<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>115873</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/09/2021 10:29</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/09/2021 10:29</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>IRPC เดินหน้าปรับปรุงประสิทธิภาพโรงกลั่น ลุยดีเซลมาตรฐานยูโร 5</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
7 ก.ย. 2564 นายชวลิต ทิพพาวนิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) หรือ IRPC เปิดเผยถึงโครงการปรับปรุงประสิทธิภาพโรงกลั่นและคุณภาพน้ำมันดีเซล ยูโร 5 (Ultra Clean Fuel Project หรือ UCF) วงเงินลงทุน 1.3 หมื่นล้านบาท ว่า &amp;ldquo;ขณะนี้โครงการ UCF มีความก้าวหน้าตามแผนงาน โดยได้ลงนามในสัญญาว่าจ้างร่วมกับผู้รับเหมาและที่ปรึกษาโครงการ ได้แก่ Hyundai Engineering Co. Ltd. (Hyundai) จากประเทศเกาหลี เพื่อดำเนินงานออกแบบทางวิศวกรรม จัดซื้อจัดจ้าง และก่อสร้างหน่วยผลิตน้ำมันดีเซลกำมะถันต่ำ (Diesel Hydro treating Unit) Wison Engineering Ltd. และ บริษัท วิซั่น เอ็นเนอร์ยี่ (ประเทศไทย) จำกัด (Wison) จากประเทศจีน เพื่อดำเนินงานออกแบบทางวิศวกรรม จัดซื้อจัดจ้าง และงานก่อสร้างหน่วยผลิตไฮโดรเจน (Hydrogen Manufacturing Unit) และ บริษัท ฟอสเตอร์ วีลเลอร์ (ประเทศไทย) จำกัด (Foster Wheeler) ที่ปรึกษาโครงการและบริหารจัดการตามแผนงานที่กำหนด
&amp;nbsp;
IRPC มีความมั่นใจที่จะได้ทำงานร่วมกับ Hyundai Wison และ Foster Wheeler เนื่องจาก Hyundai มีประสบการณ์ และความเชี่ยวชาญในงานด้านวิศวกรรมและก่อสร้างที่เกี่ยวข้องกับโรงกลั่นน้ำมันเป็นอย่างดี ประสบความสำเร็จในงานโครงการก่อสร้างหน่วยผลิตน้ำมันดีเซลยูโร 5 สำหรับโรงกลั่นในประเทศมาเลเซีย และ Wison มีประสบการณ์ในงานโครงการด้านวิศวกรรมขนาดกลางและขนาดใหญ่มากกว่า 200 โครงการในประเทศจีนและต่างประเทศทั่วโลก มีความชำนาญและเทคโนโลยีในงานออกแบบทางวิศวกรรม งานก่อสร้าง รวมถึงการจัดซื้อจัดจ้าง &amp;nbsp;ตลอดจน Foster Wheeler ที่มีประสบการณ์ในการควบคุมงานก่อสร้างโรงงานอุตสาหกรรมมาอย่างยาวนาน IRPC จึงมีความมั่นใจในการดำเนินงานที่จะเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและสำเร็จลุล่วงด้วยดี และสามารถทำการผลิตเชิงพาณิชย์ได้ตามแผนในปี พ.ศ. 2567&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โครงการ UCF มีความสอดคล้องกับนโยบายของประเทศที่กำหนดให้จำหน่ายน้ำมันดีเซล ตามมาตรฐาน ยูโร 5 ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2567 เพื่อลดปัญหามลภาวะและฝุ่นละออง รวมถึงลดปัญหา PM 2.5 เป็นโครงการลงทุนขนาดใหญ่ในพื้นที่ EEC ที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจของประเทศ ทำให้เกิดการจ้างงาน และสอดคล้องกับแผนกลยุทธ์ของบริษัทฯ ในการขยายการลงทุนเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันระยะยาว ซึ่งเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จของการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมตามวิสัยทัศน์ใหม่ &amp;ldquo;IRPC สร้างสิ่งที่ดีเพื่ออนาคต&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115873</URL_LINK>
                <HASHTAG>IRPC, ชวลิต ทิพพาวนิช, ประสิทธิภาพโรงกลั่น, ไออาร์พีซี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210907/image_big_6136dc5345a55.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>57081</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/02/2020 12:15</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/02/2020 12:15</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไออาร์พีซี ปรับกลยุทธ์ลุยตลาดในประเทศเน้นสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 ก.