<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>91125</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/01/2021 00:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/01/2021 00:08</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ติดโควิดทั่วโลกครบ100ล้านคน IMFคาดทำจีดีพีสูญ22ล้านล้าน$</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 สะสมทั่วโลกเกิน 100 ล้านคนแล้วเมื่อวันอังคาร ขณะกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ประเมินว่าโรคระบาดนี้จะก่อความสูญเสียทางเศรษฐกิจทั่วโลก 22 ล้านล้านดอลลาร์ในช่วงเวลา 5 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ก่อโรคโควิด-19 ที่พบผู้ติดเชื้อครั้งแรกที่เมืองอู่ฮั่นของจีนเมื่อปลายปี 2562 ถึงขณะนี้ได้แพร่เชื้อติดผู้คนทั่วโลกเกินกว่า 100 ล้านคนแล้วเมื่อวันอังคารที่ 26 มกราคม และมีผู้เสียชีวิตมากกว่า 2.1 ล้านคน โดยสถานการณ์การแพร่ระบาดยังคงรุนแรงในหลายประเทศ สหรัฐมีผู้ติดเชื้อมากที่สุดที่มากกว่า 25.8 ล้านคน ตามด้วยอินเดีย 10.6 ล้านคน, บราซิล 8.8 ล้านคน, รัสเซีย 3.7 ล้านคน และสหราชอาณาจักร 3.6 ล้านคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะเดียวกัน มาตรการควบคุมโรคของหลายประเทศกำลังเผชิญการท้าทาย เช่น&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่เนเธอร์แลนด์ ประชาชนออกมาประท้วงก่อจลาจลท้าทายเคอร์ฟิวต่อเนื่องเป็นคืนที่ 3 ในหลายเมือง ซึ่งเป็นเหตุการณ์ความไม่สงบรุนแรงที่สุดในรอบ 40 ปีของเนเธอร์แลนด์ แต่รัฐมนตรีคลัง วอปคา ฮุกสตรา ยืนกรานว่า รัฐบาลจะไม่ยอมตามความต้องการของพวกผู้ก่อจลาจลที่เขาเรียกว่า พวกเศษสวะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนออสเตรเลีย วันเดียวกัน ผู้คนนับหมื่นท้าทายกฎจำกัดการรวมตัวเพื่อควบคุมโรคระบาด ออกมาชุมนุมประท้วงในวันชาติ 26 มกราคม เพื่อรำลึกวันครบรอบการมาถึงของกองทัพเจ้าอาณานิคมอังกฤษ ที่ประชากรพื้นเมืองของออสเตรเลียเรียกว่าเป็น &amp;quot;วันรุกราน&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อีกด้านหนึ่ง การประชุมเวิลด์อีโคโนมิกฟอรัม (WEF) ที่ปีนี้เปลี่ยนเป็นการประชุมทางไกล เผยให้เห็นความตึงเครียดมากขึ้นระหว่างสหภาพยุโรปกับบริษัทผู้ผลิตวัคซีน ทั้งไฟเซอร์-ไบออนเทคและแอสตร้าเซนเนกา ที่ไม่สามารถผลิตวัคซีนส่งให้ได้ตามที่รับปากไว้ เวทีเดียวกันนี้ประธานาธิบดีไซริล รามาโฟซา แห่งแอฟริกาใต้ กล่าวโจมตี &amp;quot;ชาตินิยมวัคซีน&amp;quot; และกล่าวหาประเทศร่ำรวยว่ากว้านซื้อและกักตุนวัคซีน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน กิตา โกปินาธ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของไอเอ็มเอฟ กล่าวถึงแนวโน้มคาดการณ์เศรษฐกิจโลกในปีนี้ว่า วิกฤติไวรัสโคโรนาได้สร้างความเสียหายไว้อย่างร้ายแรง ตอนนี้ความสูญเสียผลผลิตโดยรวมระหว่างปี 2563-2568 นั้นอยู่ที่ 22 ล้านล้านดอลลาร์ (ราว 660 ล้านล้านบาท)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถึงกระนั้น ความคาดหวังในแง่บวกที่ว่าวัคซีนใหม่ๆ จะทำให้สามารถควบคุมสถานการณ์โรคระบาดได้และเปิดทางสำหรับการฟื้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจ บวกกับมาตรการกระตุ้นของประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ น่าจะทำให้เศรษฐกิจโลกกลับมาฟื้นตัวได้อย่างเข้มแข็ง โดยไอเอ็มเอฟเพิ่มการคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจโลกปีนี้เป็น 5.5%&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/91125</URL_LINK>
