<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>104687</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/05/2021 18:07</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/05/2021 18:07</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;อดีตปธ.ศาลฎีกา&#039;แจงยื่นสนง.ศาลฯสอบข่าวสินบนภาษีโตโยต้าเพื่อให้ความจริงกระจ่าง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 พ.ค.64-นายไสลเกษ วัฒนพันธุ์ ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา อดีตประธานศาลฎีกา กล่าวถึงการเตรียมยื่นหนังสือให้สำนักงานศาลยุติธรรมตรวจสอบและดำเนินคดีกับผู้โพสต์ข้อความและเว็บไซต์บางแห่งที่เสนอข่าวและลงข้อความพาดพิงเกี่ยวกับการรับสินบนคดีภาษีโตโยต้า 11,000 ล้านบาท ทำให้ได้รับความเสียหายว่า ไม่ได้ยื่นว่าให้ดำเนินคดีกับใคร หรือสำนักข่าวแห่งไหนเป็นการเฉพาะเจาะจง แต่เป็นการยื่นให้สำนักงานศาลยุติธรรมตรวจสอบเรื่องที่ปรากฏเป็นข่าว มีการกล่าวหาปฎิบัติหน้าที่ในฐานะผู้พิพากษา เมื่อถูกกล่าวหา จึงเป็นหน้าที่ของสำนักงานศาลยุติธรรมที่จะทำการตรวจให้ความกระจ่างปรากฏต่อสังคม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เรื่องนี้ไม่ใช่จะกระทบแค่ผู้พิพากษาหรือผู้ปฏิบัติหน้าที่ แต่ยังกระทบถึงสถาบันศาลด้วย โดยสำนักงานศาลยุติธรรม มีบุคลากรและนิติกรตรวจสอบและใช้ดุลพินิจว่า การนำเสนอข่าวของสื่อบางแห่งมีเจตนาที่จะทำละเมิดหรือหมิ่นประมาทหรือไม่ ถ้าสื่อรายงานข่าวไม่ลำเอียงเป็นไปตามข้อเท็จจริง&amp;nbsp; ก็มีกฏหมายคุ้มครองสื่อ แต่ในทางตรงกันข้ามถ้าแสดงความเห็นไม่ตรงไม่ถูกต้อง เอาข้อความมาโพสต์มาเสนอข่าวแบบไม่มีที่มาที่ไป ก็เข้าข่ายมีความผิดฐานหมิ่นประมาท ละเมิด และ พ.ร.บ.คอมฯ ไม่ใช่ว่าจะไปรบกับสื่อ จึงอยากชี้แจงให้เข้าใจ&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายไสลเกษ กล่าวว่า ต้นเรื่องข่าวนี้มาจากเว็บไซต์ลอร์ 360 ของต่างประเทศ แล้วมีการนำมาแปลข่าว ก็ต้องไปตรวจสอบดูว่าแปลถูกต้องครบถ้วนหรือเปล่า หรือมีการเอามาตัดต่อแปลแค่บางช่วง โดยสำนักงานศาลยุติธรรม จะต้องตรวจสอบเรื่องนี้ให้กระจ่าง 1.เพื่อช่วยเหลือข้าราชการที่ได้รับความเสียหายจากการปฎิบัติหน้าที่ 2.เพื่อทำความจริงให้ปรากฏกับสังคม ตนเองไม่สามารถไปชี้นำสำนักงานศาลยุติธรรมได้ ถ้าตรวจสอบแล้วมีใครเข้าข่ายกระทำผิด ก็ให้สำนักงานศาลยุติธรรมดำเนินการตามขั้นตอนไป ซึ่งเป็นช่องทางที่ถูกต้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/104687</URL_LINK>
                <HASHTAG>การรับสินบนคดีภาษีโตโยต้า, อดีตประธานศาลฎีกา, ไสลเกษ วัฒนพันธุ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210530/image_big_60b37197d4f70.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>79126</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/09/2020 19:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/09/2020 19:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ปธ.ศาลฎีกา&#039; ส่งร่าง พรบ.จัดตั้งศาลสิ่งแวดล้อม ให้ กก.ปฏิรูปประเทศ-นายกฯแล้ว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 ก.ย.63 - นายสุรินทร์ ชลพัฒนา เลขาธิการประธานศาลฎีกา เปิดเผยความคืบหน้าเกี่ยวกับการจัดตั้งศาลสิ่งแวดล้อมว่า ตามที่คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้เข้าพบนายไสลเกษ วัฒนพันธุ์ ประธานศาลฎีกา เพื่อขอรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะในการจัดตั้งศาลสิ่งแวดล้อมและวิธีพิจารณาคดีสิ่งแวดล้อม ตามร่างพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลสิ่งแวดล้อมและวิธีพิจารณาคดีสิ่งแวดล้อม พ.ศ. ... ที่คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้ยกร่างขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะนี้ประธานศาลฎีกาได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานพัฒนาวิธีพิจารณาคดีสิ่งแวดล้อมและศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้งศาลสิ่งแวดล้อม ซึ่งคณะทำงานฯ ได้ร่วมกันพิจารณาปรับปรุงร่างพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลสิ่งแวดล้อมและวิธีพิจารณาคดีสิ่งแวดล้อม พ.ศ. .... และส่งไปยังคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อพิจารณาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป พร้อมกันนี้ ได้ส่งร่างพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าวให้นายกรัฐมนตรีเพื่อโปรดพิจารณาดำเนินการในอีกทางหนึ่งด้วยแล้ว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/79126</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, ประธานศาลฎีกา, ร่างพรบ.จัดตั้งศาลสิ่งแวดล้อม, ศาลสิ่งแวดล้อม, ไสลเกษ วัฒนพันธุ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200929/image_big_5f7321bd0621a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>79004</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/09/2020 19:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/09/2020 19:06</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ไสลเกษ&#039; ปธ.ศาลฎีกา ป้องผู้บริหาร ม.ธรรมศาสตร์ พยายามรอมชอมไม่ได้ปิดกั้นม็อบแต่ห่วงใยมากกว่า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 ก.ย.63 - ที่ห้องประชุมใหญ่ สำนักประธานศาลฎีกา สนามหลวง นายไสลเกษ วัฒนพันธุ์ ประธานศาลฎีกา ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวหลังการแถลงผลงาน ก่อนเกษียณครบวาระในวันที่ 30 ก.