<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>5896</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/03/2018 15:36</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/03/2018 15:36</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไทยชาติแรกอาเซียนกำจัดถ่ายทอดไวรัสตับอักเสบ บี จาก&quot;แม่สู่ลูก&quot;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เดินหน้าเร่งรัดกำจัดการถ่ายทอดโรคไวรัสตับอักเสบ บี จากแม่สู่ลูก โดยเริ่มให้บริการในเดือนพฤษภาคม 2561 นำร่อง &amp;nbsp;12 จังหวัดก่อนในปีนี้&amp;nbsp; ฟุ้งไทยประเทศแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ดำเนินการ &amp;nbsp;ตั้งเป้าลดการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี ในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ให้น้อยกว่าร้อยละ 0.1 ภายในปี 2568&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;27 มีนาคม- ที่โรงแรมอมารี ดอนเมืองฯ กรุงเทพฯ &amp;nbsp;นพ. สุวรรณชัย &amp;nbsp;วัฒนายิ่งเจริญชัย &amp;nbsp;อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวภายหลังเป็นประธานเปิดการประชุม &amp;ldquo;เชิงปฎิบัติการเพื่อพัฒนาศักยภาพบุคลากรในการป้องกันและดูแลรักษาโรคไวรัสตับอักเสบ และการกำจัดเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี จากแม่สู่ลูก&amp;rdquo; ว่า โรคไวรัสตับอักเสบ บี เป็นสาเหตุสำคัญของโรคตับแข็งและมะเร็งตับ &amp;nbsp;ซึ่งเป็นปัญหาสาธารณสุขทั้งระดับภูมิภาคและระดับโลก โดยเชื้อไวรัสตับอักเสบบี สามารถถ่ายทอดเชื้อจากแม่สู่ลูก และจะมีโอกาสเสี่ยงมากขึ้นเมื่อมารดาที่ติดเชื้อมีปริมาณไวรัสตับอักเสบ บี ในเลือดสูง หากทารกติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีจากมารดา จะมีโอกาสป่วยเป็นโรคไวรัสตับอักเสบ บี เรื้อรังมากถึงร้อยละ 90 และสามารถพัฒนาเป็นโรคตับแข็งหรือมะเร็งตับในอนาคต โดยจากการสำรวจความชุกของโรคไวรัสตับอักเสบ บี ในคนไทย พบว่าปัจจุบันมีเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี จากมารดาประมาณ 3,800 คนต่อปี
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ขอความร่วมมือให้ทุกประเทศร่วมกันกำจัดโรคไวรัสตับอักเสบ บี โดยมีเป้าหมายให้ความชุกของการป่วยด้วยโรคไวรัสตับอักเสบ บี ในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ต่ำกว่าร้อยละ 0.1 ภายในปี 2573 ซึ่งคาดว่าประเทศไทยจะเป็นผู้นำด้านการกำจัดโรคไวรัสตับอักเสบ บี จากแม่สู่ลูก ในระดับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จึงตั้งเป้าไว้ว่าจะกำจัดการถ่ายทอดโรคไวรัสตับอักเสบ บี จากแม่สู่ลูก ให้บรรลุได้ภายในปี 2568 ภายใต้การดำเนินงานตามแผนการกำจัดโรคไวรัสตับอักเสบ บี จากแม่สู่ลูก และกำหนดมาตรการที่สำคัญ ได้แก่ &amp;nbsp;1.เร่งรัดการตรวจคัดกรองไวรัสตับอักเสบ บี ในหญิงตั้งครรภ์ทุกราย 2.ส่งเสริมให้ทารกแรกเกิดจากมารดาที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี ได้รับ Hepatitis B Immunoglobulin (HBIG) อย่างน้อยร้อยละ 95 &amp;nbsp;3.