<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>114549</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/08/2021 20:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/08/2021 20:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รอดพ้น &#039;โรคห่าลงปอด&#039;  พึ่งตัวเองตามหลัก 5 ต.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โรคภัยไข้เจ็บอันเกิดจากไวรัสโควิด-19 หากย้อนกลับไปในสมัยโบราณแล้ว มีการเรียกขานว่า &amp;ldquo;โรคห่าลงปอด&amp;rdquo; หรือบางที่เรียกว่า &amp;ldquo;โรคห่าตำปอด&amp;rdquo; ล่าสุด &amp;ldquo;อาจารย์ยักษ์-วิวัฒน์ ศัลยกำธร&amp;rdquo; ผู้ก่อตั้งมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ มาให้ข้อมูลในการพึ่งตัวเองให้รอดผ่านยุทธการ 5 ต. พึ่งตัวเองได้ด้วยวิธีบ้านๆง่ายๆแต่รอดได้จริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo; การพึ่งด้วยเองด้วยวิธีพื้นบ้านง่ายๆนั้น เป็นเหมือนการกินอาหารแต่ได้ยาเข้าไปด้วย ทั้งนี้สมัยก่อนเราเรียกโควิด-19 ว่าโรคห่า โดยเชื้อจะลงไปที่ปอด ดังนั้นวิธีรักษาคือการทำให้ระบบไหลเวียนโลหิตกลับมาทำงานดีขึ้น ซึ่งวิธีรักษานั้นเมื่อโลหิตกลับมาทำงานปกติ ภูมิคุ้มกันเราก็จะดีขึ้น และทำให้ร่างกายกลับมาทำงานได้อย่างปกติ ทั้งนี้ภูมิคุ้มกันในร่างกาย หรือการที่ร่างกายมีเชื้อโรคแปลกปลอมเข้าสู่ร่างกาย ภูมิคุ้มกันร่างกายก็จะลุกไล่ฆ่าเชื้อโรค ดังนั้นการกินอาหารให้เป็นยาจึงเป็นสิ่งที่ดีที่สุด&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อาจารย์ยักษ์กล่าวว่า เราจะสู้รบกับโควิด-19 ได้ เราต้องมีอาวุธและยุทธโธปกรณ์ อีกทั้งรู้ในการใช้อาวุธหรืออุปกรณ์นั้นๆ ตรงกันข้ามถ้าเรามีอาวุธและแบกไปไหน แต่ใช้ไม่เป็นมันก็ไม่มีประโยชน์ กลายเป็นภาระในที่สุด ดังนั้นความสำคัญคือยุทธการ 5 ต.ซึ่ง ต.ที่ 1.คือการตั้งสติ อย่าตกใจ เราต้องเตือนกันเอง เมื่อเรามีสติ ภูมิคุ้มกันก็จะไม่ตก มันก็สามารถไล่เชื้อโรคต่างๆได้ ส่วน ต ที่ 2.คือการตั้งศูนย์ต่อสู้โควิด-19 ด้วยภูมิปัญญาของเรา เช่น สมุนไพรรอบบ้าน ส่วน ต.ที่ 3. คือการต้มยาด้วยตัวเอง ทั้งดม ทั้งดื่ม กิน และโป๊ะให้หายใจโล่ง และต้องไม่กังวลเพราะยิ่งกังวลสติแตก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไล่มาที่ ต.ที่ 4.คือ ตากแดด อย่าลืมว่าแดดสร้างวิตามินดี ซึ่งเป็นภูมิคุ้มกันร่างกายของเรา หรือเป็นนักฆ่าประจำตัวของเรา ไม่ว่าเชื้อโรคจะมาในรูปแบบไหน เราจะแข็งแรงขึ้น วัคซีนไม่มาก็อย่าเครียดจนภูมิคุ้นกันตก ปิดท้ายกันที่ ต.ที่ 5.คือการเต้นประกอบจังหวะ ประกอบกับจับจอบ ปัจจุบันคนเป็นโควิดมากขึ้น ดังนั้นการเต้นและขุดสมุนไพรหารายได้ต้องมาก่อน และการปลูกสมุนไพรข้างบ้านก็เป็นสิ่งสำคัญ สำหรับใครไม่มีพื้นที่ ก็สามารถใช้กระถางปลูกสมุนไพรได้ 5-6 ชนิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;อย่าลืมว่าที่ไหนมีปัญหา ก็มักจะมียาสมุนไพรแก้ปัญหาเกิดขึ้นที่นั่น และเมื่ออากาศเปลี่ยนในแต่ละพื้นที่ จะมีพืชชนิดใหม่ๆเกิดมา ดังนั้นจึงทำให้แต่ละที่นั้นมีสมุนไพรหลายอย่างเกิดขึ้นมา บางพื้นที่เขาไม่ยอมรับว่า ภูมิปัญญาไทยจะมาสู้กับโรคอุบัติใหม่ได้อย่างไร ซึ่งอันที่จริงแล้วการแพทย์แผนโบราณ บอกว่าไม่ใช่เรื่องที่เกิดใหม่ แต่เป็นโรคที่เกิดมานาแล้วกลับมาระบาดใหม่ เพียงแต่เรียกไม่เหมือนกัน บางที่เรียกห่าลงปอด หรือบางที่เรียกห่าตำปอดนั่นเอง และเขาก็รักษาจนหายขาด ขอให้มั่นใจว่าภูมิปัญญาไทยของเราดี และมาจากจิตวิญญาณที่ดี ดังนั้นเราต้องพึ่งตนเอง อย่างพึ่งหมออย่างเดียว อย่าให้เราอ่อนแอเป็นภาระหมอ แต่ต้องทำให้แข็งแรง และพึ่งตัวเองให้มากที่สุด &amp;quot; อาจารย์ยักษ์กล่าวสรุป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114549</URL_LINK>