ย. นี้ ซึ่งผู้สื่อข่าวถามประเด็นการเมืองว่า จากประสบการณ์ที่ท่านเคยเป็นนักศึกษา ม.ธรรมศาสตร์ ผ่านเหตุการณ์ทางการเมืองมาก่อน อยากจะบอกอะไรกับน้องๆ นักศึกษาที่ออกมาประท้วงในช่วงนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยผู้สื่อข่าวถามว่า ในสถานการณ์ทางการเมืองขณะนี้ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ควรจะมีบทบาทอย่างไร นายไสลเกษ กล่าวว่า ตนสงสารผู้บริหาร ม.ธรรมศาสตร์ ตนว่าท่านก็พยายามสร้างความเข้าใจ แต่เนื่องจากประวัติศาสตร์ธรรมศาสตร์มักจะเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงมาโดยตลอด แล้วด้วยความเชื่ออย่างนี้ หลายคนก็คิดว่าอยากจะเปลี่ยนแปลงให้รวดเร็วก็ไปตั้งต้นที่ ม.ธรรมศาสตร์ แต่มันอาจจะไม่ใช่อย่างที่คิดก็ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์&amp;nbsp;ก็พยายามรอมชอม ลดความรุนแรง แต่เนื่องจากวิธีคิดมันอาจจะไม่เจอกันเสียทีเดียว วันเวลาอีกสักระยะหนึ่ง ผมเชื่อว่าน้องๆจะเข้าใจผู้ใหญ่ว่าไม่ได้ปิดกั้นการแสดงความคิดเห็น แต่ห่วงใยเด็กๆ เสียด้วยซ้ำ อยากให้เดินไปข้างหน้า แต่กรอบพอดีอยู่ตรงไหน&amp;quot;ประธานศาลฎีกา กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/79004</URL_LINK>
                <HASHTAG>ประธานศาลฎีกา, ม.ธรรมศาสตร์, ไสลเกษ วัฒนพันธุ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200929/image_big_5f7321bd0621a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>79001</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/09/2020 18:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/09/2020 18:45</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปธ.ศาลฎีกา วิพากษ์ม็อบก้าวร้าว รุนแรง ไม่ให้เกียรติจะเป็นอันตรายต่อสังคม ควรเปลี่ยนถ่ายรุ่นสู่รุ่นด้วยสันติวิธี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 ก.ย.63 -&amp;nbsp;ที่ห้องประชุมใหญ่ สำนักประธานศาลฎีกา สนามหลวง นายไสลเกษ วัฒนพันธุ์ ประธานศาลฎีกา ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวหลังการแถลงผลงาน ก่อนเกษียณครบวาระในวันที่ 30 ก.ย. นี้ ซึ่งผู้สื่อข่าวถามประเด็นการเมืองว่า จากประสบการณ์ที่ท่านเคยเป็นนักศึกษา ม.ธรรมศาสตร์ ผ่านเหตุการณ์ทางการเมืองมาก่อน อยากจะบอกอะไรกับน้องๆ นักศึกษาที่ออกมาประท้วงในช่วงนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายไสลเกษ กล่าวว่า ตนมองว่าก็ไม่ได้แตกต่างจากนักศึกษาในยุคนี้หรอก เพียงแต่บริบทของสังคมเปลี่ยนแปลงไป ช่วงที่เป็นนักศึกษาก็รู้สึกว่าอะไรที่เป็นสิ่งใหม่ สิ่งที่ท้าทาย เราต้องการเรียนรู้ หลายเรื่องที่เราไม่เคยเข้าใจ สมัยตนเรียน ม.ธรรมศาสตร์ ช่วงหลังเปลี่ยนแปลง 14 ต.ค. 2516 นักศึกษามีความคิดทางสังคมเยอะ อ่านตำราทุกอย่าง ทั้งมาร์กซิสต์ เลนิน เหมา เยอะแยะไปหมด ซึ่งเราต้องการเรียนรู้ว่าจริงๆ มันคืออะไร เพราะเราไม่รู้ ในที่สุดประสบการณ์ก็จะสอนเราเรื่อยๆ ว่า อันไหนใช่ อันไหนไม่ใช่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประธานศาลฎีกา กล่าวต่อไปว่า ประสบการณ์การล่มสลายของประเทศคอมมิวนิสต์ ประเทศจีนที่มีเหตุการณ์ปฏิวัติวัฒนธรรม เด็กรังเกียจผู้ใหญ่ มองว่าพ่อแม่หรือผู้บุพการีล้าหลัง ขัดขวางการเปลี่ยนแปลงสังคม แล้วก็ปฏิบัติกับผู้บุพการีหรือผู้ใหญ่ในแบบหนึ่ง ในที่สุดการปฏิวัติวัฒนธรรมเกิดขึ้น ผู้หลักผู้ใหญ่กลุ่มอนุรักษ์นิยมถูกขัดขวางออกจากสังคม และแล้ววันเวลาก็พิสูจน์ว่า การปฏิวัติวัฒนธรรมในประเทศจีนล้มเหลว เขาทำลายทรัพยากรผู้ใหญ่ ทำลายทรัพยากรของบ้านเมือง ไม่มีการเชื่อมต่อเปลี่ยนถ่ายอย่างสันติ แล้วต่อมากลุ่มคนที่ปฏิวัติวัฒนธรรมก็ถูกปฏิวัติคืน จนกระทั่งไม่มีที่ยืนในสังคม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;คิดว่าถ้าจะมาเทียบกับสังคมในขณะนี้ เราต้องสอน เราต้องให้โอกาสเยาวชนของเรา ให้เขาได้เรียนรู้ได้เข้าใจ สิ่งหนึ่งที่ผมมองว่าความก้าวร้าว ความรุนแรง ความไม่ให้เกียรติกันนี่แหละจะเป็นอันตรายต่อสังคม ทำอย่างไรจะทำให้การเปลี่ยนถ่ายจากรุ่นสู่รุ่น เป็นไปด้วยสันติวิธี ทุกคนมีความสุข รับได้ คนรุ่นเก่าต้องยอมรับคนรุ่นใหม่ คนรุ่นใหม่ก็ต้องยอมรับคนรุ่นเก่า สิ่งนี้คือสิ่งที่ยาก ตอนนี้ผมไม่มั่นใจว่าสถานการณ์สังคมไทย จุดนี้เกิดขึ้นหรือเปล่า&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามหากแกนนำนักศึกษาเหล่านั้นต้องถูกดำเนินคดีขึ้นศาล การใช้กฎหมายถูกต้องหรือไม่ นายไสลเกษ กล่าวว่า ศาลต้องใช้กฎหมายเป็นหลัก แต่ตัวกฎหมายเองก็มีความยืดหยุ่นที่ศาลสามารถจะใช้ดุลยพินิจได้ ยุคนี้ศาลจะต้องสร้างความเข้าใจ ปัจจุบันศาลได้ผลักดันให้เกิดการประนีประนอม การเจรจาไกล่เกลี่ยมากขึ้น วิธีพิจารณาของศาลก็เปิดช่องเช่นนี้ เป็นไปได้ไหมที่จะให้คนรุ่นเก่า รุ่นใหม่ที่มีข้อพิพาทกันได้สร้างความเข้าใจกันให้มากขึ้น เด็กมองว่าผู้ใหญ่ล้าหลัง ส่วนผู้ใหญ่ก็มองว่าเด็กล้มล้างต้องหาคนกลาง ความขัดแย้งลงถึงระดับครอบครัวจนคุยกันไม่ได้ เพราะอุดมการณ์ทางการเมือง อยากให้ใจเย็นมากขึ้น พูดด้วยเหตุผล ถ้าให้เกียรติผู้ใหญ่เขาก็ฟัง สังคมไทยผูกพันกันรุ่นสู่รุ่น ความกตัญญูเป็นโครงสร้างพื้นฐาน ไม่สายที่จะสร้างความเข้าใจได้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/79001</URL_LINK>
