<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>114331</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/08/2021 10:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/08/2021 10:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;หลานอภิสิทธิ์&#039;ร่ายยาว!งบพระมหากษัตริย์ต้องโปร่งใส เพื่อให้สถาบันฯดำรงต่อได้เคียงข้างประชาธิปไตย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 ส.ค.64-พริษฐ์ วัชรสินธุ หรือ &amp;nbsp;ไอติม หลานนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี โพสต์เฟซบุ๊กว่า งบสถาบันพระมหากษัตริย์ต้องโปร่งใส เพื่อให้สถาบันฯดำรงต่อได้เคียงข้างประชาธิปไตย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่ผ่านมา ระบอบประยุทธ์กำลังทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์ มีความเสี่ยงที่จะไม่อยู่ในสถานะ &amp;lsquo;เหนือการเมือง&amp;rsquo; และ &amp;lsquo;ใต้รัฐธรรมนูญ&amp;rsquo; อย่างที่ควรจะเป็น จากการถูกระบอบประยุทธ์ตั้งใจลาก หรือ ปล่อยให้ไหลเข้ามาในความขัดแย้งทางการเมือง ผ่านการกล่าวอ้างและผูกขาดความจงรักภักดีต่อสถาบันฯ ไว้กับตนเองเพียงผู้เดียว และผ่านความไม่กล้าหาญของนายกรัฐมนตรีที่จะถวายคำแนะนำต่อพระมหากษัตริย์ เมื่อมีการกระทำใดที่สุ่มเสี่ยงจะขัดกับหลักระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การพิจารณางบประมาณรายจ่ายเป็นการตัดสินใจของรัฐที่สำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในแต่ละปี เพราะส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนในวงกว้าง และเป็นการแสดงให้เห็นว่าเงินภาษีทุกบาททุกสตางค์ที่พวกเราเสียให้แก่รัฐ ถูกใช้ไปเพื่อประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริงหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หากเราจะประเมินว่างบประมาณถูกจัดสรรให้แต่ละหน่วยงานได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่ อาจมี 2 เกณฑ์ที่เราต้องคำนึงถึง หรือ 2 &amp;ldquo;ไม้บรรทัด&amp;rdquo; ที่เรานำมาใช้วัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. งบประมาณสำหรับหน่วยงานนั้น &amp;ldquo;สูง&amp;rdquo; หรือ &amp;ldquo;ต่ำ&amp;rdquo; เกินไป เมื่อเปรียบเทียบกับสถานการณ์หรือปัญหาที่ประเทศกำลังเผชิญ ซึ่งอาจพิจารณาได้คร่าวๆจากการเปรียบเทียบกับงบหน่วยงานนั้นในอดีต งบของหน่วยงานอื่นในประเทศไทย หรืองบของหน่วยงานเดียวกันในประเทศอื่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. งบประมาณทุกบาท (ไม่ว่าจะมากหรือน้อย) ถูกใช้อย่างคุ้มค่าแค่ไหน เพื่อประโยชน์ของประชาชน - การจะประเมินเรื่องนี้ได้ &amp;ldquo;ความโปร่งใส&amp;rdquo; เป็นปัจจัยสำคัญ เพื่อเปิดให้ประชาชนเห็นข้อมูลทั้งหมดอย่างชัดเจนว่าหน่วยงานที่ขอรับงบประมาณจะเอาเงินไปทำอะไร ตอบโจทย์วัตถุประสงค์ใด โดยควรเป็นการเปิดข้อมูลที่ละเอียด ไม่ใช่เห็นแค่หมวดหมู่กว้างๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;งบประมาณที่ถูกจัดสรรอย่างมีประสิทธิภาพ จะต้องผ่านทั้งสองเกณฑ์นี้ (เช่น บางหน่วยงานอาจได้งบน้อยกว่าปีที่แล้ว หรือ ใช้งบประมาณไม่มาก แต่หากมองไม่เห็นว่าทำแล้วประชาชนได้ประโยชน์อย่างไร หรือ ไม่เหมาะสมกับสถานการณ์บ้านเมือง งบส่วนนั้นก็สมควรถูกตัด)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;และหากประชาชนมีข้อสงสัย ก็ถือเป็นหน้าที่ของรัฐบาลในฐานะผู้ใช้ภาษีที่ต้องคลี่คลายข้อสงสัยนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;งบสถาบันกษัตริย์ ก็ต้องถูกประเมิน ตรวจสอบ ตั้งคำถาม และ ชี้แจงด้วยมาตรฐานเดียวกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หากเราเข้าใจตรงกันว่า &amp;ldquo;ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข&amp;rdquo; เป็นสับเซต (subset) ของระบอบประชาธิปไตย (หรือทางเลือกหนึ่งภายใต้ร่มใหญ่ของระบอบประชาธิปไตย) ดังนั้น ในประเทศที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย ไม่ว่าจะมีใครเป็นประมุข ทุกสถาบันทางการเมืองต้องถูกปฏิบัติด้วยมาตรฐานเดียวกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หากเราลองพิจารณางบประมาณสถาบันพระมหากษัตริย์ หรือ งบส่วนราชการในพระองค์ ประจำปีงบประมาณ 2565 จากข้อมูลสาธารณะที่พรรคก้าวไกลได้วิเคราะห์และนำเสนอในการประชุมสภาฯ โดยยึดเกณฑ์ 2 ข้อข้างต้น จะพบว่างบส่วนนี้ มีข้อน่ากังวลอยู่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. จำนวนงบประมาณดูสูง เมื่อเทียบกับมิติต่างๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(i) เมื่อเทียบกับอดีต: นับตั้งแต่การออกพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการในพระองค์ พ.ศ. 2560 ในยุค คสช. ที่มีผลให้เกิดการรวมกันของ 5 หน่วยงานมาอยู่ภายใต้ร่มเดียวคือ &amp;ldquo;ส่วนราชการในพระองค์&amp;rdquo; ก็พบว่า งบประมาณของสถาบันพระมหากษัตริย์ เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ในปีงบประมาณ 2560 งบส่วนนี้อยู่ที่ 5,674 ล้านบาท แต่หลังจาก พ.ร.บ. ฉบับดังกล่าวบังคับใช้ งบส่วนราชการในพระองค์เพิ่มขึ้นมาที่ 8,761 ล้านบาท ในปี 2565 (ไม่นับรวมงบประมาณที่กระจายอยู่ในหน่วยงานอื่น) หรือ เฉลี่ยที่ 8% ต่อปี ซึ่งสูงกว่าอัตราเงินเฟ้อ และแสดงให้เห็นว่ามีการเพิ่มรายจ่ายโดยเจตนาในส่วนนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(ii) เมื่อเทียบกับหน่วยงานอื่นในประเทศไทย: งบส่วนราชการในพระองค์ได้รับงบมากกว่ากระทรวงถึง 7 กระทรวง (เช่น กระทรวงดิจิทัลฯ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา) โดยคำชี้แจงที่ได้จากคำถามว่าทำไมถึงได้รับจัดสรรงบประมาณเยอะขนาดนั้น ก็คือจำนวนบุคลากรของส่วนราชการในพระองค์กว่า 14,000 คน ซึ่งมากกว่าจำนวนบุคลากรในหลายกระทรวง (เช่น กระทรวงคมนาคม กระทรวงแรงงาน กระทรวงการอุดมศึกษาฯ) รวมแล้ว 6 ปีที่ผ่านมา งบสถาบันพระมหากษัตริย์เพิ่มขึ้น 54 เปอร์เซ็นต์ &amp;nbsp;(หากนับเฉพาะงบส่วนราชการในพระองค์) ในขณะที่งบประมาณแผ่นดินเพิ่มขึ้น 13 เปอร์เซ็นต์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(iii) เมื่อเทียบกับหน่วยงานเดียวกันในประเทศอื่น: ในบรรดาประเทศที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ (Constitutional Monarchy) เช่นเดียวกับไทย พบว่า สถาบันพระมหากษัตริย์ไทยได้รับงบประมาณสูงกว่าประเทศอื่น (สถาบันพระมหากษัตริย์ของสหราชอาณาจักรได้รับงบ 3,565 ล้านบาท, เนเธอร์แลนด์ ได้รับ 1,867 ล้านบาท, สเปน ได้รับ 330 ล้านบาท, สวีเดน ได้รับ 266 ล้านบาท) ธรรมดาเราอาจต้องคำนึงถึงว่าแต่ละประเทศมีประชากรไม่เท่ากัน และเปรียบเทียบงบต่อหัว แต่ตรงนี้อาจไม่จำเป็นในส่วนของงบสถาบันกษัตริย์ เพราะทุกประเทศมีกษัตริย์องค์เดียว หรือหากจะเทียบกับประเทศที่มีประชากรใกล้เคียงกับไทย (เช่น สหราชอาณาจักร) จะเห็นว่าสถาบันพระมหากษัตริย์ไทยรับงบมากกว่าสหราชอาณาจักรประมาณ 2 