                <HASHTAG>วิธีพื้นบ้าน, วิวัฒน์ ศัลยกำธร, โรคห่าลงปอด, ไวรัสโควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210825/image_big_6126422a6ca55.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>112173</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/08/2021 12:29</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/08/2021 12:29</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘ส.ส.เก่ง’แนะส่ง‘นศ.พยาบาลทหารปี4’จ้างอาสาสมัครร่วมแก้โควิด </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 ส.ค.2564 - นายการุณ โหสกุล &amp;nbsp;ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย (พท.) เปิดเผยว่าจากสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิดที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วนั้น ส่งผลให้บุคลากรทางการแพทย์ในสถานพยาบาลต่างๆ ต้องทำงานกันอย่างหนัก เพราะมีจำนวนน้อยไม่เพียงพอกับจำนวนผู้ป่วย จนทำให้ประสิทธิภาพในการดูแลรักษาผู้ป่วยลดลง งานล้นมือและไม่มีเวลาพักผ่อน จากสภาพที่เกิดขึ้น ขอเสนอแนะไปยัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมให้พิจารณาเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้กับบุคลากรทางการแพทย์ ด้วยการจัดสรรงบประมาณเพื่อจ้างอาสาสมัครมาช่วยงานโดยด่วน งานหลายประเภทไม่จำเป็นต้องให้บุคลากรทางการแพทย์ไปทำทุกอย่าง เช่น การจัดคิวผู้ป่วยเป็นต้น หากทำได้นอกจากช่วยลดงานบุคลากรทางการแพทย์แล้ว ยังเป็นการช่วยเหลือจุนเจือรายได้ให้กับอาสาสมัครที่ต้องหาเงินเลี้ยงครอบครัวอีกด้วย เท่ากับรัฐบาลสามารถช่วยประชาชนได้ 2 เด้งในคราวเดียวกัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายการุณกล่าวว่า นอกจากนี้ควรให้โรงพยาบาลทหาร และหน่วยเสนารักษ์ทั่วประเทศ ออกหน่วยเคลื่อนที่ช่วยเหลือพี่น้องประชาชน ทั้งการรักษาและการจัดส่งให้ถึงมือแพทย์ เพื่อแบ่งเบาภาระของสถานพยาบาล และอาสาสมัครต่างๆ นอกจากนั้นในค่ายทหารต่างๆ มีอาคารสถานที่ ที่พร้อมในการเปลี่ยนเป็นโรงพยาบาลสนามได้ อีกทั้งยังมีบุคลากรทางการแพทย์ที่อยู่ในระหว่างการศึกษา เช่น นักเรียนพยาบาล 4 เหล่าทัพ ที่เริ่มมีทักษะในการดูแลรักษาผู้ติดเชื้อ หากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมมีสติปัญญาเพียงพอ ก็น่าจะช่วยแบ่งเบาภาระรับผิดชอบให้กับนายกรัฐมนตรีได้บ้าง เพราะทรัพยากรของกองทัพล้วนมาจากเงินภาษีอากรของประชาชนทั้งสิ้น จึงควรนำกลับมาเพื่อช่วยประชาชน ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112173</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายการุณ โหสกุล, พท., พรรคเพื่อไทย, ส.ส.กทม., ไวรัสโควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210804/image_big_610a2491a3626.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>111571</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/07/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/07/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เอกชนผนึกตั้งรพ.สนาม รับผู้ป่วยโควิดต้นส.ค.