<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>41339</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/07/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/07/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จ้องถล่ม14รัฐมนตรี พท.ฟุ้ง50ส.ส.ขยี้นโยบาย‘ชวน’ไฟเขียวลากยาว3วัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;รัฐมนตรีพาเหรดไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวง &amp;ldquo;เสี่ยหนู&amp;rdquo; โวดันกัญชาให้จบในยุคนี้ น้องเนวินโอ่คมนาคมยุคนี้ไม่มีค่าโง่ ผบ.เหล่าทัพประชุมลั่นเป็นกำแพงพิงหลังให้รัฐบาล ไม่ต้องกลัวแม้ คสช.สิ้นสภาพแล้ว ระบุให้อดใจรอดู &amp;ldquo;ชวน&amp;rdquo; ไฟเขียวให้พ่นน้ำลายยาวถึง 3 วัน หาก 2 วันไม่หนำใจ ไม่ห้ามเปลี่ยนบนเวทีแถลงนโยบายเป็นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ชี้ทำมาตลอด &amp;ldquo;เพื่อไทย&amp;rdquo; ฟุ้งมี 50 ส.ส.รอจองกฐิน 6 ด้าน 14 รัฐมนตรี ศรีสุวรรณเล็งยื่นเอาผิด &amp;ldquo;พ่อฟ้า-น้องช่อ&amp;rdquo; เดินสายดิสเครดิตประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันพฤหัสบดี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมได้เข้าปฏิบัติภารกิจภายในทำเนียบรัฐบาล ตั้งแต่เวลา 08.45 น. โดยไม่มีวาระงานหรือกำหนดการอย่างเป็นทางการ และเมื่อเวลา 14.30 น. นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ ได้เข้าพบที่ตึกไทยคู่ฟ้า ซึ่งคาดว่าจะหารือเกี่ยวกับการแถลงนโยบายรัฐบาล รวมทั้งอาจหารือถึงตำแหน่งทางการเมืองสำคัญที่ยังไม่ได้พิจารณา เช่น ตำแหน่งโฆษกประจำสำนักนายกฯ, รองเลขาธิการนายกฯ และผู้ช่วยรัฐมนตรีต่างๆ เป็นต้น โดยใช้เวลาหารือประมาณ 40 นาที จากนั้นนายสมคิดได้ออกไปจากทำเนียบฯ ทันที โดยไม่ให้สัมภาษณ์ใดๆ &amp;nbsp;ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ได้เดินทางกลับบ้านพักในเวลา 15.10 น. ไล่เลี่ยกับนายสมคิด ซึ่งเร็วกว่าปกติที่เคยกลับในช่วงเวลา 16.00-16.30 น.&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ พ.อ.หญิงทักษดา สังขจันทร์ ในฐานะคณะทำงานนายกฯ กล่าวว่า ในวันที่ 23 ก.ค. จะไม่มีประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยการประชุมจะเกิดขึ้นหลังแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาแล้ว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ กล่าวเช่นกันว่า ในวันที่ 23 ก.ค. ไม่มีการนัดหมายประชุม ครม. ซึ่งหากไม่จำเป็นก็อย่าเพิ่งประชุม เพราะ ครม.สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ในตอนนี้ คือไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ประชุมข้าราชการเพื่อรับฟังปัญหา หรือลงพื้นที่เยี่ยมประชาชน ซึ่งไม่ต้องอาศัยอำนาจกฎหมาย แต่ถ้าเป็นการสั่งการตามข้อกฎหมาย ถือเป็นการบริหารราชการแผ่นดิน จะทำได้ก็ต่อเมื่อแถลงนโยบายแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวิษณุยังกล่าวว่า เดิมในวันที่ 23 ก.