                <HASHTAG>ความสูญเสียทางเศรษฐกิจ, ติดเชื้อครบ100ล้าน, โควิด-19, ไอเอ็มเอฟ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201206/image_big_5fccfda3c928b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>72010</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/07/2020 16:22</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/07/2020 16:22</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ธปท.&#039;ลั่นไทยไม่จำเป็นต้องง้อไอเอ็มเอฟ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 ก.ค. 2563 นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) กล่าวในงานสัมมนาวิชาการธปท.สำนักงานภาค ประจำปี 2563 ในหัวข้อ &amp;quot;ก้าวต่อไป...ทิศทางเศรษฐกิจหลังยุคโควิดภิวัฒน์&amp;quot; ว่า แม้ว่าประเทศไทยจะได้รับผลกระทบจากวิกฤติโควิด-19 แต่ยืนยันว่าในครั้งนี้ไทยไม่จำเป็นต้องขอรับความช่วยเหลือทางการเงินจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) เนื่องจากปัจจุบันระบบการเงินมีความแข็งแกร่ง จากการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดในระดับสูง มีทุนสำรองระหว่างประเทศระดับสูง ขณะที่การกู้เงินจากต่างประเทศอยู่ในระดับต่ำ กลไกการกำกับดูแลสถาบันการเงินมีความเข้มแข็งมาก มีการบริหารจัดการความเสี่ยงได้ดีกว่าช่วงวิกฤติต้มยำกุ้งในปี 2540 แม้ว่าในภาคเศรษฐกิจจริงได้รับผลกระทบรุนแรงไม่แพ้วิกฤติต้มยำกุ้ง แต่ในภาคการเงินถือว่าแตกต่างมาก เพราะปัจจุบันเศรษฐกิจมหภาคของไทยมีความเข้มแข็งมาก สถานะของไทยไม่ได้เป็นเหมือนปี 2540&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;วันนี้วิกฤติด้านสาธารณสุขที่ส่งผลกระทบรุนแรงกับภาคเศรษฐกิจจริง แต่วันนี้ระบบการเงินเข้มแข็ง ผู้กำกับดูแล ธนาคารกลางทั่วโลกยังจำบทเรียนจากวิกฤติต้มยำกุ้งและวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ได้ดี กลไกการกำกับดูแล กลไกการบริหารความเสี่ยงของสถาบันการเงินเข้มแข็งขึ้นมาก สถาบันการเงินมีเงินกองทุนในระดับสูง มีกลไกการตั้งสำรอง มีมาตรฐานบัญชีที่ดีขึ้นกว่าเดิม ส่วนภาพใหญ่ของเศรษฐกิจไทยก็มีความเข้มแข็งขึ้นมาก ด้านเศรษฐกิจมหภาค ด้านการเงินไทยจึงไม่มีปัญหา เรียกว่าเป็นจุดแข็งของระบบเศรษฐกิจไทย&amp;rdquo; นายวิรไท กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวิรไท กล่าวอีกว่า ขณะนี้ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ภาวะการฟื้นฟู หลังจากประสบภาวะวิกฤติทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ถือเป็นผลที่เกิดขึ้นจากภาวะด้านสาธารณสุข ซึ่งส่งผลกระทบทั่วโลก โดยถือเป็นสถานการณ์ร้ายแรงแบบที่ไม่เคยเจอมาก่อน และแตกต่างจากวิกฤติในอดีตที่เกิดจากภาวะด้านการเงิน ซึ่งเมื่อไทยเข้าสู่ภาวะการฟื้นฟู ก็ต้องเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลกใหม่ ถือเป็นโอกาสที่ไทยก้าวเข้าสู่ช่วงที่ 3 ได้เร็วกว่าประเทศอื่น จึงต้องช่วยกันคิดต่อว่าจะใช้โอกาสในการควบคุมการแพร่ระบาดในประเทศได้มาฟื้นฟูเศรษฐกิจให้เดินหน้าได้อย่างไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;มุมมองของ ธปท. มองว่าเศรษฐกิจไทยได้ผ่านจุดต่ำสุดมาแล้วในช่วงไตรมาส 2/2563 ที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจทั้งของไทยและทั่วโลกหยุดชะงัก หลังจากนี้เศรษฐกิจไทยจะมีลักษณะค่อย ๆ ทยอยฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป คงไม่ได้ฟื้นตัวได้เร็วอย่างก้าวกระโดด ในคาดการณ์ของ ธปท. หากไม่มีการระบาดรุนแรง ประเมินว่าเศรษฐกิจจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติเหมือนช่วงก่อนเกิดวิกฤติโควิด-19 ได้ประมาณปลายปี 2564 หมายความว่าจะใช้เวลาเกือบ 2 ปีที่เศรษฐกิจจะค่อย ๆ ฟื้นตัวกลับขึ้นมา&amp;rdquo; นายวิรไท กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวิรไท กล่าวอีกว่า ประเด็นที่น่าเป็นห่วงที่สุดหลังจากนี้ คือ เรื่องงการจ้างงาน เพราะสถานการณ์โควิด-19กระทบกับไทยแรงมาก โดยเฉพาะในภาคการท่องเที่ยวและบริการ รวมถึงภาคการผลิต ซึ่งทั้ง 2 ส่วนมีการจ้างงานในระดับสูง การระบาดของโควิด-19ที่มาแบบไม่ทันตั้งตัว