<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>112128</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/08/2021 22:10</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/08/2021 22:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โควิดรีเทิร์น อู่ฮั่นตรวจไวรัสทั้งเมือง จางเจียเจี้ยล็อกดาวน์คนในห้ามออก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ทางการจีนในเมืองอู่ฮั่น ถิ่นเกิดโรคระบาดโควิด-19 แห่งแรกของโลก ประกาศตรวจเชื้อไวรัสประชากรทั้งเมืองราว 11 ล้านคน หลังจากพบการแพร่เชื้อภายในเมืองนี้เป็นครั้งแรกในรอบกว่า 1 ปี ส่วนเมืองจางเจียเจี้ยสั่งห้ามทุกคนออกนอกเมืองตั้งแต่วันอังคาร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เจ้าหน้าที่เก็บตัวอย่างสวอปในลำคอของประชากรวัยเยาว์ในเมืองอู่ฮั่นเพื่อตรวจหาเชื้อไวรัสโควิด-19 เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2564 (Feature China/Barcroft Media via Getty Images)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมืองอู่ฮั่นในมณฑลหูเป่ย์ภาคกลางของจีนตรวจพบผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ครั้งแรกเมื่อปลายปี 2562 ปีที่แล้วประชากรทั้งเมืองนี้ถูกล็อกดาวน์ตัดขาดจากโลกภายนอกนาน 76 วัน และชาวเมืองกำลังหวั่นเกรงว่าบรรยากาศแบบนั้นอาจกลับมาอีก รายงานเอเอฟพีเมื่อวันอังคารที่ 3 สิงหาคม กล่าวว่า ชาวเมืองพากันออกจับจ่ายซื้อของกักตุนเมื่อวันจันทร์ เพื่อเตรียมพร้อมเผื่อกรณีล็อกดาวน์ ซึ่งเป็นภาพคล้ายคลึงกับความแตกตื่นก่อนการล็อกดาวน์ครั้งแรกเมื่อปีที่แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันจันทร์ เจ้าหน้าที่ของเมืองนี้ประกาศว่าตรวจพบผู้ติดเชื้อโควิด-19 จากการแพร่เชื้อภายในท้องถิ่นรายใหม่ 7 คน เป็นกลุ่มแรงงานต่างถิ่นในอู่ฮั่น และเป็นการพบผู้ติดเชื้อจากการแพร่เชื้อในท้องถิ่นครั้งแรกในรอบ 1 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หลี่ เถา เจ้าหน้าที่อาวุโสของเมืองอู่ฮั่น แถลงเมื่อวันอังคารว่า เมืองที่มีประชากร 11 ล้านคนแห่งนี้จะเริ่มการตรวจเชื้อไวรัสแบบกรดนิวคลิอิกกับประชากรทุกคนทันที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เจ้าหน้าที่หลายคนประกาศผ่านโซเชียลมีเดีย ให้ความมั่นใจต่อชาวเมืองอู่ฮั่นที่กำลังตื่นตระหนกด้วยว่า ร้านค้าต่างๆ จะไม่ขึ้นราคาสินค้า และให้คำมั่นว่าห่วงโซ่อุปทานมีความเสถียร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนที่เมืองจางเจียเจี้ย เมืองท่องเที่ยวยอดนิยมในมณฑลหูหนาน รัฐบาลท้องถิ่นประกาศเมื่อวันอังคารสั่งปิดเมืองอย่างปุบปับ ห้ามทุกคน ไม่ว่าผู้อยู่อาศัย, นักท่องเที่ยว และบุคคลอื่นใด ออกจากเมืองนี้ทันที หลังจากทางการเคยสั่งปิดสถานที่ท่องเที่ยวและขอให้ผู้มาเยือนเดินทางออกจากเมืองนี้เมื่อสัปดาห์ก่อนแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จางเจียเจี้ยเป็นหนึ่งในหลายเมืองที่ตรวจพบผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่เกี่ยวโยงกับคลัสเตอร์สนามบินหนานจิง มณฑลเจียงซู ซึ่งพบว่าเป็นไวรัสสายพันธุ์เดลตา และทำให้มีผู้ติดเชื้อภายในประเทศแล้วมากกว่า 400 คนนับแต่กลางเดือนกรกฎาคม ในมากกว่า 20 เมืองจากมากกว่า 12 มณฑล ในวันอังคารจีนรายงานด้วยว่า พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ในประเทศเพิ่มอีก 61 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมืองใหญ่หลายเมืองทำการตรวจไวรัสประชากรรวมแล้วหลายล้านคน รวมถึงกรุงปักกิ่ง ที่พบครอบครัวหนึ่งติดเชื้อหลังเดินทางกลับจากร่วมเทศกาลในเมืองจางเจียเจี้ย ทางการสั่งล็อกดาวน์ประชากรในหลายชุมชน