<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>109192</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/07/2021 21:22</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/07/2021 21:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อินเดียเฝ้าระวัง พบผู้ติดเชื้อไวรัสซิกา14รายในรัฐเกรละ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ทางการอินเดียในรัฐเกรละออกประกาศเตือนทั่วรัฐทางภาคใต้ของประเทศแห่งนี้เมื่อวันศุกร์ ภายหลังตรวจพบผู้ติดเชื้อไวรัสซิกาแล้ว 14 ราย รายหนึ่งเป็นหญิงตั้งครรภ์ที่เพิ่งให้กำเนิดบุตรเมื่อวันพุธ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; กลุ่มสตรีมีครรภ์คือผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสซิกามากที่สุดและสามารถแพร่โรคที่เกิดจากยุงนี้ติดทารกในครรภ์ ซึ่งอาจทำให้เด็กเกิดภาวะผิดปกติหลายอย่าง เช่น กลุ่มอาการกิลแลง-บาร์เร ซึ่งเป็นโรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเองที่พบได้ยาก และภาวะที่เด็กเกิดมามีสมองเล็กผิดปกติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วีนา จอร์จ รัฐมนตรีสาธารณสุขของรัฐเกรละ เปิดเผยกับเอเอฟพีเมื่อวันศุกร์ว่า พบสตรีมีครรภ์อายุ 24 ปีคนหนึ่ง เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในเมืองติรุวนันตปุรัม เมืองหลวงของรัฐนี้ ผลตรวจเมื่อวันพฤหัสบดียืนยันว่าเธอติดเชื้อไวรัสซิกา แล้วในวันศุกร์ก็มีผลตรวจยืนยันว่า พบผู้ติดเชื้อเพิ่มอีก 13 ราย ทั้งหมดเป็นผู้ปฏิบัติงานด้านสาธารณสุขและกำลังรับการรักษา โดยมีอาการทรงตัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;บีบีซีอ้างคำแถลงของรัฐมนตรีหญิงผู้นี้ว่า สตรีรายนี้มาจากเมืองที่อยู่ติดพรมแดนของรัฐทมิฬนาฑู เธอเข้าโรงพยาบาลที่เมืองติรุวนันตปุรัม หรือเดิมคือเมืองตริวันดัม โดยมีอาการไข้, ปวดศีรษะ และมีผื่นคัน เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน เธอไม่มีประวัติเดินทางไปต่างรัฐ เธอคลอดบุตรปกติเมื่อวันพุธ และตอนนี้มีอาการทรงตัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รัฐมนตรีสาธารณสุขรัฐเกรละกล่าวด้วยว่า ผลตรวจทารกไม่พบว่าติดเเชื้อไวรัสนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ข้อมูลจากศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคติดต่อของสหรัฐระบุว่า โรคติดเชื้อไวรัสซิกาส่วนใหญ่แพร่เชื้อผ่านยุงลาย แต่ก็สามารถติดต่อผ่านเพศสัมพันธ์ได้เช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไวรัสชนิดนี้พบครั้งแรกในลิงที่ป่าซิกาของยูกันดาเมื่อปี 2490 และก่อให้เกิดการระบาดหลายครั้งทั่วโลกในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนหรือยาต้านไวรัสที่สามารถป้องกันหรือรักษาโรคนี้ อาการของผู้ป่วยมีอาทิ เป็นไข้, มีผื่นที่ผิวหนัง, เยื่อตาอักเสบ และปวดตามข้อและกล้ามเนื้อ แต่ผู้ที่ป่วยถึงขั้นเสียชีวิตมีน้อยมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทางการอินเดียส่งเจ้าหน้าที่สาธารณสุขลงพื้นที่เพื่อเฝ้าสังเกตว่ามีผู้ติดเชื้อเพิ่มเติมหรือไม่ ขณะที่หน่วยควบคุมการติดเชื้อออกพ่นสารเคมีกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ของยุงลาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อินเดียเคยเกิดการระบาดของซิกาเมื่อปี 2560 และ 2561 มีรายงานผู้ติดเชื้อหลายร้อยคนในรัฐคุชราตและราชสถานในภาคตะวันตก และรัฐมัธยประเทศในภาคกลาง แต่ผู้ป่วยกลุ่มใหม่นี้เป็นการพบที่รัฐเกรละเป็นครั้งแรก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รัฐภาคใต้แห่งนี้กำลังดิ้นรนรับมือกับจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 เพิ่มมากขึ้น โดยวันศุกร์มีผู้ติดเชื้อรายใหม่มากกว่า 13,000 คน เป็นจำนวนสูงที่สุดในบรรดารัฐทั้งหลายของอินเดีย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถึงวันศุกร์ อินเดียมีผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 สะสมมากกว่า 30.75 ล้านคน มากเป็นอันดับสองในโลกรองจากสหรัฐอเมริกาที่ติดเชื้อแล้วมากกว่า 34.67 ล้านคน อินเดียมีผู้ป่วยโควิด-19 เสียชีวิตแล้ว 405,967 คน เป็นอันดับสามในโลกรองจากสหรัฐที่มีผู้เสียชีวิตแล้ว 622,214 คน และบราซิลที่เสียชีวิต 530,344 &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/109192</URL_LINK>
                <HASHTAG>รัฐเกรละ, อินเดีย, ไข้ซิกา, ไวรัสซิกา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210709/image_big_60e85b2a224ea.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