ทำให้หลายคนตกงานจำนวนมาก ที่สำคัญถ้ามองระยะยาว หากสถานการณ์โควิด-19คลี่คลายลง เชื่อว่าหลายคนจะไม่สามารถกลับเข้าสู่ตลาดแรงงานในโลกใหม่ได้ เพราะตลาดแรงงานโลกใหม่จะต่างจากก่อนเกิดการระบาด ด้วยหลายปัจจัย คือ กำลังการผลิตส่วนเกินในโลกที่สูงมาก ส่วนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวคงคาดหวังให้มีนักท่องเที่ยวเข้ามาปีละ 40 ล้านคนเหมือนเดิมไม่ได้ ดังนั้นแรงงานจำนวนมากในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องจะกลับมาได้ รูปแบบของนักท่องเที่ยวที่เข้ามาก็จะแตกต่างไปจากเดิม ดังนั้นจะต้องไปดูทักษะของแรงงานที่ตกงานว่าจะต้องมีการปรับตัวอย่างไร เพื่อทำให้มีโอกาสกลับเข้าสู่ตลาดแรงงานโลกใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับสถานการณ์เงินบาทที่อ่อนค่าลงในช่วงนี้ เป็นผลมาจากความไม่แน่นอนทั้งจากในและต่างประเทศ ซึ่งเป็นผลพวงจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ซึ่งคาดว่าจะทำให้เกิดความผันผวนมากขึ้นใสตลาดการเงินและตลาดทุนที่เกี่ยวเนื่องกับต่างประเทศ เนื่องจากปัจจุบันมีสภาพคล่องส่วนเกินจำนวนมาก จากการที่ธนาคารกลางของประเทศอุตสาหกรรมหลักได้อัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบ เพื่อแก้ไขปัญหาการระบาดของโควิด-19รวมถึงการแพร่ระบาดในต่างประเทศยังมีความไม่แน่นอนสูงมาก ซึ่งเมื่อมีสภาพคล่องส่วนเกินสูงในระบบการเงินโลก จึงทำให้เกิดความผันผวนได้ง่ายขึ้นเมื่อมีข่าวหรือมีข้อมูลอย่างใดอย่างหนึ่งออกมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ มองว่าจากสถานการณ์ดังกล่าว จึงเป็นจังหวะที่ดีของผู้ประกอบการโดยเฉพาะในภาคการส่งออกที่ต้องคำนึงถึงการบริหารความเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง และใช้โอกาสนี้ในการพิจารณาเครื่องมือทางการเงิน หรือใช้การล็อกเรตสำหรับรายได้จากการส่งออกในอนาคตไว้ล่วงหน้า เนื่องจากไม่มีใครสามารถรู้ได้ว่าทิศทางของค่าเงินในอนาคตจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;สถานการณ์ค่าเงินบาทเหมือนเหรียญสองด้าน ด้านหนึ่งมาจากปัจจัยในประเทศ และอีกด้านมาจากปัจจัยต่างประเทศ ที่อยู่นอกเหนือการควบคุมซึ่งมีผลต่อค่าเงินบาทของไทย ช่วงที่ผ่านมา อาจมีกระแสเงินไหลออกบ้าง ความไม่แน่นอนต่อเศรษฐกิจไทย ผลกระทบจากภาคการท่องเที่ยวที่คาดว่าจะยังมีผลต่อไปอีกนาน รวมถึงการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในประเทศที่อาจสร้างความกังวลต่อนักลงทุนต่างชาติ ก็อาจเป็นเหตุทำให้เงินบาทอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินอื่น ๆ ในภูมิภาค รวมถึงดอลลาร์สหรัฐ&amp;quot; นายวิรไท กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวิรไท กล่าวอีกว่า ไม่กังวลต่อสถานการณ์เงินทุนไหลออก เนื่องจากประเทศไทยมีกันชนด้านต่างประเทศรองรับอย่างเข้มแข็ง แม้ปัญหาโควิด-19จะกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวและการส่งออกของไทยค่อนข้างรุนแรง แต่ยังคาดการณ์ว่าทั้งปีนี้ไทยยังเกินดุลบัญชีเดินสะพัดอยู่ ขณะเดียวกันไทยไม่ได้พึ่งพาหนี้ต่างประเทศมากนัก ซึ่งจะเห็นได้ว่าอัตราดอกเบี้ยในประเทศยังอยู่ในระดับต่ำ สภาพคล่องในระบบธนาคารพาณิชย์อยู่ในระดับสูง ดังนั้นแม้จะมีเงินไหลออกบ้างในบางช่วง ก็ไม่ได้มากระทบกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจ หรือมากระทบอัตราดอกเบี้ยภายในประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