ค. สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) นัดหมายคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้แจงการยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน แต่รัฐมนตรีส่วนใหญ่เป็น ส.ส. เคยชินแล้ว และเมื่อยื่นในตำแหน่ง ส.ส.แล้วไม่จำเป็นต้องยื่นในตำแหน่งรัฐมนตรีอีก เนื่องจากต้องยื่นหลังเข้ารับตำแหน่งใน 60 วัน เป็นเวลาที่เหลื่อมล้ำกับที่ยื่นในตำแหน่ง ส.ส.พอดี สามารถยื่นฉบับเดียวแล้วและเขียนจดหมายปะหน้าว่ายื่นอีกตำแหน่งหนึ่งได้ ส่วนรัฐมนตรีในรัฐบาลเดิมที่มาเป็นต่อเนื่อง กฎหมายระบุว่าไม่ต้องยื่นก็ได้ แต่เท่าที่ทราบทุกคนพร้อมใจกันยื่นบัญชีทรัพย์สิน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แหล่งข่าวจากพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) กล่าวถึงตำแหน่งโฆษกรัฐบาลว่า ผู้ใหญ่ในพรรครวมถึง ส.ส.ส่วนใหญ่ต้องการให้นายธนกร วังบุญคงชนะ รองโฆษกพรรค พปชร. ดำรงตำแหน่งโฆษก เพราะที่ผ่านมาได้ทำหน้าที่คอยปกป้องพรรคและ พล.อ.ประยุทธ์มาโดยตลอด ขณะที่นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรค พปชร. แม้เป็นคนมีความรู้ความสามารถ เป็นนักวิชาการ แต่ยังไม่เชี่ยวชาญงานด้านการเมือง จึงอาจไม่ทันเกมของฝ่ายค้าน ในสถานการณ์ทางการเมืองที่เข้มข้นมาก โดยได้เสนอทั้ง 2 รายชื่อให้ พล.อ.ประยุทธ์พิจารณาตัดสินไปแล้ว
แหล่งข่าวจาก พปชร.แจ้งว่า เมื่อช่วงสายวันที่ 18 ก.ค. แกนนำรัฐบาลที่มีบทบาทสูงในการจัดตั้งรัฐบาลได้เปิดเซฟเฮาส์ให้ตัวแทนพรรคร่วมรัฐบาล 19 พรรค โดยเฉพาะพรรคขนาดกลางและเล็ก ส่งรายชื่อบุคคลที่แต่ละพรรคจะเสนอรายชื่อไปดำรงตำแหน่งทางการเมืองเพื่อให้ ครม.อนุมัติใน 3 ตำแหน่งหลัก คือ กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี &amp;nbsp;ที่ปรึกษารัฐมนตรี และเลขานุการรัฐมนตรี เพื่อทำโผก่อนส่งชื่อให้ พล.อ.ประยุทธ์พิจารณา ซึ่งในช่วงเย็นได้มีการส่งชื่อไปแล้ว โดยเฉพาะในกลุ่ม 10 พรรคเล็กที่พลาดเก้าอี้รัฐมนตรี โดยทั้ง 10 พรรคต่างเสนอรายทั้งหมด ทำให้รายชื่อซ้ำกระทรวงกันด้วย
&amp;ldquo;พรรคเล็กพร้อมใจส่งชื่อไปเป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำ อาทิ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง มี พรรคประชานิยมและพรรคพลังชาติไทยเสนอตัว พรรคประชาธิปไตยใหม่ขอโควตามหาดไทย พรรคครูไทยขอไปดูศึกษาธิการ พรรคไทยศรีวิไลย์ขอไปกระทรวงการคลัง ทำให้เมื่อแกนนำรัฐบาลอ่านรายชื่อเหล่านี้ได้บ่นว่าแบบนี้คงไม่ยุติ จึงขอเวลาไปหารือกับนายกฯ ก่อน โดยคิดว่าน่าจะพิจารณารายชื่อหลังอภิปรายนโยบายรัฐบาล&amp;rdquo; แหล่งข่าวระบุ และว่า ส่วนพรรคที่ไม่เคยเรียกร้องอย่างพรรคพลังท้องถิ่นไทนั้นอาจมีการมอบเก้าอี้ประธาน กมธ.สามัญหนึ่ง
รมต.พาเหรดเข้ากระทรวง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน รัฐมนตรีในรัฐบาลได้เริ่มเข้ากระทรวง และประกาศถึงแนวโยบายต่างๆ โดยเมื่อเวลา 10.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และ รมว.สาธารณสุข (สธ.) และนายสาธิต ปิตุเตชะ รมช.สธ. ได้เข้าประชุมรับฟังการดำเนินงานจากผู้บริหาร สธ. ซึ่งนายอนุทินระบุว่า มีโอกาสกลับมาที่ สธ.อีกครั้งเป็นครั้งที่ 5 สธ.จึงเปรียบเสมือนญาติกัน โดย สธ.ถือเป็นกระทรวงที่มีคุณูปการใหญ่หลวงต่อประเทศและคนไทย เป็นกระทรวงครอบจักรวาล มีส่วนเกี่ยวข้องในทุกๆ เรื่อง จึงมีสโลแกนว่าลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ร่างกายแข็งแรง&amp;nbsp;
