<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>109341</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/07/2021 13:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/07/2021 13:58</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โควิดดันโซเชียลคอมเมิร์ซโต เทรนด์ไลฟ์สดขายสินค้ามาแรง </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ ดิจิทัลเข้ามามีบทบาทในการดำเนินชีวิตประจำวันมากขึ้น โดยเฉพาะหลังจากที่เกิดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ยิ่งทำให้มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภคไปสู่โลกออนไลน์อย่างรวดเร็ว การสื่อสารหรือการค้าขายสามารถดำเนินการไปได้ทั่วโลกในระยะเวลาอันสั้นๆ ดังนั้นจึงผลักดันให้การค้าออนไลน์มีการเติบโตอย่างรวดเร็วและต่อเนื่องทุกปี &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งข้อมูลจาก สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ได้ระบุว่า ผู้บริโภคถูกบังคับให้คุ้นชินและต้องปรับตัวกับการซื้อของใช้ประจำวันและสินค้าอื่นๆ ผ่านทางออนไลน์แทน เมื่อต้องเผชิญหน้ากับการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ส่งผลให้เกิดการล็อกดาวน์ และการเว้นระยะห่างทางสังคม ซึ่งเมื่อการซื้อของออนไลน์กลายเป็นกิจวัตรประจำวันของผู้บริโภคแล้วนั้น ส่งผลต่อผู้ประกอบการต้องเร่งปรับตัวโดยหันมาทำอีคอมเมิร์ซ (e-Commerce) เพื่อรองรับความต้องการด้านนี้ ทำให้มูลค่าเติบโตขึ้นแบบก้าวกระโดด
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;และเชื่อมั่นว่าความต้องการในการซื้อสินค้าและบริการผ่านทางออนไลน์นั้น จะกลายเป็นช่องทางการซื้อที่สำคัญมากขึ้นสำหรับผู้บริโภค แม้เป็นยุคหลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยอ้างอิงจากผลการสำรวจของ Tofugear ผู้ให้บริการด้าน Digital Solution สำหรับร้านค้าปลีก ซึ่งพบว่าโดยเฉลี่ยแล้ว 45% ของผู้บริโภคทั่วเอเชียวางแผนที่จะเพิ่มการใช้จ่ายออนไลน์แทนการใช้ช่องทางการค้าปลีกแบบเดิม
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;เช่นเดียวกับ นายชนนันท์ ปัญจทรัพย์ ผู้จัดการทั่วไป ช้อปไลน์ ประเทศไทย ผู้ให้บริการระบบจัดการร้านค้าบนอีคอมเมิร์ซและโซเชียลคอมเมิร์ซครบวงจร เปิดเผยว่า มีผลการสำรวจว่าการทำโซเชียลคอมเมิร์ซจะผ่านช่องทางของเฟซบุ๊ก (Facebook) 58% รองลงมาเป็นไลน์ (Line) 35% ตามมาด้วย อินสตาแกรม (Instagram) 21% และทวิตเตอร์ (Twitter) 11% ตามลำดับ ส่วนยอดการใช้จ่ายจะเฉลี่ย 1,000-3,000 บาทต่อคน มีการใช้เวลาผ่านโซเชียลคอมเมิร์ซประมาณ 2 ชั่วโมงต่อวัน และช่วงเวลาที่ได้รับความนิยมสูงสุดในการไลฟ์จำหน่ายสินค้าคือ 19.00 น.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับโซเชียลคอมเมิร์ซที่เติบโตสูง ทำให้มูลค่ารวมของยอดขายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ช่วงไตรมาส 2 ของปี 2564 มีการเติบโตเพิ่มขึ้นถึง 300% เมื่อเทียบกับยอดขายไตรมาสแรก เติบโตสูงกว่าค่าเฉลี่ยของภูมิภาคเอเชียที่มีการขยายตัวเพิ่มขึ้น 160% และจำนวนคำสั่งซื้อก็เติบโตเพิ่มขึ้น 210% จำนวนการถ่ายทอดสดเพิ่มขึ้น 300% รวมทั้งจำนวนความคิดเห็นเพิ่มขึ้น 283%&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยในเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซจะมีออเดอร์สูงสุดในวันจันทร์ และออเดอร์สูงสุดในช่วงเวลา 20.00 น. ส่วนภาพรวมยอดขายผ่านช่องทางออนไลน์ทั้งภูมิภาคเอเชียมีการเติบโตเพิ่มขึ้น 160% จำนวนคำสั่งซื้อเติบโต 180% จำนวนการถ่ายทอดสดเติบโต 70% และจำนวนความคิดเห็นเติบโตเพิ่มขึ้น 125% โดยเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซจะมีออเดอร์สูงสุดในวันพุธ และมีการสั่งซื้อสูงสุดช่วงเวลา 22.00 น.
