<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>114681</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/08/2021 23:21</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/08/2021 22:54</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ระเบิดรุนแรง2จุดนอกสนามบินคาบูล ทหาร-ชาวอัฟกันตายเจ็บนับสิบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;กระทรวงกลาโหมสหรัฐยืนยันว่า เกิดเหตุระเบิดขนาดใหญ่ 2 จุดใกล้สนามบินคาบูลเมื่อวันพฤหัสบดี ไม่กี่ชั่วโมงหลังจากรัฐบาลหลายชาติตะวันตกเตือนว่าไอเอสเตรียมก่อเหตุโจมตี เผยระเบิดจุดหนึ่งเป็นมือระเบิดฆ่าตัวตาย มีทหารอเมริกันบาดเจ็บหลายนาย และพลเมืองอัฟกันเสียชีวิตนับสิบคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชาวอัฟกันจำนวนมากรอคอยด้านนอกสนามบินฮามิดการ์ไซในกรุงคาบูลเมื่อวันพฤหัสบดี หวังอพยพออกจากอัฟกานิสถาน หลายชั่วโมงก่อนหน้ามีรายงานเกิดระเบิดขึ้น 2 จุดในพื้นที่ใกล้กับสนามบินและโรงแรม (Photo by Haroon Sabawoon/Anadolu Agency via Getty Images)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; รายงานรอยเตอร์และเอเอฟพีอ้างคำกล่าวของจอห์น เคอร์บี โฆษกกระทรวงกลาโหมสหรัฐ ว่าระเบิดลูกหนึ่งเกิดใกล้กับประตูแอบบีย์ของสนามบินระหว่างประเทศฮามิดการ์ไซในกรุงคาบูล อีกลูกเกิดใกล้กับโรงแรมบารอนที่อยู่ใกล้กัน เจ้าหน้าที่สหรัฐ 2 คนกล่าวว่า มีระเบิดอย่างน้อย 1 ลูกเป็นฝีมือของมือระเบิดฆ่าตัวตาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โรงแรมบารอนอยู่ห่างจากประตูแอบบีย์ราว 200 เมตร ประเทศตะวันตกหลายประเทศใช้โรงแรมนี้เป็นจุดเตรียมการสำหรับการอพยพพลเมืองของตนและชาวอัฟกันตั้งแต่วันที่ 14 สิงหาคม หนึ่งวันก่อนที่ตอลิบันจะบุกยึดกรุงคาบูล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เคอร์บีเผยทางทวิตเตอร์ด้วยว่า เรายืนยันได้ว่าระเบิดลูกที่ประตูแอบบีย์เป็นผลจากการโจมตีแบบซับซ้อนที่ส่งผลให้มีทหารสหรัฐและพลเมืองอัฟกันบาดเจ็บล้มตาย และเรายังสามารถยืนยันได้อีกว่า ระเบิดอย่างน้อย 1 ลูกเกิดที่โรงแรมบารอนหรือใกล้กับโรงแรมนี้ ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากประตูแอบบีย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เจ้าหน้าที่ตอลิบันรายหนึ่งกล่าวว่า มีคนเสียชีวิตอย่างน้อย 13 คน รวมถึงเด็ก และมีหน่วยรักษาความปลอดภัยของตอลิบันหลายคนได้รับบาดเจ็บ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; รอยเตอร์อ้างคำกล่าวเจ้าหน้าที่สหรัฐผู้หนึ่งว่า ข้อมูลเบื้องต้นเผยว่า อาจมีทหารสหรัฐได้รับบาดเจ็บ 5 นาย และทหารอย่างน้อย 1 นายบาดเจ็บสาหัส&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สถานทูตสหรัฐในกรุงคาบูลกล่าวถึงเหตุการณ์นี้ว่าเป็น &amp;quot;ระเบิดขนาดใหญ่&amp;quot; และว่ามีรายงานการยิงต่อสู้กันด้วย เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวกล่าวว่า ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ได้รับรายงานเหตุการณ์นี้แล้ว ขณะที่แหล่งข่าวรายหนึ่งที่คุ้นกับรายงานสรุปต่อสภาคองเกรสกล่าวว่า