พ. 2563 นายนพดล ปิ่นสุภา กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) หรือ IRPC &amp;nbsp;เปิดเผยว่า บริษัทฯ ได้ปรับแผนกลยุทธ์การดำเนินงานในปี 2563 เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันและเพิ่มประสิทธิภาพการทำกำไร โดยการขยายตลาด &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ในประเทศเพิ่มขึ้น (Domestic First) &amp;nbsp;เพื่อลดความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนของตลาดโลก เพิ่มการเจาะตลาดสินค้ามูลค่าเพิ่มร่วมกับพันธมิตร (Strategic Partners) และปรับปรุงประสิทธิภาพของโรงงานผลิต (Reliability Improvement) ป้องกันความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาน้ำมัน (Hedging Management) รวมทั้งลดการพึ่งพาการใช้น้ำมันดิบจากตะวันออกกลางเพื่อบริหารความเสี่ยงแหล่งวัตถุดิบ (Secured Feedstock)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บริษัทฯ คาดการณ์ว่าความต้องการใช้น้ำมันของตลาดโลกอยู่ที่ประมาณ 102.1 ล้านบาร์เรลต่อวัน เพิ่มขึ้น 1.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน จากปีที่แล้ว เนื่องจากโรงกลั่นกลับมาเดินกำลังการผลิตอย่างเต็มที่เพื่อผลิตน้ำมันตามมาตรฐานน้ำมันเดินเรือใหม่ (IMO 2020) รวมทั้งสงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีนเริ่มผ่อนคลาย โดยคาดการณ์ราคาเฉลี่ยน้ำมันดิบดูไบปี 2563 อยู่ในช่วง 55 - 65 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนภาพรวมตลาดปิโตรเคมี คาดว่าความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์ปรับตัวดีขึ้นจากการปรับเพิ่มประมาณการการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกปี 2563 ของธนาคารโลก เพิ่มขึ้นเป็น 2.5% ในปี 2563 &amp;nbsp;จาก 2.4% ในปี 2562 และการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 ส่งผลให้ความต้องการพลาสติกในกลุ่มสินค้าเวชภัณฑ์ และสินค้าบรรจุภัณฑ์เพื่อการขนส่ง (Delivery Products) สูงขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม จากสถานการณ์ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและการลดการบริโภคพลาสติกที่ใช้ครั้งเดียว (Single Use Plastic) ตลอดจนการเพิ่มขึ้นของกำลังการผลิตใหม่ที่มีมาอย่างต่อเนื่อง บริษัทฯ จึงได้ให้ความสำคัญต่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงด้วยการวิจัยและพัฒนาร่วมกับลูกค้าอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง รวมถึงการหาพันธมิตรทางการผลิต และการตลาดในกลุ่มผลิตภัณฑ์ชนิดพิเศษ เพื่อเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ เช่น กลุ่มผลิตภัณฑ์ยานยนต์ กลุ่มผลิตภัณฑ์ทุ่นลอยน้ำสำหรับโซลาร์เซลล์ และกลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่อพัฒนาแบตเตอรี่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับผลการดำเนินงานไตรมาส 4/2562 เริ่มดีขึ้น โดยมีขาดทุนสุทธิ 513 ล้านบาท &amp;nbsp;ลดลงเมื่อเทียบกับไตรมาส 3/2562 &amp;nbsp;ที่ขาดทุนสุทธิ 1,321 ล้านบาท เป็นผลมาจากการบริหารจัดการความเสี่ยงด้านราคา (Hedging) แม้จะได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีนที่ยืดเยื้อเรื่อยมาตั้งแต่กลางปี 2561 และความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านที่ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายด้านการขนส่งสูงขึ้น ประกอบกับ supply ใหม่จากจีนและมาเลเซีย ทำให้ส่วนต่างของราคาผลิตภัณฑ์ลดลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพื่อลดผลกระทบดังกล่าว บริษัทฯ ได้มองหาตลาดใหม่ๆ ในกลุ่มประเทศ AEC ที่มีแนวโน้มเศรษฐกิจโตต่อเนื่อง มุ่งเน้นการพัฒนานวัตกรรมเพื่อตอบสนองให้ตรงต่อความต้องการของลูกค้าและสิ่งแวดล้อม หรือ Human Centric ทำให้ลูกค้ามีความพึงพอใจสูงสุด