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;นายชนนันท์ กล่าวว่า ได้เข้ามาเปิดให้บริการในประเทศไทยเป็นระยะเวลา 8 เดือนแล้ว และมีการขยายแฟลตฟอร์มให้บริการแก่กลุ่มลูกค้าในประเทศไทย และฐานลูกค้าในไทยเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทำให้ในครึ่งปีหลังจะขยายบริการใหม่รองรับตลาดเติบโตของตลาดอีคอมเมิร์ซในไทย โดยเฉพาะโซเชียลคอมเมิร์ซที่ขยายตัวสูงมาก จึงเตรียมเปิดให้บริการฟีเจอร์ใหม่ 2 รายการ ได้แก่ LIVE Bidding เป็นฟีเจอร์การประมูลสินค้าอัตโนมัติ และ Golden Minutes นาทีทอง สำหรับร้านค้าที่จะจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายกับลูกค้า เพื่อเพิ่มการมีส่วนร่วมและความน่าสนใจให้แก่ลูกค้า
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;quot;ผลของโควิด-19 เข้ามาเป็นตัวเร่งสำคัญทำให้ผู้บริโภคคนไทยก้าวเข้าสู่แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ และทำให้ตลาดอีคอมเมิร์ซมีการขยายตัวสูง โดยประเมินว่าภาพรวมตลาดอีคอมเมิร์ซของประเทศไทยในปี 2564 จะมีการขยายตัว 15-20% สอดคล้องกับแนวโน้มการใช้งานโซเชียลคอมเมิร์ซในประเทศไทยเช่นกัน และเทรนด์ที่มาแรงคือการไลฟ์สดเพื่อจำหน่ายสินค้า ซึ่งมีความสอดคล้องกับลูกค้าคนไทยที่อยากเข้ามาดูเพื่อความสนุกสนานและมีส่วนร่วมกับผู้ขายสินค้า ทำให้ประเมินว่าจากการขยายบริการใหม่อย่างต่อเนื่อง ในช่วงครึ่งปีหลังจะมีกลุ่มลูกค้าที่จะเข้ามาใช้บริการของ SHOPLINE เพิ่มขึ้นเท่าตัวเมื่อเทียบกับครึ่งปีแรก&amp;quot; นายชนนันท์ กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชนนันท์ กล่าวว่า สำหรับแผนการขยายตลาดของบริษัทช่วงครึ่งของปีหลัง 2564 จะเดินหน้าแฟลตฟอร์มการให้บริการแก่ลูกค้า รวมถึงการขยายบริการให้แก่ร้านค้าออนไลน์อย่างใกล้ชิดตั้งแต่การใช้งานและบริการหลังการขาย พร้อมจัด Webinar และ Seminar เสริมองค์ความรู้ให้แก่ผู้ประกอบการในทุกเดือน ซึ่งตามแผนงานจะทำให้ ช้อปไลน์ ติดอันดับหนึ่งในสามของ Smart Commerce Enable ไทยภายในปีนี้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน นายเลอทัด ศุภดิลก หัวหน้าฝ่ายธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ไลน์ ประเทศไทย กล่าวว่า โซเชียลคอมเมิร์ซเป็นมากกว่าเทรนด์ จากข้อมูลพบว่าตลาดอีคอมเมิร์ซประเทศไทยที่มีมูลค่า 2.7 แสนล้านบาท สัดส่วน 38% มาจากแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซและแบรนด์ดอทคอม ที่เหลือ 62% มาจากการค้าขายแบบโซเชียลคอมเมิร์ซ และเป็นไปได้ว่าจะเพิ่มไปถึง 70% ภายใน 3 ปี ขณะที่ค่าเฉลี่ยระดับโลกปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 19.8% ปัจจุบันในประเทศไทยมีจำนวนผู้ใช้งานแอปพลิเคชันไลน์กว่า 47 ล้านคน บัญชีผู้ใช้งานไลน์โอเอมีอยู่ประมาณ 4 ล้านบัญชี จากจำนวนดังกล่าว 40% เป็นการใช้เพื่อการซื้อขาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;quot;แพลตฟอร์มแชตมีจุดต่างที่สามารถสร้างวงจรความไว้ใจ เอื้อให้ผู้ประกอบการสร้างตัวตน รวมถึงความน่าเชื่อถือให้กับลูกค้าก่อนที่จะซื้อสินค้า ขณะเดียวกันสร้างความไว้วางใจมากขึ้น อันนำไปสู่การซื้อสินค้าครั้งต่อไป จนเกิดการซื้อซ้ำ บอกต่อ และเป็นลูกค้าประจำในที่สุด แตกต่างกับเวลาซื้อสินค้าจากอีมาร์เก็ตเพลสที่ไม่มีกระบวนการสร้างสัมพันธ์ ลูกค้ามองหาแค่ตัวเลขราคาที่พอใจ และเมื่อจบการซื้อขาย ลูกค้าส่วนมากจำไม่ได้ว่าซื้อจากร้านใด&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น จะเห็นได้ว่ากลยุทธ์แชตคอมเมิร์ซไม่เพียงสร้างยอดขายให้เติบโตเท่านั้น แต่ยังสร้าง &amp;quot;Deep Connection&amp;quot; ให้กับแบรนด์ ให้ลูกค้าจดจำ พัฒนาไปสู่ความภักดีต่อแบรนด์ สร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนได้.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/109341</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชนนันท์ ปัญจทรัพย์, ช้อปไลน์ ประเทศไทย, เฟชบุ๊ก, โควิด, ไลน์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210711/image_big_60ea95724df0e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>63910</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/04/2020 12:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/04/2020 12:06</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;อนุทิน&#039;สั่งบิ๊กสธ.