เจ้าหน้าที่สหรัฐมีความเชื่ออย่างแรงกล้าว่ากลุ่มรัฐอิสลามในอัฟกานิสถาน หรือที่รู้จักในชื่อรัฐอิสลามคอราซาน (ไอซิส-เค) เป็นผู้ก่อเหตุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การโจมตีครั้งนี้เกิดขึ้นไม่กี่ชั่วโมงให้หลังรัฐบาลสหรัฐ, อังกฤษ และออสเตรเลีย เตือนพลเมืองของตนและชาวอัฟกันให้ถอยห่างจากสนามบินคาบูล โดยอ้างภัยคุกคามจวนตัวจากกลุ่มรัฐอิสลามในภูมิภาคนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สหรัฐและประเทศพันธมิตรกำลังเร่งปฏิบัติการอพยพทางอากาศครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ให้ทันเส้นตายการถอนตัวออกจากอัฟกานิสถานวันอังคารที่ 31 สิงหาคมนี้ หลังจากตอลิบันไม่ยอมผ่อนปรน ทำเนียบขาวเผยเมื่อวันพฤหัสบดีว่า ถึงขณะนี้มีชาวต่างชาติและชาวอัฟกันถูกอพยพออกมาได้แล้วประมาณ 95,700 คน รวมถึง 13,400 คนเมื่อวันพฤหัสบดี.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114681</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตอลิบัน, ทหารสหรัฐ, ระเบิดฆ่าตัวตาย, ระเบิดใกล้สนามบินคาบูล, อัฟกานิสถาน, โรงแรมบารอน, ไอเอส</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210826/image_big_6127ba26eafec.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>94934</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/03/2021 20:56</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/03/2021 20:54</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไอเอสอ้างผลงานฆ่า3สาวอัฟกันคนทำงานสื่อโทรทัศน์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;กลุ่มรัฐอิสลามประกาศแล้วว่าเป็นผู้ก่อเหตุโจมตีกลุ่มพนักงานหญิงสาวของสถานีโทรทัศน์เอนีกัสทีวีในภาคตะวันออกของอัฟกานิสถานเมื่อค่ำวันอังคาร ส่งผลให้เสียชีวิต 3 คน อีกคนบาดเจ็บสาหัส&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศพของสตรีทั้งสามคน ซึ่งมีอายุระหว่าง 18-20 ปี ถูกทำพิธีฝังแล้วในวันพุธ เจ้าหน้าที่เปิดเผยว่า พวกเธอโดนยิงเสียชีวิตหลังจากเลิกงานและกำลังเดินทางกลับบ้านในเมืองจาลาบาดเมื่อค่ำวันอังคารที่ผ่านมา หญิงคนที่ 4 ได้รับบาดเจ็บสาหัสกำลังรักษาตัวในโรงพยาบาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประธานาธิบดีอัชราฟ กานี ประณามการโจมตีที่เกิดขึ้น ซึ่งตอนแรกตำรวจโทษว่าเป็นฝีมือกลุ่มตอลิบัน แต่กลุ่มนี้ปฏิเสธว่าไม่เกี่ยวข้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รอยเตอร์รายงานเมื่อวันพุธว่า กลุ่มเฝ้าจับตาความเคลื่อนไหวของพวกนักรบญิฮาด ไซต์อินเทลลิเจนซ์ ตรวจพบว่า กลุ่มรัฐอิสลาม (ไอเอส) ประกาศว่า นักรบของพวกตนในอัฟกานิสถานโจมตีลูกจ้างที่เป็นผู้หญิงของสถานีโทรทัศน์แห่งนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ช่วงหลายเดือนมานี้ อัฟกานิสถานเผชิญกับเหตุการณ์รุนแรงมากขึ้น โดยคนทำงานสื่อและภาคประชาสังคมในเขตเมืองมักตกเป็นเป้าหมายการโจมตี ถึงแม้ว่ารัฐบาลและกลุ่มตอลิบันกำลังเข้าร่วมกระบวนการพูดคุยสันติภาพในกรุงโดฮาของกาตาร์.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/94934</URL_LINK>