นี้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภาคเอกชนจับมือกันร่วมจัดตั้งโรงพยาบาลสนามที่บางนาตราด กม.5 รับผู้ป่วยได้ 450 เตียง เปิดรับผู้ป่วยต้นสิงหาคม เพื่อสอดรับนโยบายภาครัฐ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากการระบาดของไวรัสโควิด-19 รอบที่ 3 ที่ประสบปัญหาผู้ป่วยล้น จนเตียงในโรงพยาบาลทั้งภาคเอกชนและภาครัฐรับผู้ป่วยเต็มหมด ซึ่งภาครัฐก็ได้เร่งจัดตั้งโรงพยาบาลสนาม และได้พยายามขยายงานให้ผู้ป่วยได้เข้าถึงการดูแลรักษาได้เร็วขึ้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โอกาสนี้เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการบรรเทาปัญหาที่เกิดจากการระบาดของโควิด-19 ในประเทศไทย โรงพยาบาลในเครือพริ้นซิเพิล เฮลท์แคร์ จึงได้จับมือกับภาคเอกชนและมูลนิธิก่อตั้งโครงการโรงพยาบาลสนาม ที่ได้มาตรฐานตามแนวทางของกระทรวงสาธารณสุข &amp;nbsp;โดยได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐอีกหลายหน่วยงาน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้ร่วมก่อตั้งโรงพยาบาลสนาม ได้แก่ โรงพยาบาลในเครือพริ้นซิเพิล เฮลท์แคร์, MQDC, อีอีซี เอ็นจิเนียริ่ง เน็ทเวิร์ค, ทีแอนด์บี มีเดีย โกลบอล และมูลนิธิธนินท์ เทวี เจียรวนนท์, มูลนิธิอริยวรารมย์, &amp;nbsp;มูลนิธิพุทธรักษา &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยแต่ละภาคีเครือข่ายได้ร่วมมือกันด้านการก่อสร้าง ด้านระบบปรับอากาศ การบำบัดน้ำเสีย เพื่อให้เกิดความปลอดภัยขั้นสูงสุดของผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์ รวมถึงผู้ปฏิบัติงานทั้งหมดในศูนย์ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; และสภาพแวดล้อมโดยรวม และด้านการจัดส่งทีมแพทย์และพยาบาล เพื่อการดูแลรักษาและสาธารณสุขให้แก่ผู้ป่วย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านมูลนิธิที่เข้ามาเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง ได้แก่ มูลนิธิธนินท์ เทวี เจียรวนนท์, มูลนิธิอริยวรารมย์ และมูลนิธิพุทธรักษา จะให้ความร่วมมือและสนับสนุนต่อไป&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; โรงพยาบาลสนามดังกล่าวตั้งอยู่ที่ซอยวัดปลัดเปรียง ถนนบางนาตราด กม.5 ต.บางแก้ว อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ โดยตัวโรงพยาบาลจะเป็นเต็นท์ขนาดใหญ่ ติดระบบปรับอากาศ และระบบระบายอากาศที่ปลอดภัยทั้งภายในและภายนอกโรงพยาบาล จำนวน 6 เต็นท์ผู้ป่วย รวม 450 เตียง โดยจะรับผู้ป่วยสีเขียวและสีเหลืองอ่อน และมีโรงพยาบาลในเครือพริ้นซิเพิล เฮลท์แคร์ รองรับผู้ป่วยที่อาการเปลี่ยนเป็นหนักขึ้น โดยโรงพยาบาลได้ขยายห้องผู้ป่วย ICU เพิ่มเติม สำหรับผู้ป่วยทั่วไปและผู้ป่วยจากโรงพยาบาลสนาม &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.อธิวัฒน์ น้อยประสิทธิ์ Chief Performance &amp;nbsp;Coach, Risk and Quality Officer บริษัท พริ้นซิเพิล &amp;nbsp;เฮลท์แคร์ จำกัด และผู้อำนวยการโรงพยาบาลพริ้นซ์ สุวรรณภูมิ &amp;nbsp;กล่าวถึงความคืบหน้าการจัดตั้งโรงพยาบาลสนามว่า &amp;ldquo;ถือเป็นครั้งแรกที่ภาคเอกชนโดยโรงพยาบาลพริ้นซ์ สุวรรณภูมิ ในเครือบริษัท พริ้นซิเพิล &amp;nbsp;เฮลท์แคร์ ได้ร่วมมือกับ MQDC, อีอีซี เอ็นจิเนียริ่ง เน็ทเวิร์ค, ทีแอนด์บี มีเดีย โกลบอล &amp;nbsp;และมูลนิธิธนินท์ เทวี เจียรวนนท์, มูลนิธิอริยวรารมย์, มูลนิธิพุทธรักษา โดยมีเทศบาลตำบลบางแก้ว และจังหวัดสมุทรปราการให้การสนับสนุน ตามข้อกำหนดของภาครัฐในการจัดตั้ง โรงพยาบาลสนามแห่งนี้ขึ้นในพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการ เนื่องจากเป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวดอีกพื้นที่หนึ่ง &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โรงพยาบาลพริ้นซ์ สุวรรณภูมิ ในเครือพริ้นซิเพิล เฮลท์แคร์ ตั้งอยู่ห่างจากโรงพยาบาลสนามเพียง 5 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางไม่ถึง 10 &amp;nbsp;นาที และมีการสนับสนุนบุคลากรทางการแพทย์จากโรงพยาบาลในเครือพริ้นซิเพิล เฮลท์แคร์ อีก 11 สาขาเพื่อร่วมมือด้วย ทั้งด้านเครื่องมือและบุคลากรทางการแพทย์ รับมือสถานการณ์การระบาด โดยเราติดตามอาการของคนไข้ผ่านระบบ TeleHealth อย่างใกล้ชิด ขณะเดียวกันผู้ป่วยโควิด-19 ที่รักษาตัวอยู่โรงพยาบาลในปัจจุบันใกล้เต็มศักยภาพการรองรับ เช่นเดียวกับฮอสพิเทล (Hospitel) 3 แห่ง อีกรวม 400 เตียงที่มีอัตราครองเตียงเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ตลอดเวลา &amp;nbsp;และยังมีการพักรักษาตัวโดยแยกกักตัวที่บ้าน (Home &amp;nbsp;Isolation) ตามเกณฑ์ผู้ป่วยอาการไม่รุนแรง (สีเขียว) อีกหลายร้อยคน &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การจัดตั้งโรงพยาบาลสนาม โดยความร่วมมือจากภาคเอกชนเป็นแห่งแรก และได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐในครั้งนี้ นอกจากจะเป็นการช่วยชุมชนสังคมในและนอกพื้นที่แล้ว ยังเป็นการแบ่งเบาภาระของบุคลากรทางการแพทย์ และทำให้การตรวจค้นหาเชิงรุกของโรงพยาบาลเดินหน้าได้อย่างเต็มที่ ในการแยกผู้ป่วยไม่มีอาการหรืออาการน้อยออกมารักษาที่โรงพยาบาลสนาม หากมีอาการเปลี่ยนแปลงหรือทรุดลงจะดำเนินการรับตัวเข้ามารักษาในโรงพยาบาลทันที ซึ่งโรงพยาบาลได้มีการลงทุนขยายห้องผู้ป่วย ICU เพิ่มขึ้นอีก 60 ห้อง รวมเป็น 85 &amp;nbsp;ห้อง ส่วนหนึ่งเพื่อเป็นการรองรับการขยายโรงพยาบาลสนาม ในกรณีที่ผู้ป่วยอาการทรุดลงและต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล จะสามารถดูแลรักษาและรองรับผู้ป่วยได้อย่างทันท่วงที &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวิสิษฐ์ มาลัยศิริรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (MQDC) กล่าวว่า &amp;nbsp;&amp;quot;ในด้านการก่อสร้างลักษณะของอาคารเป็นโครงสร้างประกอบ เพื่อทำให้สามารถก่อสร้างได้รวดเร็ว ภายในจะมีการเพิ่มความปลอดภัยด้านสุขภาพ ทั้งของผู้ป่วยและบุคลากรสนับสนุนในโรงพยาบาลสนาม &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;อาทิ ใช้สีแบ่งโซนการใช้งานอย่างชัดเจน เช่น โซนแดงคือโซนผู้ป่วย &amp;nbsp;โซนเขียวคือโซนปลอดภัย สำหรับกลุ่มบุคลากรในช่วงพักผ่อน พร้อมทั้งได้รับการสนับสนุนการก่อสร้างจากบริษัทก่อสร้างชั้นนำที่ได้มาตรฐาน จำนวน 8 บริษัทที่เป็นพันธมิตรทางธุรกิจกับเรา อาทิ สี่พระยาก่อสร้าง, &amp;nbsp;วิศวภัทร์ เป็นต้น การแบ่งพื้นที่ใช้สอยหลักเพื่อรองรับผู้ป่วยจำนวน &amp;nbsp; 450 เตียง แบ่งเป็นผู้ป่วยชาย 225 ผู้ป่วยหญิง 225 เน้นรับผู้ป่วยสีเขียวเป็นหลัก และได้แบ่งพื้นที่ไว้รองรับผู้ป่วยระดับสีเหลืองอ่อน &amp;nbsp;จำนวน &amp;nbsp;20 เตียง พร้อมทั้งอุปกรณ์จำเป็นสำหรับผู้ป่วยที่ต้องใช้ระบบ &amp;nbsp;oxygen ได้จัดเครื่องช่วยหายใจ &amp;nbsp;(Highflow) ไว้สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการหนักและมีอาการเชื้อลงปอด &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รวมทั้งได้รับการสนับสนุนจากบริษัท โอโบดรอยด์ คอร์ปอเรชั่น จัดให้มีหุ่นยนต์ส่งของ &amp;ldquo;ปิ่นโต&amp;rdquo; ซึ่งเป็นหุ่นยนต์ที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในโรงพยาบาลต่างๆ ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ระบาดนี้ จำนวน 12 &amp;nbsp;ตัว ทำหน้าที่รับส่งยา