ส่งเสริมให้หญิงตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อและมีปริมาณไวรัสตับอักเสบ บี สูง ได้รับยาต้านไวรัส อย่างน้อยร้อยละ 95 &amp;nbsp;และ 4.คงระดับความครอบคลุมการได้รับวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบ บี ให้ได้มากกว่าร้อยละ 90 &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.สุวรรณชัย กล่าวอีกว่า แม้ว่าที่ผ่านมาประเทศไทยจะมีการป้องกันการเจ็บป่วยด้วยโรคไวรัสตับอักเสบ บี โดยใช้วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบ บี ในเด็กแรกเกิด จนมีความครอบคลุมการได้รับวัคซีนสูงกว่าร้อยละ 99 &amp;nbsp;แต่ยังพบว่ามีเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี มากกว่าร้อยละ 0.1 ซึ่งชี้ว่าการป้องกันการถ่ายทอดโรคไวรัสตับอักเสบ บี จากแม่สู่ลูก ยังจำเป็นต้องมีมาตรการเสริม นอกเหนือจากการใช้วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบ บี ได้แก่ การใช้ยาต้านไวรัส Tenofovir disproxil fumarate (TDF) แก่มารดา เป็นวิธีการที่เป็นที่ยอมรับ โดยในประเทศไทยมีการวิจัยโดยมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ร่วมกับสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศฝรั่งเศส (IRD) ซึ่งนักวิจัยทั้งชาวไทย อเมริกัน และยุโรป ร่วมกันศึกษาประสิทธิผลและความปลอดภัยของการใช้ยาต้านไวรัสดังกล่าว ผลการวิจัยพบว่าในกลุ่มที่มารดาได้รับยาต้านไวรัสดังกล่าวเพิ่มเติมจากมาตรการอื่นๆ ไม่มีทารกติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี จากมารดาเลย เทียบกับกลุ่มที่มารดาได้รับยาหลอกที่พบการติดเชื้อจากมารดาร้อยละ 2 ในขณะที่การศึกษาวิจัยก่อนหน้านี้ได้รายงานอัตราการถ่ายทอดเชื้อที่สูงกว่านี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยในปี 2561 นี้ กรมควบคุมโรค ได้จัดทำ &amp;ldquo;โครงการกำจัดการถ่ายทอดโรคไวรัสตับอักเสบ บี จากแม่สู่ลูก&amp;rdquo; ซึ่งนับเป็นประเทศแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีการดำเนินงานในลักษณะดังกล่าว โดยเริ่มให้บริการในเดือนพฤษภาคม 2561 นี้ และในปีแรกนี้จะดำเนินการในพื้นที่ 12 จังหวัดนำร่อง ได้แก่ เชียงใหม่ พิษณุโลก นครสวรรค์ นนทบุรี ราชบุรี ฉะเชิงเทรา ขอนแก่น อุดรธานี สุรินทร์ อุบลราชธานี นครศรีธรรมราช และสงขลา เพื่อนำร่องระบบการดำเนินงานกำจัดโรคไวรัสตับอักเสบ บี จากแม่สู่ลูก &amp;nbsp;ทั้งนี้ ในการดำเนินงานกำจัดการถ่ายทอดโรคไวรัสตับอักเสบ บี จากแม่สู่ลูก ครั้งนี้ จะเป็นการเพิ่มระดับคุณภาพชีวิตที่ดีของมารดา และทารก อันเป็นกำลังหลักที่สำคัญของประเทศชาติต่อไปในอนาคต &amp;nbsp; หากประชาชนมีข้อสงสัยสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ประสานงานโรคตับอักเสบจากไวรัส โทร. 0-2590-3196 หรือที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/5896</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมควบคุมโรค, นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค, ประเทศแรกในอาเซียนยับยั้งตับอักเสบบี แม่สู่ลูก, ยับยั้งถ่ายทอดไวรัสตับอักเสบบี แม่สู่ลูก, ไวรัสตับอักเสบบี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180327/image_big_5aba016a0d8dc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>4184</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/03/2018 19:59</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/03/2018 19:59</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘หม่ำ จ๊กมก’ป่วย..