เท่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. ประเมินยากว่าใช้เงินอย่างคุ้มค่าหรือไม่ เพราะมีรายละเอียดน้อย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(i) ไม่มีการชี้แจงอย่างเพียงพอ: ในขณะที่กระทรวงซึ่งขอรับจัดสรรงบประมาณจำนวนน้อยกว่า กลับมีเอกสารชี้แจงงบประมาณที่ละเอียดกว่า (เช่น กระทรวงพลังงานมีรายละเอียด 112 หน้า, กระทรวงอุตสาหกรรม มีรายละเอียด 195 หน้า หรือ กระทรวงพาณิชย์มีรายละเอียด 269 หน้า) แต่ส่วนราชการในพระองค์ มีเอกสารชี้แจงแค่ 7 หน้า ยิ่งไปกว่านั้น งบส่วนราชการในพระองค์ไม่มีผู้แทนของหน่วยงานมาชี้แจงรายละเอียดต่อสภาผู้แทนราษฎร เหมือนที่หน่วยงานอื่นปฏิบัติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(ii) ไม่มีข้อมูลเรื่องการเบิกเกินงบ: พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ.2561 กำหนดให้ทุกหน่วยงานหากเบิกใช้งบประมาณไม่หมดตามที่ขอไป ก็ต้องส่งเงินนั้นคืนคลัง แต่ส่วนราชการในพระองค์เป็นหน่วยงานที่เบิกจ่ายงบประมาณเต็มจำนวน 100% และบางปีก็เบิกจ่ายเกินด้วย เช่น ปี 2561 เบิกเกินประมาณ 52%, ปี 2563 เบิกเกินประมาณ 28%โดยไม่อาจทราบรายละเอียด เพราะไม่มีการชี้แจงถึงเหตุผลและความจำเป็น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(iii) ไม่อำนวยความสะดวกในการตรวจสอบ: การตรวจสอบงบส่วนนี้ดูมีอุปสรรคกว่างบส่วนอื่น อย่างเช่นการตีความข้อบังคับการประชุมสภาฯ จนนำไปสู่การห้ามขึ้นสไลด์ที่มีข้อมูลทางการเกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ (ที่เปิดต่อสาธารณะอยู่แล้ว) ในที่ประชุมผู้แทนราษฎร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อเห็นตัวเลขเบื้องต้น ประชาชนทุกคนมีสิทธิที่จะตั้งคำถามในทั้ง 2 มิตินี้ สิ่งที่รัฐบาลจำเป็นต้องทำคือการออกมาชี้แจงรายละเอียดให้เกิดความกระจ่าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ยิ่งรัฐบาลปล่อยให้มีความคลุมเครือโดยไม่ออกมาชี้แจง ยิ่งรัฐบาลดึงดันปกปิดข้อมูลบางส่วนไว้ ยิ่งรัฐบาลใช้มาตรฐานที่แตกต่างออกไปจากงบประมาณส่วนอื่นในการรับมือกับคำถามเหล่านี้ ประชาชนก็ยิ่งมีสิทธิที่จะคิดไปในทางที่เลวร้ายที่สุด และทำให้ความศรัทธาความเชื่อมั่นในรัฐบาลและสถาบันหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะยิ่งเสื่อมสลาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น แทนที่จะปล่อยให้ความไม่ชัดเจนดำรงอยู่ต่อไป จะดีกว่าหรือไม่ หากฝ่ายรัฐบาลจะทำให้ทุกข้อสงสัยได้ถูกคลี่คลายในสภา ท่ามกลางสายตาของประชาชนผู้เป็นพยาน ที่รับชมอยู่ทั่วประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในขั้นพื้นฐาน รัฐบาลควรทำหน้าที่ชี้แจงเหมือนกับงบประมาณส่วนอื่น เช่น แสดงให้เห็นว่างบส่วนราชการในพระองค์มีความเหมาะสมอย่างไร &amp;nbsp;ลงรายละเอียดในเชิงสถิติเพื่อเปรียบเทียบให้เห็นชัด (เดิมทีเรื่องนี้ก็เป็นปัญหาในการชี้แจงของหน่วยงานอื่นเช่นกัน เช่น งบประมาณของกองทัพ &amp;ndash; จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมต้องมี &amp;ldquo;ผู้ตรวจการกองทัพ&amp;rdquo; เพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณด้วย อ่านต่อได้ที่นี่ https://bit.ly/3z9RjIJ)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับงบสถาบันพระมหากษัตริย์ รัฐบาลยิ่งมีความจำเป็นต้องชี้แจงเพิ่มเติม เพราะรัฐบาลในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ต้องสวมสองบทบาทควบคู่กันในประเด็นนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หนึ่ง ในฐานะผู้รับผิดชอบสูงสุดทางการเมือง รัฐบาลมีหน้าที่ในการบริหารจัดการธุรการต่างๆให้กับสถาบันพระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตย เพื่อไม่ให้สถาบันต้องมาบริหารจัดการเรื่องเหล่านี้เอง และ สามารถดำรงอยู่ในฐานะประมุขของรัฐได้อย่างสมพระเกียรติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สอง ในฐานะตัวแทนของประชาชน รัฐบาลมีหน้าที่จัดงบประมาณ ดูแลด้านธุรการ และจัดลำดับความสำคัญของโครงการต่างๆ ให้สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจ-สังคมที่ประชาชนกำลังเผชิญ และเป็นประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่อย่างที่เราเห็นตลอดมา รัฐบาลนี้ไม่ได้ทำหน้าที่ทั้งสองข้อนี้ แต่กลับปล่อยให้ความรับผิดชอบนี้ตกไปเป็น &amp;ldquo;พระราชภาระ&amp;rdquo; ของสถาบัน ที่เข้ามาจัดการกำลังพล บุคลากร หรือโครงการต่างๆเอง และกลับบกพร่องอย่างรุนแรงในการทำหน้าที่ตัวแทนของประชาชน ด้วยการจัดเป็นเงินอุดหนุนก้อนโต ไร้รายละเอียด และไร้ความรับผิดชอบที่จะอธิบายชี้แจงแทนสถาบันฯ ว่าการใช้งบนั้นคุ้มค่าเหมาะสมเพียงใดในภาวะวิกฤติของประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในอีกทางหนึ่ง หากการจัดงบเช่นนี้ เป็นพระราชประสงค์ที่รัฐบาลเป็นฝ่ายตอบสนอง ก็ยิ่งสะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลนี้เองที่กำลังเสื่อมพระเกียรติของสถาบันในระยะยาว เพราะไม่กล้าที่จะถวายคำแนะนำ และยืนหยัดยึดมั่นในการจัดการเรื่องเหล่านี้ให้อยู่ในกรอบที่ไร้ข้อครหาว่ามีผลประโยชน์ทางการเมืองผ่านการจัดงบประมาณ แบบที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สภาพเช่นนี้ เกิดขึ้นในรัฐบาลที่อ้างความจงรักภักดีอยู่เป็นประจำ แต่กลับไม่รับผิดชอบต่อหน้าที่อันสำคัญในการรักษาพระเกียรติยศของสถาบันฯ ที่ตัวเองเอ่ยอ้างว่าจะปกป้องด้วยชีวิต ทำให้ทุกคำถามและทุกคำวิจารณ์ของสาธารณชนพุ่งตรงไปที่สถาบัน ทำให้สถานะของสถาบันพระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตยสั่นคลอน และสุ่มเสี่ยงต่อการดำรงพระเกียรติในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมจำเป็นต้องเรียกร้องไปยังประชาชนที่ประกาศตนว่าเป็น &amp;ldquo;ผู้จงรักภักดี&amp;rdquo; รวมถึงสื่อมวลชนหลักในประเทศไทย ให้ร่วมกันถามไปยังรัฐบาลและทุกพรรคการเมืองที่เห็นด้วยกับการจัดงบประมาณเช่นนี้ ให้ออกมาชี้แจงเหตุผล เพราะความเชื่อถือศรัทธา จะเกิดขึ้นได้ต้องมีความไว้วางใจเป็นองค์ประกอบสำคัญ แต่ความไว้วางใจจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากขาดซึ่งความโปร่งใส ตรงไปตรงมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพื่อให้สถาบันพระมหากษัตริย์ดำรงอยู่ในฐานะเป็นที่เคารพเชื่อถือศรัทธาของประชาชน อยู่คู่ประชาธิปไตยได้อย่างยั่งยืน รัฐบาลต้องทำให้เรื่องนี้อยู่ในที่สว่าง มิใช่ทิ้งไว้ในความมืดอึมครึม ผ่านมาแล้วผ่านไปเช่นหลายปีที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในวันที่ประชาชนส่วนใหญ่ต้องการประชาธิปไตยที่โปร่งใส การชี้แจงเหตุผลของงบประมาณส่วนนี้ จึงเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการรักษาสถาบันฯ ให้อยู่คู่ประชาธิปไตย อย่าปล่อยให้ความไม่รับผิดชอบของระบอบประยุทธ์ทำให้ประชาชนหมดหนทางกับการพยายามทำให้สองสิ่งนี้อยู่เคียงข้างกันได้เลยครับ.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114331</URL_LINK>