อย่างไรก็ดี ในส่วนความคืบหน้าของมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (ซอฟท์โลน) เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีจากผลกระทบของโควิด-19 ของ ธปท. วงเงิน 5 แสนล้านบาทนั้น ขณะนี้มีการปล่อยสินเชื่อไปกว่าแสนล้านบาทแล้ว ซึ่งมาตรการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์สำคัญ 2 ส่วนคือ เยียวยาผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19ในเบื้องต้น และช่วยเรื่องของการฟื้นฟูหลังสถานการณ์แพร่ระบาดคลี่คลายลง โดยแม้จะกำหนดระยะเวลาไว้ว่าสิ้นสุดเดือน ธ.ค. 2563 แต่สามารถต่ออายุมาตรการได้อีก 2 ครั้ง ครั้งละ 6 เดือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;จะเสนอให้มีการต่ออายุมาตรการออกไปจนถึงสิ้นปี 2564 ซึ่งจะช่วยให้ซอฟท์โลนที่ยังมีวงเงินเหลืออยู่นี้ ช่วยในเรื่องการฟื้นฟูได้ เป็นต้นทุนดอกเบี้ยต่ำให้ภาคธุรกิจในช่วงฟื้นฟูเมื่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจกลับมา อาจมีบรรษัทค้ำประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม(บสย.) เข้ามาร่วมด้วย เพราะตาม พ.ร.ก. การชดเชยความเสียหายจะอยู่ในช่วง 2 ปี แรกในช่วงที่มีความไม่แน่นอนสูง สถาบันการเงิน และผู้ประกอบการจึงเห็นว่าหากมีการค้ำประกันสินเชื่อได้ระยะยาวขึ้น ก็จะเป็นประโยชน์เป็นแนวทางที่กำลังพิจารณา&amp;quot; นายวิรไท กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/72010</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.), วิรไท สันติประภพ, เศรษฐกิจไทย, ไอเอ็มเอฟ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190717/image_big_5d2f3fbaca700.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>70653</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/07/2020 15:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/07/2020 15:34</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“โควิด-19” กับ “ความยากลำบาก” ของเศรษฐกิจไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;quot;ประเทศไทยกำลังเจอพายุเช่นเดียวกับหลายประเทศทั่วโลก ดังนั้น หากไม่มีการตั้งรับให้ดี ทุกฝ่ายจะเหนื่อยกันหมด ไทยมีบทเรียนมาแล้วเมื่อช่วงวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 ตรงนี้จึงเป็นหน้าที่ของรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่จะต้องเร่งเข้าไปดูแล และจากผลกระทบของโควิด-19 ครั้งนี้ ก็ส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจเป็นอย่างมาก โดยยอมรับว่าในเดือน ก.ค.นี้ มีแนวโน้มที่ธุรกิจจำนวนมากต้องทยอยปิดตัวลง&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ต้องยอมรับว่า ปี 2563 เป็นอีกปีที่ &amp;ldquo;ยากลำบาก&amp;rdquo; ของเศรษฐกิจไทย รวมไปถึงเศรษฐกิจอีกหลายประเทศทั่วโลก จากผลกระทบหลักที่สำคัญคือ &amp;ldquo;การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ที่ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจเกือบทั้งหมดต้องหยุดชะงักลง ซึ่งเป็นไปตามมาตรการป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของแต่ละประเทศ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับประเทศไทย ถือว่าประสบความสำเร็จในแง่ของการควบคุมและป้องกันการแพร่ระบาด จากมาตรการล็อกดาวน์ที่เข้มข้น ส่งผลชัดเจนถึงจำนวนผู้ติดเชื้อที่อยู่ในระดับไม่สูงมากนัก แต่ในมิติของ &amp;ldquo;เศรษฐกิจ&amp;rdquo; แน่นอนว่า มาตรการล็อกดาวน์ที่เข้มข้นของรัฐบาลในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ได้สร้างความเสียหายกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;ธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์)&amp;rdquo; ได้ประเมินผลกระทบที่สำคัญของโควิด-19 ต่อเศรษฐกิจไทย โดยคาดว่า เศรษฐกิจไทยจะได้รับผลกระทบที่รุนแรงจากโควิด-19 ภาพรวมเศรษฐกิจในปี 2563 อาจหดตัวกว่า 5% และน่าจะใช้เวลามากกว่า 2 ปีที่จะกลับไปสู่ระดับการเติบโตของจีดีพีในช่วงก่อนจะประสบปัญหาการแพร่ระบาดของโควิด-19&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แม้ไทยจะประสบความสำเร็จในการชะลอการระบาดของโควิด-19 ภายในระยะเวลา 3 เดือน แต่ผลกระทบที่มีต่อเศรษฐกิจนั้น &amp;ldquo;รุนแรง&amp;rdquo; เพราะความเปิดกว้างทางการค้าของไทย และความเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยว ทำให้คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยจะติดลบ 5% ในปีนี้ และคาดว่าจะเป็นการหดตัวมากที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก ซึ่งเป็นผลมาจากการชะลอตัวอย่างรุนแรงของการส่งออก โดยเฉพาะรายรับจากการท่องเที่ยวและการค้าในตลาดโลกที่อ่อนแอลง รวมถึงการชะลอตัวลงของอุปสงค์ในประเทศ ที่สะท้อนได้ชัดเจนจากการจำกัดการเดินทางและคำสั่งปิดสถานประกอบการ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;ธนาคารโลก&amp;rdquo; ประเมินต่ออีกว่า กรณีที่ไทยเริ่มมีการผ่อนคลายการเดินทาง ก็จะช่วยทำให้การบริโภคภายในประเทศที่เดิมมีความเข้มแข็งอยู่แล้ว จะกลับมาเป็นปัจจัยหลักในการดันเศรษฐกิจให้เริ่มฟื้นตัวได้ในไตรมาส 2/2563 และในปี 2564 โดยเป็นการฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่ก็อยู่ภายใต้ความไม่แน่นอน เพราะโดยพื้นฐานแล้วเศรษฐกิจไทยในปี 2564 จะขยายตัวที่ระดับ 4.1% และในปี 2565 ที่ระดับ 3.6% ซึ่งสะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยน่าจะฟื้นตัวกลับไปสู่ระดับก่อนเกิดการระบาดได้ภายในกลางปี 2565 นั่นเอง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะที่ &amp;ldquo;กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ)&amp;rdquo; เปิดเผยรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก (World Economic Outlook) โดยคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2563 จะขยายตัว -7.7% และประเทศกลุ่มอาเซียนขยายตัว -2% เป็นผลจากผลกระทบโควิด ทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวช้ากว่าที่คาด โดยการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยที่ระดับ -7.7% นั้น น่าจะเป็นอัตราที่ต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับประเทศในเอเชีย ที่คาดว่าปีนี้ เศรษฐกิจจีนขยายตัว 1%, อินเดีย -4.5%, ญี่ปุ่น -5.8% และเกาหลีใต้ -2.1% รวมทั้งน่าจะขยายตัวได้ต่ำสุดในกลุ่มประเทศอาเซียน 5 ประเทศ โดยอินโดนีเซีย -0.3%, มาเลเซีย -3.8% และฟิลิปปินส์ -3.6% มีเพียงเวียดนามไม่ได้แจ้งตัวเลขคาดการณ์ไว้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในทิศทางเดียวกัน เมื่อ &amp;ldquo;คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.)&amp;rdquo; ก็ได้มีการปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปีนี้ มาอยู่ที่ -8.1% ลดลงจากเดิมที่คาดว่าจะขยายตัว -5.3% พร้อมทั้งปรับลดคาดการณ์ตัวเลขการส่งออก อยู่ที่ -10.3% ลดลงจากคาดการณ์เดิมที่ -8.8% และยังประเมินอีกว่าตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทย ที่ถือเป็นอีกหนึ่งรายได้สำคัญของประเทศ จะลดลงเหลือเพียง 8 ล้านคนเท่านั้น จากคาดการณ์เดิมที่ 15 ล้านคน การบริโภคภาคเอกชนจะขยายตัวที่ -3.6% ลดลงจากคาดการณ์เดิมที่ -1.5% การลงทุนภาคเอกชน ขยายตัว -13.8% ลดลงจากคาดการณ์เดิมที่ -4.3%&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดย กนง.มองว่า เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวติดลบลึกที่สุดในไตรมาสที่ 2/2563 ซึ่งมาจากผลกระทบของโควิด-19 ที่กระทบทั้งเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลกในระดับที่รุนแรงกว่าที่คาด และจากคาดการณ์ทั้งปีนี้ที่เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวที่ -8.1% นั้น ถือเป็นระดับต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์ แม้จะเทียบกับวิกฤติต้มยำกุ้งในปี 2540 เศรษฐกิจไทยก็ยังขยายตัวได้ในระดับที่ดีกว่า ที่ -7.6%&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในมุมของภาคเอกชน อย่าง &amp;ldquo;คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.)