                <HASHTAG>กลุ่มรัฐอิสลาม, ฆ่าคนทำงานทีวี, อัฟกานิสถาน, ไอเอส</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210303/image_big_603f94f627064.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>73338</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/08/2020 21:48</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/08/2020 21:42</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไอเอสบุกถล่มเรือนจำอัฟกัน ดับอย่างน้อย29ศพ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;กลุ่มไอเอสบุกโจมตีเรือนจำในเมืองจาลาลาบัดของอัฟกานิสถาน ปะทะยืดเยื้อตั้งแต่เย็นวันอาทิตย์ถึงบ่ายวันจันทร์ มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 29 ราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกิดเหตุคนร้ายบุกโจมตีเรือนจำในเมืองจาลาลาบัด ทางภาคทางตะวันออกของอัฟกานิสถานเมื่อช่วงเย็นวันอาทิตย์ที่ 2 สิงหาคม การยิงปะทะยืดเยื้อถึงช่วงบ่ายวันจันทร์
เรือนจำแห่งนี้เป็นที่คุมขังนักโทษกลุ่มรัฐอิสลาม (ไอเอส) และกลุ่มตอลิบันราว 1,700 คน ต่อมาสำนักข่าวอามัก กระบอกเสียงของไอเอส ประกาศว่า ไอเอสอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานของรอยเตอร์กล่าวว่า การโจมตีเรือนจำเมืองจาลาลาบัดเริ่มต้นด้วยการจุดระเบิดคาร์บอมบ์ที่ทางเข้าเรือนจำ จากนั้นมีเสียงระเบิดอีกหลายครั้งในช่วงที่กลุ่มไอเอสเปิดฉากยิงเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของเรือนจำ โดยโซห์รับ กาเดรี ส.ส.จังหวัดนันการ์ฮาร์ที่มีจาลาลาบัดเป็นเมืองเอก กล่าวว่า กลุ่มคนร้ายมีราว 30 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อัตตอละห์ คุกยานี โฆษกผู้ว่าราชการนันการ์ฮาร์ เผยกับเอเอฟพีในวันจันทร์ว่า ยังมีคนร้ายซ่อนตัวอยู่ในเรือนจำแห่งนี้ภายหลังการโจมตีเริ่มขึ้น ขณะนี้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 29 ราย คาดว่ายอดผู้เสียชีวิตจะสูงกว่านี้ กองกำลังหน่วยรบพิเศษกำลังเข้าเคลียร์อาคาร 5 ชั้นที่อยู่หน้าเรือนจำที่มีรายงานว่าคนร้ายหลายคนซ่อนตัวอยู่ตั้งแต่คืนวันอาทิตย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การโจมตีครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากเมื่อวันอาทิตย์ สำนักข่าวกรองแห่งชาติอัฟกันประกาศว่า อัสซาดุลละห์ โอรักไซ แกนนำระดับสูงของไอเอส โดนสังหารใกล้กับเมืองจาลาลาบัด โอรักไซเกี่ยวข้องกับการโจมตีกองกำลังความมั่นคงอัฟกันหลายครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กลุ่มไอเอสเคยก่อเหตุระเบิดฆ่าตัวตายกลางงานศพของนายตำรวจที่จังหวัดนันการ์ฮาร์เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคมปีนี้ ทำให้ผู้ร่วมงานเสียชีวิต 32 ราย เป็นเหตุโจมตีนองเลือดที่สุดครั้งหนึ่งในปีนี้.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/73338</URL_LINK>