                <HASHTAG>งบสถาบัน, พริษฐ์ วัชรสินธุ, ไอติม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210824/image_big_6124467777d4a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>113236</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/08/2021 10:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/08/2021 10:18</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ไอติม&#039; ยกหลักสากล การใช้แก๊สน้ำตา ต้องไม่ยิงใส่บุคคลใดบุคคลหนึ่ง </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14 ส.ค.64 - นายพริษฐ์ วัชรสินธุ หรือ &amp;quot;ไอติม&amp;quot; โพสต์ข้อความในทวิตเตอร์ ถึงกรณ์การปะทะระหว่างเจ้าหน้าทั้ตำรวจชุดคุมฝูงชน(คฝ.)และม็อบ ว่า ข้อ 7.3.6 ของแนวปฏิบัติด้านสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ (UN) เขียนไว้ชัดว่าการใช้แก๊สน้ำตาตามหลักสากลจะต้อง:&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;..ไม่ยิงเข้าไปใส่บุคคลใดบุคคลหนึ่ง และไม่ว่าในสถานการณ์ใดๆก็ตาม จะต้องไม่ยิงไปที่ศีรษะหรือใบหน้า เนื่องจากเสี่ยงต่อการเสียชีวิตหรือบาดเจ็บสาหัสจากแรงกระแทก&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;



&lt;p dir=&quot;ltr&quot; lang=&quot;th&quot;&gt;ข้อ 7.3.6 ของแนวปฏิบัติด้านสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ (UN) เขียนไว้ชัดว่าการใช้แก๊สน้ำตาตามหลักสากลจะต้อง:

&amp;quot;..ไม่ยิงเข้าไปใส่บุคคลใดบุคคลหนึ่ง และไม่ว่าในสถานการณ์ใดๆก็ตาม จะต้องไม่ยิงไปที่ศีรษะหรือใบหน้า เนื่องจากเสี่ยงต่อการเสียชีวิตหรือบาดเจ็บสาหัสจากแรงกระแทก&amp;quot;#ม็อบ13สิงหา pic.twitter.com/VKzjmPntDw&lt;/p&gt;
&amp;mdash; Parit Wacharasindhu (Itim) (@paritw92) August 13, 2021


&amp;nbsp;

</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113236</URL_LINK>
                <HASHTAG>พริษฐ์ วัชรสินธุ, ม็อบ, ไอติม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210322/image_big_605867cfb20ae.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>113082</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/08/2021 15:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/08/2021 15:49</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ไอติม&#039; ลั่นอยากให้เข้าใจม็อบไม่มีใครอยากเสี่ยงชีวิต แต่เขาถูกบีบให้รู้สึกไม่มีทางอื่น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 ส.ค.64 - นายพริษฐ์ วัชรสินธุ หรือ ไอติม ผู้ก่อตั้งกลุ่มรัฐธรรมนูญก้าวหน้า โพสต์ข้อความบนทวิตเตอร์ Parit Wacharasindhu (Itim)&amp;nbsp;ระบุว่า ม็อบ11สิงหา&amp;nbsp;อยากให้ใครที่ตั้งคำถามถึงการชุมนุม เข้าใจว่าไม่มีใครอยากออกมาเสี่ยงชีวิต แต่เขาถูกบีบให้รู้สึกว่าไม่มีทางอื่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;-เลือกตั้งเสร็จ คุณก็พลิกสูตร
-ยื่นแก้ รธน. คุณก็ปัดตก
-พูดถึงสถาบันฯ คุณก็ยัด112&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คนที่ควรถูกตั้งคำถามคือระบอบประยุทธ์ ที่ปล่อยให้สังคมมาถึงจุดแตกหักขนาดนี้&lt;/p&gt;


&lt;p dir=&quot;ltr&quot; lang=&quot;th&quot;&gt;#ม็อบ11สิงหา
อยากให้ใครที่ตั้งคำถามถึงการชุมนุม เข้าใจว่าไม่มีใครอยากออกมาเสี่ยงชีวิต แต่เขาถูกบีบให้รู้สึกว่าไม่มีทางอื่น
-เลือกตั้งเสร็จ คุณก็พลิกสูตร
-ยื่นแก้ รธน. คุณก็ปัดตก
-พูดถึงสถาบันฯ คุณก็ยัด112
คนที่ควรถูกตั้งคำถามคือระบอบประยุทธ์ ที่ปล่อยให้สังคมมาถึงจุดแตกหักขนาดนี้&lt;/p&gt;
&amp;mdash; Parit Wacharasindhu (Itim) (@paritw92) August 11, 2021
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113082</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตำรวจ, พริษฐ์ วัชรสินธุ, ม็อบ11สิงหา, ไล่ประยุทธ์, ไอติม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210321/image_big_6056be4076137.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>112910</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/08/2021 09:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/08/2021 09:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไม่มีกั๊ก‘หลานมาร์ค’ร่ายยาวหนุนยกเลิกมาตรา112</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 ส.ค.2564 - นายพริษฐ์ วัชรสินธุ หรือไอติม หลานชายนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) โพสต์เฟซบุ๊กในรูปแบบบทความในหัวข้อ &amp;ldquo;#ยกเลิก112 : กระดุมเม็ดแรก สู่สังคมที่ประชาธิปไตยและสถาบันพระมหากษัตริย์ อยู่ร่วมกันได้ในโลกยุคใหม่&amp;rdquo; มีเนื้อหาว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1 ปีที่แล้ว (10 สิงหาคม 2563) แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม ได้ประกาศ 10 ข้อเรียกร้องเรื่องการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ 1 ปี ผ่านมา ข้อเสนอเรื่องการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ถูกพูดถึงโดยหลายกลุ่มอย่างกว้างขวางขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไม่ว่าจะคิดเห็นอย่างไร ทุกข้อเสนอมีความสำคัญยิ่งต่อโครงสร้างทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นข้อเสนอด้านกฎหมาย (เช่น การแก้ไขหรือยกเลิกประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112) ข้อเสนอด้านการบริหารราชการแผ่นดิน (เช่น การปรับลดงบประมาณรายจ่ายเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์) หรือข้อเสนอด้านประเพณีปฏิบัติ (เช่น การบริจาคและรับบริจาคโดยเสด็จพระราชกุศล)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไม่ว่าจะถูกเสนอโดยใครหรือด้วยวิธีใด ทุกข้อเสนอมักถูกโจมตีจากบางกลุ่มที่คัดค้านการปฏิรูปสถาบันฯว่าเป็น &amp;lsquo;การล้มล้าง-เปลี่ยนแปลงการปกครอง&amp;rsquo; ไปเป็นระบอบสาธารณรัฐ แต่หากเราวิเคราะห์ตัว &amp;ldquo;แก่น&amp;rdquo; หรือใจความสำคัญของข้อเสนอทั้งหมด เราจะสังเกตเห็นว่าข้อเสนอต่างๆ ล้วนเป็นข้อเสนอ ที่ไม่เพียงแต่อยู่ภายในกรอบของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขและสอดคล้องกับหลักสากลของหลายประเทศทั่วโลกที่ปกครองด้วยระบอบนี้ แต่ยังเป็นการพยายามยืนยันและยับยั้งไม่ให้ประเทศเราไถลหลุดจากระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญ ไปสู่ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ หรือ ราชาธิปไตยที่มีประชาธิปไตยเป็นเพียงไม้ประดับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปฏิเสธไม่ได้ว่า การบริหารประเทศภายใต้ระบอบประยุทธ์ทำให้หลายคนเกิดข้อกังขามากขึ้นต่อสถานะ &amp;lsquo;เหนือการเมือง&amp;rsquo; และ &amp;lsquo;ใต้รัฐธรรมนูญ&amp;rsquo; ที่ควรจะเป็นของสถาบันพระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตย เพราะการกระทำของระบอบประยุทธ์ที่ตั้งใจลาก หรือปล่อยให้สถาบันฯ ไหลเข้ามาในความขัดแย้งทางการเมือง ผ่านการกล่าวอ้างและผูกขาดความจงรักภักดีไว้กับตนเพียงผู้เดียว จนทำให้เกิดคำถามถึงความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์กับคณะรัฐประหาร ผ่านความไม่กล้าหาญของนายกรัฐมนตรีที่จะถวายคำแนะนำต่อพระมหากษัตริย์ เมื่อมีการกระทำใดที่สุ่มเสี่ยงจะขัดกับหลักระบอบประชาธิปไตย หรือผ่านการไม่สามารถชี้แจงอย่างตรงไปตรงมาถึงการตัดสินใจสนับสนุนงบประมาณแก่บริษัทสยามไบโอไซเอนซ์เพื่อผลิตวัคซีนโควิด จนเกิดข้อครหาเรื่องการเอื้อประโยชน์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1 ปีผ่านมา แม้กลไกนอกระบบจะทำให้เมล็ดพันธุ์ทางความคิดถูกหว่านไปกว้างขวางทั่วประเทศจากความตื่นตัวของภาคประชาชนทั้งบนท้องถนนและในโซเชียลมีเดีย แต่ยังไม่มีต้นใดเติบโตแข็งแรงจนก้าวข้ามหรือทะลุกำแพงของกลไกในระบบ ไม่ว่าจะเป็นการแก้ไขกฎหมาย การพิจารณางบประมาณสถาบันพระมหากษัตริย์โดยใช้มาตรฐานเดียวกับการพิจารณางบประมาณของหน่วยงานอื่น ความกล้าหาญของสื่อหลักในการนำเสนอข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุมแม้เป็นประเด็นอ่อนไหว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อผนวกกับที่ฝ่ายอำนาจรัฐมีมุมมองต่อผู้เสนอเรื่องการปฏิรูปสถาบันฯ ว่าเป็น &amp;ldquo;ภัยต่อความมั่นคงของชาติ&amp;rdquo; ที่ต้องถูกจับกุมดำเนินคดี ก็ยิ่งซ้ำเติมให้สถานการณ์เลวร้ายลงกว่าเดิม โดยข้อมูลของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ระบุว่า นับตั้งแต่มีการเผยแพร่รายชื่อผู้ถูกดำเนินคดีมาตรา 112 ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2563 มีผู้ถูกดำเนินคดีจากการแสดงออกและการชุมนุมทางการเมืองในข้อหาตามมาตรา 112 แล้วอย่างน้อย 116 ราย ใน 115 คดี ล่าสุดคือทนายอานนท์ นำภา ที่เมื่อวานนี้ได้เข้ามอบตัวตามหมายจับ กรณีการปราศรัยหน้าหอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพฯ เมื่อ 3 สิงหาคมที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การกระทำเช่นนี้ นอกจากสะท้อนว่ารัฐไม่ใจกว้างมากพอจะเปิดใจเจรจารับฟัง ยังต้องการจะบดขยี้ผู้เห็นต่างให้อยู่อย่างยากลำบาก ทำให้หนทางในการเรียกร้องของผู้ชุมนุมหดแคบลงเรื่อยๆ และกำลังบีบให้พวกเขาต้องเลือก ระหว่างการทนอยู่ในระบอบปัจจุบันที่มีปัญหา หรือการเปลี่ยนแปลงอย่างสุดขั้ว (ที่มวลชนทั้ง 2 ฝ่ายต่างก็มี &amp;ldquo;คำตอบ&amp;rdquo; อยู่ในใจ)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โจทย์ของวันนี้จึงไม่ต่างจาก 1 ปีที่ผ่านมา คือจะทำอย่างไรให้เรื่องที่ถูกขับเคลื่อนอย่างเข้มข้นอยู่นอกระบบ มีพื้นที่ปลอดภัยสำหรับคนจากทุกฟากฝ่ายมาร่วมถกเถียง และถูกผลักเข้าไปพิจารณาเพื่อความเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นในระบบ โดยไม่ต้องรอให้ &amp;ldquo;จุดต่ำสุด&amp;rdquo; เดินทางมาถึงและเสี่ยงต่อการเผชิญหน้าหรือเกิดความสูญเสีย แม้จะริบหรี่ลงไปมาก แต่ผมเชื่อว่าสังคมไทยยังพอมีโอกาสตอบโจทย์นี้ให้สำเร็จ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม การพูดคุยเรื่องนี้จะทำไม่ได้เลย หากเราไม่ติดกระดุมเม็ดแรกที่สำคัญอย่างการยกเลิกประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ขัดหลักสากลถึง 3 มิติ และเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ประชาชนจำนวนมากรู้สึก &amp;ldquo;ไม่ปลอดภัย&amp;rdquo; ในการพูดคุยเรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างตรงไปตรงมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มิติที่ 1 &amp;nbsp;= ปัญหาในเชิงการบังคับใช้ มาตรา 112 ไม่ได้วางขอบเขตชัดเจนระหว่างการวิพากษ์วิจารณ์โดยสุจริต กับการดูหมิ่น หมิ่นประมาท และอาฆาตมาดร้าย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในเชิงกฎหมาย การวิจารณ์โดยสุจริตไม่น่าจะเข้าข่ายความผิด เพราะมาตรา 112 เขียนถึงแค่ความผิดจากการที่ &amp;ldquo;ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย..&amp;rdquo; แต่ในทางปฏิบัติ หลายคนที่แม้จะวิจารณ์โดยสุจริต ก็ยังถูกตัดสินว่าผิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ความคลุมเครือและความไม่แน่นอนในการบังคับใช้ก็ปรากฎให้เห็นมาโดยตลอด เช่น กรณีการแชร์บทความของสำนักข่าวบีบีซี ซึ่งผู้แชร์ (คุณไผ่ ดาวดิน) ถูกตัดสินว่าผิดมาตรา 112 (ทั้งที่ไม่น่าจะเข้าข่ายหมิ่นประมาท) แต่สำนักข่าวก็ไม่ได้โดนข้อหานี้แต่อย่างใด (ซึ่งถูกต้องแล้วที่ไม่โดนข้อหา และยิ่งเป็นการตอกย้ำว่าเนื้อหาในบทความไม่น่าจะเข้าข่ายหมิ่นประมาท)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การเพิ่มความชัดเจนตรงนี้ ไม่ควรเป็นเรื่องที่แก้ยาก เพราะการเขียนกฎหมายให้แยกแยะอย่างชัดเจน เป็นสิ่งที่มีตัวอย่างอยู่แล้วในกฎหมายหมิ่นประมาทบุคคลธรรมดา ในขณะที่กฎหมายอาญามาตรา 329, 330 ระบุไว้ชัดเจนสำหรับการหมิ่นบุคคลธรรมดา ว่าการ &amp;lsquo;วิจารณ์โดยสุจริต&amp;rsquo; หรือการกล่าว &amp;lsquo;ความจริงที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน&amp;rsquo; เป็นข้อยกเว้นที่ไม่เข้าข่ายหมิ่นประมาท แต่ข้อยกเว้นเหล่านี้กลับไม่ได้ถูกเขียนกำกับกรณีการหมิ่นสถาบันกษัตริย์ ทั้งที่จริงแล้วการเปิดให้มีการวิพากษ์วิจารณ์โดยสุจริตอาจเป็นประโยชน์ต่อสถาบันเองด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มิติที่ 2 = ความหนักของโทษ มาตรา 112 ของไทยกำหนดโทษจำคุกอยู่ที่ 3-15 ปี ซึ่งถือเป็นโทษที่หนักมาก ไม่ว่าจะเทียบกับมิติไหน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถ้าเทียบกับกฎหมายอื่นๆ ของไทย จะเห็นว่าโทษของมาตรา 112 เทียบเท่ากับการฆ่าคนโดยไม่เจตนา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถ้าเทียบกับกฎหมายของไทยในอดีตที่มีลักษณะเดียวกัน โทษของมาตรา 112 ในปัจจุบันหนักกว่าโทษในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ที่กำหนดโทษไว้ที่จำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือ 7 ปี (แล้วแต่ช่วงเวลา) เสียอีก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หรือหากเทียบกับกฎหมายลักษณะเดียวกันของประเทศอื่นๆ ที่ใช้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มาตรา 112 ของเราก็มีโทษหนักกว่าหลายประเทศ เช่น สเปน 0-2 ปี, เดนมาร์ก 0-8 เดือน, เนเธอร์แลนด์ 0-4 เดือน ส่วนสหราชอาณาจักร นอร์เวย์ และญี่ปุ่น ไม่ได้กำหนดเป็นกฎหมายอาญา แต่เป็นกฎหมายแพ่ง จึงไม่มีโทษจำคุก มีแต่การเรียกร้องค่าเสียหาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มิติที่ 3 = ใครฟ้องก็ได้ การที่มาตรา 112 อยู่ในหมวดความมั่นคงทำให้เป็นคดีที่ยอมความไม่ได้ ใครๆ จึงสามารถกล่าวโทษและฟ้องคนอื่นได้ ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาหลายปัญหาได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คนบางกลุ่มอาจตัดสินใจฟ้องมาตรา 