคนปฏิบัติตามหลักธรรมาภิบาล แต่คุณประยุทธ์กลับไม่ปฏิบัติตาม คุณประยุทธ์ไม่ใช่ทองแท้ แต่เป็นทองชุบ คุณประยุทธ์มีนิสัยเขียนด้วยมือลบด้วยเท้า ผมปอกเปลือกตัวท่านแล้วแบบนี้ พล.อ.ประยุทธ์จะบริหารงบประมาณ 3.2 ล้านล้านบาทได้อย่างไร เพราะท่านพัวพันกับเจ้าสัว ผมขอกล่าวหาว่าท่านไม่ซื่อสัตย์สุจริต มีรสนิยมพัวพันกับเจ้าสัวคนหนึ่งไปสู่เจ้าสัวอีกคนหนึ่ง ผมไม่อาจไว้วางใจ ขอให้ พล.อ.ประยุทธ์ออกไปเถอะครับ เพราะคนทั้งประเทศอยากให้ท่านออกไป&amp;rdquo; นายยุทธพงศ์กล่าวสรุป
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างที่นายยุทธพงศ์อภิปรายได้มี ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลลุกขึ้นประท้วงหลายคน &amp;nbsp;โดยเฉพาะในประเด็นที่นายยุทธพงศ์เรียก &amp;quot;คุณประยุทธ์&amp;quot; แทน พล.อ.ประยุทธ์ ว่าเป็นการไม่ให้เกียรติ &amp;nbsp;เพราะยศพลเอกเป็นยศที่ได้รับพระราชทาน โดยขอให้นายชวนวินิจฉัย ซึ่งนายชวนวินิจฉัยว่าการเรียกชื่อจะไปบังคับกันไม่ได้ เป็นเรื่องมารยาท ประชาชนเขาดูอยู่
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ร.ต.อ.เฉลิมกล่าวว่า รู้สึกพึงพอใจกับการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีหลายบุคคล โดยมีขุนพลคนสำคัญคือนายยุทธพงศ์ ซึ่งการอภิปรายเพิ่งเริ่มต้น นี่เป็นเพียงแค่น้ำจิ้ม ยุทธการอรุณรุ่งได้เกิดขึ้นแล้ว &amp;nbsp;จึงรอเพียงแค่เวลาที่จันทร์โอชาดับเท่านั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี ในฐานะเลขานุการทีมวอร์รูมนอกสภา กล่าวว่า ทีมวอร์รูมได้นั่งฟังการอภิปรายของนายยุทธพงศ์ รู้สึกสงสารเห็นใจ ร.ต.อ.เฉลิม อุตส่าห์หมายมั่นปั้นมือไว้วางใจให้นายยุทธพงศ์เปิดยุทธการรุ่งอรุณ แต่งานนี้กลับดับสนิทมากกว่า ไม่สมกับราคาคุยที่โม้ไว้สักนิด แถมประชาชนกลับชื่นชมท่านนายกฯ ที่ชี้แจงได้อย่างชัดเจนใจเย็น เก็บอารมณ์ยิ้มแย้มตลอดเวลา ทำให้บรรยากาศในห้องประชุมไม่เคร่งเครียด และยังมีพี่น้องชาวอีสานจำนวนมากโทรศัพท์มา ให้ช่วยบอกนายยุทธพงศ์ว่าบรรพบุรุษชาวอีสานไม่เคยอบรมสั่งสอนลูกหลานให้มีนิสัยพฤติกรรมก้าวร้าวผู้ใหญ่เช่นนี้ มีแต่อบรมสั่งสอนให้ลูกหลานมีสัมมาคารวะ รู้จักให้เกียรติผู้สูงอายุ พฤติกรรมที่ใช้วาจาเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีต่อเยาวชน
&amp;#39;ประยุทธ์&amp;#39; สวนหมัดนิ่มๆ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้นเวลา 17.19 น. พล.อ.ประยุทธ์ชี้แจงถึงเรื่องที่ดินของบิดา ซึ่งเป็นโฉนดมาตั้งแต่ปี 2482 &amp;nbsp;เป็นของครอบครัว ส่วนเรื่องของการซื้อขายก็เป็นเรื่องของข้อตกลงระหว่างคนขายกับคนซื้อ โดยก่อนปี &amp;nbsp;2556 จำได้ว่าพ่อติดป้ายประกาศขายตั้งแต่ปี 2554-2555 มีผู้ติดต่อมาโดยตลอด แต่ก็ไม่ได้ขาย จนท้ายที่สุดก็มีบริษัทนี้ แต่ไม่รู้ว่าเป็นของใครด้วยซ้ำไป เพราะตอนนั้นเป็น ผบ.ทบ. ไม่รู้จักใครเป็นพิเศษส่วนตัว และไม่คิดว่าจะเอื้อให้เขาได้ในอนาคตด้วย