                <HASHTAG>คอมมิวนิสต์จีน, ประธานศาลฎีกา, ม็อบปลดแอก, ไสลเกษ วัฒนพันธุ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200929/image_big_5f731a7c28166.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>78728</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/09/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/09/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คุกมีไว้ขังคนจน  ในทัศนะประธานศาลฎีกา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ประชาชนรู้สึกกฎหมายถูกบิดเบือน ลำบากเหมือนกัน ถ้ารัฐบาลไม่ทำอะไร&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;หลังอยู่ในตำแหน่งผู้นำสูงสุดของศาลยุติธรรมที่เรียกกันว่า ประมุขตุลาการ มาจะครบ 1 ปี โดยจะพ้นจากตำแหน่งในวันที่ 30 กันยายนนี้ ไสลเกษ วัฒนพันธุ์ ประธานศาลฎีกา ให้สัมภาษณ์ถึงภาพรวมของกระบวนการยุติธรรมประเทศไทย การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ในฐานะที่ศาลยุติธรรมคือหนึ่งในองคาพยพที่สำคัญ ที่เรียกกันว่า &amp;quot;กระบวนการยุติธรรมปลายน้ำ&amp;quot; อันเป็นบทสัมภาษณ์พิเศษในช่วงที่เสียงวิพากษ์วิจารณ์ของสังคมต่อกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทยยังคงมีอยู่หลังเกิดเรื่องคดีทายาทเครื่องดื่มชื่อดัง จนเกิดกระแสคนพูดกันมากมาย คุกมีไว้ขังคนจน รวมถึงการซักถามถึงเรื่องการขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ ในการบริหารงานศาลยุติธรรมในช่วงเป็นประธานศาลฎีกา ซึ่งบางนโยบายก็มีเสียงขานรับชื่นชมจากประชาชนจำนวนมาก เช่น การพิจารณาปล่อยตัวหรือประกันตัวโดยไม่มีวันหยุด เป็นต้น &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; -มองกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบของประเทศไทยในช่วงนี้อย่างไร ทั้งต้นน้ำ-กลางน้ำ-ปลายน้ำ มีปัญหาตรงไหนและควรแก้ไขอย่างไร?&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; กระบวนการยุติธรรมจะมีความสัมพันธ์กันทั้งต้นน้ำ-กลางน้ำ-ปลายน้ำ เพราะถ้าพยานหลักฐานต่างๆ ที่เก็บรวบรวมมาตั้งแต่ต้น บางที input ป้อนเข้าไปในระบบ หากป้อนเข้ามาแล้วมันคลาดเคลื่อน&amp;nbsp; output ที่ออกมามันก็ต้องคลาดเคลื่อน อันนี้เป็นธรรมชาติ มันไม่สามารถสอดคล้องกับความจริงได้ ดังนั้นผมคิดว่าระบบการถ่วงดุลที่เหมาะสม ไม่ว่าจะระบบในชั้นสอบสวนหรือชั้นอัยการก็ดี พวกนี้ผมว่ามันต้องมาออกแบบกันเหมือนกัน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot;ปัญหาที่สังคมกำลังเผชิญอยู่ขณะนี้ แล้วเกิดความรู้สึกที่ไม่ไว้วางใจกระบวนการยุติธรรม&amp;nbsp; คิดว่าทุกฝ่ายต้องมานั่งโต๊ะคุยกัน ว่าเราจะสร้างความเชื่อมั่นตรงนี้ให้กลับคืนมาได้อย่างไร แล้วมาตรฐานในการสอบสวน มาตรฐานในการสั่งฟ้องก็ดี ผมว่าต้องคุย แต่หากถามผมว่าตอนนี้มันจะเป็นยังไง ผมคงยังไม่สามารถให้คำตอบได้ แต่เราลองมาระดมบุคคลที่เกี่ยวข้องในกระบวนการยุติธรรม ประชาชนที่เขาเฝ้ามองอยู่ เขาอยากได้อะไร ผมว่าไม่ยาก แล้วเราก็มาช่วยกันออกแบบ ว่าจะทำยังไงถึงจะให้ข้อมูลที่เป็น input ที่เราจะป้อนเข้าไปในระบบ มีความน่าเชื่อถือและตรวจสอบได้ เพราะหาก input เชื่อถือตรวจสอบได้ output มันก็ไม่บิดเบี้ยว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;จุดนี้ผมไม่อยากพูดในเชิงลบกับหน่วยงานไหน เพียงแต่ว่าเราเรียนรู้จากความผิดพลาดแล้วมานั่งวิเคราะห์กันว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันนี้มันเกิดจากสาเหตุอะไร อะไรทำให้ระบบมันบิดเบี้ยวหรือไม่ ถ้ามันบิดเบี้ยว เราควรทำอย่างไร ก็อาจจะต้องเพิ่มหูเพิ่มตาในการตรวจสอบมากขึ้น หรือจะมีระบบการถ่วงดุลยังไงที่เหมาะสม&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; -คิดอย่างไรกับวาทกรรมหรือกระแสที่คนพูดกันว่าคุกมีไว้ขังคนจน หลังเกิดกรณีคดีทายาทเครื่องดื่ม ที่ทำให้คนมีความรู้สึกไม่เชื่อมั่นกระบวนการยุติธรรม?&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผมว่ามีส่วน แล้วมันเกิดอย่างนี้ผมว่า มันก็ช่วยไม่ได้ที่ประชาชนจะมีความรู้สึกเช่นนี้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;จริงๆ แล้วถ้าถามว่า คุกมีไว้ขังคนจน จริงหรือเปล่า ผมก็เคยได้รับคำถามนี้ ตอนผมไปพูดที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผมก็บอกว่าทั่วโลกมันเป็นแบบนี้หมด ไปดูการเก็บสถิติคุกไม่ว่าจะที่สหรัฐฯ&amp;nbsp; อังกฤษ หรือที่ไหน คนที่อยู่ในคุกส่วนใหญ่รายได้ต่ำ แต่จะบอกว่าจนหรือไม่ ผมก็ไม่รู้ เพราะมันไม่มีคำนิยาม แต่ถามว่าทำไมถึงเป็นแบบนั้น ก็เพราะจับแต่คนที่มีรายได้ประมาณนี้เข้ามา ทีนี้คนที่ถูกจับส่วนใหญ่จะเป็นคดีลักวิ่งชิงปล้น คดีง่ายๆ คดีที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจ แต่ขณะเดียวกันคนที่มีความรู้สูงๆ จับยาก คดีฟอกเงิน คดีเกี่ยวกับตลาดหลักทรัพย์ คดีปั่นหุ้น พวกนี้จับยากจะตาย เป็นคดีที่ต้องใช้ทักษะ ใช้ความรู้ ทีนี้ถ้าจับเขาไม่ได้ แล้วคุกจะขังเขาได้อย่างไร ดังนั้นเองถ้าจะให้คุกสามารถบริการได้ทั้งคนยากคนจน กระบวนการที่จะไปตรวจสอบและจับก็ต้องมีประสิทธิภาพมากขึ้น ตำรวจก็ดี หรือ ป.ป.ช. หรือใครก็ดี ก็ต้องพัฒนาความรู้ให้เท่าทันเขา ถึงจะเอาเขาเข้ามาได้ แต่คุกนี้จะมาบอกว่ามีไว้ขังคนจน&amp;nbsp; คุณก็ส่งคนรวยมาสิจะจำคุกให้ดู แต่เมื่อไม่ส่งมาแล้วส่งแต่คนจนมา แล้วมาบอกว่าศาลขังแต่คนจน ก็ส่งมา ใช่ไหมครับ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ดังนั้น ผมคิดว่ากระบวนการต้นน้ำ คือตำรวจที่จะสอบสวนติดตามจับกุม ต้องเติมให้เขาด้วย ให้เขามีทักษะ ให้เขามีความรู้จัดการกับคดีที่ยุ่งยากซับซ้อน คดีที่เกิดจากการกระทำความผิดของคนที่มีความรู้ พวกที่มีรายได้สูง มันถึงจะเอาเขาเข้ามาสู่ระบบได้ ถ้าเป็นอย่างนั้นกลางน้ำก็ต้องพัฒนา อัยการก็ต้องพัฒนาขึ้นมาในจุดนี้ ต้องมีความรู้เหมือนกัน ส่วนศาลเราพร้อม &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; -เห็นด้วยหรือไม่กับการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ควรต้องเร่งทำหรือไม่เพื่อเรียกความเชื่อมั่นจากประชาชนกลับคืนมา?