112 ด้วยเจตนาที่ต้องการปกป้องสถาบันฯ แต่เมื่อจำเลยถูกตัดสินว่าผิด ความคับแค้นใจก็ไปตกอยู่ที่สถาบันฯ &amp;nbsp;ส่งผลให้สถาบันฯ กลายเป็นคู่กรณีโดยอัตโนมัติ แม้ในบางครั้งสถาบันฯ อาจจะไม่รับรู้ก็ตาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อีกตัวอย่างหนึ่งของปัญหา คือการที่สถาบันฯ ถูกนักการเมืองบางกลุ่มจงใจนำไปใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองกลั่นแกล้งฝั่งตรงข้าม หรือการนำสถาบันฯ ไปใช้ปกปิดการทุจริต เช่น การระบุว่าเป็นโครงการเฉลิมพระเกียรติ จนทำให้คนไม่กล้าเข้าไปตรวจสอบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพื่อแก้ปัญหาเหล่านี้ หลายประเทศจึงมีการระบุ &amp;lsquo;ผู้ฟ้อง&amp;rsquo; อย่างชัดเจน อาทิ พระมหากษัตริย์ต้องมีพระราชกระแสรับสั่งหรือยินยอมให้ดำเนินคดีผ่านสำนักราชเลขาธิการ (สหราชอาณาจักร นอร์เวย์) การให้อำนาจนายกรัฐมนตรี (ญี่ปุ่น) หรือกระทรวงยุติธรรม (เดนมาร์ก) เป็นคนฟ้องเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จะเห็นได้ว่า การยกเลิกมาตรา 112 ไม่ใช่ข้อเสนอของ &amp;ldquo;ผู้ไม่หวังดี-คิดล้มล้างเปลี่ยนแปลงการปกครอง&amp;rdquo; และไม่ใช่เรื่องที่น่าหวั่นวิตก - หากไม่มีมาตรา 112 พระมหากษัตริย์ยังคงได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายหมิ่นประมาททั่วไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในโลกที่ไม่มีมาตรา 112
1. ประชาชนที่วิพากษ์วิจารณ์โดยสุจริต สามารถทำได้ ไม่มีความผิด (เช่นเดียวกับข้อยกเว้นในประมวลกฎหมายอาญามาตรา 329-330) แต่หากเป็นการหมิ่นประมาท แสดงความอาฆาตมาดร้าย ก็ยังเอาผิดได้เช่นเดิม
2. ในการฟ้องร้อง จะต้องได้รับการอนุมัติจากพระมหากษัตริย์หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในฐานะผู้เสียหาย
3. หากพิสูจน์ได้ว่าบุคคลใดทำผิดจริง บุคคลนั้นก็ยังได้รับโทษทางอาญาเช่นเดียวกับการหมิ่นประมาทบุคคลทั่วไป (ซึ่งข้อนี้สามารถถกเถียงกันได้ว่าโทษจำคุก 0-2 ปี ฐานหมิ่นประมาท ณ ปัจจุบัน เป็นระยะเวลาที่สูงไปแล้วหรือไม่ ไม่ว่าสำหรับใครก็ตาม)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หากทั้งหมดนี้ยังไม่ทำให้รู้สึกสบายใจ หรือ กังวลว่าการคุ้มครองพระมหากษัตริย์ยังไม่ครอบคลุม ก็สามารถเพิ่มเติมข้อความต่อจากกฎหมายหมิ่นประมาทบุคคลธรรมดาได้ โดยไม่จำเป็นต้องมีกฎหมายลักษณะมาตรา 112 ที่อยู่ในหมวดความมั่นคง เช่น ที่ญี่ปุ่น เมื่อกังวลว่าข้อ 2 อาจทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์ต้องมาดำเนินการฟ้องร้องประชาชนเอง จึงระบุเพิ่มเติมในกฎหมายหมิ่นประมาทไปว่า หากผู้เสียหายคือพระมหากษัตริย์ นายกฯ (ในฐานะผู้นำรัฐบาล) จะเป็นผู้รับผิดชอบการฟ้องร้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การเสนอให้ยกเลิกมาตรา 112 จะไม่เพียงแต่ทำให้กฎหมายของไทยสอดคล้องกับหลักประชาธิปไตยสากล คุ้มครองสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกของประชาชน และปกป้องเสถียรภาพ-เกียรติยศของสถาบันพระมหากษัตริย์ให้สง่างาม &amp;nbsp;แต่ยังเป็นหนทางเดียวด้วยซ้ำที่จะทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์อยู่คู่กับระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยได้อย่างยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หาก 1 ปีที่แล้ว การกล่าวถึงประเด็นปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ของกลุ่มผู้ชุมนุม ถูกมองว่าเป็นข้อเสนอที่ &amp;ldquo;ทะลุเพดาน&amp;rdquo; มาถึงวันนี้ ผมอยากเชิญชวนให้ทุกคนมองว่าการแก้ไขหรือยกเลิกมาตรา 112 ควรเป็น &amp;ldquo;ข้อเสนอพื้นฐาน&amp;rdquo; ที่สังคมไทยต้องช่วยกันผลักดันให้สำเร็จ ทั้งเพื่อยุติสังคมแห่งความหวาดกลัว เพื่อเป็นหมุดหมายสำคัญของการคลี่คลายวิกฤติการเมือง และเพื่อยืนยันหลักการพื้นฐานที่ว่า การวิจารณ์โดยสุจริต หรือ เผยแพร่ความจริงเพื่อประโยชน์สาธารณะ แม้ไม่ถูกใจผู้ฟังทุกคน แต่กฎหมายต้องคุ้มครองอย่างเท่าเทียม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ป.ล. ผมเคยให้สัมภาษณ์เรื่องนี้ ใครสนใจอ่านต่อได้ครับ https://www.the101.world/parit-wacharasindhu-interview-2021/ &amp;nbsp;#ยกเลิก112
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112910</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายพริษฐ์ วัชรสินธุ, นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ, ปชป., พรรคประชาธิปัตย์, ยกเลิก 112, อดีตนายกรัฐมนตรี, ไอติม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210522/image_big_60a90638df906.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>110300</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/07/2021 13:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/07/2021 13:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ขอโทษไม่พอแล้ว &#039;ไอติม&#039; ยื่นคำขาด &#039;ประยุทธ์&#039; ต้องลาออก!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 ก.ค.64 - นายพริษฐ์ วัชรสินธุ -หรือ &amp;quot;ไอติม&amp;quot; โพสต์ข้อความเรียกร้องให้ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยมีรายละเอียดดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หมดเวลาของรัฐบาลที่ไร้ความรับผิดชอบทางการเมือง : &amp;ldquo;ขอโทษ&amp;rdquo; ไม่พอ / ต้อง &amp;ldquo;ลาออก&amp;rdquo; และ &amp;ldquo;แก้รัฐธรรมนูญ&amp;rdquo; เท่านั้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คงไม่มีใครคาดหวัง ว่ารัฐบาลใดๆก็ตาม จะสามารถการแก้ไขทุกปัญหาได้อย่างไร้ข้อผิดพลาด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่สิ่งที่เราควรจะคาดหวังได้จากทุกรัฐบาลคือ &amp;ldquo;ความรับผิดชอบ&amp;rdquo; ทางการเมือง ซึ่งเป็นสิ่งที่นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน และรัฐบาลชุดปัจจุบัน ขาดมาโดยตลอด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ความรับผิดชอบ&amp;rdquo; ขั้นพื้นฐานที่สุดที่รัฐบาลควรจะมี คือการสำรวจตัวเองว่าทำอะไรลงไปบ้าง หากผิดพลาดก็ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่าตัวเองทำอะไรพลาดไป และ ปรับแนวทางเพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านั้น
&amp;nbsp;
ในขณะที่รัฐบาลมัก &amp;ldquo;สั่งสอน&amp;rdquo; ประชาชนอยู่เสมอ ว่าการแก้ปัญหาต่างๆ ต้องให้ประชาชน &amp;ldquo;เริ่มต้นที่ตัวเอง&amp;rdquo; แต่รัฐบาลนี้ไม่เคย &amp;ldquo;เริ่มต้นที่ตัวเอง&amp;rdquo; เลยสักครั้ง ในการบริการทั้งวิกฤตสาธารณสุข วิกฤตเศรษฐกิจ และวิกฤตการเมือง ที่ประเทศเรากำลังเผชิญอยู่
&amp;nbsp;
1. แทนที่รัฐบาลจะ &amp;ldquo;ยอมรับ&amp;rdquo; ข้อเสนอจากหลายฝ่ายในช่วงแรกๆของการระบาด ให้สรรหาวัคซีนหลากหลายยี่ห้อตั้งแต่ต้นเพื่อกระจายความเสี่ยง...
