<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>104275</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/05/2021 18:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/05/2021 18:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โควิดสายพันธุ์อินเดียโผล่แล้วใน60ประเทศและดินแดน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;รายงานขององค์การอนามัยโลกเมื่อวันพุธเปิดเผยว่า ไวรัสโคโรนากลายพันธุ์สายพันธุ์ที่พบครั้งแรกในอินเดีย ถึงขณะนี้ตามข้อมูลอย่างเป็นทางการมีผู้ติดเชื้อแล้วในไม่ต่ำกว่า 53 ประเทศและดินแดน และมีรายงานอย่างไม่เป็นทางการว่าพบในอีก 7 ดินแดน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เอเอฟพีรายงานอ้างข้อมูลล่าสุดของรายงานด้านระบาดวิทยาประจำสัปดาห์ขององค์การอนามัยโลก (ดับเบิลยูเอชโอ) ซึ่งเผยแพร่ที่นครเจนีวาเมื่อวันพุธที่ 26 พฤษภาคม ว่าไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ B.1.617 แสดงให้เห็นแล้วว่ามีความสามารถในการแพร่เชื้อมากขึ้น ขณะที่ความรุนแรงและความเสี่ยงของการติดเชื้อนั้นยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดับเบิลยูเอชโอยืนยันข้อมูลอย่างเป็นทางการว่า พบไวรัสโควิดสายพันธุ์อินเดียใน 53 ประเทศและดินแดน และได้รับข้อมูลจากแหล่งข้อมูลที่ยังไม่เป็นทางการด้วยว่า พบไวรัสนี้ในอีก 7 ดินแดน ซึ่งทำให้จำนวนรวมเป็น 60 ประเทศและดินแดน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สัปดาห์ที่ผ่านมา จำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสก่อโรคโควิด-19 และผู้เสียชีวิตจากโรคนี้ทั่วโลกยังคงลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยมีผู้ติดเชื้อรายใหม่ราว 4.1 ล้านคน เสียชีวิต 84,000 คน เป็นอัตราลดลง 14% และ 2% ตามลำดับ เมื่อเปรียบเทียบกับสัปดาห์ก่อนหน้านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภูมิภาคยุโรปของดับเบิลยูเอชโอมีอัตราลดลงมากที่สุด ตามด้วยเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ส่วนจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ในภูมิภาคอเมริกา, เมดิเตอร์เรเนียนตะวันออก, แอฟริกา และแปซิฟิกตะวันตก อยู่ในอัตราที่ใกล้เคียงกับสัปดาห์ก่อนหน้านั้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รอบ 7 วันที่ผ่านมา อินเดียมีผู้ติดเชื้อรายใหม่มากที่สุดในโลก (1,846,055 คน ลดลงจากสัปดาห์ก่อน 23%) ตามด้วยบราซิล (451,424 คน เพิ่มขึ้น 3%), อาร์เจนตินา (213,046 คน เพิ่มขึ้น 41%), สหรัฐ (188,410 คน ลดลง 20%) และโคลอมเบีย (107,590 คน ลดลง 7%)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนไวรัสโควิดกลายพันธุ์สายพันธุ์อื่นที่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มสายพันธุ์ที่น่ากังวลเช่นเดียวกับ B.1.617 ได้แก่ อังกฤษ (B.1.1.7), แอฟริกาใต้ (B.1.351) และบราซิล (P.1) รายงานฉบับนี้เปิดเผยข้อมูลล่าสุดเช่นกันว่า สายพันธุ์อังกฤษนั้นพบแล้วใน 149 ดินแดน, แอฟริกาใต้พบใน 102 ดินแดน และบราซิลพบใน 59 ดินแดน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับสายพันธุ์ B.1.617 ดับเบิลยูเอชโอยังแยกย่อยออกเป็น B.1.617.1, B.1.617.2 และ &amp;nbsp;B.1.617.3 โดย B.1.617.1 พบใน 41 ดินแดน, B.1.617.2 พบใน 54 ดินแดน และ B.1.617.3 พบใน 6 ดินแดน ประกอบด้วย อังกฤษ, แคนาดา, เยอรมนี, อินเดีย, รัสเซีย และสหรัฐ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/104275</URL_LINK>