&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ถ้าดูสถานการณ์ในขณะนี้ กระแสอะไรต่างๆ ผมคิดว่าลำบากเหมือนกัน ถ้ารัฐบาลไม่ทำอะไร ไม่ตัดสินใจอะไรในการที่จะปฏิรูป เพราะว่าความรู้สึกของประชาชน ประชาชนมีความรู้สึกว่ากฎหมายมันถูกบิดเบือน การทำงานของเจ้าหน้าที่ถูกบิดเบือน แต่อย่างที่บอกจะปฏิรูปอย่างไร ต้องมาช่วยกันคิด คงไม่มีแบบสำเร็จรูปหรือแบบอะไรที่จะเป็นสูตรสำเร็จที่จะทำงานได้ง่ายๆ เพราะว่ากระบวนการยุติธรรมมันก็มีแบบนี้มาเป็นศตวรรษ ก็มีการปรับเปลี่ยนหมุนเวียน แก้ไขเป็นระยะ เมื่อจุดหนึ่งอ่อนก็มีการถ่วงดุล และเมื่อเข้มแข็งขึ้น ซึ่งเข้มแข็งบางทีเข้มแข็งเกินไป ก็ต้องไม่ทำให้หน่วยใดหน่วยหนึ่งเข้มแข็งเกินไป ก็ต้องให้เกิดการ check and balance ที่เหมาะสม ผมมองกลางๆ แบบนี้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; -แล้วในส่วนของศาล โครงสร้างและระบบของศาลยุติธรรม ปัจจุบันเป็นอย่างไร ดีแล้วหรือว่าควรต้องปฏิรูปอะไรอย่างไร?&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ศาลอย่าประมาท ผมบอกอยู่ตลอดเวลา อย่าคิดว่าศาลดีแล้ว ปัญหาเราในขณะนี้คือ เราทำหน้าที่เราดีที่สุดแล้วใช่ไหม ถ้าเราทำหน้าที่เราดีที่สุดแล้ว เราก็ต้องกลับมาวิเคราะห์ว่าท่ามกลางสิ่งที่เราทำ ที่เราคิดว่าดีที่สุด มันมีจุดอ่อนอะไรบ้าง มีคำถามหลายคำถาม ถามมาที่ศาลว่าศาลมีหลายมาตรฐาน สองมาตรฐานบ้าง&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;อันนี้ผมอยากจะบอกว่า คำถามนี้ต้องดูว่าเป็นธรรมไหมสำหรับตัวคำถามเอง เพราะยุคปัจจุบันนี้เรามีศาลอยู่หลายศาล เช่น ศาลยุติธรรม ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครอง ศาลทหาร ซึ่งหากจะบอกว่าศาลหลายมาตรฐาน ต้องชี้มาว่าศาลไหน เพราะศาลแต่ละศาลมีบทบาทหน้าที่ซึ่งแตกต่างกัน ถ้าเป็นเรื่องทางการเมือง แน่นอนที่สุดไม่มีใครพอใจหรอก เพราะการเมืองเป็นเรื่องกลุ่มผลประโยชน์ การประสานซึ่งผลประโยชน์ อันนี้คือแนวทางการเมือง แต่ศาลยุติธรรมคือการวินิจฉัยตามตัวบทกฎหมายที่มีอยู่ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ในมุมของผมก็เห็นว่าศาลก็ต้องวิเคราะห์ ประเมินตัวเองว่าสิ่งใดที่ยังเป็นปัญหาที่ต้องปรับปรุง ซึ่งไม่ได้หมายความว่า คุณหยุดนิ่งแล้ว คือนาทีนี้องค์กรอื่นเขาถูกวิพากษ์วิจารณ์อยู่ในสายตาของประชาชน ซึ่งไม่ได้หมายความว่าเขาจะไม่ได้มองคุณ (ศาล) นะ ศาลก็ต้องมองตัวเอง ว่าตรงไหนที่เป็นปัญหาที่ต้องแก้ไข &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ผมคิดว่าองค์กรทุกองค์กรต้องแก้ไขและปรับปรุงอยู่ตลอดเวลา ไม่เว้นแม้กระทั่งศาล แต่ว่าลำดับความสำคัญของการแก้ไข ก็ต้องคิดว่าจะแก้ไขตรงไหนก่อน ที่จะตอบสนองความต้องการของประชาชน แล้วเรียกความรู้สึกของประชาชนให้ศรัทธาในกระบวนการยุติธรรม &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ความยุติธรรมไม่มีวันหยุด &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;นโยบายเด่นก่อนพ้นเก้าอี้ ปธ.ศาลฎีกา &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ไสลเกษ-ประธานศาลฎีกา กล่าวถึงการขับเคลื่อนการบริหารงานในด้านต่างๆ ในช่วง 1 ปีของการเป็นประธานศาลฎีกา ที่กำลังจะพ้นจากตำแหน่งว่า หลังเข้ารับตำแหน่งเป็นประธานศาลฎีกา ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2562 ได้กำหนดนโยบายไว้ 5 ข้อที่ได้มาจากการประมวลข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะจากบุคคลที่เกี่ยวข้องในกระบวนการยุติธรรม ที่ได้มีการส่งแบบสอบถามไปถึงที่ต้องทำงานร่วมกับเรา ไม่ว่าจะเป็นผู้พิพากษาทั่วประเทศ ข้าราชการสำนักงานศาลยุติธรรมทั่วประเทศ-อัยการ-ทนายความและบุคคลที่เคยมาติดต่องานกับทางศาล เราก็นำข้อคิดเห็นของเขานำมาประมวล จนได้นโยบายเรียงลำดับออกมาเป็น 5 ข้อ อาทิ 1.ยกระดับการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนให้มากขึ้น โดยไม่ได้คิดถึงแต่เรื่องสิทธิของผู้ต้องขังอย่างเดียว แต่คำนึงถึงผู้เสียหาย ผู้ต้องได้รับผลกระทบจากจำเลยหรือผู้ต้องหาด้วย 2.การยกระดับการพิจารณาคดีของศาลยุติธรรมให้มีคุณภาพ เป็นธรรม และเป็นที่ประจักษ์แก่คนทั่วไป เป็นต้น &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ประธานศาลฎีกา กล่าวลงรายละเอียดการนำนโยบายไปทำให้เกิดผลในภาคปฏิบัติว่า จากทุกนโยบายที่กำหนดออกมาได้มีการตั้งคณะทำงานขึ้นมาคอยขับเคลื่อน ที่ประกอบด้วยผู้พิพากษาและเจ้าหน้าที่ธุรการของศาลฎีกา มาช่วยกันคิดทำแผนงานออกมา เช่น การสร้างหลักประกันสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐาน ก็มีการทำนโยบายที่เชื่อว่าสังคมได้รับประโยชน์มหาศาล คือ การพิจารณาให้ประกันตัวโดยไม่มีวันหยุด ที่ผมเรียกง่ายๆ ว่า ความยุติธรรมไม่มีวันหยุด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;...