<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>62954</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/04/2020 20:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/04/2020 20:06</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โป๊ปทรงไลฟ์อวยพรวันอีสเตอร์ วอนผู้นำโลกร่วมมือสู้โควิด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสทรงอวยพรวันอีสเตอร์แด่ชาวโลกผ่านการไลฟ์สตรีมเมื่อวันอาทิตย์ โดยทรงเรียกร้องให้ผู้นำประเทศทั่วโลกละเว้นการต่อสู้ทางการเมืองแล้วร่วมมือกันต่อสู้กับโรคระบาดใหญ่ครั้งรุนแรงที่สุดของโลกในรอบ 100 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสทรงทรงอวยพรแด่โรมและโลกเนื่องในวันอาทิตย์อีสเตอร์ 12 เมษายน ภายในมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ที่ว่างเปล่าในนครวาติกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; วันอาทิตย์ที่ 12 เมษายน เป็นวันอีสเตอร์ของคริสต์ศาสนิกชนทั่วโลกมากกว่า 2,000 ล้านคน โดยปีนี้เป็นครั้งแรกที่สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส องค์ประมุขแห่งคริสตจักรโรมันคาทอลิกที่มีผู้นับถือราว 1,300 ล้านคนทั่วโลก ต้องทรงอวยพรวันอีสเตอร์จากมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ที่ว่างเปล่า และใช้วิธีถ่ายทอดสดพิธีผ่านทางออนไลน์แทน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โป๊ปทรงส่งสารผ่านระบบไลฟ์สตรีมว่า วันนี้พระองค์ระลึกถึงผู้คนจำนวนมากที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากไวรัสโคโรนา ผู้ที่เจ็บป่วย ผู้ที่เสียชีวิต และสมาชิกในครอบครัวที่โศกเศร้ากับการสูญเสียผู้เป็นที่รัก ซึ่งในบางกรณี พวกเขาไม่สามารถแม้แต่จะกล่าวคำร่ำลาครั้งสุดท้าย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;สำหรับผู้คนจำนวนมาก วันอีสเตอร์ครั้งนี้เป็นอีสเตอร์แห่งความสันโดษท่ามกลางความเศร้าโศกและความยากเข็ญที่เกิดจากโรคระบาดใหญ่ ตั้งแต่ความทุกข์ทรมานทางร่างกายและความยากลำบากทางเศรษฐกิจ&amp;quot; โป๊ปฟรานซิสตรัส&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พระองค์ยังทรงเรียกร้องให้บรรดาผู้นำประเทศทั่วโลก ละเว้นการต่อสู้ชิงชัยกันทางการเมือง และขอให้ถอนกำลังทหารกลับจากพื้นที่สู้รบ มาร่วมกันต่อสู้กับภัยฉุกเฉินด้านสาธารณสุขครั้งรุนแรงที่สุดที่โลกเผชิญมาในรอบ 100 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;นี่ไม่ใช่เวลาสำหรับความแตกแยก&amp;quot; โป๊ปตรัส พร้อมกับทรงเรียกร้องให้หยุดยิงในพื้นที่ขัดแย้งทั่วทุกมุมโลก ทรงขอให้ผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรระหว่างประเทศที่สร้างความยากลำบากแก่หลายประเทศที่ไม่สามารถช่วยเหลือพลเมืองได้เพียงพอ และทรงขอให้ลดภาระหนี้สินแก่ประเทศยากจน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับประเทศยุโรปที่เผชิญโรคระบาดรุนแรง พระองค์ทรงขอให้ทุกประเทศสมัครสมานกันเหมือนช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 แล้วยุโรปจะลุกขึ้นได้อีกครั้ง.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/62954</URL_LINK>