...รัฐบาลก็มัวแต่ไปไล่ฟ้องคนที่ออกมาทักท้วงเพียงเพราะเขามาจากขั้วตรงข้ามทางการเมือง และไม่เอาเวลาไปพิจารณาอย่างถี่ถ้วนถึงข้อดีของการเข้าร่วมโครงการ COVAX&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. แทนที่รัฐบาลจะ &amp;ldquo;ยอมรับ&amp;rdquo; ว่าตัวเองดำเนินการล่าช้าและบริหารอย่างผิดพลาดมหาศาลในการตกลงสัญญากับ AstraZeneca เพื่อให้สามารถฉีดวัคซีนได้ตามแผนที่ประกาศกับประชาชน...&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;...รัฐบาลกลับเลือกปกปิดข้อมูลและ &amp;ldquo;โกหก&amp;rdquo; ต่อหน้าประชาชนกลางสภา จนกระทั่งความจริงถูกเปิดโปงจากจดหมายระหว่าง AstraZeneca กับ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. แทนที่รัฐบาลจะ &amp;ldquo;ยอมรับ&amp;rdquo; ว่าวัคซีน Sinovac ได้ถูกพิสูจน์แล้วว่ามีประสิทธิภาพที่ต่ำกว่าวัคซีนชนิด mRNA และรีบทำทุกวิถีทางให้วัคซีนที่มีประสิทธิภาพสูงกว่า ถูกฉีดเข้าร่างกายบุคลาการทางการแพทย์ด่านหน้าได้เร็วที่สุด...&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;...รัฐบาลกลับดึงดันที่จะสั่ง Sinovac เข้ามาเพิ่ม แถมใช้เวลาไปมากมายกับการงัดสารพัดเหตุผล เพื่อพูดถึงข้อดีของวัคซีนที่แม้กระทั่งประเทศเจ้าของอย่างจีน ยังไม่เลือกที่จะใช้เพิ่ม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4. แทนที่รัฐบาลจะ &amp;ldquo;ยอมรับ&amp;rdquo; ความจริง ว่าการล็อกดาวน์อาจมีความจำเป็น แต่ต้องมาควบคู่กับแผนการเยียวยาที่เพียงพอ ครอบคลุม และ ทันท่วงที เพื่อชดเชยผลกระทบทางเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นต่อประชาชนจำนวนมาก...&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;...รัฐบาลกลับขาดความชัดเจนในการประกาศมาตรการ ขาดความรวดเร็วในการวางแผนการเยียวยา และขาดความเข้าใจในความยากลำบากของประชาชน ยังไม่รับการจงใจเลี่ยงบาลีไม่ใช้คำว่า &amp;ldquo;ล็อกดาวน์&amp;rdquo; เพื่อเลี่ยงความรับผิดชอบของรัฐบาลในการเยียวยาประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5. แทนที่รัฐบาลจะ &amp;ldquo;ยอมรับ&amp;rdquo; ว่าระบบสาธารณสุขของเรากำลังขาดแคลนทรัพยากรอย่างสาหัส ทั้งจำนวนเตียง ปริมาณยา และ บุคลากรทางการแพทย์ ซึ่งทำให้งบประมาณสาธารณสุขต้องได้รับความสำคัญที่สุดในการักษาความมั่นคงของประเทศ...&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;...รัฐบาลกลับยังคงใช้ข้ออ้างเรื่องความมั่นคงรูปแบบเดิมๆ เพื่อจัดสรรงบประมาณมาให้กับ &amp;ldquo;ของเล่น&amp;rdquo; ต่างๆของกองทัพที่ไม่จำเป็น หรือ &amp;ldquo;โครงการเชิงวัฒนธรรม&amp;rdquo; ต่างๆที่อยู่รอดมาได้จากความเคยชิน แต่ไม่ได้ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6. แทนที่รัฐบาลจะ &amp;ldquo;ยอมรับ&amp;rdquo; ว่าการตนเองดำเนินการอย่างไร้ความโปร่งใส คัดเลือกบุคลากรมาดำรงตำแหน่งสำคัญที่ขาดความสามารถและเต็มไปด้วยผลประโยชน์ทับซ้อน และ เผชิญข้อครหาเรื่องการทุจริตที่ไม่น้อยไปกว่ารัฐบาลก่อนๆที่ตนเองชอบต่อว่า...&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;...รัฐบาลกลับมัวแต่ไปป่าวประกาศอย่างไร้ประโยชน์ ให้การกำจัดการทุจริตเป็นวาระแห่งชาติ แถมใช้เวลาในสภาไปกับการกระแนะกระแหนรัฐบาลก่อนๆมากกว่าการชี้แจงคำถามต่อการทำงานของตนเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7. แทนที่รัฐบาลจะ &amp;ldquo;ยอมรับ&amp;rdquo; ว่าอำนาจที่ตนเองมีอยู่ในทุกวันนี้ ไม่ได้มาจากการแข่งขันที่เป็นธรรมในการครองใจประชาชน แต่มาจากรัฐธรรมนูญที่ตนเองเขียนขึ้นมาเองเพื่อสืบทอดอำนาจตนเอง ผ่านองค์กรที่ไร้ศักดิ์ศรีอย่างวุฒิสภา ที่มีทั้งอำนาจทั้งเลือกนายกฯ และอำนาจแต่งตั้ง กกต. ให้เข้ามาบิดสูตรคำนวน ส.ส. เพื่อพลิกผลเลือกตั้ง...&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;...รัฐบาลกลับอ้างอยู่เสมอว่าตนเองมาจากการเลือกตั้ง ทั้งๆที่รัฐธรรมนูญเรายังเขียนให้ ส.ว. 250 คน มีอำนาจมากกว่าประชาชน 19 ล้านคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8. แทนที่รัฐบาลจะ &amp;ldquo;ยอมรับ&amp;rdquo; ว่าตนเองมีส่วนสำคัญในการตั้งใจลากหรือปล่อยให้สถาบันพระมหากษัตริย์ไหลเข้ามาในความขัดแย้งทางการเมือง ผ่านการกล่าวอ้างและผูกขาดความจงรักภักดี หรือผ่านความไม่กล้าหาญของนายกรัฐมนตรีที่จะถวายคำแนะนำต่อพระมหากษัตริย์ เมื่อมีการกระทำใดที่สุ่มเสี่ยงจะขัดกับหลักระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข&amp;hellip;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;...รัฐบาลกลับเลือกปราบประชาชนด้วยกฎหมายอาญามาตรา 112 และผลักไสไล่ส่งหลายคนที่ออกมาเรียกร้องการปฏิรูป ว่ามีเจตนาล้มลางสถาบันฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9. แทนที่รัฐบาลจะ &amp;ldquo;ยอมรับ&amp;rdquo; ว่าตนเองตัดสินใจพลาดในหลายๆเรื่องเกี่ยวกับการบริหารจัดการโควิด จนทำให้ชีวิตประชาชนจำนวนมากยังต้องอยู่บนเส้นดาย ที่ล้อมรอบไปด้วยทั้งโรคระบาดและพิษเศรษฐกิจ และทำให้สถานการณ์ของประเทศไทยทรุดโทมกว่าอีกหลายประเทศทั่วโลก&amp;hellip;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;...แต่รัฐบาลกลับชอบอ้างว่าประเทศอื่นก็เผชิญวิกฤต และชอบหาสารพัดสถิติมาใช้ในแถลงการณ์ ศบค. เพื่อทำให้สถานการณ์ในประเทศไทยดูดีกว่าที่เป็นจริง โดยไม่เคยเอ่ยปากขอโทษประชาชน เหมือนกับผู้นำในอีกหลายประเทศทั่วโลก ที่อาจเคยตัดสินพลาดบ้างในบางครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10. แทนที่รัฐบาลจะ &amp;ldquo;ยอมรับ&amp;rdquo; ว่าตนเองกำลังทำลายความฝันของประชาชนจำนวนมากที่ต้องการเห็นบ้านเมืองที่ทุกคนมีส่วนร่วมในการสร้าง และใช้เวลานั่งคิดกับตัวเองบ้าง ว่าทำไมประชาชนจำนวนมาก จึงยอมเสี่ยงชีวิตตนเอง เพื่อออกมาต่อสู้บนท้องถนน&amp;hellip;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;...รัฐบาลกลับเลือกที่จะตอบโต้ด้วยวิธีการอำมหิต ที่ขัดหลักสากล ขาดความเป็นมนุษย์ และขาดความจริงใจในการรับฟังหรือแก้ไขปัญหาร่วมไปกับประชาชนจำนวนมากที่เป็นเจ้าของประเทศนี้เช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถ้าหากนายกฯและรัฐบาล เคยแสดงให้เห็นมาก่อนถึง &amp;ldquo;ความรับผิดชอบทางการเมือง&amp;rdquo; ขั้นพื้นฐาน ที่พร้อมจะยอมรับข้อผิดพลาด ปรับปรุงตนเอง และเดินหน้าแก้ไขปัญหาด้วยความเห็นอกเห็นใจ คำว่า &amp;ldquo;ขอโทษ&amp;rdquo; อาจพอซื้อเวลาพวกท่านได้ ก่อนที่พวกท่านจะต้องถูกตัดสินโดยประชาชนในสนามเลือกตั้ง ที่ต้องเสรีและเป็นธรรม และต้องปราศจากกลไกการสืบทอดอำนาจอย่าง ส.ว. 250 คน หรือ กกต. ที่พวกท่านแต่งตั้งเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จนมาถึงวันนี้ คำว่า &amp;ldquo;ขอโทษ&amp;rdquo; ไม่เคยออกจากปากพวกท่าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถึงคำขอโทษ ยังจำเป็นอยู่ต่อการรักษาเกียรติของตัวท่านเอง แต่มันไม่เพียงพออีกต่อไปแล้วต่อการรักษาบาดแผลที่ท่านได้สร้างให้กับประเทศและประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การลาออกของพวกท่าน และ การแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตย เท่านั้น ถึงจะเพียงพอ ต่อการที่ประเทศเดินไปข้างหน้า ด้วยการเมืองที่ช่วยชีวิตประชาชน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/110300</URL_LINK>