&amp;ldquo;การทำงานระหว่างฝ่ายการเมืองและข้าราชการประจำจะทำแบบบูรณการร่วมกัน ไม่มีพรรค ไม่มีพวก มีแต่เรื่องบ้านเมือง ความผาสุก ปากท้องที่ดีขึ้นของประชาชน มั่นใจว่าจะทำร่วมกันได้อย่างดี และนโยบายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นพรรคของ รมช.สธ. พรรคร่วมรัฐบาล หรือฝ่ายค้าน ถ้าเป็นประโยชน์ก็พร้อมผลักดันทุกเรื่อง&amp;rdquo; นายอนุทินระบุ
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอนุทินยังกล่าวถึงนโยบายเรื่องกัญชา เรื่องกัญชงและกัญชาอยากให้จบในสมัยนี้ ไปให้ไกลที่สุด และจะทำให้เต็มที่ ตรงไหนที่เป็นคอขวด เป็นอุปสรรค ถ้าอยู่ภายในขอบข่ายของ สธ.เองหลุดแน่นอน โดยเรื่องหลักจะใช้ทางการแพทย์เป็นสเต็ปแรก ส่วนสันทนาการจะเป็นผลพลอยได้ในสเต็ปต่อไป&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสาธิตกล่าวว่า งานที่อยากเห็นมีอยู่ 3 ส่วน คือ 1.การรณรงค์ให้ประชาชนใส่ใจเรื่องของการออกกำลังกาย 2.การพัฒนาระบบบริการ ลดความแออัดในโรงพยาบาลทุกระดับ และ 3.การใช้เทคโนโลยีเป็นส่วนในการสนับสนุนการให้บริการประชาชน และให้ประชาชนมีส่วนร่วมในข้อมูลสุขภาพของตัวเอง
ที่กระทรวงมหาดไทย (มท.) พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย พร้อมนายนิพนธ์ บุญญามณี และนายทรงศักดิ์ ทองศรี รมช.มหาดไทย ร่วมประชุมหารือข้อราชการกับส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และจังหวัดทุกจังหวัดในสังกัด มท. โดย พล.อ.อนุพงษ์ยืนยันว่า จะเน้นการทำงานแบบบูรณาการร่วมกัน หลีกเลี่ยงการทำงานแบบแยกส่วน และจะฟังแนวนโยบายรัฐบาลและพรรคการเมืองต่างๆ ที่เป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชนไปสู่การปฏิบัติ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรม พร้อมด้วยคณะทำงาน เดินทางไปยังสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) เพื่อรับฟังข้อมูลเกี่ยวกับงานด้านยาเสพติด โดยยังไม่มีการให้นโยบาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม พร้อมนายอธิรัฐ รัตนเศรษฐ และนายถาวร เสนเนียม รมช.คมนาคม ได้ทำพิธีสักการะพระพุทธคมนาคมบพิธ พระพุทธรูปและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวงคมนาคม ก่อนพบปะผู้บริหารระดับสูง โดยนายศักดิ์สยามกล่าวว่า คมนาคมในยุคนี้จะไม่มีเรื่องค่าโง่เด็ดขาด และหลังแถลงนโยบายจะเร่งแบ่งงานและกำหนดนโยบายอย่างเร็วที่สุด ส่วนนโยบายผลักดัน Grab ให้ถูกกฎหมาย ยืนยันว่าได้บรรจุนโยบายของพรรคร่วมรัฐบาลทั้งหมดไว้แล้ว&amp;nbsp;