ใช้เงินกู้4.5หมื่นล้านบาทต้องช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและเน้นซื้อของในประเทศ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 เม.ย.2563 - นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข โพสต์ข้อความลงใน กลุ่มไลน์ผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุขที่มีผู้บริหารระดับสูงของกระทรวง ผู้อำนวยการ โรงพยาบาล สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข และสาธารณสุขนิเทศก์ ทั้ง 12 เขต (ทั่วประเทศ) เกี่ยวกับการนำเสนอโครงการตามงบประมาณตามพระราชกำหนดกู้เงิน 1ล้านล้านบาท ซึ่ง สธ.ได้รับจัดสรรวงเงิน 45,000 ล้านบาทเพื่อใช้ทางการแพทย์และสาธารณสุข เพื่อแก้ปัญหาการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 โดยมีเนื้อหาระบุว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เรียนพี่น้องผู้บริหาร สธ.ทุกท่านครับ กระทรวงสาธารณสุขของเราจะต้องนำเสนอ งบประมาณในวงเงิน 45,000 ล้านบาท เพื่อรับมือสถานการณ์โควิด-19 จากนี้ไป งบประมาณนี้ได้รับการจัดสรรมาตามมติ ครม. ที่อนุมัติในที่ประชุมเมื่อวานนี้ เราควรต้องจัดการใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งกระทรวงต้องการให้ผู้บริหารทุกท่าน มีส่วนร่วมและนำเสนอข้อแนะนำดีๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน และความก้าวหน้าของกระทรวงสาธารณสุข&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมอยากเน้นให้ทุกท่านได้ใช้หลักการพิจารณาโดยคำนึงถึงสภาพเศรษฐกิจที่เสียหายไปและการช่วยสร้างรายได้ให้ประชาชนในช่วงนี้ หากงบประมาณนี้จะได้ถูกหมุนเวียนใช้เพื่อกระตุ้นการไหลเวียนของเงินภายในประเทศได้มากที่สุด ก็จะเป็นประโยชน์ในการช่วยเหลือประชาชนในขณะเดียวกันด้วย พยายามใช้ของที่ต้องสั่งซื้อจากต่างประเทศให้น้อยที่สุด อุดหนุนกิจการของคนไทยให้มากที่สุด กระทรวงสาธารณสุขจะเป็นที่ศรัทธาและเชื่อมั่นของประชาชนอย่างล้นหลาม เราดูแลประชาชนในทุกมิติ ไม่ใช่แค่เรื่องการสาธารณสุขเท่านั้น เยียวยาทุกอาการผมในฐานะรัฐมนตรีที่รับผิดชอบกระทรวงนี้จึงขอให้ทุกท่านได้ร่วมกันคิดให้ละเอียดและนำเสนอมาตามสายงานบังคับบัญชาเพื่อนำไปปฏิบัติให้เป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุด หากเป็นไปได้จะขอเชิญประชุมร่วมภายในปลายสัปดาห์หน้าครับ เพื่อที่ท่านทั้งหลายจะได้มีเวลาเตรียมตัวให้ดีที่สุด ขอให้ทุกท่านเริ่มดำเนินการทันทีนะครับ ขอบพระคุณมากครับ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับแผนงานตามที่ ครม.อนุมัติดังกล่าว กำหนดไว้ ประกอบไปด้วย 1.แผนงานหรือโครงการที่รองรับค่าใช้จ่าย ค่าเยียวยา ค่าชดเชย และค่าเสี่ยงภัย สำหรับบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข รวมถึงผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนค่าใช้จ่ายในการจัดหาผู้นำชาญการทั้งในประเทศและต่างประเทศ 2.เพื่อจัดซื้อจัดหาอุปกรณ์ทางการแพทย์และสาธารณสุข ยารักษาโรควัคซีนป้องกันโรค และห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ 3.แผนงานหรือโครงการเพื่อรองรับค่าใช้จ่ายที่จำเป็นต่อการบำบัดรักษา ป้องกัน ควบคุมโรค รวมทั้งการวิจัยพัฒนาทางการแพทย์และสาธารณสุขเพื่อการฟื้นฟูด้านการสาธารณสุขของประเทศ 4.แผนงานหรือโครงการเพื่อการเตรียมความพร้อมด้านสถานพยาบาล และค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล และค่าใช้จ่ายในการกักตัวผู้มีความเสี่ยงในการติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 และ5.แผนงานหรือโครงการด้านสาธารณสุขเพื่อรับมือสถานการณ์ฉุกเฉิน อันเนื่องจากการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/63910</URL_LINK>