                <HASHTAG>วันอีสเตอร์, สมเด็จพระสันตะปาปา, โป๊ปฟรานซิส, ไวรัสระบาด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200412/image_big_5e93128673a9c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>62950</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/04/2020 19:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/04/2020 19:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ซาอุดีอาระเบียขยายเคอร์ฟิวทั่วประเทศไม่มีกำหนด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;กษัตริย์ซาอุดีอาระเบียมีพระบรมราชโองการเมื่อวันอาทิตย์ ให้ขยายการบังคับใช้เคอร์ฟิวทั่วประเทศไปอย่างไม่มีกำหนด เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ หลังจากพบผู้ติดเชื้อเพิ่มติดต่อกันวันละหลายร้อยราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แถลงการณ์ของกระทรวงมหาดไทยซาอุดีอาระเบียเมื่อวันอาทิตย์ที่ 12 เมษายน 2563 กล่าวว่า สมเด็จพระราชาธิบดีซัลมานแห่งซาอุดีอาระเบียมีพระบรมราชโองการให้บังคับใช้เคอร์ฟิวทั่วประเทศต่อไปอย่างไม่มีกำหนดจนกว่าจะแจ้งเปลี่ยนแปลง หลังจากพบผู้ติดเชื้อรายใหม่วันละมากกว่า 300 คนในช่วงหลายวันที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สัปดาห์ที่แล้ว ซาอุดีอาระเบียประกาศภาวะเคอร์ฟิว 24 ชั่วโมงในกรุงริยาด และเมืองใหญ่อีกหลายเมือง ล็อกดาวน์ประชากรส่วนใหญ่ของประเทศเพื่อควบคุมการระบาด ในเมืองอื่นๆ ที่นอกเหนือออกไป เคอร์ฟิวที่เริ่มบังคับใช้เมื่อวันที่ 23 มีนาคม กำหนดช่วงเวลาระหว่าง 15.00 น. ถึง 06.00 น.ของอีกวัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ราชอาณาจักรที่มีประชากรราว 30 ล้านคนแห่งนี้มีผู้ติดเชื้อโควิด-19 แล้ว 4,033 ราย เสียชีวิต 52 ราย มากที่สุดในบรรดากลุ่มประเทศอาหรับในภูมิภาคอ่าว 6 ประเทศ ซึ่งมีผู้ติดเชื้อรวมกันมากกว่า 13,200 ราย และเสียชีวิต 88 ราย ถึงแม้ว่าจะมีการบังคับใช้มาตรการที่เข้มงวดเพื่อจำกัดการแพร่เชื้ออยู่ก็ตาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ซาอุดีอาระเบียสั่งห้ามเที่ยวบินระหว่างประเทศ, ระงับพิธีอุมเราะห์ และปิดสถานที่สาธารณะเกือบทุกแห่ง หลายประเทศอ่าวก็ใช้มาตรการคล้ายกันนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กระทรวงมหาดไทยซาอุดีอาระเบียกล่าวว่า มาตรการป้องกันทั้งหลายทั้งปวงที่บังคับใช้ทั่วทั้ง 13 ภาค จะยังคงมีผลบังคับใช้ต่อไป เช่นที่กาติฟ ซึ่งพบผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ครั้งแรกในกลุ่มผู้แสวงบุญชาวชีอะห์ที่กลับจากอิหร่าน อยู่ภายใต้มาตรการปิดเมืองมาตั้งแต่วันที่ 8 มีนาคม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประเทศอื่นในภูมิภาคนี้ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์มีจำนวนผู้ติดเชื้อมากเป็นอันดับสองที่ 3,736 ราย เสียชีวิตแล้ว 20 ราย ผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่ที่นี่และอีกหลายประเทศอาหรับในภูมิภาคอ่าวเป็นแรงงานต่างด้าวค่าแรงต่ำ ซึ่งอยู่กันอย่างแออัด โดยส่วนใหญ่เป็นชาวเอเชีย อาทิ เนปาล, อินเดีย และฟิลิปปินส์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กาตาร์ใช้มาตรการล็อกดาวน์เขตอุตสาหกรรมเป็นพื้นที่กว้างใหญ่, ดูไบปิดเขตการค้า 2 เขตที่มีประชากรเป็นแรงงานต่างถิ่นจำนวนมาก ส่วนโอมานปิดเขตบริหารมัสกัตซึ่งรวมถึงกรุงมัสกัตเมืองหลวง.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/62950</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขยายเคอร์ฟิวทั่วประเทศ, ซาอุดีอาระเบีย, โควิด-19, ไวรัสระบาด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200407/image_big_5e8c7ac654eb1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>62759</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/04/2020 19:29</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/04/2020 19:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อินโดนีเซียเริ่มล็อกดาวน์กรุงจาการ์ตา </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ทหารและตำรวจอินโดนีเซียลาดตระเวนในกรุงจาการ์ตาบังคับใช้มาตรการล็อกดาวน์เมืองหลวงตั้งแต่วันศุกร์ เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาที่คร่าชีวิตแล้ว 280 ศพตามตัวเลขของทางการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถนนในกรุงจาการ์ตาแทบไม่มีรถราสัญจรเมื่อวันศุกร์ หลังจากรัฐบาลเริ่มใช้มาตรการจำกัดทางสังคมขนานใหญ่เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานเอเอฟพีกล่าวว่า มาตรการที่เริ่มบังคับใช้เมื่อวันศุกร์ที่ 10 เมษายน 2563 กำหนดบทลงโทษผู้ที่ฝ่าฝืนไว้ด้วย ทั้งโทษปรับหนักและโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี โดยมาตรการนี้รวมถึงการเว้นระยะห่างทางสังคม, ห้ามการรวมตัวของคนเกิน 5 คน, จำกัดให้ร้านอาหารรับคำสั่งซื้อแบบส่งถึงบ้านเฉพาะทางออนไลน์ และลดบริการขนส่งมวลชน แม้แต่รถจักรยานยนต์รับจ้างก็ห้ามรับผู้โดยสาร ส่วนประชากรในเมืองหลวงที่มีราว 30 ล้านคนถูกสั่งให้อยู่บ้าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มัสยิดและสถานที่ประกอบพิธีทางศาสนาอื่นๆ ได้รับคำสั่งให้ปิดอย่างน้อย 2 สัปดาห์ หลังจากพบว่ามีชาวมุสลิมหลายล้านคนยังคงไปประกอบพิธีในมัสยิดทั้งที่รัฐบาลขอร้องให้ทำพิธีที่บ้าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประธานาธิบดีโจโก วิโดโด ประกาศภาวะฉุกเฉินตั้งแต่เดือนที่แล้ว หลังจากจำนวนผู้เสียชีวิตเพราะโควิด-19 เพิ่มสูงขึ้น แต่เขายังปฏิเสธทำตามเสียงเรียกร้องให้ล็อกดาวน์ทั่วประเทศเนื่องจากหวั่นเกรงว่าเศรษฐกิจของประเทศจะพังครืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รัฐบาลของวิโดโดถูกวิจารณ์อย่างหนักเรื่องการจัดการกับวิกฤติครั้งนี้ และยังมีคำถามถึงจำนวนผู้เสียชีวิตที่แท้จริงด้วย ตัวเลขอย่างเป็นทางการถึงวันพฤหัสบดี อินโดนีเซียมีผู้เสียชีวิต 280 คน จากผู้ติดเชื้อที่ยืนยันแล้ว 2,393 คน แต่อินโดนีเซียมีประชากรมากกว่า 260 ล้านคนซึ่งมากเป็นอันดับ 4 ของโลก และอัตราการตรวจเชื้อในประเทศนับว่าต่ำที่สุดชาติหนึ่งในโลก ทั้งมีความหวั่นเกรงกันว่าจำนวนผู้เสียชีวิตที่แท้จริงอาจสูงกว่านี้มาก โดยเจ้าหน้าที่ยอมรับว่าการรวบรวมข้อมูลจากเขตพื้นที่ต่างๆ นั้นทำได้ไม่ไม่ทั่วถึงและไม่สมบูรณ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ข้อมูลของกรุงจาการ์ตาเผยว่า มีผู้เสียชีวิตทั้งที่ยืนยันและต้องสงสัยว่าติดไวรัสโคโรนา 776 รายถูกฝังไว้ในสุสานท้องถิ่นหลายแห่ง โดยทำตามขั้นตอนการฝังศพเหยื่อโควิด-19 ที่ต้องห่อร่างด้วยพลาสติกและฝังโดยเร็ว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/62759</URL_LINK>
                <HASHTAG>ล็อกดาวน์กรุงจาการ์ตา, อินโดนีเซีย, โควิด-19, ไวรัสระบาด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200410/image_big_5e9064092b128.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>62524</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/04/2020 20:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/04/2020 14:26</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อเมริกาดับรายวันเกือบ 2,000 ศพ &#039;ทรัมป์&#039;พาลจวกWHOเข้าข้างจีน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;อเมริกาสังเวยโควิด-19 เป็นสถิติใหม่วันเดียวเกือบ 2,000 ศพ ยอดตายรวมเกิน 12,000 ศพ ไล่ตามสเปนติดๆ ติดเชื้อจ่อ 400,000 ราย ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เกรี้ยวกราดฉะดับเบิลยูเอชโอเข้าข้างจีน แนะนำผิดๆ ไม่ให้ปิดพรมแดนหลังไวรัสเริ่มระบาดหนักในจีนเมื่อเดือนมกราคม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานของสำนักข่าวเอเอฟพีเมื่อวันพุธที่ 8 เมษายน 2563 อ้างข้อมูลของมหาวิทยาลัยจอห์นฮอปกินส์ในสหรัฐอเมริกาว่า ภายในเวลา 24 ชั่วโมงนับถึง 20.30 น.