                <HASHTAG>จาลาลาบัด, อัฟกานิสถาน, โจมตีเรือนจำ, ไอเอส</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191103/image_big_5dbed5d2b4cb5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>70242</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/07/2020 16:24</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/07/2020 16:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อิตาลียึดยาบ้าไอเอส 14 ตัน ลอบส่งจากซีเรีย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ตำรวจอิตาลีแถลงเมื่อวันพุธว่า สามารถยึดแอมเฟตามีนหรือยาบ้าที่กลุ่มรัฐอิสลาม (ไอเอส) ผลิตในซีเรียน้ำหนักถึง 14 ตันที่ส่งขึ้นเรือมายังท่าเรือซาแลร์โน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เอเอฟพีรายงานอ้างคำแถลงของตำรวจอิตาลีเมื่อวันพุธที่ 1 กรกฎาคม 2563 ว่ายาบ้า 14 ตันที่พบนี้ถูกซุกซ่อนไว้ในรูปของยาเม็ดแคปตากอน (Captagon) 84 ล้านเม็ด คาดว่ามีมูลค่าประมาณ 1,000 ล้านยูโร (ราว&amp;nbsp; 34,750 ล้านบาท) ถือเป็นการยึดยาบ้าปริมาณมหาศาลที่สุดในโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เรารู้ว่ากลุ่มรัฐอิสลามหาแหล่งเงินทุนสนับสนุนกิจกรรมการก่อการร้ายส่วนใหญ่ด้วยการค้ายาเสพติดที่ผลิตในซีเรีย ซึ่งในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาได้กลายเป็นผู้ผลิตยาบ้ารายใหญ่ที่สุดในโลก&amp;quot; คำแถลงของตำรวจอิตาลีกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ยาบ้าเหล่านี้ซ่อนอยู่ในตู้คอนเทนเนอร์ 3 ตู้ พบที่ท่าเรือซาแลร์โน ทางใต้ของเมืองเนเปิลส์ ตำรวจอิตาลีเผยด้วยว่า เดิมยาแคปตากอนนี้เป็นชื่อยี่ห้อของยาทางการแพทย์ แต่รุ่นที่ผิดกฎหมายได้รับการขนานนามว่า &amp;quot;ยาเสพติดญิฮาด&amp;quot; หลังจากพวกนักรบไอเอสในสนามรบใช้กันอย่างแพร่หลาย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/70242</URL_LINK>
                <HASHTAG>กลุ่มรัฐอิสลาม, ยึดยาบ้า, อิตาลี, แอมเฟตามีน, ไอเอส</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191007/image_big_5d9b427aa8b1c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>65855</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/05/2020 20:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/05/2020 20:04</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เลิกคุยแล้ว ผู้นำอัฟกันสั่งรุกโจมตีนักรบถล่มรพ.ฆ่า 24 ศพ ตอลิบันอ้างไม่เกี่ยว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;สันติภาพเลือนรางลงอีก ประธานาธิบดีอัชราฟ กานี แห่งอัฟกานิสถานสั่งการกองกำลังความมั่นคงรื้อฟื้นปฏิบัติการเชิงรุกต่อพวกนักรบอิสลามิสต์ ตอบโต้การโจมตีนองเลือดที่โรงพยาบาลในกรุงคาบูลที่มีเหยื่อรวมถึงเด็กทารกและพยาบาลถูกฆ่า 24 ศพ และเหตุระเบิดกลางงานศพอีก 24 ศพเมื่อวันอังคาร ตอลิบันปฏิเสธความเกี่ยวข้อง แต่ลั่นพร้อมสู้กลับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กองกำลังความมั่นคงอัฟกันวางกำลังด้านนอกโรงพยาบาลขององค์กรแพทย์ไร้พรมแดน ในกรุงคาบูลของอัฟกานิสถาน ขณะกลุ่มมือปืนบุกโจมตีเมื่อวันอังคาร &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานเอเอฟพีเมื่อวันพุธที่ 13 พฤษภาคม เผยว่า