อาหาร เครื่องดื่ม และพัสดุจำเป็นใดๆ แก่ผู้ป่วย &amp;nbsp;เพื่อลดความเสี่ยงการติดเชื้อของเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ยังได้นำระบบการสื่อสารทางไกลระหว่างบุคลากรทางการแพทย์และผู้ป่วย &amp;ldquo;ไข่ต้ม Hospital&amp;rdquo; &amp;nbsp;ซึ่งเป็นระบบ &amp;nbsp;telemedicine ที่พัฒนาโดยบริษัท โอโบดรอยด์ คอร์ปอเรชั่น มาช่วยในการสื่อสารและติดตามอาการผู้ป่วย เพื่อลดความเสี่ยงของบุคคลากร &amp;nbsp;ประหยัดการใช้อุปกรณ์ป้องกันและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของเจ้าหน้าที่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ทาง MQDC ต้องขอขอบคุณโรงพยาบาลพริ้นซ์ สุวรรณภูมิ &amp;nbsp;และผู้ร่วมก่อตั้งทุกภาคี รวมถึงทางภาครัฐ คือเทศบาลตำบาลบางแก้ว &amp;nbsp;จังหวัดสมุทรปราการ และหน่วยงานทุกภาคส่วนที่ให้โอกาสเราได้ร่วมทำโครงการนี้ครับ&amp;rdquo;.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/111571</URL_LINK>
                <HASHTAG>จัดตั้งโรงพยาบาลสนาม, นโยบายภาครัฐ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, โรงพยาบาลในเครือพริ้นซิเพิล เฮลท์แคร์, ไวรัสโควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210729/image_big_6102a8bd8f5a8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>109098</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/07/2021 22:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/07/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผวาล็อกดาวน์ หุ้นดิ่งแรง33จุด จีดีพีติดลบยาว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตลาดหุ้นไทยดิ่งแรง 33 จุด รับแรงขายกังวลกระแสข่าวการล็อกดาวน์เพื่อควบคุมไวรัสโควิด-19 หลังตัวเลขผู้ติดเชื้อในประเทศทรงตัวระดับสูง โบรกชี้หากยืดเยื้อหวั่นจีดีพีไทยติดลบต่อเนื่องปีที่ 2 และกระทบภาพรวมกำไร บจ.มีโอกาสเสี่ยง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม รายงานข่าวจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า การซื้อขายหุ้นไทยวันที่ 8 กรกฎาคม 2564 ดัชนีเคลื่อนไหวในแดนลบตลอดทั้งวัน โดยลดลงต่ำสุดที่ 36.04 จุด หรือ 2.28% อยู่ที่ 1,540.56 จุด และปิดที่ 1,543.67 จุด ลดลง 32.93 จุด หรือ 2.09% ด้วยมูลค่าซื้อขาย 110,954.67 ล้านบาท หลังมีความกังวลกระแสข่าวการล็อกดาวน์เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 จากปัจจุบันตัวเลขผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ในประเทศทรงตัวระดับสูง และเสียชีวิตต่อเนื่อง รวมถึงราคาน้ำมันดิบโลกที่ทรุดตัวลงรับนโยบายที่ไม่แน่นอนของกลุ่มโอเปกพลัส&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายภราดร เตียรณปราโมทย์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส จำกัด เปิดเผยว่า หากมีมาตรการล็อกดาวน์เข้มงวดเหมือนไตรมาส 2 ปี 2563 และมีความยืดเยื้อ จะส่งผลให้การขยายตัวของเศรษฐกิจ (จีดีพี) ไทย ปี 2564 มีโอกาสติดลบต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 โดยปัจจุบันสำนักเศรษฐกิจส่วนใหญ่ คาดว่าจะอยู่ในกรอบ 1.5-2% ส่วน บล.คาดว่าอยู่ที่ 1.7% ซึ่งในปี 2563 รัฐบาลได้ประกาศล็อกดาวน์ระยะเวลา 26 มีนาคม-3 พฤษภาคม 2563 รวม 38 วัน &amp;nbsp;ทำให้การขยายตัวของจีดีพีที่แท้จริงไตรมาส 1 ลดลง 58,000 ล้านบาท ส่วนไตรมาส 2 ลดลง 323,000 ล้านบาท และไตรมาส 3-4 ปีที่แล้วยังลดลงต่อ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ กำไรบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ยังมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นจากการแพร่ระบาดหนักของไวรัสโควิด-19 ในประเทศ และหากภาครัฐมีการประกาศล็อกดาวน์ในช่วงไตรมาส 3 นี้ มีโอกาสกดดันให้กำไร บจ.