ของวันอังคารตามเวลาท้องถิ่นของสหรัฐ (07.30 น.วันพุธของไทย) สหรัฐมีผู้ป่วยโควิด-19 เสียชีวิตอีก 1,939 ราย และทำให้ยอดผู้เสียชีวิตในเวลานั้นเพิ่มเป็น 12,722 ราย ใกล้เคียงกับสเปนซึ่งมีผู้เสียชีวิตมากเป็นอันดับสองของโลกที่ 13,798 ราย ส่วนอันดับหนึ่งอิตาลีมีผู้เสียชีวิต ณ เวลานั้น 17,127 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ดี ข้อมูลแบบเรียลไทม์ของจอห์นฮอปกินส์เมื่อช่วง 14.30 น.วันพุธของไทย สหรัฐมีผู้เสียชีวิตเพิ่มเป็น 12,910 รายแล้ว จากผู้ติดเชื้อสะสมซึ่งมากที่สุดในโลกที่ 399,929 ราย ขณะที่จำนวนผู้ติดเชื้อสะสมทั่วโลกอยู่ที่ 1,431,900 ราย เสียชีวิต 82,172 ราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันอังคาร ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งถูกวิจารณ์ในช่วงแรกว่าดูเบาสถานการณ์การระบาดและเปรียบเทียบไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ว่าไม่ได้ร้ายไปกว่าไข้หวัดใหญ่ทั่วไป ยังพยายามปกป้องการตอบสนองต่อวิกฤติครั้งนี้ของรัฐบาลเขา และหันไปกล่าวโจมตีองค์การอนามัยโลก (ดับเบิลยูเอชโอ) ว่าลำเอียงเข้าข้างจีน ซึ่งไม่ถูกต้อง เพราะทุนสนับสนุนองค์กรนี้ส่วนใหญ่เป็นเงินของสหรัฐ ทรัมป์ขู่ด้วยว่า รัฐบาลของเขาจะระงับเงินช่วยเหลือองค์กรในสังกัดองค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) แห่งนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ระหว่างการแถลงข่าวที่ทำเนียบขาว ทรัมป์กล่าวว่า ดับเบิลยูเอชโอตัดสินใจผิดพลาด และให้คำแนะนำผิดๆ ที่คัดค้านการจำกัดการเดินทางระหว่างประเทศเพื่อหยุดยั้งการแพร่ระบาดของไวรัสที่เริ่มแพร่กระจายในจีนเป็นแห่งแรก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คำกล่าวของทรัมป์เป็นไปในทิศทางเดียวกับโพสต์ทางทวิตเตอร์ของเขาก่อนหน้านั้น ที่เขากล่าวหาดับเบิลยูเอชโอว่า ถือจีนเป็นศูนย์กลาง และทำพลาดเรื่องคำแนะนำด้านการเดินทางที่ควรจะออกมาตั้งแต่หลายเดือนก่อหน้านี้ &amp;quot;โชคดีที่ผมปฏิเสธคำแนะนำก่อนหน้านี้ ที่ให้เปิดพรมแดนให้จีนเข้าประเทศได้ ทำไมพวกเขาให้คำแนะนำผิดแบบนั้นกับพวกเรา?&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดับเบิลยูเอชโอมีคำแนะนำเมื่อวันที่ 31 มกราคมว่า ประเทศต่างๆ ควรเปิดให้มีการเดินทางข้ามพรมแดนได้ตามปกติแม้จะมีการแพร่ระบาดของไวรัสก็ตาม แต่คำแนะนำก็มีหมายเหตุไว้ด้วยว่า แต่ละประเทศมีสิทธิเลือกใช้มาตรการเพื่อปกป้องพลเมืองของตน วันเดียวกันนั้นเองรัฐบาลของทรัมป์ออกคำประกาศห้ามผู้ที่เดินทางจากจีนเข้าสหรัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทรัมป์ไม่ให้รายละเอียดว่ารัฐบาลของเขาจะระงับเงินช่วยเหลือจำนวนเท่าใด แต่ไม่กี่นาทีต่อมาระหว่างการแถลงข่าวคราวเดียวกัน ทรัมป์กลับบอกว่า &amp;quot;เขาไม่ได้พูดว่าเขาจะทำตามนั้น&amp;quot; แต่ &amp;quot;เราจะพิจารณาเรื่องการหยุดให้ทุน&amp;quot; ทั้งนี้ ปัจจุบันสหรัฐคือผู้ให้ทุนสนับสนุนรายใหญ่ที่สุดของดับเบิลยูเอชโอ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ก่อนหน้านี้ สเตฟาน ดูจาร์ริค โฆษกดับเบิลยูเอชโอเคยกล่าวปฏิเสธเสียงวิจารณ์องค์กรแห่งนี้ โดยเขาอ้างคำชมเชยของอันโตนีโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการใหญ่ยูเอ็น ว่าดับเบิลยูเอชโอซึ่งมีธีโดรส อัดฮานอม กีบรีเยซุส เป็นผู้อำนวยการใหญ่ ทำงานได้ดีมากในด้านการรับมือโควิด ด้วยการสนับสนุนอุปกรณ์หลายล้านชิ้นแก่หลายประเทศ รวมถึงช่วยด้านการฝึกและให้คำแนะนำ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/62524</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดับเบิลยูเอชโอ, สหรัฐอเมริกา, สังเวยโควิด, องค์การอนามัยโลก, โควิด-19, โดนัลด์ ทรัมป์, ไวรัสระบาด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200317/image_big_5e70f13bc8075.