&amp;rdquo; ก็มีความเห็นในทิศทางเดียวกับ กนง. ที่ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2/2563 จะหดตัวลงลึกสู่ตัวเลข 2 หลัก และแม้จะผ่านช่วงเวลาเลวร้ายมาได้ ในช่วงครึ่งปีหลัง เศรษฐกิจไทยก็ยังต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนค่อนข้างสูง ทั้งจากการระบาดของโควิด-19 ในบางประเทศที่ยังรุนแรงอยู่ จนอาจเป็นผลทำให้การเปิดพรมแดนระหว่างประเทศของไทยทำได้อย่างจำกัด ซึ่งก็จะมีผลต่อภาคการท่องเที่ยว อีกทั้งแรงฉุดจากเศรษฐกิจโลก สงครามการค้าระหว่างประเทศมหาอำนาจ ไปจนถึงการแข็งค่าของเงินบาท ก็ยังเป็นปัจจัยกดดันภาคการผลิตและการส่งออกของไทยอยู่ไม่น้อย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; และจากปัจจัยเสี่ยงทั้งหมดที่กล่าวมา ทำให้ กกร.ได้ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจไทยในปีนี้ มาอยู่ที่ -5% ถึง -8% จากคาดการณ์เดิมที่ -3 ถึง -5% ขณะที่การส่งออก ลดลงมาอยู่ที่ -7 ถึง -10% จากคาดการณ์เดิมที่ -5 ถึง -10%&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เช่นเดียวกับ &amp;ldquo;Krungthai COMPASS&amp;rdquo; ที่ยังคงประมาณการตัวเลขเศรษฐกิจไทยในปี 2563 ว่ามีโอกาสจะหดตัวลงลึกถึง 8.8% ผลจากอุปสงค์ต่างประเทศที่หดตัวอย่างรุนแรง ขณะที่รูปแบบเศรษฐกิจและวิถีชีวิตใหม่ (New Normal) หลังวิกฤติโควิด-19 นั้น จะทำให้ไทยต้องพึ่งพาตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจจากภาครัฐอย่างเร่งด่วน เนื่องจากเศรษฐกิจไทยในระยะหลังพึ่งพาอุปสงค์จากต่างประเทศมากกว่าครึ่งหนึ่งของจีดีพี แต่กลับเป็นว่ากลไกดังกล่าวต้องหยุดชะงักลงจากแรงกดดันรอบด้าน โดยเฉพาะภาคการส่งออกที่ต้องเผชิญกับการกีดกันทางการค้าที่จากนี้จะรุนแรงขึ้น ส่วนรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติก็คาดว่าจะยังไม่กลับมาจนกว่าสถานการณ์แพร่ระบาดทั่วโลกจะคลี่คลาย ขณะที่อุปสงค์ในประเทศก็ดูเหมือนจะอ่อนแรงลงจากปัญหา &amp;ldquo;หนี้ครัวเรือน&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จากปัจจัยทั้งหมด ทำให้ &amp;ldquo;มาตรการทางการคลังแบบเร่งด่วน&amp;rdquo; กลายเป็นตัวขับเคลื่อนเดียวที่มีอยู่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยสถานะหนี้สาธารณะต่อจีดีพีของไทยแม้จะยังอยู่ตามกรอบวินัยทางการคลัง ที่ 42.88% แต่คิดเป็นมูลค่าก็สูงถึง 7.9 ล้านล้านบาท ขณะที่แนวโน้มเศรษฐกิจในระยะต่อไปยังส่อเค้าไม่ฟื้นไปสู่จุดเดิมในปีที่ผ่านมา ทำให้จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องใช้เม็ดเงินพยุงเศรษฐกิจเพิ่มเติม ขณะที่การจัดเก็บรายได้ก็มีแต่จะลดลงตามภาวะเศรษฐกิจ ยิ่งทำให้เกิดขาดดุลงบประมาณต่อเนื่อง และอาจส่งผลให้หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นกลายเป็น &amp;ldquo;ระเบิดเวลาลูกใหญ่&amp;rdquo; ที่วนกลับไปซ้ำเติมการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะที่ก่อนหน้านี้ &amp;ldquo;สมคิด จาตุศรีพิทักษ์&amp;rdquo; รองนายกรัฐมนตรี ที่ออกมาระบุว่า ประเทศไทยกำลังเจอพายุเช่นเดียวกับหลายประเทศทั่วโลก ดังนั้น หากไม่มีการตั้งรับให้ดี ทุกฝ่ายจะเหนื่อยกันหมด ไทยมีบทเรียนมาแล้วเมื่อช่วงวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 ตรงนี้จึงเป็นหน้าที่ของรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่จะต้องเร่งเข้าไปดูแล และจากผลกระทบของโควิด-19 ครั้งนี้ ก็ส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจเป็นอย่างมาก โดยยอมรับว่า ในเดือน ก.ค.นี้ มีแนวโน้มที่ธุรกิจจำนวนมากต้องทยอยปิดตัวลง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หน้าที่ของรัฐบาลไม่ใช่แค่การเยียวยาประชาชนทุกกลุ่มจากสถานการณ์โควิด-19 แต่ยังต้องคิดล่วงหน้าด้วยว่า หลังจากควบคุมสถานการณ์ได้แล้วจะทำอะไรต่อ จึงเป็นที่มาของมาตรการเยียวยาโดยกระทรวงการคลัง ซึ่งยอมรับว่าทำไปด้วยความยากลำบาก เพราะไทยไม่พร้อมเรื่องข้อมูล ทำให้ในช่วงแรกมีเสียงโจมตี วิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก ซึ่งก็ได้หารือกับนายอุตตม สาวนายน รมว.