เป็นหลุมต่ำสุดของปี และลดลงทั้งจากไตรมาสก่อนและช่วงเดียวกันของปีก่อนได้ จากตัวเลขผู้ติดเชื้อเฉลี่ยในช่วงไตรมาส 3 เกือบ 6,000 รายต่อวัน และสูงโดดเด่นเกิน 1 เท่าตัวจากไตรมาสที่ผ่านมา อีกทั้งช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนแทบไม่มีผู้ติดเชื้อเลย ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญที่รัฐใช้ในการพิจารณาล็อกดาวน์ ประเด็นดังกล่าวส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจลดน้อยลง และกระทบต่อภาพรวมกำไรบจ.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะเดียวกัน หากมีการล็อกดาวน์จริง มาตรการน่าจะเข้มงวดขึ้นกว่าทั้งไตรมาสที่ผ่านมา และช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน มาตรการล็อกดาวน์แม้จะช่วยควบคุมการแพร่ระบาดได้ แต่ต้องแลกมากับเศรษฐกิจฟื้นตัวได้ช้าลง หากเปรียบเทียบกับช่วงไตรมาส 3 ปี 2563 ไม่ได้มีมาตรการคุมเข้มอะไร และช่วงไตรมาส 2 ปี 2564 มีเพียงมาตรการแบ่งโซนสี ดังนั้น มาตรการที่ออกมาอาจจะกดดันเศรษฐกิจและกำไรให้เป็นหลุมพอสมควร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับหุ้นกลุ่มที่กำไรจะถูกกดดันมากสุดหากมีการล็อกดาวน์คือ AUTO, MEDIA, TRANS, CONS โดยกลุ่มดังกล่าวเคยพลิกเป็นขาดทุนในช่วงไตรมาส 2 ปี 2563 ซึ่งอยู่ในช่วงที่มีมาตรการล็อกดาวน์ ขณะเดียวกันกำไรหุ้นกลุ่มพลังงานอาจพยุงกำไรตลาดได้น้อยลง หากกลุ่มโอเปกมีการปรับเพิ่มกำลังผลิตในไตรมาสนี้ กดดันให้ราคาน้ำมันมีโอกาสย่อตัวหลังจากทำจุดสูงสุดในรอบ 3 ปี ช่วงต้นไตรมาส นอกจากนี้ ในมุมมองอัตรากำไรต่อหุ้น ยังทรงตัวอยู่ในระดับสูงถึง 83.6 บาทต่อหุ้น สูงกว่าที่ บล.ประเมินไว้ที่ 71.2 บาทต่อหุ้น ถือเป็นความเสี่ยงสำคัญที่น่าจะเห็นการปรับประมาณการกำไรลงในช่วงต่อจากนี้.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/109098</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย, ราคาน้ำมันดิบโลก, ล็อกดาวน์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, ไวรัสโควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210301/image_big_603ca1617be35.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>104054</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/05/2021 00:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/05/2021 00:26</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จีนปฏิเสธข่าวสื่อสหรัฐ อ้างพบนักวิจัยแล็บอู่ฮั่นป่วยตั้งแต่ปลายปี62</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ทางการจีนปฏิเสธรายงานข่าวของสื่ออเมริกันเมื่อวันจันทร์ว่า &amp;quot;ไม่เป็นความจริงอย่างสิ้นเชิง&amp;quot; ที่ระบุว่ามีนักวิจัย 3 คนในสถาบันวิจัยอู่ฮั่นป่วยเข้าโรงพยาบาลเมื่อปลายปี 2562 หรือไม่นานก่อนที่ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่จะโผล่ที่อู่ฮั่นแล้วแพร่ระบาดไปทั่วโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ สถาบันวิจัยไวรัสวิทยาอู่ฮั่น ในมณฑลหูเป่ยของจีน (Photo by HECTOR RETAMAL/AFP via Getty Images)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานของหนังสือพิมพ์วอลล์สตรีทเจอร์นัลรายงานเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา อ้างแหล่งข่าวที่เป็นรายงานข่าวกรองของสหรัฐว่า นักวิจัย 3 คนนี้มาจากสถาบันไวรัสวิทยาอู่ฮั่น ถูกส่งเข้าโรงพยาบาลเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2562 ด้วยอาการป่วยที่สอดคล้องกับทั้งอาการของโควิด-19 และอาการป่วยตามฤดูกาลที่พบทั่วไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทางการจีนเปิดเผยต่อองค์การอนามัยโลก (ดับเบิลยูเอชโอ) เมื่อวันที่ 31 ธันวาคมปีเดียวกันนั้นว่าพบการระบาดของโรคปอดอักเสบที่เมืองอู่ฮั่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เอเอฟพีกล่าวว่า ระหว่างการแถลงข่าวที่กรุงปักกิ่งเมื่อวันจันทร์ จ้าว ลี่เจียน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวตอบคำถามเกี่ยวกับรายงานชิ้นนี้ว่า &amp;quot;ไม่จริงโดยสิ้นเชิง&amp;quot; พร้อมกับอ้างแถลงการณ์จากสถาบันวิจัยแห่งนี้ว่า สถาบันไม่เคยสัมผัสกับโควิด-19 ก่อนวันที่ 30 ธันวาคม 2562 และจนถึงขณะนี้ก็ไม่มีบันทึกการติดเชื้อในกลุ่มเจ้าหน้าที่และนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาที่นั่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ดี เจ้าหน้าที่ทางการจีนยอมรับว่า มีการนำไวรัสโคโรนาเข้าไปที่แล็บเพื่อศึกษา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้ป่วยรายแรกๆ พบที่เมืองอู่ฮั่นของมณฑลหูเป่ยทางภาคกลางของจีนเมื่อปลายปี 2562 และต่อมาเกิดทฤษฎีหนึ่งว่าไวรัสนี้หลุดรอดจากห้องแล็บของจีน รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เคยพยายามปลุกกระแสทฤษฎีนี้ แต่รัฐบาลจีนปฏิเสธอย่างหนักแน่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อเดือนมีนาคม หลังจากคณะทำงานของดับเบิลยูเอชโอและผู้เชี่ยวชาญของจีนสอบสวนข้อเท็จจริงที่อู่ฮั่นนาน 4 สัปดาห์ พวกเขาได้ข้อสรุปว่า คำอธิบายเรื่องไวรัสห้องแล็บนั้น &amp;quot;ไม่น่าเป็นไปได้อย่างยิ่ง&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้เชี่ยวชาญเห็นด้วยกับทฤษฎีที่ได้รับการยอมรับกันโดยทั่วไปเรื่องการแพร่เชื้อไวรัสโดยธรรมชาติจากสัตว์ชนิดหนึ่ง ซึ่งอาจเป็นค้างคาว มาสู่มนุษย์ผ่านสัตว์พาหะที่ยังไม่สามารถระบุชัดเจนได้ แต่ถึงอย่างไรก็ยังมีบางฝ่ายเชื่อว่า ผู้เชี่ยวชาญจากดับเบิลยูเอชโอไม่มีอิสระในการทำงานมากพอระหว่างการสอบสวนที่อู่ฮั่น.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/104054</URL_LINK>
                <HASHTAG>นักวิจัยแล็บอู่ฮั่นป่วย, วอลล์สตรีทเจอร์นัล, สถาบันไวรัสวิทยาอู่ฮั่น, โควิด-19, ไวรัสหลุดจากห้องแล็บ, ไวรัสโควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210525/image_big_60abe0b39d2df.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>102602</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/05/2021 07:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/05/2021 07:20</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โควิด-19ทะลุ160ล้านคนแล้ว&#039;อินเดีย&#039;แรงไม่เลิก&#039;บราซิล&#039;ยอดรายวันนำมะกัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 พ.ค.2564 &amp;ndash; สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทั่วโลกใน 220 ประเทศและดินแดนนั้น ตามเวลา 07.13 น.