นายถาวรกล่าวว่า จะยึดผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นหลัก โดยจะร่วมกันทำงานอย่างมุ่งมั่น และสื่อสารผ่านสื่อมวลชน ซึ่งถือเป็นกระบอกเสียง เพื่อให้ประชาชนรับทราบว่ามีนโยบายใดบ้างที่จะดำเนินการ เพื่อแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายอธิรัฐยืนยันว่า รัฐมนตรี 3 คนสามารถทำงานร่วมกันได้ แม้มาจากต่างพรรคร่วมรัฐบาล ทั้งนี้ มั่นใจว่าจะสามารถทำงานได้อย่างไร้รอยต่อ เพื่อผลประโยชน์ของชาติและประชาชนเป็นหลัก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พลังงาน เดินทางมากระทรวงในเวลา 15.19 น. พร้อมไหว้ศาลพระพรหมณ์ประจำกระทรวง และลงนามถวายพระพรชัยมงคลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ก่อนร่วมประชุมกับผู้บริหารกระทรวง โดยยืนยันว่าจะดูแลราคาพลังงานทุกประเภทให้ลดภาระประชาชนได้ รวมทั้งต้องสร้างรายได้เป็นกลไกหนึ่งในการพัฒนาความมั่นคงด้านพลังงานและเศรษฐกิจประเทศ ส่วนที่มองว่ากระทรวงพลังงานเป็นแหล่งขุมทรัพย์ทางการเมืองนั้นไม่อยากให้มองเช่นนั้น เพราะข้าราชการมีความตั้งใจ การมองเช่นนั้นจะทำให้เสียกำลังใจ โดยภายใต้การบริหารของตนเอง จะดำเนินการอย่างโปร่งใส สิ่งที่เข้าใจผิดต้องได้รับการแก้ไข
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อเวลา 07.30 น. นายเทวัญ ลิปตพัลลภ รมต.ประจำสำนักนายกฯ ได้เดินทางเข้าสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำทำเนียบรัฐบาล เพื่อความเป็นสิริมงคล ก่อนพาสื่อมวลชนชมห้องทำงานที่ชั้น 2 ตึกบัญชาการ 1 ซึ่งได้นำพระพุทธรูปนิรันตราย 2515 วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม มาไว้ที่ห้องทำงานเพื่อบูชาด้วย
กองทัพหนุนหลังรัฐบาล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) พล.อ.พรพิพัฒน์ เบญญศิริ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นประธานประชุมผู้บัญชาการเหล่าทัพ ซึ่งเข้าประชุมอย่างพร้อมเพรียง โดยก่อนการประชุมได้มีการประชุมคณะผู้บัญชาการทหาร โดยมี พล.อ.ณัฐ อินทรเจริญ ปลัดกระทรวงกลาโหม ในฐานะประธานที่ปรึกษาคณะผู้บัญชาการทหารเข้าร่วม โดยใช้เวลาหารือประมาณ 30 นาที
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้น เวลา 11.30 น. พล.ต.กฤษณ์ จันทรนิยม โฆษกกองทัพไทย แถลงข่าวว่า พล.อ.พรพิพัฒน์ได้เน้นย้ำและทำการตกลงกับเหล่าทัพเกี่ยวกับจุดยืนของกองทัพยังคงเป็นเครื่องมือของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาของประเทศชาติ ภายใต้จุดยืนที่สำคัญ คือ พิทักษ์ปกป้องรักษาไว้ซึ่งสถาบันของชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชน การดำเนินการของกองทัพไม่เปลี่ยนแปลง พร้อมดำเนินการแก้ไขปัญหาต่างๆ ของประเทศชาติในอนาคต
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า บทบาทของทหารดูแลความสงบเรียบร้อยบ้านเมือง หลังคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) สิ้นสภาพไปแล้ว พ.ต.กฤษณ์กล่าวว่า พล.อ.พรพิพัฒน์เน้นย้ำกำลังพลในกองทัพไทย ขอให้อดใจรอคอยดูแลและเป็นกำลังการสนับสนุนการทำงานของรัฐบาล ยังมีเวลา ขณะกำลังเริ่มต้น กองทัพจะใช้ศักยภาพที่มีอยู่ทำงานภายใต้จุดยืนที่ได้กล่าวไปข้างต้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับความคืบหน้าในการแถลงนโยบายรัฐบาลนั้น นายวิษณุกล่าวว่า รอให้ พล.อ.