การโจมตีอย่างอุกอาจกลางวันแสกๆ ที่แผนกสูติกรรมของโรงพยาบาลบาร์ชีเนชันแนลในกรุงคาบูลเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา เป็นฝีมือของคนร้าย 3 คน ซึ่งภายหลังโดนกองกำลังฝ่ายความมั่นคงอัฟกานิสถานกำจัดหมดสิ้นระหว่างปฏิบัติการยาวนานหลายชั่วโมง กระทรวงสาธารณสุขแถลงเมื่อวันพุธว่า มีเหยื่อถูกสังหารในเหตุการณ์นี้อย่างน้อย 24 ราย รวมถึงทารกแรกเกิด, แม่เด็ก และพยาบาล และมีผู้บาดเจ็บ 16 ราย ภาพข่าวหลังจากนั้นเผยให้เห็นเจ้าหน้าที่ความมั่นคงอาวุธครบมือกำลังหุ้มเด็กทารกหลายคน ซึ่งอย่างน้อย 1 คนถูกห่อไว้ด้วยผ้าเปื้อนเลือด ออกจากที่เกิดเหตุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โรงพยาบาลนี้ตั้งอยู่ในย่านที่อยู่อาศัยของชาวฮาซาราที่เป็นชนส่วนน้อยมุสลิมชีอะห์ ซึ่งมักตกเป็นเป้าหมายการโจมตีของนักรบรัฐอิสลาม (ไอเอส) ที่เป็นมุสลิมสุหนี่ องค์กรแพทย์ไร้พรมแดนให้การสนับสนุนโรงพยาบาลแห่งนี้และมีชาวต่างชาติหลายคนทำงานอยู่ที่นี่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ราว 1 ชั่วโมงต่อมา มือระเบิดฆ่าตัวตายจุดชนวนระเบิดกลางงานศพของนายตำรวจระดับบัญชาการคนหนึ่งที่จังหวัดนันกาฮาร์ในภาคตะวันออก มีคนเสียชีวิตอย่างน้อย 24 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กลุ่มไอเอสประกาศหลังจากนั้นว่าพวกเขาอยู่เบื้องหลังการระเบิดโจมตีงานศพ แต่ไม่ได้กล่าวถึงการถล่มโรงพยาบาล ส่วนกลุ่มตอลิบันปฏิเสธความเกี่ยวข้องกับทั้ง 2 เหตุการณ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประธานาธิบดีอัชราฟ กานี กล่าวโทษทั้งตอลิบันและไอเอสระหว่างการแถลงทางโทรทัศน์เมื่อวันอังคาร พร้อมกับประกาศว่า เขามีคำสั่งให้กองกำลังฝ่ายความมั่นคงอัฟกานิสถานยุติ &amp;quot;ท่าทีตั้งรับเชิงรุก&amp;quot; และให้ &amp;quot;กลับคืนสู่ท่าทีเชิงรุกและรื้อฟื้นปฏิบัติการโจมตีศัตรู&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กลุ่มตอลิบันออกแถลงการณ์เมื่อวันพุธว่า พวกตน &amp;quot;เตรียมพร้อมอย่างเต็มที่&amp;quot; เพื่อตอบโต้การโจมตีของกองกำลังความมั่นคงอัฟกัน และว่า นับแต่นี้ไป รัฐบาลอัฟกันคือผู้ที่ต้องรับผิดชอบต่อความรุนแรงที่เพิ่มขึ้นและปัญหาอื่นๆ ที่ตามมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ท่าทีก้าวร้าวนี้ก่อคำถามถึงชะตากรรมของกระบวนการสันติภาพที่กำลังซวนเซอยู่แล้ว ในช่วงยามที่อัฟกานิสถานต้องดิ้นรนรับมือวิกฤติการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา ซึ่งคร่าชีวิตผู้ป่วยแล้ว 132 คน จากผู้ติดเชื้อ 5,226 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีกานีเคยให้คำมั่นว่า กองกำลังความมั่นคงของรัฐบาลจะตอบโต้ในเชิงป้องกันตัวเท่านั้นต่อการโจมตีของกลุ่มตอลิบัน เพื่อแสดงเจตนาดีก่อนที่รัฐบาลและกลุ่มตอลิบันจะนั่งลงพูดคุยสันติภาพกันในท้ายที่สุด ตามที่รัฐบาลสหรัฐและตอลิบันเคยทำความตกลงกันไว้เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปีนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภายหลังการลงนามความตกลงฉบับนั้น กลุ่มตอลิบันหลีกเลี่ยงการก่อเหตุโจมตีครั้งใหญ่ในกรุงคาบูลและเมืองอื่นๆ แต่ยังคงโจมตีกองกำลังอัฟกันแบบประปรายตามเดิมในหลายจังหวัด พวกเขากล่าวโทษไอเอสและสมาชิกของหน่วยข่าวกรองอัฟกานิสถานว่าอยู่เบื้องหลังการโจมตี 2 ครั้งล่าสุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เจ้าหน้าที่ระดับสูงในรัฐบาลสหรัฐ รวมถึงไมค์ ปอมเปโอ รัฐมนตรีต่างประเทศ ย้ำเตือนว่า ตอลิบันปฏิเสธว่าพวกเขาไม่ได้ก่อเหตุครั้งนี้ และเรียกร้องรัฐบาลอัฟกันและตอลิบันร่วมมือกันตามล่าคนก่อเหตุมาดำเนินคดีตามกฎหมาย ส่วนซัลเมย์ คาลิซัด ผู้แทนพิเศษของสหรัฐประจำอัฟกานิสถาน ทวีตว่าทั้ง 2 ฝ่ายควรร่วมมือกันสร้างสันติภาพ มิเช่นนั้นจะทำให้อัฟกานิสถานอยู่ในสภาพล่อแหลมต่อการก่อการร้าย, ความไร้เสถียรภาพตลอดกาล และความยากลำบากทางเศรษฐกิจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตามความตกลงที่สหรัฐทำไว้กับตอลิบันนั้น ทหารอเมริกันและทหารต่างชาติทั้งหมดจะถอนกำลังออกจากอัฟกานิสถานภายในปีหน้า.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/65855</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตอลิบัน, ถล่มโรงพยาบาล, ประธานาธิบดีอัชราฟ กานี, อัฟกานิสถาน, ไอเอส</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200513/image_big_5ebbefdee90cf.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>60931</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/03/2020 21:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/03/2020 21:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไอเอสโจมตีวัดซิกข์-ฮินดูอัฟกานิสถาน ฆ่าหมู่ 25 ศพ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;กลุ่มมือปืนบุกโจมตีวัดซิกข์-ฮินดูในกรุงคาบูลของอัฟกานิสถานเมื่อเช้าวันพุธ ฆ่าหมู่พลเรือนอย่างน้อย 25 ราย ตอลิบันปฏิเสธไม่เกี่ยวข้อง แต่ต่อมากลุ่มไอเอสอ้างเป็นผู้ก่อเหตุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หน่วยความมั่นคงอัฟกันรักษาการณ์ใกล้กับจุดเกิดเหตุไอเอสโจมตีวัดซิกข์-ฮินดูในกรุงคาบูลเมื่อวันพุธ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทาริก อาเรียน โฆษกกระทรวงมหาดไทยอัฟกานิสถาน เปิดเผยกับสำนักข่าวเอเอฟพีว่า มือปืนจำนวนหนึ่งบุกเข้าไปในวัดซิกข์-ฮินดูกลางกรุงคาบูลเมื่อเวลาประมาณ 07.45 น.ตามเวลาท้องถิ่นของวันพุธที่ 25 มีนาคม มีคนติดอยู่ภายในอาคารนั้นจำนวนหนึ่ง และกองกำลังฝ่ายความมั่นคงกำลังพยายามช่วยเหลือพวกเขา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กลุ่มตอลิบันซึ่งเพิ่งลงนามข้อตกลงกับสหรัฐเมื่อเดือนที่แล้ว ปฏิเสธว่าพวกเขาไม่เกี่ยวข้อง ขณะที่เว็บไซต์ของไซต์อินเทลลิเจนซ์กรุ๊ปพบว่า กลุ่มรัฐอิสลาม (ไอเอส) ประกาศแล้วว่าพวกเขาอยู่เบื้องหลัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อนาร์คาลี คาอูร์ โฮนาร์ยาน ส.ส.