การคลัง และบอกว่าต้องอดทน เพราะทุกครั้งที่มีวิกฤติ คลังคือหลักที่จะยึดเหนี่ยว ดังนั้น ถ้าคลังอ่อนแอ ประเทศจะไม่มีเหลือเลย เราได้ประสบการณ์นี้จากสมัยวิกฤติต้มยำกุ้ง ดังนั้นต้องรับฟังคำวิจารณ์และทำทุกอย่างให้ดีขึ้น นั่นเป็นหน้าที่ของ รมว.การคลังที่จะต้องรับสิ่งเหล่านั้นและกลืนลงในกระเพาะเปลี่ยนเป็นแก๊สในกระเพาะ ตรงนี้เป็นเรื่องปกติ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างไรก็ดี จากปัจจัยเสี่ยงข้างต้นที่กล่าวมาทั้งหมด มีผลต่อมิติของการเติบโตของเศรษฐกิจไทยหลังจากนี้ ซึ่งจะกลายเป็น &amp;ldquo;โจทย์ใหญ่&amp;rdquo; ของรัฐบาล ในการแก้เกมเพื่อพาประเทศไทยก้าวข้ามผ่าน &amp;ldquo;มรสุมเศรษฐกิจ&amp;rdquo; ลูกใหญ่ครั้งนี้ไปให้ได้ วิกฤติเศรษฐกิจที่ไทยกำลังเผชิญครั้งนี้ อาจรุนแรงและเลวร้ายกว่าที่เคยเจอเมื่อปี 2540 เพราะขณะนี้ &amp;ldquo;คนไทย&amp;rdquo; ทั้งหมดกำลังเผชิญกับปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาปากท้อง ปัญหาด้านรายได้ ซึ่งเป็นผลมาจากเครื่องยนต์เศรษฐกิจเกือบทุกตัวที่หยุดชะงักลงไป การแก้ปัญหาจึงอาจไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนที่ผ่านมา แต่การหยิบเอาบทเรียนที่สำคัญจากวิกฤติครั้งก่อน มาปรับใช้ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ และเป็นไปอย่างเหมาะสม อาจจะพอช่วยบรรเทาความเดือดร้อน และลดทอนผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจไทยได้ ไม่มากก็น้อย!.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/70653</URL_LINK>
                <HASHTAG>อีโคโฟกัส, โควิด-19, ไอเอ็มเอฟ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200706/image_big_5f02e1a0c7a08.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>49628</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/11/2019 10:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/11/2019 10:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พท.เย้ย&#039;บิ๊กตู่&#039;ฟังคำเตือนIMFรู้เรื่องหรือไม่ อย่าสร้างภาพชื่นมื่ีน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 พ.ย. 62 &amp;ndash; นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) เตือนประเทศไทยให้ปฏิรูปเศรษฐกิจ รับมือเศรษฐกิจถดถอย ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ในฐานะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ฟังไอเอ็มเอฟรู้เรื่อง ทำความเข้าใจได้ถูกต้องหรือไม่ อย่ามโนหลอกตัวเอง ติดเพียงแค่เปลือกว่า บรรยากาศการพบปะชื่นมื่น คำเตือนสำคัญของไอเอ็มเอฟ ระบุ ประเทศไทยยังต้องเผชิญกับความท้าทายต่างๆ ทั้งจากภาวะเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำมาเป็นเวลานาน หนี้ภาคครัวเรือนในระดับสูง การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ความเหลื่อมล้ำและความจำเป็นในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่นโยบายการแจกเงินนั้นต้องใช้อย่างระมัดระวัง และต้องช่วยเพิ่มผลิตภาพของประเทศ ไม่ใช่การหว่านเงินอย่างเดียว ต้องมีกลไกรองรับและให้เงินเข้ากระเป๋าประชาชนด้วย พล.อ.ประยุทธ์ มีคำตอบหรือยังว่า มาตรการแจกเงิน ชิมช้อปใช้เฟส 1 และชิมช้อปใช้เฟส 2 กระตุ้นเศรษฐกิจได้เพียงใด จะเดินหน้าต่อหรือพอแค่นี้ เป้าหมายที่รัฐบาลตั้งไว้ว่าจะมีเงินหมุนไปกระตุ้นเศรษฐกิจ 6 หมื่นล้านบาท ยังห่างไกลความเป็นจริงอยู่มาก นอกจากไม่กระตุ้นเศรษฐกิจอย่างที่รัฐบาลต้องการ ยังส่งเสริมให้ประชาชนใช้จ่ายฟุ่มเฟือยเกินความจำเป็น ซึ่งย้อนแย้งกับนโยบายรัฐบาลที่ต้องการให้ประชาชนออมเงินเพื่อความมั่นคงในระยะยาว เลิกได้แล้ว การโหนโพลที่ตัวเองได้ประโยชน์ แต่โพลที่เข้าเนื้อตัวเองเสียหาย เงียบกริบกันทั้งรัฐบาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;พอจะถูกตัดจีเอสไอ บอกว่าเศรษฐกิจไทยโตเร็วเกินไป แต่อีก 2 วัน กลับมาพูดใหม่ว่า เศรษฐกิจไทยโตช้า จึงตั้งคำถามว่า พล.