ประยุทธ์ชี้แจง ซึ่งร่างอยู่ระหว่างจัดพิมพ์ เข้าใจว่าจะส่งไปให้สภาได้ใน 1-2 วันนี้ เมื่อประธานสภาฯ ได้รับแล้ว ต้องแจกจ่ายให้สมาชิกทั้งหมด 750 คน ล่วงหน้า 3 วันก่อนวันแถลงนโยบาย ส่วนกรณีนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกฯ และ รมว.พาณิชย์ ระบุนโยบายแก้รัฐธรรมนูญเป็นเรื่องเร่งด่วนต้องทำใน 1 ปีนั้น เข้าใจกันว่านโยบายเร่งด่วนเป็นสิ่งที่จะทำใน 1 ปี หรืออาจสั้นกว่า อยู่ที่ว่าจะเขียนนโยบายอย่างไร แต่รัฐบาลนี้แบ่งเป็นนโยบายเร่งด่วนกับนโยบายทั่วไป ที่ไม่ได้ระบุเวลานโยบายข้อใดทั้งสิ้น ซึ่งคำว่าเร่งด่วนคือต้องรีบทำอยู่แล้ว แต่ต้องดูจังหวะเวลาที่เหมาะสม ปัญหาปากท้อง เศรษฐกิจ อาจเป็นเรื่องที่ต้องทำก่อน&amp;nbsp;
&amp;ldquo;นโยบายของแต่ละพรรคเมื่อรวมกันแล้วต้องยึดหลักหน้าที่ของรัฐ แนวนโยบายของรัฐ ยุทธศาสตร์ศาสตร์ชาติขึ้นก่อน จากนั้นนำนโยบายของพรรคมาผสมให้เข้ากันได้ จะยึดของพรรคใดพรรคหนึ่งไม่ได้ และต้องไม่ทิ้งประเด็นที่แต่ละพรรคให้ไว้ ส่วนที่นายจุรินทร์ระบุสิ่งแรกที่ต้องทำในการแก้รัฐธรรมนูญ คือ หมวดที่ว่าด้วยการแก้รัฐธรรมนูญนั้น ไม่ทราบรายละเอียด ได้ยินแต่ว่าจะแก้ เอาไว้ฟังในสภาแล้วกัน&amp;rdquo;นายวิษณุระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายเทวัญกล่าวถึงท่าทีของพรรคชาติพัฒนากับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ว่าคงต้องคุยกันในพรรคและต้องคุยกันในพรรคร่วมรัฐบาลอีกที ส่วนการอภิปรายเรื่องนโยบายนั้น ก็ไม่ต้องระมัดระวังอะไร ซึ่งฝ่ายค้านซักฟอกเป็นกติกาปกติ เป็นเรื่องของสภา ซึ่งตอนนี้ก็เตรียมพร้อมทำงานอย่างเต็มที่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎรกล่าวถึงกรณีฝ่ายค้านเรียกร้องให้เปิดอภิปรายนโยบายรัฐบาลเป็นเวลา 3 วัน ภายหลังนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานวุฒิสภา ออกมาระบุอภิปราย 2 วันก็เพียงพอ ว่าเราได้ออกระเบียบวาระการประชุมเป็น 2 วัน คือ 25-26 ก.ค. ซึ่งเป็นปกติอยู่แล้ว แต่ถ้าอภิปรายไม่เสร็จ สามารถอภิปรายต่อได้ในวันที่ 27 ก.ค. แต่ไม่เกิน 3 วัน ซึ่งยังไม่ได้รับทราบรายละเอียดจากคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) และวิปฝ่ายค้านจะหารือว่าฝ่ายใดจะอภิปรายได้เวลาเท่าไหร่ ซึ่งแต่ละฝ่ายจะบริหารเวลากันเอง และเมื่อจบก็ขอให้จบ ไม่เช่นนั้นทุกคนจะรู้สึกว่าสภาเหมือนเด็กเล่น ส่วนของ ส.ว.ก็มีสิทธิ์อภิปรายเหมือน ส.ส. แต่ส่วนใหญ่ ส.ว.จะไม่ได้ใช้สิทธิ์มากเท่าส.ส.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า ฝ่ายค้านระบุว่าการอภิปรายจะพูดถึงคุณสมบัติของรัฐมนตรีด้วยสามารถทำได้หรือไม่ นายชวนชี้แจงว่า ระเบียบข้อบังคับการประชุมรัฐสภากำหนดไว้ว่าการอภิปรายในเรื่องของความเป็นไปได้ของนโยบายหรือการที่นโยบายจะประสบความสำเร็จ ซึ่งเขาก็มีสิทธิ์อภิปรายความสามารถของบุคคลนั้นๆได้ ส่วนที่กังวลที่ว่าจะใช้เวทีอภิปรายนโยบายเป็นเวทีอภิปรายไม่ไว้วางใจย่อยๆ นั้นเขาก็ทำมาโดยตลอด
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;เรื่องนี้มีระเบียบอยู่แล้วว่าจะอภิปรายได้เพียงใด แต่สิ่งที่ต้องย้ำคือการบริหารเวลา ถ้าบริหารได้จริงสภาจะไม่เสียเวลามากนัก แต่จะทำให้คนอภิปรายได้ประโยชน์มากขึ้น&amp;rdquo; นายชวนกล่าวตอบเรื่องหนักใจในการดูแลการอภิปรายหรือไม่