อัฟกันที่เป็นชาวซิกข์ กล่าวว่า มีคนอยู่ภายในอาคารนี้ประมาณ 150 คน หลายครอบครัวอาศัยอยู่ที่นั่น และพวกเขามักจะมารวมตัวกันสวดมนต์ในช่วงเช้า บางคนกำลังหลบซ่อนตัวอยู่ โทรศัพท์ของพวกเขาถูกปิด น่าเป็นห่วงมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วาฮีดุลลาห์ มายาร์ โฆษกกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า มีผู้บาดเจ็บ 15 คนถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล และมีเด็ก 1 คนเสียชีวิต แต่เกรงว่าจำนวนผู้เสียชีวิตจะสูงกว่านี้มาก โดยมีภาพถ่ายที่เผยแพร่ทางออนไลน์เผยให้เห็นศพหลายศพ และชาวซิกข์วิ่งหนีออกจากที่เกิดเหตุด้วยความหวาดกลัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หลายชั่วโมงต่อมา โฆษกกระทรวงมหาดไทยแถลงว่า มีพลเรือน 25 คนถูกสังหารในเหตุการณ์นี้ และมีคนบาดเจ็บอีก 8 คน คนร้าย 1 คนถูกฆ่าตายด้วย และสามารถช่วยผู้คนภายในออกมาได้ 80 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กลุ่มไอเอสเคยมีประวัติพุ่งเป้าโจมตีชาวซิกข์และฮินดูอัฟกันหลายครั้ง รวมถึงการระเบิดฆ่าตัวตายในเมืองจาลาลาบาดเมื่อเดือนกรกฎาคม 2561 มีคนเสียชีวิต 19 คน บาดเจ็บ 21 คน ประเมินกันว่ามีชาวซิกข์และฮินดูอยู่ในอัฟกานิสถานประมาณ 1,000 คนเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อต้นเดือนนี้ นักรบญิฮาดไอเอสก่อเหตุโจมตีกลางงานชุมนุมทางการเมืองในกรุงคาบูล สังหารเหยื่อ 32 ราย ทำให้บาดเจ็บอีกหลาย 10 ราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กลุ่มมุสลิมสุหนี่หัวรุนแรงกลุ่มนี้เข้ามาเคลื่อนไหวในอัฟกานิสถานเมื่อปี 2558 ช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา กลุ่มนี้โดนรุมกระหน่ำทั้งจากการไล่ล่าของกองกำลังสหรัฐและอัฟกานิสถาน รวมถึงกลุ่มตอลิบันเองที่รุกโจมตีนักรบญิฮาดกลุ่มนี้ แต่ไอเอสก็ยังสามารถก่อเหตุโจมตีครั้งใหญ่ได้ในเขตเมืองของอัฟกานิสถาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รัฐบาลอัฟกานิสถานกำลังมีปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างประธานาธิบดีอัชราฟ กานี กับอับดุลลาห์ อับดุลลาห์ ที่อ้างตนว่าชนะเลือกตั้งได้เป็นประธานาธิบดีเช่นกัน อันส่งผลต่อการเจรจาสันติภาพกับตอลิบัน และทำให้รัฐบาลสหรัฐสั่งตัดความช่วยเหลือทันที 1,000 ล้านดอลลาร์.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/60931</URL_LINK>
                <HASHTAG>วัดซิกข์-ฮินดู, อัฟกานิสถาน, ไอเอส</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200325/image_big_5e7b6b17924c5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>51283</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/11/2019 21:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/11/2019 21:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>มาเลเซียเตือน ไอเอสอาจย้ายฐานมาภูมิภาคอาเซียน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;รัฐมนตรีมหาดไทยของมาเลเซียกล่าวเตือนระหว่างมาร่วมประชุมรัฐมนตรีอาเซียนที่กรุงเทพฯ เมื่อวันพุธว่า มาเลเซียยังไม่ตัดความเป็นไปได้ที่กลุ่มไอเอสจะย้ายฐานปฏิบัติการมายังภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ภายหลังอาบู บากัร อัลบักห์ดาดี สิ้นชีพในซีเรียเมื่อเดือนที่แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานของสำนักข่าวรอยเตอร์และสื่อของมาเลเซียเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2562 