ห้ามคนต่างเมืองเดินทางเข้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมืองหยางโจวในภาคตะวันออกที่อยู่ใกล้กับหนานจิง เป็นเมืองล่าสุดที่รัฐบาลท้องถิ่นสั่งให้ประชาชนมากกว่า 1.3 ล้านคนอยู่บ้าน โดยจะอนุญาตให้สมาชิกครัวเรือนละ 1 คนออกไปจับจ่ายสิ่งของจำเป็นได้ หลังจากการตรวจขนานใหญ่พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 40 คนในวันที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไม่กี่วันก่อนหน้านี้ เมืองจูโจวที่อยู่ใกล้กับจางเจียเจี้ย ก็ออกคำสั่งให้ประชาชนมากกว่า 2 ล้านคนอยู่กับบ้าน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112128</URL_LINK>
                <HASHTAG>คลัสเตอร์หนานจิง, จางเจียเจี้ย, จีนล็อกดาวน์, ตรวจไวรัสประชากรทั้งเมือง, เมืองอู่ฮั่น, โควิด-19, ไวรัสเดลตา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210803/image_big_61095ab8e6ef5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>108352</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/11/-0001 00:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/11/-0001 00:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>EMAชี้วัคซีน2โดสเอาเดลตาอยู่ เยอรมนีแนะฉีดแอสตร้าร่วมกับชนิดอื่น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;องค์การยาแห่งยุโรป (อีเอ็มเอ) ประเมินเมื่อวันพฤหัสบดีว่า การฉีดวัคซีนโควิด-19 ครบ 2 โดสของทั้ง 4 ยี่ห้อที่ผ่านการอนุมัติในยุโรป สามารถป้องกันไวรัสโคโรนาสายพันธุ์เดลตาที่แพร่ระบาดอย่างรวดเร็วได้ ด้านทางการเยอรมนีแนะนำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การประเมินล่าสุดของอีเอ็มเอที่ช่วยให้ใจชื้นขึ้นนี้มีออกมาคล้อยหลังองค์การอนามัยโลกเตือนว่า ไวรัสโควิดสายพันธุ์เดลตาที่พบครั้งแรกในอินเดีย อาจก่อให้เกิดคลื่นการระบาดระลอกใหม่ในยุโรป หลังจากเริ่มกลับมามีจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นครั้งแรกในรอบ 2 เดือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มาร์โก คาวาเลรี หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์วัคซีนของอีเอ็มเอ กล่าวเมื่อวันพฤหัสบดีว่า องค์กรจากอัมสเตอร์ดัมแห่งนี้ตระหนักถึงความกังวลที่เกิดจากการแพร่กระจายอย่างรวดเร็วของสายพันธุ์เดลตา แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่า วัคซีน 4 ชนิดที่ได้รับการอนุมัติในสหภาพยุโรปป้องกันไวรัสโคโรนาทุกสายพันธุ์ที่กำลังแพร่อยู่ในยุโรปได้ รวมถึงสายพันธุ์เดลตา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ข้อมูลที่ได้มาใหม่จากหลักฐานในโลกแห่งความจริงกำลังแสดงให้เห็นว่า วัคซีน 2 โดสป้องกันสายพันธุ์เดลตาได้&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วัคซีน 4 ชนิดที่ผ่านการอนุมัติให้ใช้ได้ในสหภาพยุโรปแล้ว ได้แก่ ไฟเซอร์-ไบออนเทค, โมเดอร์นา, แอสตร้าเซนเนก้า และจอห์นสันแอนด์จอห์นสัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน คณะกรรมการวัคซีนของเยอรมนี (STIKO) มีคำแนะนำว่า ใครก็ตามที่ได้ฉีดวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าโดสแรก ควรเปลี่ยนไปฉีดวัคซีนของไฟเซอร์-ไบออนเทค หรือโมเดอร์นา ในโดสที่ 2 เพื่อให้การป้องกันไวรัสโคโรนาทำได้ดีขึ้น อันรวมถึงกับไวรัสเดลตาด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คำแถลงอ้างผลการศึกษาหลายชิ้นรวมถึงจากอังกฤษ ที่แสดงให้เห็นว่าการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันนั้น &amp;quot;เหนือกว่าอย่างเห็นได้ชัด&amp;quot; เมื่อฉีดแอสตร้าเซนเนก้าร่วมกับวัคซีนแบบ mRNA ในโดสที่ 2 เมื่อเปรียบเทียบกับการฉีดแอสตร้าเซนเนก้าอย่างเดียวทั้ง 2 โดส ฉะนั้น คณะกรรมการชุดนี้จึงแนะนำให้ฉีดวัคซีนแบบผสม &amp;quot;โดยไม่คำนึงถึงอายุ&amp;quot; และให้เว้นช่วงห่างระหว่าง 2 โดสอย่างน้อย 4 สัปดาห์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วัคซีนที่พัฒนาโดยบริษัท ไฟเซอร์ร่วมกับไบออนเทค และบริษัท โมเดอร์นา ใช้เทคโนโลยีเมสเซนเจอร์​อาร์เอ็นเอ (mRNA) ที่กล่าวถึงข้างต้น ซึ่งเป็นการผลิตวัคซีนจากสารพันธุกรรมที่จะฝึกให้ร่างกายผลิตสไปค์โปรตีนหรือโปรตีนส่วนหนามคล้ายกับที่พบในไวรัสโคโรนา เมื่อร่างกายเจอกับไวรัสจริงหลังจากนั้น ร่างกายจะจดจำสไปค์โปรตีนนี้ได้และสามารถต่อสู้กับไวรัสเหล่านี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนวัคซีนที่ผลิตโดยแอสตร้าเซนเนก้าและจอห์นสันแอนด์จอห์นสันนั้นเป็นวัคซีนแบบไวรัสเวคเตอร์ โดยการดัดแปลงพันธุกรรมของไวรัสอะดีโนที่ก่อโรคหวัดธรรมดา ให้เป็นไวรัสพาหะส่งคำแนะนำทางพันธุกรรมเข้าสู่เซลล์ของมนุษย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางอังเกลา แมร์เคิล นายกรัฐมนตรีหญิงของเยอรมนี ก็ฉีดวัคซีนของโมเดอร์นาในโดสที่ 2 หลังจากฉีดวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าในเข็มแรก.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/108352</URL_LINK>
                <HASHTAG>วัคซีน2โดส, วัคซีนโควิด, องค์การยาแห่งยุโรป, แอสตร้าเซนเนก้า, โมเดอร์นา, ไฟเซอร์, ไวรัสเดลตา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>DELETE</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210702/image_big_60de0b9c2b422.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>108327</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/07/2021 20:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/07/2021 20:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อินโดนีเซียล็อกดาวน์พื้นที่สีแดง รัสเซียเซ่นโควิดทุบสถิติรายวัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ประธานาธิบดีโจโก วิโดโด ประกาศใช้มาตรการ &amp;quot;ฉุกเฉิน&amp;quot; ในพื้นที่สีแดงทั้งเมืองหลวง, ชวาและบาหลีเริ่มเสาร์นี้ เพื่อควบคุมการระบาดของโควิด-19 หลังจากผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตสูงทำลายสถิติเป็นว่าเล่น ขณะบังกลาเทศเริ่มล็อกดาวน์ทั่วประเทศตั้งแต่พฤหัสบดี รัสเซียตายทุบสถิติอีกวัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คำแถลงทางโทรทัศน์เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 1 กรกฎาคม ของประธานาธิบดีอินโดนีเซียและรัฐมนตรีในรัฐบาลของเขา ประกาศว่ารัฐบาลจะใช้ข้อกำหนด &amp;quot;ฉุกเฉิน&amp;quot; ในกรุงจาการ์ตา รวมไปถึงเกาะชวาและบาหลีที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวซึ่งกำลังเผชิญกับจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มสูงขึ้น เริ่มมีผลตั้งแต่วันเสาร์ที่ 3 ก.ค.ถึงวันอังคารที่ 20 ก.ค. หรือนานกว่า 2 สัปดาห์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานรอยเตอร์กล่าวว่า มาตรการใหม่นี้ไม่ใช่การล็อกดาวน์ทั่วประเทศ แต่เป็นเพียงการล็อกดาวน์พื้นที่สีแดง ซึ่งวิโดโดกล่าวไว้ก่อนหน้านี้ว่า เพื่อหลีกเลี่ยงการ &amp;quot;ฆ่า&amp;quot; เศรษฐกิจของประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มาตรการเหล่านี้ ซึ่งจำกัดการเคลื่อนย้ายอย่างเข้มงวดขึ้นและห้ามการเดินทางทางอากาศ รวมถึงการให้ลูกจ้างในภาคที่ไม่จำเป็นทำงานจากบ้าน, โรงเรียนจัดเรียนออนไลน์เท่านั้น, ปิดห้างสรรพสินค้าและมัสยิด