                <HASHTAG>B.1.617, WHO, พบใน 60 ประเทศและดินแดน, องค์การอนามัยโลก, โควิด-19, ไวรัสโควิดสายพันธุ์อินเดีย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210526/image_big_60ae3274c27bf.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>103592</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/05/2021 17:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/05/2021 17:32</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผลวิจัยล่าสุดชี้&#039;แอสตร้าเซนเนก้า&#039;ป้องกันโควิดสายพันธุ์อินเดียได้ถึง 97%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ข่าวดีจากข้อมูลของการศึกษาล่าสุดจากอินเดียพบว่า วัคซีนของแอสตร้าเซนเนก้ามีประสิทธิผลสูงถึง 97% ในการป้องกันโควิดสายพันธุ์อินเดีย และโอกาสป่วยหนักถึงขั้นนอนโรงพยาบาลเหลือไม่ถึง 0.06%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รายงานจากดิเอ็กซ์เพรสส์ สื่ออังกฤษ และสื่อของอินเดียหลายสำนัก อ้างผลการศึกษาโดยโรงพยาบาลอินทราปรัสถ์อพอลโล (Indraprastha Apollo) ณ เมืองนิวเดลี ประเทศอินเดีย พบว่า จากกลุ่มเป้าหมายกว่า 3,300 คนในประเทศอินเดีย มีเพียงผู้ป่วยที่ติดเชื้อโควิด-19 ที่ต้องเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลเพียง 2 คน สะท้อนให้เห็นว่าวัคซีนป้องกันโควิด-19 ของแอสตร้าเซนเนก้ามีประสิทธิผลสูงถึง 97% ในการต้านเชื้อโควิดสายพันธุ์อินเดีย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยกลุ่มเป้าหมายที่เข้าร่วมการศึกษาในครั้งนี้ได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ของแอสตร้าเซนเนก้าและเป็นบุคคลากรด้านสาธารณสุขทั้งหมด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผลการวิจัยดังกล่าวยังแสดงให้เห็นว่าอัตราการเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลสืบเนื่องมาจากโควิด-19 มีอัตราต่ำกว่า 1%&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.อนุปาม สิบาล ผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ โรงพยาบาลอินทราปรัสถ์อพอลโล กล่าวว่า จากผลวิจัยแสดงให้เห็นว่า ผลการศึกษาของเราแสดงให้เห็นว่า 97.38% ของผู้ที่ได้รับวัคซีนได้รับการป้องกันจากการติดเชื้อ &amp;nbsp;โดยโอกาสของการป่วยนอนโรงพยาบาลภายหลังได้รับวัคซีนมีเพียง 0.06% และไม่มีผู้ป่วยรายใดต้องนอนแผนกไอซียูหรือเสียชีวิต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี มีรายงานของอินเดียนเอ็กซ์เพรสและฮินดูสถานไทมส์ที่ระบุว่า การศึกษาอีกชิ้นรวบรวมโดยเครือข่ายโรงพยาบาลแม็กซ์เฮลธ์แคร์ สำรวจลูกจ้างในเครือกว่า 14,000 คนทั่วอินเดียที่ได้รับวัคซีนครบแล้วในโครงการที่เริ่มมาตั้งแต่วันที่ 16 มกราคม พบว่า ผู้ที่ได้รับวัคซีนครบแล้วยังคงติดไวรัสนี้ในสัดส่วน 6 คนจาก 100 คน หรือ 