จองกฐิน 14 รัฐมนตรี
ด้านนายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย (พท.) ระบุว่า มี ส.ส.แสดงความจำนงที่จะอภิปรายแล้วเกือบ 50 คน และจะมีการติวเข้ม โดยในวันที่ 22 ก.ค. ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง, นายอดิศร เพียงเกษ และนายจาตุรนต์ ฉายแสง จะมาเป็นวิทยากรอบรมให้ ยืนยันว่าการอภิปรายนโยบายของรัฐบาลครั้งนี้จะเกิดประโยชน์กับการทำงานของรัฐบาลเอง แต่ถ้าหากรัฐบาลทำไม่ได้จริงๆ คำตอบสุดท้ายจึงจะเป็นการล้มรัฐบาล
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด โฆษกพรรค พท. กล่าวว่า เนื้อหาการอภิปรายนั้นจะแบ่งออกเป็น 6 กลุ่มคือ 1.ด้านเศรษฐกิจ 2.ด้านการเมือง 3.ด้านความมั่นคง 4.ด้านสังคม 5.ด้านการศึกษา และ 6.ด้านการกระจายอำนาจ โดยนายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ว่าที่หัวหน้าพรรคเพื่อไทย จะเป็นผู้อภิปรายเปิดประเด็น ก่อนกลับมาสรุปในช่วงท้ายอีกครั้ง
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอนุสรณ์ยังระบุถึงรัฐมนตรีที่จะถูกอภิปราย ว่าได้แบ่งออกเป็น 4 กลุ่มคือ 1.กลุ่ม 3 ป. คือ พล.อ.ประยุทธ์, พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ และ พล.อ.อนุพงษ์, กลุ่มที่ 2 กลุ่มรัฐมนตรีที่มีคดีค้างอยู่คือ นายอุตตม สาวนายน, ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า, นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ, นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล, น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ &amp;nbsp;และนายนิพนธ์, กลุ่มที่ 3 กลุ่มที่มีคดีกบฏและเคยร่วมเดินขบวนล้มล้างรัฐบาลคือ นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ และนายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ และกลุ่มที่ 4 กลุ่มรัฐมนตรีที่ถือหุ้นสื่อคือ ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล, นายสาธิต และนายเทวัญ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะเดียวกัน นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ระบุว่า ในวันศุกร์ที่ 19 ก.ค. จะไปยื่นคำร้องต่ออัยการสูงสุด (อสส.) ให้ตรวจสอบกรณีที่นายธนาธร &amp;nbsp;จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) และ น.ส.พรรณิการ์ วานิช &amp;nbsp;โฆษก อนค.เดินทางไปต่างประเทศ &amp;nbsp;และให้สัมภาษณ์กับสื่อต่างชาติ ซึ่งมีเนื้อหาว่าจะให้สหรัฐอเมริกามาช่วยสร้างประชาธิปไตยให้ประเทศ เข้าข่ายกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 119 &amp;nbsp;และมาตรา 127 ประกอบรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 &amp;nbsp;ที่แม้ว่าเรื่องดังกล่าวจะไปเกิดขึ้นนอกราชอาณาจักร แต่ก็ถือว่ามีความผิดตามพระราชบัญญัติความมั่นคง &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;ldquo;ช่อ&amp;rdquo;ส่อตายน้ำตื้น