                <HASHTAG>ผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุข, รองนายกรัฐมนตรี, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข, อนุทิน ชาญวีรกูล, โควิด-19, โพสต์, ไลน์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200422/image_big_5e9fd05d26466.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>21450</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/11/2018 16:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/11/2018 16:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บุกแนวรบออนไลน์!พรรคกำนันทุ่ม14.4ล้านทำไลน์ออฟฟิเชียล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 พ.ย.61- &amp;nbsp;นายเขตรัฐ เหล่าธรรมทัศน์ โฆษกพรรครวมพลังประชาชาติไทย(รปช.) เปิดเผยว่า เมื่อช่วงเข้าวันนี้(6 พ.ย.) พรรครปช. ได้เปิดใช้ไลน์ออฟฟิเชียล ชื่อว่า &amp;ldquo;รวมพลังประชาชาติไทย&amp;rdquo; โดยผู้ที่เข้ามาให้กด @ ไลน์ act partyเพื่อติดตามความเคลื่อนไหวการเดินสายคาราวะแผ่นดิน ของพรรค รปช.รวมถึงการประชาสัมพันธ์ นโยบาย ข่าวสาร และงาน ของพรรค เพื่อให้สมาชิกรับทราบ โดยให้อยู่ในช่องทางการสื่อสารเดียวกันนอกจากช่องทางทางเฟชบุ๊กและเว๊ปไซด์ของพรรค&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เขากล่าวว่าเมื่อเปิดมาครึ่งวัน มีผู้@ไลน์แล้ว 138,760 คน &amp;nbsp;ทั้งนี้ยืนยันว่าเราไม่ได้ทำเรียนแบบพรรคไหน เพราะทุกพรรคก็ใช้ช่องทางนี้เพื่อแจ้งข่าวสารให้สมาชิกรับทราบ และให้ประชาชนเข้าถึงพรรคได้มากที่สุด และช่องทางนี้ถือว่าสะดวกมากกว่าช่องทางอื่น โดยพรรคได้ใช้เงินจำนวน 14.4 ล้านบาทในการจัดทำไลน์ออฟฟิเชียลครั้งนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่าทำไมสติ๊กเกอร์เป็นรูปหนุมาน ไม่เป็นรูปนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ผู้ร่วมก่อตั้งพรรค รปช. นายเขตรัฐ กล่าวว่า การที่เราใช้รูปหนุมาน มาเป็นสติ๊กเกอร์นั้นไม่ได้มีความหมายอะไรแอบแฝง อาจเป็นเพราะอุดมการณ์เรามีความเป็นไทย จึงนำประยุกต์ให้เข้ากัน ยืนยันว่าไม่ได้มีความหมายอื่นๆ.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/21450</URL_LINK>
                <HASHTAG>ACT PARTY, เขตรัฐ เหล่าธรรมทัศน์, โฆษกพรรครวมพลังประชาชาติไทย, ไลน์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181010/image_big_5bbdf35aa7f8f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>18221</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/09/2018 15:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/09/2018 15:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไทยคู่ฟ้าโต้บัตรคนจนเอื้อนายทุน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 ก.ย.2561 - &amp;nbsp;ไลน์ไทยคู่ฟ้าได้โพสต์หัวข้อ ใครว่าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เอื้อนายทุน ??? โดยมีเนื้อหาระบุว่า จากกรณีที่มีการแชร์ข้อความกันในไลน์ว่า การให้วงเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐแก่ผู้มีรายได้น้อย 300 บาท/คน/เดือน เพื่อใช้ซื้อสินค้าในร้านธงฟ้าประชารัฐ เป็นการรูดเงินออกจากบัญชีของรัฐไปสู่กระเป๋าของนายทุนขนาดใหญ่ โดยที่ประชาชนไม่ได้เห็นแม้แต่ตัวเงินจริง นั้น
&amp;nbsp;
ความจริงแล้ว...ผู้ถือบัตรสามารถเลือกซื้อสินค้าที่จำเป็นต่อการครองชีพได้ทุกชนิด ทุกยี่ห้อ ของผู้ผลิตทุกราย ครอบคลุมทั้งสินค้าอาหารสด ของใช้ในชีวิตประจำวัน อุปกรณ์การเรียน และวัตถุดิบทางการเกษตร&amp;nbsp;
&amp;nbsp;
และที่ผ่านมารัฐบาลได้เปิดรับสมัครผู้ผลิตสินค้าอย่างเปิดกว้างและเท่าเทียมกัน ทั้งผู้ประกอบการ SMEs ผู้ผลิตในชุมชน สหกรณ์วิสาหกิจชุมชน และบริษัทใหญ่ ไม่มีการเอื้อประโยชน์ให้แก่กลุ่มใดเป็นพิเศษ
&amp;nbsp;
ดังนั้น ข้อความที่มีการแชร์ต่อกันจึงไม่เป็นความจริง และยังเป็นการให้ข้อมูลที่บิดเบือนจุดมุ่งหมายที่แท้จริงของโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐด้วย เพราะสินค้าในร้านธงฟ้าประชารัฐก็เป็นของที่มีขายอยู่ในร้านค้าทั่วไป แม้ประชาชนไม่มีบัตรสวัสดิการฯ ก็สามารถซื้อหาได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;
ในทางตรงกันข้าม การซื้อสินค้าผ่านบัตรสวัสดิการฯ จะทำให้ซื้อสินค้าได้ในราคาที่ถูกกว่า ช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของผู้ถือบัตร และรัฐบาลยังได้ให้วงเงินเพื่อเป็นค่าใช้จ่าย จำนวน 300 หรือ 200 บาท/คน/เดือน ช่วยเพิ่มกำลังซื้อให้กับผู้ถือบัตร ไม่ใช่การให้บัตรไปเปล่า ๆ
&amp;nbsp;
รวมทั้งยังช่วยส่งเสริมให้ร้านค้าโชห่วยเล็ก ๆ ที่เข้าร่วมโครงการร้านค้าธงฟ้าประชารัฐสามารถกลับมาขายสินค้าได้ และผู้ค้ารายย่อยมีรายได้เพิ่มขึ้น ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจชุมชนด้วย
&amp;nbsp;
ส่วนประเด็นที่ระบุว่า ประชาชนไม่ได้เห็นตัวเงินนั้น ก็เพราะรัฐบาลต้องการลดการใช้เงินสด ส่งเสริมการทำธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการบริหารจัดการเงินของประเทศ ด้วยการโอนเงินให้ถึงมือของผู้ถือบัตรโดยตรง โดยไม่ผ่านคนกลางหรือหน่วยงานกลางใด ๆ เป็นการป้องกันปัญหาการทุจริตได้อีกทางหนึ่ง
&amp;nbsp;
จะแชร์อะไร...ก็ต้องคิดดี ๆ นะครับ หากไม่ชัวร์ก็อย่าแชร์ เพราะสังคมจะเกิดความสับสนเข้าใจผิดกันได้ง่าย ๆ
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/18221</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชัวร์, บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ, แชร์, ไทยคู่ฟ้า, ไลน์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180923/image_big_5ba7481916974.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>13011</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/07/2018 21:36</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/07/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ความเป็น Somebody ในโลกโซเชียลมีเดีย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เห็นข่าวว่าจะเริ่มๆ กระบวนการทยอยเอาตัว 13 หมูป่าอะคาเดมี ออกจากถ้ำ ในช่วงระหว่างนี้กันแล้ว...บรรดาเราๆ-ทั่นๆ ทั้งหลาย ที่ต่างก็อยู่ นอกถ้ำ ไปด้วยกันทั้งสิ้น คงไม่น่าจะมีอะไรดีไปกว่าการสวดมนต์ ภาวนา ตั้งจิตอธิษฐาน ขอให้ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปด้วยดี ให้อยู่รอด ปลอดภัย สิ่งศักดิ์สิทธิ์ คุณพระ คุณเจ้า ปกป้องคุ้มครองไปด้วยกันทั้งปวง ด้วยเทอญญ์ญ์ญ์...&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; -----------------------------------------------------&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; คือนอกจากสิ่งนี้แล้ว...การช่วยเหลือ เยียวยา ด้วยกรรมวิธีต่างๆ ที่บรรดาผู้เกี่ยวข้อง เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร จิตอาสา และผู้เชี่ยวชาญทั้งหลาย ทั้งปวง ท่านต่างพยายามทุ่มทุน ทุ่มเท แบบเต็มเม็ด เต็มสูบ จนไม่น่าจะมีอะไรอีกแล้วที่นอกเหนือไปจากนี้ เรียกว่า...ไม่ว่าจะยากซ์ซ์ซ์แสนยากซ์ซ์ซ์ สภาพทางธรรมชาติท่านสุดแสนจะสลับซับซ้อนเพียงใดก็ตามที แต่ด้วยสติ ปัญญา ความสามารถ และจิตใจอันมุ่งมั่น เสียสละ ของบรรดาผู้ปฏิบัติหน้าที่ในแต่ละระดับ สุดท้าย...มันคงไม่มีอะไรที่เกินเลยขีดความสามารถมากมายจนเกินไป...&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; -------------------------------------------------&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; พูดง่ายๆ ว่า...งานนี้ แทบจะทั่วทั้งโลกนั่นแหละ ต่างรู้เห็น เป็นใจ ต่างพร้อมจะสนับสนุน เกื้อกูล ในทุกๆ เรื่อง บรรดาเราๆ-ทั่นๆ ที่เป็นแค่ กองเชียร์ ทั้งหลาย เพียงแค่ส่งจิต อธิษฐาน สวดมนต์ ภาวนา คอยเป็นกำลังใจอยู่ห่างๆ อย่าถึงกับต้องเข้าไปรบกวนมือตีนผู้ซึ่งกำลังปฏิบัติหน้าที่ ให้เกะกะ กีดขวาง ก็น่าจะเพียงพอแล้ว แม้ว่าหลายต่อหลายราย โดยเฉพาะในโลกโซเชียลมีเดีย อยากเข้าไปมีส่วนร่วม หรืออยากจะเป็น Somebody กับเขาบ้าง แต่ก็พึงระวังเอาไว้ด้วยว่า บางครั้งความปรารถนาดีที่ไม่ได้ตรงช่อง ตรงทาง หรือไม่ได้เข้าท่า เข้าทาง มันก็อาจกลายเป็นอุปสรรค ขัดขวาง ให้สิ่งที่น่าจะเป็นไปด้วยดี กลับต้องเบี่ยงเบน เฉไฉ ไปในทางอื่น ได้บ้างเหมือนกัน...&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;----------------------------------------------&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; คือไอ้ความต้องการที่จะเป็น Somebody นั้น...อาจถือเป็น ผลผลิตทางธรรมชาติ ของโลกโซเชียลมีเดีย ไปแล้วก็ว่าได้ ด้วยเหตุเพราะลักษณะพื้นฐานของเทคโนโลยี อินเทอร์เน็ต มันเป็นตัวเอื้ออำนวยให้เกิดสิ่งที่ว่านี้อย่างเป็นพิเศษ เรียกว่า...จากผู้ที่แทบไม่มีใครรู้ว่า ตัวตน ของตนนั้นคืออะไร เป็นอะไร อยู่ที่ไหน มีอยู่ในโลกนี้จริงๆ หรือไม่ แต่เพียงได้มีเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ ยูทูบ ลงๆ ไลน์ๆ อินสะตากรง อินสตาแกรม ฯลฯ อะไรก็แล้วแต่ ความเป็น Somebody ก็สามารถอุบัติขึ้นมาได้แบบฉับพลัน-ทันที ไม่ต้องเป็น Nobody เป็นผู้ที่ โลกลืม หรือผู้ที่ต้องโดดเดี่ยวในบ้านร้างอีกต่อไป...