อ้างคำกล่าวของมูห์ยิดดิน ยัสซิน รัฐมนตรีมหาดไทยของมาเลเซียซึ่งมาร่วมการประชุมระดับรัฐมนตรีอาเซียนด้านอาชญากรรมข้ามชาติว่ามาเลเซียจะยังคงรักษาความระแวดระวังภัยคุกคามถึงแม้ว่าอาบู บากัร อัลบักห์ดาดี ผู้นำกลุ่มรัฐอิสลาม (ไอเอส) จะระเบิดฆ่าตัวตายไปแล้วระหว่างหน่วยรบพิเศษของสหรัฐบุกจู่โจมในซีเรียเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เราเชื่อว่าการตายของอัลบักห์ดาดีจะเปิดบทใหม่ของปฏิบัติการก่อการร้ายของพวกดาเอช (ไอเอส) ภายหลังสูญเสียดินแดนในซีเรียและอิรักไปแล้ว พวกดาเอชกำลังมองฐานฐานแห่งใหม่&amp;quot; สำนักข่าวเบอร์นามาอ้างคำพูดของมูห์ยิดดิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รัฐมนตรีผู้นี้ย้ำด้วยว่า ยังคงมีภัยคุกคามเพิ่มขึ้นจากพวกนักรบก่อการร้ายต่างชาติที่เดินทางกลับจากต่างประเทศ, การสร้างความคิดแบบหัวรุนแรงทางออนไลน์ และการก่อเหตุโจมตีโดยพวกที่ลงมือลำพังคนเดียว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขาเผยว่า ในช่วง 6 ปีที่ผ่านมา ตำรวจมาเลเซียสามารถขัดขวางความพยายามก่อการร้ายโดยกลุ่มไอเอสได้ 25 ครั้ง และจับกุมผู้ต้องสงสัย 512 คนที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมที่เชื่อมโยงถึงไอเอส&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานของฟรีมาเลเซียทูเดย์อ้างคำกล่าวของมูห์ยิดดินเพิ่มเติมว่า ทางการมาเลเซียได้เพิ่มมาตรการในการรับมือภัยคุกคามเหล่านี้ ซึ่งรวมถึงการใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่จากฐานข้อมูลของอินเตอร์โพลว่าด้วยหนังสือเดินทางที่สูญหายหรือโดนขโมย เพื่อมาใช้คัดกรองนักเดินทางป้องกันพวกอาชญากรหรือผู้ก่อการร้ายไม่ให้เดินทางเข้าประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การก่อตั้งศูนย์ต่อต้านการส่งข้อความที่ใช้ตรวจตราและขัดขวางกระบวนการสร้างความคิดแบบหัวรุนแรงทางออนไลน์ ยังช่วยให้มาเลเซียจับกุมผู้ต้องสงสัยหลายรายและชิงขัดขวางแผนการโจมตีได้ก่อน นอกจากนี้ มาเลเซียยังมีอีกหลายมาตรการ ซึ่งรวมถึงการเปิดเครือข่ายข่าวกรองด้านการเงิน ที่เป็นความร่วมมือของภาครัฐกับเอกชน ระหว่างตำรวจ, องค์ไฟแนนเชียลอินเทลลิเจนซ์ยูนิต และสถาบันทางการเงิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มาเลเซียเฝ้าระวังภัยก่อการร้ายขั้นสูงมาตั้งแต่เดือนมกราคม 2559 เมื่อกลุ่มมือปืนที่สวามิภักดิ์ไอเอสก่อเหตุโจมตีหลายระลอกในกรุงจาการ์ตาของอินโดนีเซีย ส่วนในมาเลเซียนั้น เมื่อเดือนมิถุนายน 2559 เกิดเหตุที่ไอเอสอ้างว่าอยู่เบื้องหลังการปาระเบิดมือใส่บาร์แห่งหนึ่งชานกรุงกัวลาลัมเปอร์ ทำให้บาดเจ็บ 8 คนซึ่งเป็นการโจมตีมาเลเซียครั้งแรกโดยไอเอส.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/51283</URL_LINK>
                <HASHTAG>กลุ่มรัฐอิสลาม, ตั้งฐานในอาเซียน, มาเลเซีย, มูห์ยิดดิน ยัสซิน, ไอเอส</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191007/image_big_5d9b427aa8b1c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