6% ซึ่งเป็นอัตราที่สูงกว่าผลศึกษาของอพอลโลเท่าตัว และถึงขณะนี้พบผู้ที่ป่วยถึงขั้นเสียชีวิตหลังฉีดวัคซีนครบ 2 โดสเพียงรายเดียว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ การศึกษาของอพอลโลที่รวบรวมข้อมูลก่อนวันที่ 15 เมษายน ก่อนที่การระบาดระลอกที่ 2 ของอินเดียจะรุนแรงมากขึ้น พบว่า &amp;nbsp;2.62% ของผู้ที่ได้รับวัคซีนครบ 2 โดส และ 2.65% ของผู้ที่ได้ฉีดวัคซีน 1 โดส ติดเชื้อไวรัสโควิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.สันทีป พุทธิราชา ผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ของแม็กซ์เฮลธ์แคร์ ย้ำว่า สิ่งที่โดดเด่นจากข้อมูลของเครือข่ายโรงพยาบาลแห่งนี้ก็คือ 90% ของผู้ที่ติดเชื้อหลังรับวัคซีนครบนั้น มีอาการไม่รุนแรง มีเพียง 10% ที่ต้องรักษาในโรงพยาบาล ทั้งหมดหายดี ยกเว้นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอาวุโสเพียงคนเดียวที่่ป่วยหนักเข้าไอซียูและเสียชีวิต สิ่งนี้พิสูจน์ว่าวัคซีนนี้มีประสิทธิภาพและลดอัตราการติดเชื้ออย่างมีนัยสำคัญ รวมถึงความรุนแรงของโรค.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/103592</URL_LINK>
                <HASHTAG>ป้องกันการติดเชื้อ, วัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า, อินเดีย, โควิด-19, ไวรัสโควิดสายพันธุ์อินเดีย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210520/image_big_60a639f2e6a9f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>102525</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/05/2021 15:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/05/2021 15:32</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>WHOระบุโควิดสายพันธุ์อินเดียน่าวิตกระดับโลก แพทย์เตือนอึวัวไม่ช่วย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;อินเดียมีผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่เฉลี่ยในรอบ 7 วันที่ผ่านมาเป็นสถิติสูงสุด ที่มากกว่า 390,000 ราย องค์การอนามัยโลกจัดให้ไวรัสกลายพันธุ์สายพันธุ์อินเดียเป็นสายพันธุ์ที่น่าวิตกกังวลระดับโลก ขณะแพทย์ในอินเดียเตือนการทาตัวด้วยมูลวัวหรือฉี่วัวไม่ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันไวรัส&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขอินเดียเมื่อวันอังคารที่ 11 พฤษภาคม 2564 อินเดียมีผู้ติดไวรัสโคโรนารายใหม่ในรอบ 24 ชั่วโมง 329,942 คน เสียชีวิตเพิ่มอีก 3,876 คน จำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสสะสมของอินเดียอยู่ที่ 22.99 ล้านคน เสียชีวิต 249,992 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานรอยเตอร์กล่าวว่า อินเดียมีอัตราเฉลี่ยผู้ป่วยโควิด-19 เสียชีวิตต่อวันสูงที่สุดในโลกขณะนี้ โดยคิดเป็น 1 รายจากทุก 3 รายที่เสียชีวิตทั่วโลกในแต่ละวัน ขณะเดียวกัน จำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่เฉลี่ยในรอบ 7 วันที่ผ่านมา ก็สร้างสถิติใหม่ของโลกเช่นกันที่ 390,995 ราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันจันทร์ องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า