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>61934</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/04/2020 14:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/04/2020 14:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สหรัฐปลดผู้การเรือบรรทุกเครื่องบิน กระพือข่าวลูกเรือติดไวรัส</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;โดนจนได้ เพนตากอนสั่งปลดผู้บังคับการเรือบรรทุกเครื่องบิน ยูเอสเอส ธีโอดอร์รูสเวลต์ ที่ร่อนจดหมายหลายสิบฉบับถึงผู้บังคับบัญชา แจ้งสถานการณ์ไวรัสระบาดบนเรือรบเพื่อเรียกร้องให้อพยพลูกเรือมากักกันบนบก รัฐมนตรีทบวงทหารเรือตำหนิใช้วิจารณญาณผิดพลาด ข่าวหลุดสู่สาธารณะทำให้ข้าศึกได้ใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานของสำนักข่าวเอเอฟพีเมื่อวันศุกร์ที่ 3 เมษายน 2563 กล่าวว่า โธมัส ม็อดลี รักษาการรัฐมนตรีทบวงทหารเรือสหรัฐ ระบุว่า นาวาเอกเบร็ตต์ โครเซียร์ ผู้บังคับการเรือยูเอสเอส ธีโอดอร์รูสเวลต์ ทำผิดพลาดที่จัดส่งสำเนาจดหมายความยาว 4 หน้าฉบับนี้ถึงผู้คนจำนวนมาก ซึ่งทำให้เนื้อหาในจดหมายหลุดรอดถึงสื่อมวลชนเมื่อวันอังคารที่่ผ่านมา ก่อนที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของเพนตากอนหลายคนจะทันเห็น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ม็อดลีกล่าวว่า แม้ถึงขณะนี้จะมีลูกเรือ 114 นาย จากทั้งสิ้นเกือบ 5,000 นายบนเรือลำนี้ ติดไวรัสโคโรนา แต่ไม่มีใครที่อาการรุนแรง และโครเซียร์ประโคมสถานการณ์รุนแรงเกินจริงเมื่อบอกว่า ลูกเรือของเขากำลังจะตายหากไม่มีการดำเนินการอย่างรวดเร็ว ด้วยการจัดส่งจดหมายเหล่านี้ โครเซียร์แสดงให้เห็นถึงวิจารณญาณที่แย่ที่สุดท่ามกลางภาวะวิกฤติ&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มันให้ข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์บนเรือที่ผิดจากข้อเท็จจริง และสร้างความตื่นตระหนกโดยไม่จำเป็น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เจ้าหน้าที่ระดับสูงของเพนตากอนผู้นี้กล่าวว่า สิ่งที่โครเซียร์ทำลงไปแม้จะมีเจตนาเพื่อความปลอดภัยและสวัสดิภาพของลูกเรือ แต่มันก็ให้ผลในทางตรงกันข้ามด้วย นอกเหนือจากทำให้ครอบครัวของทหารตกใจแล้ว &amp;quot;มันยังเพิ่มความกังวลเกี่ยวกับขีดความสามารถทางยุทธการและความปลอดภัยทางยุทธการของเรือลำนี้ ที่อาจเสริมขวัญกำลังใจของข้าศึกศัตรูที่พยายามชิงความได้เปรียบ&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จดหมายของโครเซียร์ ซึ่งลงวันที่ 30 มีนาคม กระพือความกังวลว่าไวรัสระบาดจนควบคุมไม่ได้แล้ว และบ่งบอกว่าผู้นำของกองทัพเรือไม่ได้ตอบสนอง เขายังทำให้ผู้เชี่ยวชาญหลายคนตะลึงเมื่อเรียกร้องให้อพยพลูกเรือลงจากเรือไปกักกันบนบกนาน 2 สัปดาห์ เพื่อไม่ไวรัสแพร่กระจายไปกว่านี้ &amp;quot;การระบาดของโรคติดต่อนี้กำลังดำเนินอยู่และเร็วขึ้น&amp;quot; เขาเขียนในจหดมาย &amp;quot;เราไม่ได้ทำสงคราม ลูกเรือไม่สมควรต้องตาย&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ม็อดลีกล่าวว่า นายทหารผู้นี้ประโคมสถานการณ์เกินความเป็นจริง และไม่ถูกต้องที่บ่งบอกว่าผู้นำกองทัพเรือไม่แก้ไขปัญหาในช่วงเวลาที่จดหมายถูกส่งออกไป นอกจากนี้การส่งจดหมายที่ไม่ได้เป็นความลับซึ่งตั้งใจส่งถึงพวกผู้บังคับบัญชาของเขา ต่อไปยังผู้รับ 30 คน ยังเพิ่มโอกาสที่จดหมายจะเปิดเผยต่อสาธารณะ และยังกัดกร่อนสายการบังคับบัญชาที่กำลังดำเนินการช่วยเหลือเขาอย่างรวดเร็วอยู่แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คำแถลงของม็อดลีบ่งชี้ด้วยว่า