&amp;ldquo;ถ้าคุณพูดแบบนี้หมายความว่าผมไปต่อรองกับเขา ว่าคุณซื้อที่ตรงนี้แล้ววันหน้าผมจะดูแลเขา แล้วผมไปสัญญากับเขาได้หรือไม่ว่าผมจะเป็นนายกฯ ซึ่งผมว่ามันไม่ใช่ คุณพูดเกินไปหรือเปล่า ซึ่งราคาที่ขณะนั้นในปี 2556 ราคาตามท้องตลาดประมาณ 609 ล้านบาท ในปัจจุบัน 2562 ประมาณ 812 &amp;nbsp;ล้านบาท ซึ่งราคามันขึ้น เวลาซื้อขายก็ต้องซื้อขายตามราคาท้องตลาด และการเสียภาษีก็ถูกต้อง&amp;rdquo; พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกฯ ยังชี้แจงถึงเรื่องการชี้แจงทรัพย์สิน รวมถึงการดูแลชาวอีสานด้วยว่าเป็นรัฐบาลปัจจุบัน 7 &amp;nbsp;เดือน ไปเยี่ยมพี่น้องชาวอีสาน 11 ครั้ง มีการจัดสรรงบประมาณลงไป 2.4 หมื่นล้านบาทให้ทุกจังหวัด &amp;nbsp;นี่คือรัฐบาลนี้ ส่วนเรื่องศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ มีการดำเนินการมาตั้งแต่ 2539 ส่วนเรื่องการแก้ไขปัญหาสีต่างๆ เป็นเรื่องของการประกาศบังคับใช้ผังเมืองกรุงเทพฯ 2556 เป็นการดำเนินการก่อนรัฐบาลที่แล้วเข้ามา เป็นรัฐบาลใครทำก่อนปี 2556
ต่อมานายวิษณุได้ชี้แจงเรื่องศูนย์ฯ สิริกิติ์ว่าไม่สามารถยกเลิกสัญญาได้ ทำได้แค่แก้ไขสัญญา จึงเป็นที่มาของการแก้ไข โดยเอาเรื่องเข้าสู่คณะกรรมการราชพัสดุเมื่อวันที่ 28 มี.ค.2557 เป็นช่วง 2 &amp;nbsp;เดือนก่อนรัฐประหาร ให้ไปดูว่าเป็นรัฐบาลใด โดย รมว.การคลังขณะนั้น ในฐานะประธานกรรมการที่ราชพัสดุ มีมติให้แก้ไขสัญญาให้บริษัท NCC เช่าสัญญาพื้นที่ศูนย์ฯ สิริกิติ์นาน 50 ปี ถือว่าเรื่องจบลง &amp;nbsp;ทั้งหมดนี้จะเอื้อใครหรือไม่ ต้องไปดูว่าเอื้อมาตั้งแต่รัฐบาลใด
เวลา 17.45 น. นายอุตตม สาวนายน รมว.การคลัง ได้ไล่ลำดับถึงเรื่องศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ตั้งแต่ริเริ่มโครงการปี 2532 และลงนามสัญญาในปี 2539 จนถึงการต่ออายุในปัจจุบัน ก่อนสรุปว่าหากมีการสืบค้นประวัติที่มาตั้งแต่เริ่มสัญญาในปี 2539 จนกระทั่งแก้ไขสัญญาครั้งล่าสุดในปี 2560 จึงจะรู้ที่มาที่ไปของปัญหา ขออย่าหยิบแค่ท่อนเดียว หรือช่วงเวลาเดียวคือการแก้ไขสัญญาเมื่อครั้งล่าสุด &amp;nbsp;แล้วทําให้ไม่เข้าใจปัญหาทั้งหมด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ พล.อ.อนุพงษ์ชี้แจงถึงการต่อสัญญาสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียวว่า คำสั่ง คสช.ไม่ได้เป็นการต่อสัญญาสัมปทาน แต่เป็นการไปหาทางออกว่าจะทำอย่างไรเพื่อลดภาระของประชาชน โดยจะมีขั้นตอนคล้ายกับพระราชบัญญัติการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน การเจรจานั้นได้ยึดหลักประชาชนได้ค่าโดยสารเป็นธรรม กทม.