&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; -----------------------------------------------&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ชนิดไม่ว่าจะนั่งขี้ นั่งเยี่ยว กินข้าว กินปลา ไปเที่ยวหาด เที่ยวภูเขา ไปนอก-ไปนา หรือไปที่ไหนๆ ก็สามารถแสดงออกถึงความเป็น Somebody ให้ใครต่อใครรับรู้ถึงความเป็นตัวตนของตน โดยจะก่อให้เกิดความเปรี้ยวเท้า เปรี้ยวตีน หวานมือ หวานตีนหรือไม่ เพียงใด ก็แล้วแต่รสนิยม ของใคร-ของมันจะว่ากันไป ความเป็น Somebody มันเลยกลายเป็น ผลผลิตทางธรรมชาติ ของโลกโซเชียลมีเดีย อย่างมิอาจปฏิเสธได้ ยิ่งเมื่อเกิดอะไรอันเป็นที่สนใจต่อผู้คนในโลกจริง โลกเสมือนจริง ยิ่งกลายเป็นตัวกระตุ้นให้ความต้องการที่จะแสดงออกถึงความเป็น Somebody หรือความเป็นตัวตนของตน ยิ่งหนักหนา สาหัสยิ่งขึ้นไปใหญ่ ด้วยเหตุนี้...แม้มันจะเป็นตัวช่วยให้เกิดความร่วมมือ ร่วมใจ ได้อย่างน่าทึ่ง น่าประทับใจเอามากๆ แต่ก็สามารถกลายเป็นตัวที่ก่อให้เกิดอุปสรรค กีดขวาง เกะกะมือ เกะกะเท้า ได้ไม่น้อยเช่นกัน...&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;-------------------------------------------------&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทั้งที่ว่าไปแล้ว...หรือถ้าว่ากันตามแนวของพระ ของเจ้า เอาเข้าจริงๆ แล้ว ความเป็น Nobody นั่นแหละ น่าจะ เข้าท่า กว่าความเป็น Somebody เป็นไหนๆ ยิ่งถ้าหากเป็น Nobody จนไม่เหลือ ตัวตนของตน ใดๆ เอาไว้เลย เหลือแต่ ความว่าง เหลือแต่สภาวะที่ไม่ต้องเสียเวลาไป ปรุงแต่ง อะไรต่อมิอะไรต่อไปอีกแล้ว ไม่เกลียด-ไม่รัก ไม่ชอบ-ไม่ชัง ไม่บวก-ไม่ลบ ฯลฯ อันนั้นนั่นแหละ...ถึงขั้นบรรลุ นิพพาน เอาง่ายๆ ไม่ว่าตัวตนของตนจะยังมีอยู่ในโลกนี้ หรือโลกไหนๆ ก็ตามแต่ แต่ถ้าหากตัวตนที่ว่านั้น ถูกขจัดความเป็น Somebody ให้ลดๆ หายๆ ลงไปยิ่งขึ้นเท่าไหร่ ยิ่งมีโอกาสบรรลุนิพพานในชาติหน้า ชาติโน้น ได้ยิ่งขึ้นเท่านั้น ไม่ต้องเสียเวลามาเกิดใหม่ ให้ต้องหลังคด หลังงอ นั่งจิ้ม นั่งทิ่ม คีย์บอร์ด กดปุ่มโน้น ปุ่มนี้ จนนิ้วแทบสึกเหมือนเช่นชาตินี้อีกต่อไป...&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; --------------------------------------------------&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่ก็นั่นแหละ...จะด้วยเหตุเพราะ เทคโนโลยี หรือเพราะ อัตตา ของตัวเองล้วนๆ ก็แล้วแต่ โอกาสที่จะเรียกร้อง เชิญชวน ให้ใครต่อใครบรรลุนิพพานกันในขณะกำลังนั่งทิ่ม นั่งจิ้ม คีย์บอร์ดอย่างเมามันซ์ซ์ซ์นั้น มันคงลำบากเอามากๆ อย่างมากที่สุดก็คงได้แค่เรียกร้องให้หาทางลดๆความเป็น Somebody ลงไปมั่ง เอาแค่พอได้เกิด สติ และ ปัญญา ในบางระดับ พอที่จะแยกแยะความถูก-ผิด ความเหมาะ-ความควร รวมทั้งความไม่ทำให้ตัวตนของตน กลายเป็นสิ่งเกะกะ รบกวนผู้อื่น อันนั้น...ต้องถือว่ายอดแล้ว!!! ปลีกเวลาจากหน้าจอคอมพิวเตอร์มานั่งตั้งจิตอธิษฐาน สวดมนต์ภาวนา แทนที่จะไปโพสต์โน่น โพสต์นี่ น่าจะเข้าท่ากว่า โดยเฉพาะในช่วงหน้าสิ่ว หน้าขวาน ช่วงที่ต้องอาศัย สมาธิ ในการช่วยเหลือเยียวยาผู้ตกระกำลำบาก เพราะไม่เพียงถือเป็นการยังประโยชน์ให้แก่ตัวเอง ยังถือไม่เป็นการเบียดเบียนผู้อื่น ควบคู่ไปด้วย...&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; -------------------------------------------------&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปิดท้ายด้วยวาทะวันนี้ จาก Mother Teresa... The fruit of silence is prayer. The fruit of prayer is faith. The fruit of faith is love. The fruit of love is service. &amp;ndash; ผลบุญของความสงบเงียบคือการสวดมนต์ไหว้พระ ผลบุญแห่งการสวดมนต์ไหว้พระคือศรัทธา ผลบุญของศรัทธาคือความรักความเมตตา ผลบุญแห่งความรักความเมตตาคือการรับใช้ผู้อื่น...&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; -------------------------------------------------------&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/13011</URL_LINK>