รวมถึงรุกธุรกิจผลิตเม็ดพลาสติกรีไซเคิลซึ่งมีความต้องการสูงมากในแถบยุโรป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายนพดล กล่าวว่า ปี 2563 สถานการณ์ตลาดโลกมีแนวโน้มที่จะดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นผลจากการเซ็นสัญญาระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน ทำให้สงครามการค้าผ่อนคลายลง ส่วนต่างราคาน้ำมันกำมะถันต่ำ (LSFO) ที่ดีขึ้น และหากแนวโน้มตลาดเป็นไปตามคาด บริษัทฯ ก็สามารถดำเนินการผลิตอย่างเต็มที่โดยเพิ่มขึ้นจาก 2 แสนบาร์เรลต่อวัน ในปี 2562 เป็น 2.15 &amp;nbsp;แสนบาร์เรลต่อวันได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ IRPC ได้ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับ บริษัท พีทีที แทงค์ เทอร์มินอล จำกัด และ บริษัทไทย ไปป์ไลน์ เน็ตเวิร์ค จำกัด เพื่อเพิ่มช่องทางในการขยายตลาดโดยพัฒนาระบบขนส่งน้ำมันทางท่อ จากโรงกลั่นน้ำมัน IRPC ไปสู่ระบบขนส่งน้ำมันทางท่อของ Thappline เพื่อร่วมกันสร้างช่องทางขนส่งผลิตภัณฑ์น้ำมัน High Speed Diesel ตามมาตรฐาน &amp;nbsp;Euro V และน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยาน (Jet &amp;nbsp;A1)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ คณะกรรมการบริษัทฯ ได้มีมติอนุมัติการจ่ายเงินปันผลสำหรับผลดำเนินงานประจำปี 2562 ในอัตรา 0.10 บาท &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อหุ้น คิดเป็นเงินประมาณ 2,043 ล้านบาท จากกำไรสะสมส่วนที่ยังไม่ได้จัดสรร โดยจะเสนอที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นเพื่อพิจารณาอนุมัติในวันที่ 7 เมษายน 2563 ต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/57081</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพดล ปิ่นสุภา, ไออาร์พีซี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190806/image_big_5d495aec9f1fe.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>16120</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/08/2018 09:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/08/2018 09:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันครึ่งปีหลังสดใส </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไทยออยล์เผยแนวโน้มรายได้เพิ่มจากปีก่อน จากการขยายการลงทุนหลายโครงการ ด้านไออาร์พีซี มองครึ่งปีหลังดีกว่า ครึ่งปีแรก แต่จับตาราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอธิคม เติบศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ผลการดำเนินการในช่วงครึ่งปีหลังมีแนวโน้มที่ดีขึ้นหรือใกล้เคียงครึ่งปีแรก หลังจากเดือน ก.ค.ที่ผ่านมากำไรของธุรกิจโรงกลั่นและผลิตภัณฑ์อะโรเมติกส์ลดลงจากไตรมาสแรกของปีนี้ โดยในปัจจุบันกำไรของทั้งโรงกลั่นและอะโรเมติกส์เริ่มกลับมาดีขึ้นอีกครั้ง ส่วนทิศทางราคาน้ำมันในช่วงครึ่งปีหลังคาดการณ์จะอยู่ที่ระดับ 70-75 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ค่าการกลั่น (จีอาร์เอ็ม) ดีขึ้นค่อนข้างมาก จากสต็อกผลิตภัณฑ์น้ำมันดีเซลของโลกอยู่ในระดับต่ำ ขณะที่ความต้องการใช้น้ำมันอากาศยานเพิ่มขึ้นมาก ด้านผลิตภัณฑ์พาราไซลีน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของผลิตภัณฑ์อะโรเมติกส์นั้น มีส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ (สเปรด) เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ราว 500 เหรียญสหรัฐฯต่อตัน จากปีที่แล้วที่อยู่ระดับ 300 เหรียญสหรัฐฯต่อตัน เป็นผลจากความต้องการใช้พาราไซลีนที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ปริมาณการผลิตใหม่ของตลาดโลกไม่ได้เข้ามาตามแผนทำให้ราคาปรับขึ้นมาและส่งผลดีต่อผลการดำเนินงานของบริษัท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุกฤตย์ สุรบถโสภณ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การดำเนินธุรกิจในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ต้องติดตามการเคลื่อนไหวราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ทรงตัวอยู่ในระดับสูงขึ้น และต้องจับตา สเปรดโรงกลั่นที่คาดว่าจะปรับตัวดีขึ้น ขณะที่สเปรดปิโตรเคมีทรงตัว ประกอบกับค่าการกลั่นในช่วงครึ่งหลังของปีนี้คาดปรับตัวดีขึ้น ส่งผลให้กำไรสูงขึ้นกว่าครึ่งปีแรก จึงมองภาพรวมธุรกิจของบริษัทจะเป็นไปตามเป้าหมายที่คาดไว้ว่า กำไรสุทธิปีนี้จะสูงกว่าปีที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ไออาร์พีซีตั้งเป้าหมายสร้างกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษีและค่าเสื่อม (อีบิทดา)เพิ่ม 100 ล้านเหรียญสหรัฐภายใน 3 ปี และกลุ่มธุรกิจปิโตรเคมีมีอีบิทดาเพิ่มเป็น 29,000 ล้านบาทในปี 2563&amp;rdquo;สุกฤตย์ กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/16120</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธุรกิจโรงกลั่น, ผลิตภัณฑ์อะโรเมติกส์, สุกฤตย์ สุรบถโสภณ, อธิคม เติบศิริ, ไทยออยล์, ไออาร์พีซี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180825/image_big_5b80c3d4a1eec.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>12069</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/06/2018 15:48</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/06/2018 15:48</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กบง.ลั่นวันขายจริง B20 2 ก.ค.นี้ยันถูกกว่าดีเซล 3 บาท</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;กบง.เผยเตรียมออกขายบี20 วันที่ 2 ก.ค. นี้กระจายสู่ผู้ประกอบการขนส่ง 24 ราย ยืนยันถูกกว่าดีเซล 3 บาท/ลิตร ชี้เป็นช่องทางลดปัญหาปาล์มล้นตลาด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 มิ.ย. 2561 - นายศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ว่าในวันที่ 2 ก.ค.นี้ กระทรวงพลังงานจะมีการจำหน่ายน้ำมันดีเซลเกรดพิเศษชนิดบี 20 เป็นครั้งแรก โดยจะจำหน่ายให้แก่ผู้ค้าน้ำมัน 7 ราย อาทิ บางจาก ปตท.ไทยออยล์ ซัสโก้ และไออาร์พีซี เป็นต้น เพื่อให้บริการแก่ผู้ประกอบการขนส่ง 24 ราย และทดลองใช้ในเรือด่วนเจ้าพระยา โดยยืนยันว่าราคาขายน้ำมันบี 20 จะมีราคาถูกกว่าดีเซลเกรดปกติ 3 บาทต่อลิตรโดยใช้กลไกด้านภาษีสรรพสามิต และกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นเครื่องมือ ซึ่ง ครม. ได้อนุมัติเมื่อ 19 มิ.ย. 61 ให้ลดอัตราจัดเก็บภาษีสรรพสามิตบี20 ลง 70 สตางค์ต่อลิตร จาก 5.85 เป็น 5.152 บาทต่อลิตร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ประเมินว่า ในระยะแรกที่น้ำมันออกจำหน่ายจะมีความต้องการใช้บี 20 เฉลี่ย 1.5 ล้านลิตรต่อเดือน จากผู้ประกอบการรถบรรทุกและรถโดยสารประมาณ 880,000 คันทั่วประเทศ คิดเป็นการใช้เงินอุดหนุนประมาณ 4.8 ล้านบาทต่อเดือน โดย กบง.จะใช้เงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง 3,000 ล้านบาทอุดหนุนในช่วงแรก แต่ประเมินแล้วว่ามีความคุ้มค่า เพราะจะช่วยดูดซับนำมันปาล์มสำหรับผลิตบี 20 ได้เพิ่มอีก 300,000-400,000 ตันต่อปี จากซีพีโอทั่วประเทศที่มีประมาณ 2.2 ล้านตันต่อปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;บี 20 ที่ออกมานี้ได้รับการตรวจมาตรฐานแล้วจากกรมธุรกิจพลังงานว่า เหมาะสมที่จะใช้ในรถบรรทุกขนาดใหญ่ โดยเป็นไปตามมาตรฐานยูโร 4 แต่ยังไม่เหมาะจะใช้ในรถกระบะ&amp;quot;นายศิริ กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/12069</URL_LINK>
                <HASHTAG>กบง., น้ำมัน, น้ำมันดีเซล, น้ำมันดีเซลบี 20, ปตท., พลังงาน, ไทยออยล์, ไออาร์พีซี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180423/image_big_5addc435b76d5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