นายศรีสุวรรณยังกล่าวว่า ได้เข้าให้ถ้อยคำต่อคณะทำงานของ ป.ป.ช. กรณีได้กล่าวหาร้องเรียน น.ส.พรรณิการ์ ที่ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวหลายครั้งที่มีลักษณะเป็นการแสดงออกที่ไม่บังควรต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ อันอาจเข้าข่ายความผิดฐานฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง &amp;nbsp;โดยคณะทำงานได้สอบถามว่าหลัง น.ส.พรรณิการ์เป็น ส.ส.แล้วโพสต์เหล่านั้นยังปรากฏอยู่หรือไม่ และลบโพสต์ในวันที่ 10 มิ.ย.จริงหรือไม่ ซึ่งชี้ให้เห็นว่า น.ส.พรรณิการ์ไม่เคยลบข้อความแต่อย่างใด แม้ว่าบางข้อความจะผ่านมา 9 ปีแล้ว หรือโพสต์ล่าสุดในปี 2558 ก็ยังคงอยู่ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายศรีสุวรรณกล่าวว่า นอกจากนี้ยังได้ยื่นเอกสารเพิ่มเติมให้คณะทำงานด้วย และทราบว่าคณะทำงานจะเชิญสื่อมวลชนที่เผยแพร่ข่าวมาให้ข้อมูลเพิ่มเติมอีก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสมชาย แสวงการ ส.ว. โพสต์เฟซบุ๊กหลังนายไมค์ ปอมเปโอ รมว.การต่างประเทศสหรัฐ ส่งสารแสดงความยินดีต่อรัฐบาลไทยว่า อ้าวแล้วพวกที่ลงทุนบินไปแอ๊บแบ๊วถึงสหรัฐด่ารัฐบาลไทยก็กินแห้ว จ๋อย หงอยสินะ บอกแล้วว่าสหรัฐทำได้ทุกอย่างตามนโยบายอเมริกาต้องมาก่อนผลประโยชน์ America first ไง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายนริศโรจน์ เฟื่องระบิล อดีตเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงบัวโนสไอเรส ประเทศอาร์เจนตินา โพสต์เฟซบุ๊ก ว่าในขณะที่คุณส้มเน่าตระเวนให้สัมภาษณ์ดิสเครดิตประเทศตัวเอง ฝ่ายรัฐบาลสหรัฐก็ออกแถลงการณ์ประกาศให้ความร่วมมือและสนับสนุนรัฐบาลลุงตู่ เพื่อคงความเป็นพันธมิตรที่สำคัญของสหรัฐต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายภัทร เหมสุข นักวิชาการอิสระ โพสต์เฟซบุ๊กในเรื่องนี้ว่า จะให้เครดิต พล.อ.ประยุทธ์คนเดียวไม่ได้ คนที่ควรได้เครดิตไปเต็มๆ คือ นายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.กต. และทีมงาน ที่ช่วยกันทำงานจนภาพพจน์ของประเทศไทยที่คนทั้งโลกมองเห็นนั้นเป็นไปในแนวที่ดีอย่างที่เห็นทุกวันนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ผมอดที่จะพูดถึงคนบางคนที่เวลานี้ออกเดินสายพูดให้ร้ายประเทศไทยเสียหาย ตลอดเวลาที่ผ่านมานั้นไม่เคยคุยเรื่องดีต่อชาติเลย ทุกคนในต่างประเทศคงจะถามว่าคนนี้คือใคร มีตำแหน่งอะไรถึงต้องไปพบเขา และทุกคนที่ไปพบนั้นก็ไม่โง่ที่จะรู้ว่าคนนี้โดนสั่งพักงาน และยังมีคดีอยู่ในศาลที่พร้อมจะโดนถอดถอนตำแหน่งในเวลาอันใกล้นี้ และอาจโดนยุบพรรคเอาง่ายๆ จากคดีเงินสนับสนุนและคดีอื่นๆ อีกหลายคดี หากเปรียบเทียบสองเรื่องนี้แล้ว คนไทยคงจะเห็นครับ อะไรคือกลุ่มคนทำงานที่ประสบความสำเร็จ อะไรเป็นได้แต่กลุ่มคนแสดงปาหี่งูเห่ากัดกับพังพอน ขายยาโง่ๆ ตามงานวัด&amp;rdquo; นายภัทรระบุ.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/41339</URL_LINK>
                <HASHTAG>กัญชาเสรี, หนังสือพิมพ์, เปลี่ยนเวทีแถลงนโยบายเป็นอภิปรายไม่ไว้วางใจ, ไม่มีค่าโง่, ไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190718/image_big_5d3084d12f0ee.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