โครเซียร์เปิดเผยจุดอ่อนในการเตรียมพร้อมทางทหารของสหรัฐที่ข้าศึกศัตรูอาจฉวยความได้เปรียบ &amp;quot;แม้เราจะไม่ได้อยู่ในภาวะสงครามตามความหมายดั้งเดิม แต่เราก็ไม่ได้อยู่ในภาวะสงบสันติอย่างแท้จริงเช่นกัน หลายชาติกำลังหาทางลดทอนขีดความสามารถในการบรรลุเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์แห่งชาติของเรา&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รูสเวลต์เป็นเรือบรรทุกเครื่องบินของกองทัพเรือ 1 ใน 2 ลำในภูมิภาคแปซิฟิกตะวันตก ขณะนี้เรือเทียบท่าที่ฐานทัพเรือบนเกาะกวม และลูกเรือค่อนลำกำลังเคลื่อนย้ายลงมาบนบกเพื่อทำการฆ่าเชื้อบนเรือ โดยพลเรือตรีคาร์ลอส ซาร์เดียลโล อดีตผู้บังคับการเรือลำนี้ ได้รับแต่งตั้งให้ทำหน้าที่แทนโครเซียร์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านรอยเตอร์รายงานว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ถูกตั้งคำถามเกี่ยวกับเรื่องนี้ระหว่างการแถลงข่าวที่ทำเนียบขาวเมื่อวันพฤหัสบดี โดยทรัมป์กล่าวชัดเจนว่า เขาไม่เห็นด้วยกับการปลดโครเซียร์ ซึ่งทำไปเพราะพยายามปกป้องชีวิตลูกเรือของเขา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่โจ ไบเดน อดีตรองประธานาธิบดีที่เป็นตัวเก็งชิงเก้าอี้ทรัมป์ในการเลือกตั้งเดือนพฤศจิกายนปีนี้ กล่าวว่า รัฐบาลของทรัมป์แสดงให้เห็นถึงการตัดสินใจที่แย่ ด้วยการปลดผู้บังคับการเรือบรรทุกเครื่องบินผู้เรียกร้องให้ใช้มาตรการที่เข้มแข็งเพื่อควบคุมการแพร่เชื้อไวรัสโคโรนาบนเรือ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/61934</URL_LINK>
                <HASHTAG>นาวาเอกเบร็ตต์ โครเซียร์, ปลดผู้บังคับการเรือ, ยูเอสเอส ธีโอดอร์รูสเวลต์, เรือบรรทุกเครื่องบินสหรัฐ, โธมัส ม็อดลี, ไวรัสระบาด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200403/image_big_5e86e6ebd6ead.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>61219</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/03/2020 11:36</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/03/2020 11:32</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หวั่นวิกฤติไวรัสระบาด ทำทั่วโลกว่างงานเกิน25ล้านคน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;การคาดการณ์ใหม่ของหน่วยงานในสังกัดยูเอ็นชี้ว่า วิกฤติไวรัสโคโรนาอาจส่งผลกระทบให้เกิดการว่างงานมากเกินกว่า 25 ล้านคน ตามที่เคยประเมินไว้เมื่อราว 1 สัปดาห์ก่อน ขณะตัวเลขว่างงานในสหรัฐพุ่งเป็นสถิติใหม่แล้วที่มากกว่า 3 ล้านคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ไอแอลโอ) หน่วยงานในสังกัดองค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) เคยประเมินไว้เมื่อราว 1 สัปดาห์ก่อน โดยอ้างอิงผลกระทบของการเติบโตทางเศรษฐกิจในสภาพการณ์ต่างๆ ว่าอัตราการว่างงานทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นเป็นระหว่าง 5.3 ล้าน ถึง 24.7 ล้านคน แต่เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 26 มีนาคม ซังฮอน ลี ผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายการจ้างงานของไอแอลโอ เผยกับสำนักข่าวรอยเตอร์ที่นครเจนีวาว่า ขนาดของการว่างงานชั่วคราว, การปลดพนักงาน และจำนวนการขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานนั้นสูงเกินกว่าที่ประเมินไว้ที่ 25 ล้านคนมาก &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หากเปรียบเทียบแล้ว วิกฤติการเงินโลกช่วงปี 2551-2552 นั้นทำให้อัตราการว่างงานทั่วโลกเพิ่มขึ้น 22 ล้านคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในสหรัฐอเมริกา ผลกระทบจากมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้เศรษฐกิจของสหรัฐหยุดชะงัก และเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว มีชาวอเมริกันยื่นขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานถึง 3.28 ล้านคน มากเป็นประวัติการณ์ เปรียบเทียบกับสถิติก่อนหน้านี้ที่บันทึกไว้เมื่อปี 2525 ซึ่งอยู่ที่ 695,000 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ข้อมูลนี้สอดคล้องกับการคาดการณ์ของเจมส์ บุลลาร์ด ประธานธนาคารกลางเซนต์หลุยส์ ที่เตือนไว้ก่อนหน้านี้ว่า ในระยะสั้น สหรัฐอเมริกาอาจมีคนว่างงานถึง 46 ล้านคน หรือเกือบ 1 ใน 3 ของแรงงานสหรัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่อินเดีย ภายหลังนายกฯ นเรนทรา โมดี ประกาศล็อกดาวน์ทั้งประเทศนาน 21 วันในสัปดาห์นี้ กลุ่มอุตสาหกรรมก็เตือนว่า อาจมีคนตกงานหลายสิบล้านคน โดยตัวเลขที่การิศ โอเบรอย เหรัญญิกของสหพันธ์สมาคมการท่องเที่ยวและการบริการของอินเดีย บอกไว้กับรอยเตอร์นั้น ชี้ว่ากลุ่มแรงงานประเมินว่าจะมีคนว่างงานเฉพาะในภาคท่องเที่ยวและบริการภาคเดียวถึงประมาณ 38 ล้านคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับอินเดีย กลุ่มแรงงานที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือ แรงงานต่างถิ่น ที่มีมากถึง 120 ล้านคน การล็อกดาวน์ทำให้คนเหล่านี้ไม่ได้รับค่าจ้าง หลายคนไม่มีเงินจ่ายค่าเช่าหรือค่าอาหารในเมือง ขณะนี้การปิดระบบคมนาคมทำให้แรงงานจำนวนมากต้องเลือกใช้วิธีเดินเท้าหลายร้อยกิโลเมตรกลับบ้านในชนบท.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/61219</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตกงานทั่วโลก, ว่างงาน, โควิด-19, ไวรัสระบาด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191007/image_big_5d9b427aa8b1c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>60929</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/03/2020 21:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/03/2020 21:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หวั่นไวรัสก่อมิคสัญญี อเมริกันแห่ซื้อปืนป้องกันตัว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;เผยยอดขายปืนและกระสุนในสหรัฐอเมริกาพุ่งพรวดพราดในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาตั้งแต่การระบาดของโควิด-19 เลวร้ายลง จนทำให้ปืนลูกซองขาดตลาด เนื่องจากคนอเมริกันหวาดกลัวว่าโรคระบาดใหญ่จะนำไปสู่ภาวะมิคสัญญี คนที่ไม่เคยมีปืนแห่หาซื้อมาไว้ป้องกันตัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ลูกค้าต่อแถวรอเข้าร้านปืนมาร์ติน บี. เร็ตติง ในเมืองคัลเวอร์ซิตี รัฐแคลิฟอร์เนีย เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2563&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อาวุธปืนกำลังเป็นสินค้าขายดีเป็นเทน้ำเทท่าในสหรัฐอเมริกา ไม่ต่างจากเวชภัณฑ์ทำความสะอาดฆ่าเชื้อหรือหน้ากากอนามัย โดยรายงานของสำนักข่าวเอเอฟพีเมื่อวันพุธที่ 25 มีนาคม 2563 เปิดเผยว่า ร้านขายปืนและเครื่องกระสุนทั่วสหรัฐกล่าวกันว่ามียอดขายอาวุธปืนเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัวในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจากสถานการณ์การระบาดของไวรัสโคโรนาในสหรัฐรุนแรงขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เดวิด สโตน เจ้าของร้านดองส์กันส์อัมโมแอนด์รีโลดดิง ในเมืองทัลซา รัฐโอคลาโฮมา กล่าวกับเอเอฟพีว่า ร้านของเขามียอดขายเพิ่มขึ้นราว 8 เท่า ปืนของที่ร้านยังไม่หมดสต๊อกแต่ก็ใกล้แล้ว