                <HASHTAG>การเมือง, พริษฐ์ วัชรสินธุ, ไอติม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210321/image_big_6056be4076137.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>107884</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/06/2021 10:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/06/2021 10:50</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ปิยบุตร-ไอติม&#039; หน้าบาน &#039;รื้อระบอบประยุทธ์&#039; ทะลุ 1 แสนรายชื่อ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 มิ.ย.64 - เฟซบุ๊กเพจ &amp;quot;Re-Solution ถึงเวลารัฐธรรมนูญใหม่&amp;quot; โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทะลุ 100,000 รายชื่อ + ยังมีที่เร่งตรวจนับอยู่อีกเพียบ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตัวเลขล่าสุด ณ 27 มิ.ย. พุ่งขึ้นไปกว่า 100,000 รายชื่อแล้ว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เราจะรีบจัดการรวบรวมเอกสารที่ส่งมาแล้วทั้งหมด และประกาศจำนวนรายชื่อประชาชนทั้งหมดที่มาร่วมแสดงพลัง #รื้อระบอบประยุทธ์ เร็วๆ นี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยหลังจากการประกาศปิดรับเอกสารเข้าชื่อ #ขอคนละชื่อรื้อระบอบประยุทธ์ ไปเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน เวลา 12.00 น. ปัจจุบันมีจำนวนผู้เข้าชื่อแล้วกว่า 100,000 รายชื่อ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กลุ่ม Re-Solution ขอขอบคุณประชาชนทุกคนที่ร่วมแสดงพลังและขออภัยทุกท่านที่ต้องทำการปิดรับเอกสาร เพราะจำเป็นต้องใช้เวลาต่อจากนี้จัดการเอกสารส่งสภาฯ โดยเร็วที่สุดอะไรที่ไม่เคยเห็นก็จะได้เห็น เมื่อประชาชนแสดงพลัง หยุดสืบทอดอำนาจ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พอกันทีกับโครงสร้างทางการเมืองที่ไม่เห็นหัวประชาชน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับกลุ่ม Re-solution ถึงเวลารัฐธรรมนูญใหม่ นั้น มีนายปิยบุตร แสงกนกกุล นายพริษฐ์ วัชรสินธุ หรือ &amp;quot;ไอติม&amp;quot; เป็นแกนนำขับเคลื่อน โดย รณรงค์แก้ไขรัฐธรรมนูญ ใน 4 ประเด็นใหญ่ ประกอบด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. ล้ม ส.ว. เดินหน้าสภาเดี่ยว 2.โละศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระ-ปฏิรูปที่มา อำนาจ การตรวจสอบ 3. เลิกยุทธศาสตร์ชาติ แผนปฏิรูป-ปลดโซ่ตรวนอนาคตประเทศ 4. ล้างมรดกรัฐประหาร-หยุดวงจรอุบาทว์ขวางประชาธิปไตย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/107884</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปิยบุตร แสงกนกกุล, พริษฐ์ วัชรสินธุ, แก้ไขรัฐธรรมนูญ, ไอติม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210406/image_big_606c2524b89ba.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>105313</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/06/2021 06:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/06/2021 06:39</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ไอติม&#039; ยกกรณีครบ 1 ปี &#039;วันเฉลิม&#039; ความยุติธรรมที่ล่าช้า คือความไม่ยุติธรรม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 มิ.ย. 64 - นายพริษฐ์ วัชรสินธุ หรือ &amp;quot;ไอติม&amp;quot; &amp;nbsp;แกนนำกลุ่มรัฐธรรมนูญก้าวหน้า โพสต์ข้อคววามลงในเฟซบุ๊ก เมื่อวานนี้ มีรายละเอียดดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความยุติธรรมที่ล่าช้า คือความไม่ยุติธรรม : ครบ 1 ปี การหายตัวของคุณวันเฉลิม ปัญหาการบังคับสูญหาย และความสัมพันธ์กับอีกหลายปัญหาทางการเมือง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 มิถุนายนปีที่แล้ว &amp;ldquo;คุณวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์&amp;rdquo; หายตัวไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จนถึงวันนี้ผ่านมาครบ 1 ปี เรื่องนี้ยังไม่มีอะไรคืบหน้า ท่ามกลางความรู้สึกหดหู่ของสังคม คงไม่มีใครเจ็บปวดไปกว่าครอบครัวของคุณวันเฉลิม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในขณะที่การต่อสู้เพื่อค้นหาความจริงเกี่ยวกับการหายตัวไปของคุณวันเฉลิม มีความล่าช้ามาถึง 1 ปี สิ่งที่หลายคนอาจไม่ทราบ คือการต่อสู้เพื่อให้ประเทศไทยมีกฎหมายการบังคับบุคคลให้สูญหาย มีความล่าช้าไปเกือบ 10 ปี หลังจากประเทศไทยลงนามใน &amp;ldquo;อนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการหายสาบสูญโดยถูกบังคับ พ.ศ.2549&amp;rdquo; ตั้งแต่ พ.ศ. 2555 แต่ยังไม่มีการออกกฎหมายเพื่อดำเนินการตามข้อตกลงของอนุสัญญาแต่อย่างใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แม้ตอนนี้ จะมีร่างกฎหมายการบังคับบุคคลให้สูญหายถึง 4 ร่าง แต่หลายฝ่ายก็ตั้งข้อสังเกตว่าร่างของคณะรัฐมนตรี (ซึ่งเป็นร่างที่มีความเป็นไปได้มากที่สุดที่จะถูกบังคับใช้) มีความสอดคล้องกับหลักสากลน้อยที่สุด จึงเป็นเรื่องที่ทั้งสังคมต้องช่วยกันจับตาและยกขึ้นมาตีแผ่ ไม่ปล่อยให้กลไกในรัฐสภาซึ่งปัจจุบันแทบจะถูกควบคุมได้อย่างเบ็ดเสร็จโดยรัฐบาล ยึดแต่เนื้อหาจากร่างของ ครม. เพียงอย่างเดียวโดยปราศจากการรับรู้และการท้วงติงจากสังคม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเด็นเรื่องคุณวันเฉลิมและการบังคับบุคคลให้สูญหาย เป็นประเด็นที่สะท้อนการเมืองภาพใหญ่ของประเทศไทยได้เป็นอย่างดี ในแง่ของการแสดงให้เห็นถึง (ในมุมหนึ่ง) ความตื่นตัวของประชาชน ที่ออกมาเรียกร้องหลักสิทธิมนุษยชนมากขึ้น แต่ (ในอีกมุมหนึ่ง) โครงสร้างและกลไกรัฐที่กลับถดถอยลง และไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นและความหวังให้แก่ประชาชนว่าพวกเขาจะได้รับการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนั้น