ต้องอมน้ำแข็งแทนกินข้าว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เกิดอาการเจ็บป่วยอย่างไม่คาดคิด สำหรับตลกคนดังอย่าง หม่ำ จ๊กมก หรือ เพ็ชรทาย วงศ์คำเหลา โดยอาการถือว่าหนักพอสมควรถึงขั้นต้องกินยาเป็นร้อยเม็ดในหนึ่งวัน ต้องนอนรักษาที่โรงพยาบาลนานกว่า 1 เดือน&amp;nbsp; และที่ทรมานสุดคือต้องนอนอมน้ำแข็งก้อนแทนการทานข้าวทานน้ำเพื่อลดการทำงานของตับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;สุขภาพตอนนี้ดีขึ้นแล้ว ตอนที่ป่วยช่วงนั้นน้ำหนักลดไปประมาณ 10 กิโลกรัมเพราะท้องไม่ค่อยเสถียร ระบบในท้องมันไม่ค่อยดีบวกกับพักผ่อนน้อย เลยต้องขอให้คุณหมอช่วยทำการปรับสภาพ ก็ใช้ระยะเวลาอยู่ประมาณ 1-2 เดือน แต่ว่าตอนนี้ดีขึ้นเยอะเลยครับ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ก่อนหน้านี้มีหลายคนเหมือนกันที่คิดว่าผมเป็นหนัก แต่เอาจริงๆ ผมไม่ได้เป็นอะไรมาก แค่คุณหมอเขาขอให้งดเรื่องการทานอาหารช่วงหนึ่งเพื่อให้ระบบข้างในมันกลับมาดีขึ้น ซึ่งสาเหตุหลักของโรคก็เกี่ยวกับการพักผ่อนน้อยและแอลกอฮอล์ ตอนนี้ผมต้องปรับวิถีชีวิตใหม่ ตื่นเข้ามาวิ่งจ๊อกกิ้ง จากที่เมื่อก่อนไม่เคยกินข้าวเช้า เดี๋ยวนี้ก็ตื่นมากินแล้ว 7 โมง และหลังออกกำลังกายเสร็จก็ต้องกินยา &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ซึ่งช่วงที่ออกจากโรงพยาบาลใหม่ๆ กินยาหนักมาก กินเป็นร้อยเม็ดต่อวันเลย แต่ทุกวันนี้เหลือแค่มื้อเช้า 1 เม็ด มื้อเที่ยง 2 เม็ด มื้อเย็น 1 เม็ด แค่นั้นเอง &amp;nbsp;มีข่าวออกมาว่าผมเป็นมะเร็ง ซึ่งจริงๆ ผมเป็นไวรัสตับอักเสบบี ซึ่งโรคนี้มันไม่ได้น่ากลัว ถ้าหากเราดูแลตัวเองให้ดีๆ พักผ่อนให้มากๆ และทานอาหารที่ช่วยให้ระบายง่ายขึ้น &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ยอมรับว่าในชีวิตผมไม่เคยล้มหมอนนอนเสื่อนานขนาดนี้เลย ผมนอนโรงพยาบาลอยู่ 1 เดือน กับ 2 วัน น้ำหนักก็ลด ขาลีบ แขนลีบ กินข้าวไม่ได้ หมอให้ทำได้มากสุดแค่อมน้ำแข็งไว้ในปากวันละก้อนเพราะเขาไม่อยากให้ตับทำงานหนัก ไม่ให้กินข้าว ไม่ให้กินน้ำ ส่วนเรื่องงานตอนนี้ก็เลือกรับมากขึ้น งานไหนที่หนักก็เบาลง ขอรับแค่งานที่ทำแล้วสนุกก็พอ&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขอบคุณภาพประกอบจากอินสตาแกรม @motmokmok&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/4184</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตลก, ป่วยหนัก, มะเร็ง, หม่ำ จ๊กมก, เพ็ชรทาย วงศ์คำเหลา, แก๊งสามช่า, ไวรัสตับอักเสบบี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180302/image_big_5a99454abf3ce.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