และรัฐบาลต้องไม่มีภาระหนี้และผลตอบแทนการลงทุนของเอกชนอยู่ในอัตราที่เหมาะสม ทั้งหมดนี้เป็นการแก้ไขปัญหาโดยคำสั่งของ คสช. ซึ่งไม่ได้เป็นการเอื้อประโยชน์แก่ใครทั้งสิ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมานายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ อดีตพรรค อนค.อภิปราย โดยมุ่งไปเรื่องเศรษฐกิจ &amp;nbsp;แต่ก็ไม่มีข้อมูลใหม่ โดยยังคงตอกย้ำว่ารัฐบาลเอื้อนายทุนและเจ้าสัว รวมทั้งพยายามย้ำว่ามีเพียง 1% ของประชาชนที่มั่งคั่งร่ำรวย แต่อีก 99% มีแต่ปัญหารุมเร้า &amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;99% ของคนไทยไม่มั่งคั่งยั่งยืน มีเพียง 1% คือนายทุนที่มั่งคั่งยั่งยืน รัฐบาลนี้อยู่ต่อไปไม่ได้อีก แม้แต่อีกวันเดียว จะกระตุ้นเศรษฐกิจอัดฉีดไปเท่าไหร่ ก็หมุนไปเข้า 3 กลุ่มนายทุนใหญ่ของประเทศ &amp;nbsp;ประเทศชาติเสียหายมามากแล้ว พล.อ.ประยุทธ์อยู่ต่ออีก 1 วันจะสร้างความเสียหายอีก 1 วัน ผมไม่อาจไว้วางใจ พล.อ.ประยุทธ์ให้บริหารประเทศแม้แต่วันเดียว&amp;rdquo; นายพิธากล่าว
ในช่วงค่ำ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ส.ส.เชียงใหม่ พรรค พท.ได้ลุกขึ้นอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯ &amp;nbsp;โดยเน้นไปที่ประเด็นเศรษฐกิจเป็นหลัก ซึ่งการอภิปรายแทบไม่ต่างจากกระทู้แต่อย่างใด จึงทำให้ไม่มีการประท้วงแต่ประการใด ยกเว้นในช่วงท้ายที่นายจุลพันธ์อภิปรายไปถึงวิกฤติต้มยำกุ้งที่จะเชิดชูนายกฯ ที่แก้ไขปัญหาช่วงนี้ ที่ถูกนายพิสิฐ ลี้อาธรรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชป.ประท้วงว่าการแก้ไขปัญหา 2540 เป็นผลงานของนายชวน
ต่อมา พล.อ.ประยุทธ์ได้ลุกขึ้นชี้แจง โดยได้ระบุถึงผลพวงเศรษฐกิจและภาวะการค้าโลกที่ตกต่ำและส่งผลต่อไทย รวมทั้งได้ยกตัวเลขการขยายตัวของเศรษฐกิจประเทศต่างๆ มาเปรียบเทียบ ก่อนที่จะกล่าวถึงการทำงานในรอบ 7 เดือนที่รัฐบาลพยายามแก้ไขด้วย.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/58085</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชวน หลีกภัย, ถวายสัตย์ปฏิญาณ, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, สมพงษ์ อมรวิวัฒน์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อภิปรายไม่ไว้วางใจ, อภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล, เอกสิทธิ์คุ้มครอง, ไร้เอกสิทธิ์คุ้มครอง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200224/image_big_5e53dc15e935c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