ลูกค้าส่วนใหญ่ที่มาซื้ออาวุธปืนและเครื่องกระสุนไว้เป็นผู้ซื้อปืนครั้งแรกที่ต้องการอาวุธปืนชนิดใดก็ได้ที่หาได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;มันเป็นความหวาดกลัวไวรัสโคโรนา&amp;quot; เขากล่าว &amp;quot;ตัวผมเองก็ไม่เข้าใจ และคิดว่าไม่มีเหตุผล&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ข้อมูลที่รวบรวมโดยมหาวิทยาลัยจอห์นฮอปกินส์ถึงวันพุธ สหรัฐมีผู้ติดเชื้อโควิด-19 แล้ว 55,225 ราย เสียชีวิต 802 ราย พื้นที่ที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดคือนครนิวยอร์ก รวม 192 ราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ร้านขายปืนอีกหลายร้านทั่วสหรัฐก็บอกว่าพวกเขาขายปืนได้มากขึ้นในช่วงนี้ เพราะผู้คนพากันหวาดกลัวว่าหากวิกฤติสาธารณสุขและเศรษฐกิจที่เป็นผลจากการระบาดของไวรัสลุกลามจนนำไปสู่ภาวะบ้านเมืองไร้ขื่อแป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทิฟฟานี ทีสเดล เจ้าของร้านลินน์วูดกัน ในมลรัฐวอชิงตัน ซึ่งเป็นหนึ่งในมลรัฐที่สถานการณ์ระบาดรุนแรงที่สุด บอกว่า ร้านของเธอก็ขายได้มากขึ้น ลูกค้าพากันเข้าแถวรอกันเป็นชั่วโมงก่อนร้านเปิด เธอต้องจ้างคนคุมหน้าร้าน ช่วงก่อนหน้านี้ วันที่ขายดีที่สุดจะขายปืนได้ 20-25 กระบอก แต่ตอนนี้เธอขายได้ถึง 150 กระบอก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทีสเดลกล่าวว่า ปืนลูกซองกำลังขาดตลาดทั่วประเทศ รวมถึงกระสุนปืนลูกซองและกระสุนปืนพก คนจำนวนมากพากันซื้อปืนลูกซอง, ปืนพก, เออาร์-15 (ไรเฟิลกึ่งอัตโนมัติ) และอื่นๆ ลูกค้าของเธอส่วนใหญ่ก็ผู้ซื้อปืนกระบอกแรกที่ต้องผ่านการตรวจประวัติ บางรายร้านต้องสอนคอร์สจัดการอาวุธปืนแบบเร่งรัดให้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ลูกค้าที่ซื้อปืนมีทั้งผู้ชาย, ผู้หญิง, คนหนุ่มสาว, วัยกลางคน, คนแก่, คนทุกประเภท และทุกเชื้อชาติ รวมถึงคนผิวดำ, เอเชีย, อินเดีย และฮิสปานิก&amp;quot; เจ้าของร้านปืนที่เปิดขายทุกวันรายนี้กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ลูกค้าคนหนึ่งที่เพิ่งมาซื้อปืนของร้านไม่กี่นานมานี้ เล่าให้ทีสเดลฟังว่า เขาตัดสินใจว่าต้องซื้อปืนไว้ป้องกันตัวหลังจากพบเห็นเหตุการณ์ที่ผู้หญิง 2 คนต่อสู้กันเพื่อแย่งน้ำบรรจุขวดขวดสุดท้ายในร้านค้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เรามีลูกค้าหลายคนที่หวาดกลัวเพราะเจ้าหน้าที่รักษากฎหมายได้รับคำสั่งไม่ให้ตอบสนองมากนักเพราะขาดกำลังคน&amp;quot; เธอกล่าว &amp;quot;คนจำนวนมากจึงหวาดกลัวว่าจะมีคนบุกรุกบ้านของพวกเขา เข้าไปขโมยเงิน, ขโมยกระดาษชำระ, น้ำบรรจุขวด หรืออาหาร&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จอร์แดน แม็กคอร์มิค ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดของบริษัทเดลตาทีมแท็กติคอล ในรัฐยูทาห์ เผยว่า บริษัทของเขาซึ่งส่วนใหญ่ผลิตปืนเออาร์-15 และมีขายทางออนไลน์ด้วย กำลังเร่งผลิตไม่หยุดเพื่อให้ทันกับความต้องการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขากล่าวว่า ความหวั่นเกรงว่าร้านปืนจะถูกสั่งปิดทั่วประเทศเพราะหลายมลรัฐล็อกดาวน์มากขึ้น ทำให้ยอดขายปืนพุ่งสูงขึ้น นับตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว ผู้คนจำนวนมากต้องการป้องกันตนเอง โดยกลัวว่าถ้าคนตกงานเริ่มหันมาปล้นสะดม พวกเขาก็อยากมีศักยภาพในการปกป้องตนเอง, ครอบครัวและทรัพย์สินของตน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/60929</URL_LINK>
                <HASHTAG>สหรัฐ, หวั่นมิคสัญญี, แห่ซื้อปืน, ไวรัสระบาด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200325/image_big_5e7b6829ac600.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