ประเด็นเรื่องคุณวันเฉลิมและการบังคับบุคคลให้สูญหาย ยังมีความเกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้องอื่นๆ ด้านการเมือง ตลอด 1 ปีที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. การแก้ไขรัฐธรรมนูญ และการยกเลิกมาตรา 279&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คำสั่งต่างๆของ คสช. เป็นส่วนหนึ่งของปัญหาเรื่องการบังคับบุคคลให้สูญหาย ในกรณีคุณวันเฉลิม เราต้องร่วมกันทำความเข้าใจกับสังคมในวงกว้าง ว่าคุณวันเฉลิมไม่ใช่อาชญากร แต่สาเหตุสำคัญที่ทำให้เขาต้องเดินทางไปอาศัยในประเทศเพื่อนบ้าน คือการไม่ไปรายงานตัวตามคำสั่ง คสช. ในช่วงที่ประเทศถูกปกครองโดยรัฐบาลที่มาจากคณะรัฐประหาร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนั้น ยังมีอีกหลายคำสั่งที่มีเนื้อหาขัดกับหลักการสิทธิมนุษยชนและอาจนำไปสู่การบังคับบุคคลให้สูญหาย อย่างเช่น คำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 13/2559 ที่ให้อำนาจเจ้าพนักงานควบคุมตัวบุคคลได้ไม่เกิน 7 วัน และยังเป็นฝ่ายกำหนดเงื่อนไขในการปล่อยตัว เป็นการเปิดช่องให้อาจเกิดการบังคับบุคคลให้สูญหายมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่แทนที่เมื่อ คสช. หายไป คำสั่งเหล่านี้จะหายตาม มาตรา 279 ในรัฐธรรมนูญ 2560 กลับเขียนให้ทุกคำสั่งของ คสช. ถือว่าชอบด้วยกฎหมาย ถึงแม้จะขัดกับหลักสิทธิมนุษยชนที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ 2560 เองก็ตาม ซึ่งเรื่องนี้ถือว่าอันตรายมาก เพราะเท่ากับทำให้คำสั่ง คสช.มีสภาพเหนือรัฐธรรมนูญ ถูกต้องตามกฎหมายไปตลอดกาล ดังนั้น การแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อยกเลิกมาตรานี้ เป็นสิ่งที่จำเป็น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. การปฏิบัติตามหลักสากลและกฎหมายระหว่างประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การออกกฎหมายเกี่ยวกับการบังคับบุคคลให้สูญหาย เป็นเรื่องที่ไทยควรต้องดำเนินการภายหลังลงนามในอนุสัญญาฯ แต่ผ่านมาเกือบ 10 ปี กฎหมายดังกล่าวก็ยังไม่เกิดขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตรงนี้เป็นเพียงหนึ่งตัวอย่างจากอีกหลายกรณี ที่รัฐบาลไทยมีความบกพร่องในการดำเนินการตามหลักสากล เหมือนกับการรับมือและการสลายการชุมนุมหลายครั้งในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ที่มีการกระทำโดยรัฐ ที่ขัดกับแนวปฏิบัติด้านสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติว่าด้วยการใช้อาวุธที่มีความร้ายแรงต่ำในการบังคับใช้กฎหมาย (United Nations Human Rights Guidance on Less-Lethal Weapons in Law Enforcement) ของ OHCHR (อ่านต่อ: https://www.facebook.com/paritw/posts/5058667324146974)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก และปัญหาของกฎหมายอาญา มาตรา 112&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คนที่ต้องออกจากประเทศไทยไปลี้ภัยในต่างแดน หลายคนมีต้นเหตุมาจากการโดนหมายจับคดี 112 ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีหลายปัญหา ไม่ว่าจะเป็นความหนักของโทษ (จำคุก 3-15 ปี) ที่หนักกว่ากฎหมายลักษณะเดียวกันในประเทศอื่นที่ใช้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ไม่ว่าจะเป็นปัญหาในเชิงการบังคับใช้ ซึ่งไม่ได้มีการวางขอบเขตชัดเจนระหว่างการ &amp;ldquo;วิพากษ์วิจารณ์โดยสุจริต&amp;rdquo; กับการ &amp;ldquo;ดูหมิ่น หมิ่นประมาท และอาฆาตมาดร้าย&amp;rdquo; ที่ทำให้ในทางปฏิบัติ หลายคนที่แม้จะวิจารณ์โดยสุจริต ก็ถูกตัดสินว่าผิด หรือ ปัญหาของการเปิดช่องให้ใครๆ ก็สามารถกล่าวโทษและฟ้องคนอื่นได้ ซึ่งทำให้ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการกลั่นแกล้งฝั่งตรงข้าม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4. การเรียกร้องความโปร่งใสและความรับผิดชอบทางการเมืองของรัฐบาล และการกำจัดวัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลายครั้งที่ประชาชนมีคำถามเกี่ยวกับการดำเนินการของรัฐในด้านต่างๆ โดยเฉพาะด้านสิทธิมนุษยชน รัฐบาลมักไม่สามารถ หรือไม่พร้อมตอบคำถามอย่างละเอียดและตรงไปตรงมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไม่ว่าสาเหตุจะเป็นเพราะรัฐบาลมีประเด็นที่ต้องการปกปิด เพราะรัฐบาลขาดความโปร่งใสในการดำเนินการ หรือขาดความรับผิดชอบทางการเมืองในฐานะตัวแทนประชาชน วัฒนธรรมเช่นนี้ ทำให้ประชาชนเริ่มขาดความศรัทธากับกลไกรัฐและกระบวนการยุติธรรมมากขึ้น และหล่อเลี้ยงให้ &amp;ldquo;วัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิด&amp;rdquo; คงอยู่กับสังคมไทย เพราะความยุติธรรมที่ล่าช้า คือความอยุติธรรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5. การปกป้องสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานของทุกคน ไม่ว่าจะมีความเห็นทางการเมืองตรง หรือ ต่างจากเรา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การปกป้องสิทธิไม่ใช่เรื่องที่เราพึงกระทำเฉพาะกับคนที่คิดแบบเดียวกับเราเท่านั้น เพราะ &amp;ldquo;สิทธิ&amp;rdquo; โดยพื้นฐาน เป็นสิ่งที่ทุกคนควรได้รับการคุ้มครอง ไม่ว่าคุณจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับเขา ไม่ว่าคุณจะชอบหรือไม่ชอบเขา และ ไม่ว่าเขาจะเป็นตัวแทนของคนทั้งประเทศ หรือ เขาเป็นเพียงคนเดียวที่ยืนอยู่อย่างเดียวดาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เราทุกคนมีหน้าที่ออกมายืนยันสิทธิของคนที่เห็นต่างจากเรา ไม่น้อยกว่า คนที่เห็นเหมือนกับเรา มันจึงไม่สำคัญเลยว่าคุณมีความคิดทางการเมือง เหมือน หรือ ต่าง จากคุณวันเฉลิม แต่เราต้องออกมาปกป้องและยืนยันสิทธิของคนทุกคนเท่าเทียมกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สิ่งที่เกิดขึ้นกับคุณวันเฉลิม จึงเป็นเรื่องที่เราไม่อาจเพิกเฉยหรือปล่อยให้ผ่านเลยไป แต่ต้องช่วยกันเรียกร้อง ไม่ว่าจะเห็นด้วยหรือเห็นต่างจากเขา เพราะหากวันหนึ่ง เรื่องเลวร้ายแบบนี้เกิดขึ้นกับเราหรือคนใกล้ตัว สังคมจะเหลือใครมาช่วยปกป้องสิทธิให้ ถ้าเราไม่ช่วยปกป้องสิทธิของกันและกันตั้งแต่วันนี้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/105313</URL_LINK>
                <HASHTAG>1ปีวันเฉลิม, บังคับให้สูญหาย, พริษฐ์ วัชรสินธุ, วันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์, สิทธิมนุษยชน, อุ้มหาย, ไอติม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210321/image_big_6056be4076137.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