และห้ามรับประทานอาหารในร้าน มีเป้าหมายเพื่อลดจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่รายวันให้เหลือต่ำกว่า 10,000 คน หรือราวครึ่งหนึ่งจากเฉลี่ยวันละกว่า 21,000 คนตลอดหลายวันนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประเทศที่มีประชากรมากเป็นอันดับ 4 ของโลกแห่งนี้มีผู้ติดเชื้อโควิดแล้วประมาณ 2.2 ล้านคน วันพฤหัสบดี อินโดนีเซียมีผู้ติดเชื้อรายใหม่อีก 24,836 คน เสียชีวิต 504 คน เป็นยอดติดเชื้อและเสียชีวิตสูงสุดของประเทศ ในช่วง 11 วันมานี้อินโดนีเซียมีผู้ติดเชื้อทำลายสถิติถึง 7 วัน ขณะยอดเสียชีวิตล่าสุดอยู่ที่ 58,995 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การระบาดเพิ่มมากขึ้นในรอบใหม่นี้มีสาเหตุหลักมาจากไวรัสโควิดสายพันธุ์ต่างๆ โดยเฉพาะเดลตาที่พบครั้งแรกในอินเดีย เจ้าหน้าที่หวั่นเกรงว่า หากไม่ใช้มาตรการควบคุมที่เข้มงวดขึ้น อินโดนีเซียอาจมีสถานการณ์เลวร้ายเหมือนที่เคยเกิดในอินเดียและเนปาล หลายสัปดาห์มานี้โรงพยาบาลในจาการ์ตา, ชวาตะวันตกและชวากลางมีคนไข้เนืองแน่น รวมถึงผู้ที่ติดเชื้อเดลตา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่เมืองหลวง แผนกคนไข้ฉุกเฉินต้องย้ายไปอยู่ในเต็นท์ที่จัดตั้งอยู่ในลานจอดรถ เพื่อเปิดที่ว่างสำหรับห้องแยกโรค ขณะที่ประชาชนต่อแถวรอซื้อถังออกซิเจนให้สมาชิกในครอบครัวที่ป่วยอยู่ที่้บ้าน อัตราการครองเตียงของโรงพยาบาลในจาการ์ตาสัปดาห์นี้สูงถึง 93% แล้ว ส่วนโรงพยาบาลทั่วชวาก็ใกล้เต็มเช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านบังกลาเทศ มาตรการล็อกดาวน์ทั่วประเทศเริ่มมีผลบังคับใช้ในวันพฤหัสบดี ทางการส่งทหารและตำรวจออกลาดตระเวนตามท้องถนนที่ร้างการสัญจร ชาวบังกลาเทศถูกจำกัดให้อยู่บ้าน ยกเว้นธุระฉุกเฉินหรือออกไปซื้อของใช้จำเป็น รัฐบาลกล่าวเตือนว่า ประเทศเอเชียใต้ที่มีประชากร 168 ล้านคนแห่งนี้กำลังมีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นในระดับที่ &amp;quot;น่าตกใจและอันตราย&amp;quot; โดยเฉพาะจากการแพร่เชื้อของไวรัสเดลตา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โรงพยาบาลหลายแห่งในประเทศนี้กำลังดิ้นรนรับมือกับจำนวนคนไข้ โดยเฉพาะพื้นที่ติดชายแดนอินเดีย เมืองชนบทบางแห่งมีอัตราการติดเชื้อสูงถึง 70% ในภาพรวมตอนนี้บังกลาเทศมีผู้ติดเชื้อแล้ว&amp;nbsp; 913,258 คน เสียชีวิต 14,503 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไวรัสโควิดโดยเฉพาะสายพันธุ์เดลตาก็กำลังทำให้ยุโรปกลับมามีจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มสูงขึ้นหลังจากจำนวนลดลงในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา องค์การอนามัยโลกเตือนว่า อาจเกิดคลื่นการระบาดลูกใหม่ &amp;quot;เว้นแต่เราจะรักษาวินัย&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รัสเซียมียอดเสียชีวิตมากเป็นสถิติใหม่ต่อเนื่องเป็นวันที่ 3 ในวันพฤหัสบดี โดยมีผู้ป่วยโควิดเสียชีวิตในรอบ 24 ชั่วโมง 672 คน ทำลายสถิติของวันพุธซึ่งอยู่ที่ 669 คน และของวันอังคารที่มี 652 คน ยอดรวมผู้เสียชีวิตของรัสเซียเพิ่มเป็น 135,886 คน ส่วนผู้ติดเชื้อรายใหม่ในวันพฤหัสบดีมี 23,543 คน สูงที่สุดนับแต่วันที่ 17 มกราคม ยอดสะสมผู้ติดเชื้อมีมากกว่า 5.53 ล้านคน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/108327</URL_LINK>
                <HASHTAG>บังกลาเทศล็อกดาวน์, รัสเซียตายทุบสถิติ, ล็อกดาวน์พื้นที่สีแดง, อินโดนีเซียใช้มาตรการฉุกเฉิน, โควิด-19, ไวรัสเดลตา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210701/image_big_60ddb902582f4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