                <HASHTAG>13 หมูป่าอะคาเดมี, Somebody, ทวิตเตอร์, ท่านขุนน้อย, ยูทูบ, อินสตาแกรม, เฟซบุ๊ก, ไลน์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180113/5a59fd579d53a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>12983</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/07/2018 15:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/07/2018 15:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แจงขั้นตอนดำน้ำออกจากถ้ำหลวง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;08 ก.ค.2561 - ข่าวจริงประเทศไทย หรือ @realnewsthailand บนแอพพิเคชันไลน์ได้ขึ้นอินโฟกราฟิกถึงวิธีดำน้ำออกจากถ้ำหลวงของทีมหมูป่าว่ามี อุปกรณ์ ประกอบด้วยถังอากาศ และหน้ากากดำน้ำแบบเต็มหน้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขั้นตอน การดำน้ำถึงโถง 3 ประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ 2 นายประกบเด็ก 1 คน, เส้นทางไปตามสายนำทางที่หน่วยกูภัยได้วางไว้, เมื่อเจอช่องทาที่แคบมาก จะปลดถังอากาศออกจากหลังแล้วค่อยๆ กลิ้งถังและพาผู้ร่วมทางออกไปตามช่อง และจากโถง 3 ถึงปากถ้ำใช้วิธีการเดินเท้าออกมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อดี: เร็วและไม่ใช้ทรัพยากรมาก ข้อควรระวัง : ต้องใช้ความเชี่ยวชาญระดับสูงมากในการปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่และเด็กๆ ก็ต้องมีการฝึกทักษะการดำน้ำและพลังใจที่เข้มแข็ง ไม่ตื่นตะหนก
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/12983</URL_LINK>
                <HASHTAG>13 ชีวิต, @realnewsthailand, ข่าวจริงประเทศไทย, ดำน้ำ, ถ้ำหลวง, ทีมหมูป่า, อินโฟกราฟิก, ไลน์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180708/image_big_5b41c838119a8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>12766</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/07/2018 22:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/07/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทำจดหมายเหตุ &#039;ประวัติศาสตร์&#039; ช่วย13คนติดถํ้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; รมว.วัฒนธรรมสั่งสำนักจดหมายเหตุแห่งชาติส่งเจ้าหน้าที่จดบันทึกเหตุการณ์และภาพการกู้ภัยทีมหมูป่าเก็บไว้เป็นประวัติศาสตร์ของชาติ ให้เห็นถึงการหลอมรวมความสมานสามัคคีของคนไทย และเห็นถึงพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระบรมวงศานุวงศ์&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันพุธ นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า ตนได้สั่งการไปยังสำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ ในการส่งเจ้าหน้าที่ นักจดหมายเหตุ เพื่อทำการจดบันทึกเหตุการณ์และภาพประวัติศาสตร์การช่วยชีวิตกลุ่มเยาวชนและผู้ช่วยโค้ชทีมหมูป่าอะคาเดมีทั้ง 13 คนที่ติดในถ้ำหลวงขุนน้ำนางนอน จ.เชียงราย &amp;nbsp; เนื่องจากเป็นเหตุการณ์ครั้งสำคัญที่มีคนทั้งโลกต่างให้ความสนใจ และสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยแสดงให้เห็นถึงพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระบรมวงศานุวงศ์ ที่ทรงมีพระเมตตา และทรงห่วงใยต่อสถานการณ์ดังกล่าว &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อีกทั้งเป็นการหลอมรวมความสมานสามัคคี การส่งพลังน้ำใจจากทุกฝ่าย ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติที่เข้ามาช่วยเหลือ พร้อมให้กำลังใจกับทั้ง 13 ชีวิตที่ติดอยู่ในถ้ำ นอกจากนี้ ยังมีการประสานงานระดับชาติในการระดมความร่วมมือกันวางแผนการดำเนินงานอย่างมีระบบตามมาตรฐานสากล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวีระกล่าวอีกว่า ทั้งนี้ จะมีการประมวลสถานการณ์และลำดับเหตุการณ์อย่างรอบด้าน ไล่เรียงตามวันเวลา ตั้งแต่วันที่ 23 มิ.ย.2561 ซึ่งทีมหมูป่าอะคาเดมีติดในถ้ำ ภารกิจการวางแผนการค้นหา กู้ภัย ช่วยชีวิต การระดมพลังจิตอาสา การลงพื้นที่ของผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย การประสานงานกับทีมผู้ช่วยเหลือจากต่างประเทศ การรายงานข่าวจากสื่อมวลชนทั้งในและต่างประเทศ ตลอดจนให้สัมภาษณ์ความรู้สึกของพ่อแม่ผู้ปกครองเยาวชนและผู้ที่เกี่ยวข้อง &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เมื่อทุกคนออกมาอย่างปลอดภัยแล้ว จะมีการสัมภาษณ์ความรู้สึกของทั้ง 13 ชีวิตด้วย อย่างไรก็ตาม ได้เน้นย้ำว่าการดำเนินงานบันทึกจดหมายเหตุ จะต้องไม่กระทบต่อการทำงานของทีมช่วยเหลือ เบื้องต้นจะรวบรวมข้อมูลจากสื่อต่างๆ ทุกช่องทาง จากนั้นจะมีการนำมาประมวลเหตุการณ์ต่อไป&amp;quot; รมว.วธ.กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) มูลนิธิสถาบันวิจัยความสุขชุมชนและความเป็นผู้นำ เปิดเผยผลสำรวจเรื่อง โพล พฤติกรรมคนติดตามข่าวสารช่วยเด็กนักเรียนออกจากถ้ำหลวง กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนทุกสาขาอาชีพ จำนวน 1,052 ตัวอย่าง โดยดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 20 มิถุนายน-3 กรกฎาคม พ.ศ.2561 ที่ผ่านมา&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เกินครึ่งหรือร้อยละ 52.7 ตื่นเช้าขึ้นมา เปิดโทรทัศน์รับข่าวสารเป็นอันดับแรก รองลงมาคือ ร้อยละ 39.7 เปิดโทรศัพท์มือถือ และรองๆ ลงไปคือ วิทยุ คอมพิวเตอร์ และหนังสือพิมพ์ ตามลำดับ และเมื่อถามว่าติดตามข่าวอะไรอันดับแรก พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 80.1 ระบุตื่นเช้าขึ้นมาติดตามข่าวเด็กนักเรียนติดถ้ำ &amp;nbsp;รองลงมาคือ ร้อยละ 7.5 ติดตามข่าวอาชญากรรม ความไม่ปลอดภัยของประชาชน และเพียงร้อยละ 6.5 เท่านั้นที่สนใจติดตามข่าวดูด ส.ส.เข้าพรรคการเมือง, &amp;nbsp;ร้อยละ 4.0 ติดตามข่าวฟุตบอลโลก ในขณะที่ร้อยละ 1.1 ติดตามข่าวดารา บันเทิง และร้อยละ 0.8 ติดตามข่าวหุ้น เศรษฐกิจ ตามลำดับ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า ติดตามข่าวช่วยเด็กนักเรียนติดถ้ำผ่านสื่อใดอันดับแรก พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 65.5 ยังคงติดตามข่าวช่วยเด็กติดถ้ำผ่านสื่อกระแสหลักทั่วไป เช่น โทรทัศน์ วิทยุ และหนังสือพิมพ์ ในขณะที่ร้อยละ 34.5 ติดตามข่าวผ่านสื่อโลกโซเชียลฯ ได้แก่ เว็บไซต์ข่าว ไลน์ ยูทูบ ทวิตเตอร์ เป็นต้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่น่าพิจารณาคือ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 87.9 เพิ่งจะรู้ว่าถ้ำหลวงยาวประมาณ 7 กิโลเมตร หลังมีข่าวเด็กนักเรียนติดถ้ำหลวง ในขณะที่เพียงร้อยละ 12.1 รู้มาก่อนแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ เนื้อหาข่าวที่ประชาชนสนใจติดตามช่วยเหลือเด็กนักเรียนติดถ้ำ พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 68.7 ระบุข่าวการปฏิบัติการของหน่วยซีลของไทยช่วยเด็กนักเรียนติดถ้ำ รองลงมาคือร้อยละ 66.4 ระบุพลังความรักความสามัคคีของคนในชาติ, ร้อยละ 55.1 ระบุ การปฏิบัติการของทีมงานชาวต่างชาติ เช่น อังกฤษ สหรัฐ จีน ฯลฯ, ร้อยละ 47.8 ระบุการใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ค้นหาเด็กนักเรียน, ร้อยละ 45.5 ระบุการใช้ความเชื่อ ความศรัทธา สิ่งเหนือธรรมชาติ, ร้อยละ 32.8 ระบุเทคนิคการนำเสนอข่าว ความน่าสนใจของการนำเสนอข่าว และร้อยละ 28.9 ระบุอื่นๆ เช่น สุขภาพ และการดูแลช่วยเหลือทางการแพทย์ การพัฒนาถ้ำหลวง การใช้ประโยชน์แหล่งธรรมชาติของถ้ำหลวง เป็นต้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่น่าสนใจคือ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 95.7 ระบุเห็นด้วยให้ถ้ำหลวงเป็นแหล่งเรียนรู้ แหล่งท่องเที่ยว ยาวตลอดจนปากถ้ำ ถึงจุดพบเด็กนักเรียนติดอยู่ในถ้ำ ในขณะที่ร้อยละ 4.3 ไม่เห็นด้วย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามถึงสิ่งที่นักเรียนควรทำหลังจากได้รับการช่วยเหลือจนสุขภาพดีแล้ว พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 87.2 ระบุควรแสดงความจงรักภักดีต่อในหลวง และสถาบันหลักของชาติ รองลงมาคือร้อยละ 71.1 ระบุควร ขอบคุณเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการช่วยเหลือ, ร้อยละ 70.4 ระบุขอบคุณพ่อแม่พี่น้องประชาชนทั้งประเทศ, ร้อยละ 68.1 ระบุบำเพ็ญประโยชน์ตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน, &amp;nbsp;ร้อยละ 66.7 ระบุสัญญาว่าจะมีวินัย ปฏิบัติตามระเบียบ ไม่ทำผิดกฎเกณฑ์, ร้อยละ 64.5 ระบุสัญญาว่าจะเป็นพลเมืองที่ดีของชาติ, ร้อยละ 59.4 ระบุตั้งใจเรียน, ร้อยละ 57.1 ระบุฝึกฝนเป็นนักฟุตบอลที่เก่งของประเทศ และร้อยละ 54.9 ระบุช่วยดูแลรักษาธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตามลำดับ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/12766</URL_LINK>
                <HASHTAG>SUPER POLL, กระทรวงวัฒนธรรม, ซูเปอร์โพล, ดร.นพดล กรรณิกา, ทวิตเตอร์, ยูทูบ, วีระ โรจน์พจนรัตน์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, ไลน์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180704/image_big_5b3cdedaee342.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