ไวรัสโคโรนากลายพันธุ์สายพันธุ์ที่พบครั้งแรกในอินเดียเมื่อเดือนตุลาคมที่แล้ว ได้รับการจัดว่าเป็น &amp;quot;สายพันธุ์ที่น่าวิตกกังวลระดับโลก&amp;quot; ซึ่งอยู่ในระดับเดียวกับสายพันธุ์อังกฤษ, บราซิล และแอฟริกาใต้ โดยผลการศึกษาเบื้องต้นบางชิ้นแสดงให้เห็นว่าสายพันธุ์ B.1.617 นี้แพร่กระจายได้รวดเร็วขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;มีข้อมูลบางอย่างที่บ่งชี้ว่าสายพันธุ์ B.1.617 มีความสามารถในการแพร่เชื้อมากขึ้น&amp;quot; มาเรีย ฟาน เคอร์โคฟ หัวหน้าฝ่ายเทคนิคด้านโควิด-19 ของดับเบิลยูเอชโอ แถลงที่เจนีวา &amp;quot;ด้วยเหตุนี้ เราจึงจัดจำพวกว่า สายพันธุ์นี้เป็นสายพันธุ์ที่น่าวิตกกังวลในระดับโลก&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เธอกล่าวถึงผลการศึกษาเบื้องต้นหลายชิ้นที่บ่งชี้ว่าสายพันธุ์นี้ลดการออกฤทธิ์ทำลายของแอนติบอดีในการศึกษาที่ห้องแล็บจากตัวอย่างจำนวนน้อย ซึ่งดับเบิลยูเอชโอยืนกรานว่า ยังเร็วเกินไปที่จะตีความว่าสายพันธุ์นี้มีความสามารถต้านทานการป้องกันของวัคซีนได้มากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หลายประเทศทั่วโลกจัดส่งถังออกซิเจนและเครื่องมือทางการแพทย์มาสนับสนุนอินเดียรับมือวิกฤติครั้งนี้ แต่โรงพยาบาลหลายแห่งยังต้องดิ้นรนกับการขาดแคลนอุปกรณ์ช่วยชีวิต เมื่อคืนวันจันทร์ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่รัฐบาลในรัฐอานธรประเทศ ทางภาคใต้ของอินเดีย กล่าวว่า มีคนไข้เสียชีวิต 11 คนที่โรงพยาบาลรัฐในเมืองติรุปาตีของรัฐนี้ เนื่องจากถังบรรจุออกซิเจนส่งมาไม่ทัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เอ็ม หริณารยัน ข้าราชการระดับสูงของอำเภอนี้ กล่าวว่า เกิดปัญหาแรงดันออกซิเจนตกเนื่องจากปริมาณออกซิเจนเหลือน้อย เหตุการณ์ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นภายในเวลาแค่ 5 นาที แต่ตอนนี้ออกซิเจนส่งมาถึงเพียงพอใช้แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะเดียวกัน แพทย์หลายคนออกมาเตือนประชาชนที่ใช้มูลวัวละเลงทั่วร่างกายโดยเชื่อว่าช่วยป้องกันโควิด-19 ได้ หลังจากพบวิธีการปฏิบัติเช่นนี้ในรัฐคุชราต ทางภาคตะวันตกของประเทศ ซึ่งผู้ที่เชื่อเช่นนี้พากันไปยังสถานที่เลี้ยงวัวสัปดาห์ละครั้ง เพื่อนำมูลและปัสสาวะวัวทางร่างกาย หวังสร้างภูมิคุ้มกันหรือรักษาอาการติดเชื้อโควิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่เป็นรูปธรรมว่ามูลวัวหรือปัสสาวะวัวช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันโควิด-19 มันอ้างอิงจากความเชื่อล้วนๆ&amp;quot; ดร.เจ. เอ. ชยาลัล ประธานสมาคมแพทย์อินเดียกล่าว&amp;nbsp; และว่า มีความเสี่ยงต่อสุขภาพจากการละเลงหรือบริโภคสิ่งเหล่านี้ และโรคติดต่ออื่นๆ อาจส่งผ่านจากวัวมายังมนุษย์ได้.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/102525</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทามูลวัว, สายพันธุ์ที่น่าวิตกกังวล, องค์การอนามัยโลก, อินเดีย, โควิด-19, ไวรัสโควิดสายพันธุ์อินเดีย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210509/image_big_6097a684855a2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