คือสมัยก่อนพอเสาร์-อาทิตย์ ผู้พิพากษา เจ้าหน้าที่ของศาลก็จะหยุดพักผ่อนหมด ซึ่งมีหลายกรณีมีการจับกุมตัวผู้ต้องหาในวันศุกร์ตอนเย็น ก็ทำให้จำเลยหรือผู้ต้องหาโดนขังในช่วงเสาร์-อาทิตย์&amp;nbsp; แล้วหากมีวันหยุดชดเชยวันจันทร์ก็โดนขังเพิ่มไปอีก โดยเขาทำอะไรไม่ได้เลย จะยื่นขอประกันตัวก็ไม่ได้ ผมก็คิดว่าไม่ควรให้เขาเสียโอกาสในการได้รับการพิจารณาปล่อยตัวชั่วคราว ผมก็เลยขอร้องผู้พิพากษาและบุคลากรของศาล ให้ช่วยกันเสียสละมาทำงานในช่วงวันหยุดราชการ ที่ก็ได้รับความร่วมมือจนมีการทำโครงการดังกล่าวออกมา และมีการทำให้มันเร็วขึ้น โดยลดขั้นตอนความยุ่งยากทั้งหมดที่เกิดกับประชาชน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ยกตัวอย่างเช่น สมัยก่อนหากจะยื่นคำร้องขอประกันตัว ต้องทำคำร้องเข้ามาแล้วต้องไปหาหลักทรัพย์ เช่น โฉนดที่ดิน พอยื่นไปแล้วก็ยังไม่แน่จะได้ประกันไหม แต่เขาต้องไปเสียเงินค่าเช่าโฉนด ค่าเช่าหลักทรัพย์ ค่าหลักประกัน โดยที่หากศาลไม่ให้ปล่อยตัว ค่าเช่าของเขาก็ไม่ได้คืน ก็เสียไปฟรีๆ เราก็เลยให้มีการเขียนคำร้องขอประกันตัวยื่นมาใบเดียวก่อน ยังไม่ต้องไปเสียค่าเช่าหลักทรัพย์ จากนั้น หากศาลเห็นควรให้ปล่อยตัวชั่วคราว แล้วมีความจำเป็นต้องหาหลักทรัพย์มายื่นประกันตัว เขาถึงค่อยไปหาหลักทรัพย์ทีหลัง แล้วเราปรับให้มีความยืดหยุ่นถึงขนาดว่า มีหลักทรัพย์เท่าไหร่เอาเท่านั้นก่อน&amp;nbsp; โดยหากศาลเรียกหลักทรัพย์สูงกว่าที่มี ก็ให้เวลาเช่น 7 วันหรือสองสัปดาห์ ก็ไปหาหลักทรัพย์มาให้ครบ แล้วนำมายื่นต่อศาลเพิ่มเติม ก็เป็นการทำให้เกิดความยืดหยุ่น ทำให้จำเลยหรือผู้ต้องหามีความรู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;บางกรณีก็มีที่ศาลอาจปล่อยตัวชั่วคราวโดยไม่มีหลักทรัพย์เลย เช่นคดีไม่ร้ายแรง คดีที่มีความผิดเล็กน้อย แล้วถามว่าศาลดูอย่างไร คนไหนควรปล่อยตัวชั่วคราวหรือไม่ควรปล่อย ก็ดูที่ 1.ข้อหา ที่เขาถูกแจ้งข้อหามีโทษร้ายแรงหรือไม่ร้ายแรงแค่ไหน 2.เราทำแบบประเมินความเสี่ยงว่าจะหลบหนีหรือไม่&amp;nbsp; เรามีการให้นักวิจัยทำวิจัยออกมา เพราะหลายประเทศก็ใช้แบบประเมินความเสี่ยง เราก็นำแบบดังกล่าวมาพัฒนาให้เป็นของเรา โดยสถาบันวิจัยรพีพัฒนศักดิ์ สำนักงานศาลยุติธรรม ทำวิจัยเรื่องนี้ให้เรา จนเราได้แบบประเมินความเสี่ยง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;...โดยมีการสัมภาษณ์เก็บข้อมูลจากจำเลยหรือผู้ต้องหา เขาไม่ต้องทำอะไรเลย เพียงแต่ตอบข้อมูลเราว่าประวัติส่วนตัวของเขาเป็นอย่างไร ครอบครัวสภาพแวดล้อมเป็นอย่างไร พฤติกรรมการกระทำความผิดของเขาเป็นอย่างไร จากนั้นก็จะนำข้อมูลที่ได้ไปประเมินแล้วให้ออกมาเป็นคะแนน ที่แบบประเมินความเสี่ยง หากผลออกมาประเมินแล้วมีความเสี่ยงที่จะหลบหนีอยู่ในเกณฑ์ใด ที่จะมีต่ำ กลาง สูง ก็ทำให้ศาลพิจารณาได้ง่ายแล้วเพราะมีแบบที่ประเมินออกมา ถ้าผลออกมา &amp;quot;ต่ำ&amp;quot; ก็อาจสั่งให้ปล่อยเลย โดยที่ให้แค่สาบานตัว แต่ถ้ามีความเสี่ยงเพิ่มมานิดหน่อยแต่ไม่มาก ก็อาจให้ทำสัญญาประกันเอาไว้โดยไม่ต้องวางหลักทรัพย์ ไม่ต้องหาหลักทรัพย์มายื่นต่อศาล ศาลก็สั่งปล่อยตัวชั่วคราวไป แต่ถ้ามีความเสี่ยงมากขึ้น ศาลอาจจะเลือกให้เขาต้องไปหาหลักทรัพย์มาบ้าง หรือให้ติดกำไลอีเอ็มเพราะจะมี&amp;nbsp; GPS ที่เราจะทราบได้ว่าเขาอยู่ที่ไหน แล้วเราก็ตั้งเงื่อนไขเพิ่มเติมได้ เช่นห้ามเข้าพื้นที่ใด ห้ามออกนอกบ้านเวลาใด &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ผู้พิพากษาไปสัมภาษณ์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ผู้ต้องหาในคุก แล้วให้ประกันตัว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ประธานศาลฎีกา ย้ำว่า โครงการดังกล่าวมีความก้าวหน้าและที่ผ่านมาก็ทำในเชิงรุกตลอด โดยช่วงแรกที่ทำโครงการ เราสงสัย เราเก็บตัวเลข ว่าทำไมจำเลยหรือผู้ต้องหาบางคดีเขาไม่ยื่นขอประกันตัว เราก็แปลกใจ ในคดีความผิดเล็กน้อย ก็พบว่ามีผู้ต้องหาจำนวนหนึ่งไม่ขอประกันตัว ก็ทำให้ศาลที่เริ่มต้นนำร่องในโครงการนี้ก็เข้าไปในคุกเรือนจำ เพื่อขอสัมภาษณ์ผู้ต้องหาที่ไม่ขอประกันตัว ก็ได้ข้อมูลเช่น ผู้ต้องหาขังบางประเภทเขาไม่รู้เลยว่าเขาสามารถยื่นขอประกันตัวได้ เขาไม่รู้ในสิทธิดังกล่าว และอีกกลุ่มหนึ่งที่ไม่ขอประกัน คือคนที่มีฐานะยากจน กับอีกกลุ่มหนึ่งคือมีสตางค์แต่ไม่มาก เขาบอกว่าเขายอมโดนขังดีกว่า จะเก็บเงินไว้ให้ลูกเมียได้กินได้ใช้ ได้มีเงินเรียนหนังสือ ผู้พิพากษาที่เข้าไปในคุกก็ถามว่าหากได้ประกันตัวจะเอาไหม ทุกคนก็อยากได้ประกันกันหมด ก็มีการให้กรอบข้อมูลในแบบประเมินความเสี่ยง ซึ่งหากผู้ต้องขังคนใดศาลเห็นว่าสามารถปล่อยตัวชั่วคราวได้ก็ปล่อยเลย ก็ทำแบบนี้มา จนศาลต้นแบบที่ทำเรื่องนี้ก็มีพัฒนาการต่างๆ ออกมา จนมีการออกเป็นคู่มือวิธีการทำในการพิจารณาเรื่องการปล่อยตัวชั่วคราว &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ตัวเลขในปัจจุบันหลังมีการทำโครงการดังกล่าว แม้จะมีโควิดเกิดขึ้น แต่ก็ทำให้สามารถปล่อยตัวผู้ต้องขังที่เขาถูกขังอยู่ระหว่างการพิจารณาคดีออกมา ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา คือตั้งแต่มกราคมถึงสิงหาคม 2563 มีการยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวในวันหยุดต่อศาลชั้นต้นทั่วประเทศ มี 9,413 คำร้อง&amp;nbsp; ที่ถือว่าไม่น้อย โดยพบว่าศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ปล่อย 8,194 คำร้อง ก็เกือบ 80-90 เปอร์เซ็นต์ที่ปล่อย&amp;nbsp; โดยมีจำนวนหนึ่งที่ศาลปล่อยโดยไม่ต้องหาหลักทรัพย์มายื่นขอประกันตัว ที่เป็นการช่วยให้คนจน คนด้อยโอกาสสามารถที่จะออกไปต่อสู้คดีหรือทำมาหากินได้ในระหว่างรอการพิจารณาคดี &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ...ในการปล่อยตัวดังกล่าวศาลก็ลดความเสี่ยงในการหลบหนี ด้วยการที่ทำความเข้าใจกับเขา ชี้แจงกับเขาว่าถ้าเขาหนี เขาจะสูญเสียอะไรบ้าง เช่นเขาต้องหนีจนกว่าคดีจะหมดอายุความ ทั้งที่คดีความผิดเล็กน้อยมาก แล้วต้องหนีถึง 5 ปี 10 ปี มันคุ้มไหม แล้วก็จำลองสถานการณ์ให้เขาฟังว่า หากสถานการณ์เลวร้ายที่สุด หากเขาต้องรับโทษจากคำตัดสินประมาณสักเท่าไหร่ เพื่อให้เขารู้ว่าสถานการณ์มันจะเกิดอะไรขึ้น คนทุกคนมีสติปัญญา เขาก็ต้องรู้ได้ว่าสมควรหนีหรือไม่ ซึ่งผลจากการทำแบบนี้พบว่าสถิติจากการหนีต่ำมาก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;ผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นการให้โอกาสคนจน ในการทำให้เขาได้ออกไปอยู่ข้างนอก แล้วสามารถต่อสู้คดีได้เต็มภาคภูมิ โดยเรากล้าพูดได้ว่า สิทธิในการปล่อยตัวชั่วคราวคนยากจนค่อนข้างสมบูรณ์แบบเท่าที่เคยเกิดขึ้นในประเทศไทย และจากความรู้ของผม ผมคิดว่าไม่มีศาลไหนในโลกนี้ที่ผู้พิพากษาเข้าไปในคุก ไปสัมภาษณ์ผู้ต้องหาแล้วปล่อยออกมา ไม่มีใครทำ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ประธานศาลฎีกา ให้ข้อมูลอีกว่า สำหรับนโยบายข้ออื่นๆ ที่ได้มีการทำอย่างเช่น ทำความยุติธรรมให้ปรากฏ ก็อย่างเช่น จากปัจจุบันที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายพระธรรมนูญศาลยุติธรรม ที่ให้ศาลชั้นต้นที่มีองค์คณะสองคน เวลาพิจารณาคดีให้ผู้พิพากษาต้องขึ้นนั่งบัลลังก์ พิจารณาคดีให้ครบองค์ทั้งสองคน ต้องฟังการสืบพยานตั้งแต่ต้นจนจบ เพื่อให้มีความรอบคอบในการตัดสินคดี อันแตกต่างจากสมัยก่อนที่ผู้พิพากษาไม่ต้องนั่งครบองค์คณะ นั่งพิจารณาคดีคนเดียวก็ได้ แล้วก็บันทึกการสืบพยานคดี จากนั้นก็ไปปรึกษาคดีกับองค์คณะแล้วก็ตัดสินคดี สมัยนั้นที่ทำแบบนั้นเพราะผู้พิพากษามีจำนวนน้อย ไม่พอที่จะนั่งครบองค์คณะ แต่ต่อมาก็มีการขยายจำนวนผู้พิพากษา รับผู้พิพากษามากขึ้น&amp;nbsp; พอครบองค์คณะศาลชั้นต้นก็หมดปัญหา &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;...เมื่อไปดูที่ศาลสูง คือศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกา ที่สมัยก่อนก็ทำงานแบบศาลชั้นต้น คือให้สำนวนผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาไปท่านเดียว ก็ไปอ่านเอกสารสำนวนพยานหลักฐาน เอกสารทั้งหมด&amp;nbsp; แล้วก็ยกร่างคำพิพากษามา แล้วก็ไปปรึกษาองค์คณะ จนได้คำพิพากษาแล้วนำไปกลั่นกรอง จนนำคำพิพากษามาอ่าน ซึ่งที่เราทำแบบนี้ก็สาเหตุเดียวกัน คือผู้พิพากษามีจำนวนน้อย ผมก็คิดว่าเราก็ทำงานได้ดีในระดับหนึ่ง แต่ยุคนี้ผมคิดว่าเราต้องทำงานให้ละเอียดขึ้น ก็คิดว่าต้องมีการเปลี่ยนแปลง ผมก็เลยมีแนวคิดนโยบาย โดยเริ่มต้นที่ศาลฎีกา ด้วยการให้ผู้พิพากษาศาลฎีกาทุกคนที่เป็นเจ้าของสำนวน ต้องอ่านสำนวน ต้องอ่านพยานหลักฐานทุกชิ้น ก็มีการเช่นให้ถ่ายเอกสารสำนวนทุกอย่างให้หมด หรือหากคนไหนมีความรู้เรื่องเทคโนโลยี ก็ให้ใช้วิธีสแกนข้อมูลเป็นดิจิตอล แล้วให้ทุกคนที่เป็นองค์คณะที่มีด้วยกันสามคนต้องอ่าน แล้วผมก็ให้มีเลขาฯ องค์คณะไปหนึ่งคน ที่เป็นผู้พิพากษารุ่นน้อง โดยให้เขามีการประชุมคดีหลังจากที่อ่านเอกสารทั้งหมดแล้ว ซึ่งพอประชุมคดีเขาก็สามารถวินิจฉัยทีละประเด็นในเรื่องที่อุทธรณ์หรือฎีกาขึ้นมา แต่ในชั้นนี้เราเริ่มต้นที่ศาลฎีกาก่อน ซึ่งพอได้ผลของคำตอบทางคดีออกมาแล้ว การจะวินิจฉัยคดีถึงค่อยกำหนดให้ใครเป็นคนเขียน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;สิ่งที่เกิดขึ้นคือ จากสมัยก่อนหน้านี้คนอ่านสำนวนท่านเดียว ตาคู่เดียว แต่ปัจจุบันคนอ่านสามคน&amp;nbsp; ตาสามคู่ ต่างคนต่างอ่าน ก็จะมาถกเถียงกันในส่วนรายละเอียด ผมเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงวิธีการทำงานครั้งนี้ ทำให้ความยุติธรรมที่ได้มีความละเอียดรอบคอบมากขึ้นกว่าเดิม โดยผู้พิพากษาศาลฎีกาต่างเต็มใจที่จะสนองนโยบายผมในจุดนี้ โดยคดีที่ยุ่งยากซับซ้อนก็ใช้วิธีการนี้หมด ก็คิดว่าเมื่อผมทำสำเร็จ ก็จะขยายผลต่อไปถึงศาลอุทธรณ์ต่อไปในอนาคตให้ใช้ ระบบอ่านสำนวนพิจารณาแบบครบองค์คณะ เรื่องนี้คือการยกระดับการพิจารณาพิพากษาคดีให้ละเอียดรอบคอบ ยกคุณภาพให้สูงขึ้น &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;สิ่งที่เกิดขึ้นชาวบ้านได้ประโยชน์เต็มๆ คือได้ความยุติธรรมที่ละเอียดรอบคอบมากยิ่งขึ้น ซึ่งเวลามันอาจช้าไปบ้าง เพราะการอ่านสามคนกับการอ่านคนเดียว แน่นอนที่สุดเวลามันแตกต่างกันอยู่แล้ว&amp;nbsp; แต่ก็เชื่อว่าคงช้าไม่มาก ช้าในระดับที่บริหารจัดการได้ โดยจากสถิติการเร่งรัดคดีของศาลยุติธรรม พบว่าศาลชั้นต้นเมื่อนับจากวันที่ศาลประทับรับฟ้องคดี จนถึงวันที่ศาลอ่านคำพิพากษาคดี เรากำหนดนโยบายไว้ว่าต้องทำให้เสร็จภายในไม่เกินสองปี แต่ก็คงพูดได้ว่า 80-90 เปอร์เซ็นต์เสร็จภายในไม่เกินหนึ่งปี ที่เหลือก็เป็นคดีที่มีปัญหาทางเทคนิค เช่นโจทก์หรือจำเลยขอเลื่อนคดี แต่ก็มีแค่ส่วนน้อยเพราะค่าเฉลี่ยแล้วไม่เกินสองปี &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ส่วนคดีที่มาศาลสูงไม่ว่าจะเป็นศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกา เราตั้งเป้าหมายไว้ว่าต้องทำให้เสร็จภายในหนึ่งปี ซึ่งปัจจุบันเราทำได้จริงๆ ค่าเฉลี่ยอย่างศาลอุทธรณ์ที่มีศาลอุทธรณ์ภาคและศาลอุทธรณ์กลาง ที่มีด้วยกัน 10 ศาล พบว่าบางศาลสามารถทำคดีที่รับอุทธรณ์เข้ามาแล้วเสร็จภายในเวลา 8 เดือน ถือว่าเร็วมาก ซึ่งศาลฎีกาก็ทำได้ โดยบางคดีที่เกินเวลาหนึ่งปีไปบ้าง ก็เป็นข้อยกเว้นที่มีความพิเศษในตัวมันเอง แต่ค่าเฉลี่ยถือว่าศาลทำได้จริง.&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดย วรพล กิตติรัตวรางกูร &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;........................................................... &lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/78728</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุกมีไว้ขังคนจน ในทัศนะประธานศาลฎีกา, ประธานศาลฎีกา, แทบลอยด์, แทบลอยด์ไทยโพสต์, ไสลเกษ วัฒนพันธุ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200926/image_big_5f6f38486d025.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>77647</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/09/2020 17:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/09/2020 17:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปธ.ศาลฎีกา สบายใจได้คืนบ้านป่าแหว่ง-ต้นไม้เติบโต ดันนโยบายศาลสีเขียวปลูกฝังตุลาการอนุรักษ์ธรรมชาติ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ไสลเกษ&amp;rdquo; ปธ.ศาลฎีกา หนุนกฎหมายพิจารณาคดีสิ่งแวดล้อม รับแรงบันดาลใจนโยบายศาลสีเขียวมาจากปมบ้านป่าแหว่ง สบายใจที่ได้คืนบ้านแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16 ก.ย.63 - นายไสลเกษ วัฒนพันธุ์ ประธานศาลฎีกา กล่าวภายหลังประชุม หัวข้อ &amp;ldquo;การพัฒนาระบบยุติธรรมสิ่งแวดล้อมตามแผนการปฏิรูปประเทศ&amp;rdquo; โดยเป็นการประชุมเพื่อแลกเปลี่ยนแนวคิดและข้อเสนอร่วมกันระหว่างนายไสลเกษ ประธานศาลฎีกา และนายปิยะ ปะตังทา ประธานศาลปกครองสูงสุด, คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการยุติธรรม, คณะทำงานพัฒนาวิธีพิจารณาคดีสิ่งแวดล้อมฯ, คณะอนุกรรมการบริหารศาลปกครองสูงสุด และผู้ที่เกี่ยวข้อง ว่า เชื่อว่าปรากฏการณ์ทางธรรมชาติทุกวันนี้ที่สร้างความเดือดร้อนให้คนไทยมีความชัดเจนแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องหมอกควันพิษ หรืออะไรหลายอย่าง เราไม่มีเวลาแล้ว เราต้องระดมทรัพยากรและสมอง เพื่อแก้ไขผลักดันให้ผู้มีอำนาจในเชิงนโยบายของประเทศนี้ตัดสินใจที่จะต้องทำอะไรบางอย่าง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายไสลเกษ กล่าวว่า ตนดีใจมากที่เราในฐานะสถาบันศาล ไม่ว่าจะเป็นศาลยุติธรรมหรือศาลปกครองมีท่าทีชัดเจนว่า เราต้องร่วมกันทำอย่างแน่นอน และคณะกรรมการปฏิรูปประเทศเองก็ให้ความสำคัญกับเรื่องสิ่งแวดล้อมนี้ ซึ่งตนก็ได้พูดกับผู้พิพากษาที่อยู่ในแผนกคดีสิ่งแวดล้อมให้ได้ศึกษาวิจัยเรื่องนี้มาโดยตลอด ส่วนนี้มีความสำคัญที่ทำให้ตนผลักดันนโยบายที่ได้ประกาศไว้ตอนขึ้นดำรงตำแหน่งประธานศาลฎีกา ในเรื่องการสร้างศาลสีเขียว (GREEN COURT) ไม่ได้คิดว่าจะทำให้มันต้องดูยิ่งใหญ่ แต่ทำในเชิงสัญลักษณ์ขององค์กรตุลาการ ที่เราจะสร้างสัญลักษณ์ให้สังคมเห็นว่าศาลให้ความสำคัญในเรื่องนี้ เราให้ความสำคัญในเรื่องการบริหารจัดการภายในศาลด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การสร้างศาลให้เป็นสีเขียว ยอมรับว่าแรงบันดาลใจส่วนหนึ่งเรามาจากเรื่องบ้านป่าแหว่ง ที่มีการชี้นิ้วมาที่เราว่าศาลทำลายทรัพยากร แต่จริงๆ แล้วผู้พิพากษานั้นไม่เกี่ยวข้องเลย เพราะเราก็มีหน้าที่ตัดสินคดี ฝ่ายธุรการก็มีหน้าที่จัดหาบ้านพักให้ผู้พิพากษา ซึ่งวันดีคืนดีไปขอพื้นที่ทหารมาได้ ทหารก็ส่งมอบพื้นที่มาให้ กระบวนการก่อสร้างก็ทำตามระเบียบขั้นตอนทุกอย่าง แต่ปรากฏว่าเราขาดความละเอียดรอบคอบในขั้นตอนการก่อสร้าง ทุกอย่างที่ผู้รับเหมาก่อสร้างเข้าไปในพื้นที่หรือการตัดต้นไม้ในพื้นที่ ก็กลายเป็นภาพที่ปรากฏที่เขาเรียกกันว่าป่าแหว่ง ประกอบกับสถานะทางการเมืองที่มันมีความขัดแย้งในพื้นที่เชียงใหม่ ศาลก็ก็ตกอยู่ในสถานะที่สะท้อนความขัดแย้งที่ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นจำเลยในขั้นต้น แต่ว่าเมื่อเรื่องมันเกิดขึ้นและมันจบแล้ว เราสบายใจที่ได้คืนบ้านที่เรียกว่าป่าแหว่งให้กับกรมธนารักษ์เรียบร้อยแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายไสลเกษ กล่าวอีกว่า เมื่อประมาณ 2 สัปดาห์ ตนได้มีโอกาสเดินทางไปก็พบว่าต้นไม้ได้เจริญเติบโตขึ้นจนแทบไม่เห็นบ้าน&amp;nbsp;สิ่งที่ตนสะท้อนเรื่องป่าแหว่ง ตนเสียใจแทนคนเชียงใหม่ที่คณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรม (ก.บ.ศ.) ถอนศาลอุทธรณ์ภาค 5 ออกจากจังหวัดเชียงใหม่ไปยังจัดหวัดเชียงราย ซึ่งก็ดีใจแทนคนเชียงราย เพราะสิ่งที่ทำเป็นเรื่องการระงับความรู้สึกความขัดแย้งในเบื้องต้น ไม่ใช่การแก้ปัญหาระยะยาว แต่เหตุการณ์นี้ทำให้เราต้องส่งเสริมการปลูกต้นไม้หรือศาลสีเขียวขึ้นมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นปัญหาสำคัญที่ทุกภาคส่วนควรร่วมมือและให้ความสำคัญร่วมกัน ดังนั้นถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยควรจะมีวิธีพิจารณาคดีสิ่งแวดล้อมที่มีมาตรฐาน เพื่อบังคับใช้กฎหมายสิ่งแวดล้อมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ศาลฎีกาพร้อมให้การสนับสนุนให้มีพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีสิ่งแวดล้อม และนำไปสู่การตัดสินใจของรัฐบาลในการพิจารณาจัดตั้งศาลสิ่งแวดล้อมต่อไป&amp;rdquo; ประธานศาลฎีกา กล่าวทิ้งท้าย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันที่ 17 ก.ย.นี้ นายไสลเกษ &amp;nbsp;วัฒนพันธุ์ ประธานศาลฎีกา จะเดินทางไปเป็นประธานพิธีเปิดโครงการกิจกรรมปลูกป่าที่แปลงปลูกต้นไม้ &amp;nbsp;สถาบันพัฒนาข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม จ.นครราชสีมา ซึ่งสถาบันอบรมดังกล่าวจะเป็นที่ปลูกฝังตุลาการข้าราชการในสังกัดศาลยุติธรรมให้อนุรักษ์ธรรมชาติ จะเป็นโมเดลสู่การเป็นศาลสีเขียวทั่วประเทศ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/77647</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมธนารักษ์, คดีสิ่งแวดล้อม, ประธานศาลฎีกา, ศาลสิ่งแวดล้อม, ศาลสีเขียว, หมู่บ้านป่าแหว่ง, ไสลเกษ วัฒนพันธุ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200914/image_big_5f5f7ce7767d7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>76660</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/09/2020 17:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/09/2020 17:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผุดศาลสีเขียวทั่วปท.ใช้ธรรมชาติขัดเกลาความสงบจิตใจ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 ก.ย.63-​นายไสลเกษ วัฒนพันธุ์ ประธานศาลฎีกา กล่าวถึงความคืบหน้าการดำเนินนโยบายสิ่งแวดล้อมของศาลยุติธรรมว่า จากสภาพปัญหาที่สภาพแวดล้อมถูกทำลาย มี ภาวะวิกฤตทางสิ่งแวดล้อม น้ำท่วมน้ำแล้ง ไฟไหม้ป่า ควันพิษที่เกิดทุกปี ศาลมีส่วนในการบังคับใช้กฎหมายในเรื่องที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมได้มีคำพิพากาไปในหลายคดี แต่เราพบว่าหลังมีคำพิพากษาแล้ว การบังคับใช้ให้เป็นไปตามกฎหมายหรือการพิพากษาไม่มีประสิทธิภาพ จึงได้ตั้งคณะทำงานพัฒนาวิธีพิจารณาคดีสิ่งแวดล้อมและศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้งศาลสิ่งแวดล้อม มีอำนาจหน้าที่ศึกษาความเป็นไปได้ในการพิจารณาคดีสิ่งแวดล้อม และรวมรวมข้อมูลข้อเท็จจริงทางวิชาการ จนได้ร่างรายละเอียดพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะมีวิธีพิจารณาที่ออกแบบพิเศษพิจารณาเร่งรัด สภาพการบังคับใช้ที่ยืดหยุ่นรวดเร็ว มีระบบการบังคับใช้คำพิพากษาให้มีประสิทธิภาพขึ้น โดยได้บทเรียนจากในอดีตที่เกิดขึ้นมาออกแบบ จนได้ร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว พร้อมประสานกับสภาปฏิรูปประเทศด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อช่วยกันผลักดันเสนอ ครม.และรัฐสภาเพื่ออกบังคับใช้เป็นกฎหมายต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในส่วนของการก่อสร้างสถาบันอบรมพัฒนาข้าราชการตุลาการแห่งใหม่ ที่สีคิ้ว จ.นครราชสีมา นั้นการก่อสร้างเราจะดูในส่วนนี้ที่เกี่ยวกับการรักษาสิ่งแวดล้อมไว้ เรื่องนี้ต้องขอบคุณประชาชนที่ห่วงใย แสดงออกไม่พอใจในการก่อสร้างที่ไปทำลายสิ่งแวดล้อมที่ผ่านมา ศาลก็รับฟังความเห็นของประชาชนมาด้วยความเต็มใจในการที่เราจะมาแก้ปัญหานี้ร่วมกัน โดยเราจะขึ้นทะเบียนไม่ตัดต้นไม้แล้ว ยังมีการส่งเสริมให้มีการปลูกต้นไม้ขยายพื้นที่สีเขียวในแต่ละศาล ใครทำได้มากน้อยแค่ไหนใช้ทรัพยากรในพื้นที่ให้มากที่สุดโดยประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมป่าไม้ หรือหน่วยงานที่เขาดูแลสวนป่าหรือหน่วยงานที่มีพันธุ์กล้าไม้ต่างๆ เพื่อนำมาสร้างพื้นที่สีเขียวให้กับศาล&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในสถาบันฯที่จะสร้างใหม่นั้น ก็แบ่งเป็นสถาบันฝึกอบรม ส่วนที่เหลือกำหนดให้ปลูกป่าเต็มพื้นที่ เรามั่นใจว่าปลูกแล้วสามารถบำรุงรักษาได้ มีเจ้าที่คอยรับผิดชอบ ไม่ใช่แค่ปลูกตามกระแสแล้วทิ้งไป ถ้าทุกอย่างเป็นไปตามแผนภายใน 5 ปี อาจได้เห็นเป็นรูปร่าง ตอนนี้จากที่เราประสานจากกรมป่าไม้หรือหน่วยงานต่างๆ ที่เพาะกล้าไม้ ก็จะได้ยางนา ไม้ป่าเบญพรรณ ไม้ป่าอื่นๆ การปลูกป่าครั้งนี้ไม่ใช่ปลูกแบบมั่วๆ มีองค์ความรู้จากนักวิชาการป่าไม้มาช่วย เพื่อให้เกิความสมดุลในป่าพรรณพืชที่อยู่ด้วยกัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;คิดว่าจะอาศัยพื้นที่ส่วนหนึ่งเป็นที่เทิดพระเกียรติพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10 ในการปลูกต้นรวงผึ้ง ซึ่งเป็นต้นไม้ประจำพระองค์ เราก็จะใช้พื้นที่ส่วนหนึ่งเพื่อเป็นที่ให้คนเข้าไปชื่นชมพระบารมี ในเบื้องต้นเราอาจจะเปิดโครงการในการระดมศาลใกล้ๆ มาช่วยปลูกต้นไม้ในพื้นที่จำนวน 7 ไร่ โดยมีผู้พิพากษาในภาค 3, ส่วนกลาง และบุคคลที่เกี่ยวข้องจะมาร่วมแรงเป็นหนึ่งใจเดียวกันในการปลูก ในวันที่ 17 ก.ย.นี้&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายไสลเกษ กล่าวว่า สถาบันฝึกอบรมเป็นส่วนสำคัญในการจัดการบริหาร เรามีสถาบันฝึกอบรมหลักให้แก่ประชาชนอยู่ที่ถนนรัชดาภิเษก คือสถาบันเดิม หลักสูตรบางส่วนก็คงแยกไปสถาบันฝึกสถานที่สอง เพราะข้าราชการศาลไม่ได้มีแต่ในกรุงเทพฯ ยังมีที่กระจายอยู่ตามต่างจังหวัด เชื่อว่าหากสถานที่ตรงนี้ถ้าเสร็จแล้วน่าจะเป็นการลดค่าใช้จ่าย เราจะเติมจิตสำนึกในเรื่องของการรักธรรมชาติ จะทำให้บุคลากรมีความสมบูรณ์มากขึ้น บุคลกรเราต้องมีพัฒนาทางจริยธรรม มีความรักความเป็นธรรม มีความสงบนิ่งในใจ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้พิพากษาต้องเป็นผู้ที่อดทนที่ต้องรับฟังคนอื่น ดังนั้นหลักสูตรในใจคือการมีจิตสาธารณะการมีสมาธิ ต้องพัฒนาจิตใจที่ต้องมีความอดทนอดกลั้น รับฟังอะไรได้เยอะ เพราะการเป็นศาลต้องรับฟัง ขณะเดียวกันต้องมีความเมตตา ปัจจุบันนี้สังคมมีสิ่งเร้าจากโซเชียลมีเดีย ทำให้หลายคนหมดความอดทน จึงต้องดึงกลับมาสร้างเสริมภาวะทางจิตใจให้ทุกคน โดยเฉพาะหน่วยงานในศาลพัฒนาจิตใจให้มากขึ้น หน่วยฝึกอบรมที่กำลังจะก่อสร้างจะมีธรรมชาติ มีความเขียวมันสอดคล้องกับการพัฒนา ยกระดับจิตใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ผมเชื่อว่าในยุคผู้บริหารศาลยุคต่อไป คงได้พิเคราะห์กันว่า เรื่องนี้ทำให้ประชาชนได้รับประโยชน์คุ้มค่า ศาลมีศักยภาพพอที่จะทำได้หรือไม่ ถ้าทุกสิ่งทุกอย่างพร้อมก็คงเดินต่อไปข้างหน้า การสิ้นสุดวาระบริหารของตนไม่ได้แปลว่าเป็นการสิ้นสุดวาระของคณะกรรมการที่ตั้งขึ้นมา เพราะแต่ละคนมีบทบาทอยู่ในแผนกกฎหมายสิ่งแวดล้อมในศาลทุกระดับ เชื่อว่าจะเดินต่อไปข้างหน้า บทบาทของศาลในจุดนี้จะต้องผสมผสานระหว่างการบังคับใช้กฎหมายที่มีจิตบริการสาธารณะด้วย ถ้าเราสร้างบุคลากรของเรา ไม่ว่าจะเป็นศาลหรือธุรการมีจิตสาธารณะ ก็จะทำให้ศาลของเราเป็นสีเขียว มีความยุติธรรมที่ยั่งยืนทางด้านจริยธรรม&amp;quot;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/76660</URL_LINK>
                <HASHTAG>ศาลสีเขียว, ไสลเกษ วัฒนพันธุ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200906/image_big_5f54b22873868.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