ในประเทศไทยพบว่ามีผู้ติดเชื้อทั้งสิ้น 160,303,208 คน เพิ่มขึ้น 693,347 คน และเสียชีวิต 3,330,301 คน เพิ่มขึ้น 12,866 คน และรักษาหายแล้ว 139,019,354 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับสหรัฐอเมริกายังคงมีผู้ติดเชื้อสูงสุดที่ 33,548,243 คน เพิ่มขึ้น 33,032 คน และเสียชีวิต 596,927 คน เพิ่มขึ้น 724 คน ตามมาด้วยอินเดียมีผู้ติดเชื้อ 23,340,456 คน เพิ่มขึ้น 348,529 คน และเสียชีวิต 254,225 คน เพิ่มขึ้น 4,200 คน และอันดับสามเป็นบราซิลมีผู้ติดเชื้อ 15,285,048 คน เพิ่มขึ้น 71,018 คน และเสียชีวิต 425,711 คน เพิ่มขึ้น 2,275 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ยังพบว่ามี 28 ประเทศแล้วที่มีผู้ติดเชื้อเกิน 1 ล้านคน โดยล่าสุดคือ เบลเยี่ยมในอันอับที่ 28 ส่วนประเทศในอาเซียนนั้นก็มี 2 ประเทศที่อยู่ในลิสตดังกล่าวคืออินโดนีเซียที่มีอยู่ในอันดับ 18 มีผู้ติดเชื้อ 1,723,596 คน และฟิลิปปินส์ที่อยู่อันดับที่ 25 มีผู้ติดเชื้อ 1,113,547 คน ส่วนไทยนั้นอยู่อันดับที่ 98 มีผู้ติดเชื้อ 86,924 คน
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/102602</URL_LINK>
                <HASHTAG>บราซิล, สถานการณ์, สหรัฐอเมริกา, อินเดีย, เบลเยี่ยม, แพร่ระบาด, ไวรัสโควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210512/image_big_609b1c68414be.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>98666</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/04/2021 16:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/04/2021 16:14</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เอกชน โอดโควิดระบาดรอบใหม่น่ากลัวกว่าระลอกที่แล้ว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7 เมษายน 2564 นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) เปิดเผยถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ครั้งล่าสุดว่าต้องยอมรับว่าการแพร่ระบาดครั้งนี้ สร้างความกังวลให้กับภาคเอกชนมากกว่าระลอกที่แล้ว เนื่องจากเป็นการติดเชื้อในกลุ่มผู้บริหารระดับสูง กลุ่มที่ต้องพบปะกับผู้คนมากมาย ส่งผลให้เชื้อกระจายได้อย่างรวดเร็ว และควบคุมได้ยาก ไม่เหมือนเช่นคราวที่เกิดการแพร่ระบาดในกลุ่มแรงงานต่างด้าว ซึ่งสามารถจำกัดบริเวณและเดินหน้าเชิงรุกหาเชื้อพร้อมทั้งระงับการกระจายได้ง่ายกว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกันต้องยอมรับว่าจากกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจากเดิมที่คาดว่าจะฟื้นในช่วงไตรมาส 3 ปีนี้ หลังจากที่สถานการณ์เริ่มคลี่คลาย มีการฉีดวัคซีน และเดินหน้านโยบายการเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยว แต่มาถึงตอนนี้คาดว่าจะต้องใช้เวลาประเมินสถานการณ์1 ถึง 2 สัปดาห์ จนทำให้ต้องยกเลิกการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน(กกร.) ในวันที่ 7 เม.ย. 64 ไปก่อน เพื่อติดตาม ประเมิน สถานการณ์อีกครั้งและจะนัดการประชุมในวันที่ 21 เม.ย. นี้ โดยห่วงว่าการแพร่ระบาดของเชื้อฯครั้งนี้จะทำให้เศรษฐกิจซึมยาว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามแม้จะเห็นประชาชนได้รับการฉีดวัคซีนไปแล้วบางส่วน แต่ยังกังวลกับปริมาณวัคซีนที่เข้ามาน้อยเมื่อเทียบกับสัดส่วนประชากรทั้งหมด ขณะที่แผนการฉีดวัคซีน ก็ยังไม่ชัดเจนเช่นเดิม โดยเฉพาะในหลายพื้นที่ การประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนมารับวัคซีนยังไม่ทั่วถึง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/98666</URL_LINK>
                <HASHTAG>ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.), สุพันธุ์ มงคลสุธี, ไวรัสโควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210318/image_big_605317a67f78f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