อ.ประยุทธ์ รู้และเข้าใจภาวะที่แท้จริงของเศรษฐกิจไทยในระดับใด เลยอดเป็นห่วงไม่ได้ว่า พล.อ.ประยุทธ์ ฟังคำเตือนไอเอ็มเอฟ รู้เรื่องหรือไม่ และจะปฏิรูปเศรษฐกิจไทยอย่างไร&amp;rdquo; นายอนุสรณ์ ระบุ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/49628</URL_LINK>
                <HASHTAG>IMF, นายกฯ, บิ๊กตู่, พท., อนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด, เศรษฐกิจถดถอย, ไอเอ็มเอฟ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190719/image_big_5d31803a084a1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>49556</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/11/2019 10:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/11/2019 10:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;บิ๊กตู่&#039;คุย&#039;ไอเอ็มเอฟ&#039;ชื่นมื่นจูงมือชมความงามทำเนียบฯ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 พ.ย.62- &amp;nbsp; ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ให้การต้อนรับ นางคริสตาลินา กอร์เกียวา กรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ทั้งนี้ ภายหลังการหารือ นายกรัฐมนตรี ได้เดินจูงมือพานางคริสตาลินา เดินชมทัศนียภาพโดยรอบทำเนียบรัฐบาล โดยเฉพาะที่ตึกภักดีบดินทร์​และตึกไทยคู่ฟ้า ขณะที่นางคริสตาลินา กล่าวชื่นชมความสวยงามของสถาปัตยกรรมของทำเนียบรัฐบาล พร้อมกับทักทายบรรดาสื่อมวลชนอย่างเป็นกันเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากนั้นนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงท่าทีของไอเอ็มเอฟที่มีต่อประเทศไทยว่า นางคริสตาลินา ได้เล่าให้นายกรัฐมนตรีฟังว่าการเดินทางมาครั้งนี้ เพื่อมาร่วมประชุมกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่งความจริงได้พบกับนายกรัฐมนตรีระหว่างการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 35 อยู่แล้ว และได้มีการพูดคุยกันเรื่องการพัฒนาอย่างยั่งยืน รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ ซึ่งเป็นที่น่าแปลกใจว่าทางธนาคารกลางของแต่ละประเทศ มีความเป็นห่วงในเรื่องของการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ​ และทุกแห่งจะต้องมีการปรับตัว พร้อมเตรียมมาตรการในการรองรับ ซึ่งนายกรัฐมนตรีของไทยยืนยันไปด้วยว่าทางประเทศไทยดำเนินการเกี่ยวกับมาตรการรองรับการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศมาโดยตลอด และมีแผนปฎิบัติการเรื่องของฝุ่นละอองขนาดเล็ก รวมทั้งข้อตกลงร่วมกันระหว่างประเทศในการรักษาทรัพยากรธรรมชาติและขจัดขยะทางทะเล รวมทั้งการยกเลิกการใช้ถุงพลาสติก ซึ่งทางกรรมการผู้จัดการไอเอ็มเอฟ ก็ได้ชื่นชมประเทศไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางนฤมล กล่าวอีกว่า ส่วนรายงานในเรื่องของสภาพเศรษฐกิจโลก นายกรัฐมนตรีได้ชี้แจงว่าในหลายข้อเสนอแนะเราพร้อมที่จะรับมาดำเนินการ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของนโยบายด้านการเงินที่ทางไอเอ็มเอฟระบุว่าไทยยังสามารถจะปรับได้อีก ซึ่งน่าจะเป็นเรื่องของระยะยาว คือการปรับโครงสร้างขนาดใหญ่ โดยเฉพาะเรื่องของการศึกษาจะพัฒนาอย่างไรให้มีคุณภาพ การพัฒนาทรัพยากรบุคคล และการพัฒนาทักษะแรงงาน ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ยืนยันว่าสิ่งเหล่านี้ได้อยู่ในแผนพัฒนาและแผนยุทธศาสตร์ชาติอยู่แล้วที่จะมีการทบทวนทุกๆ 5 ปี ทั้งนี้ ทางธปท.คงได้มีการหารือตัวแทนไอเอ็มเอฟอีกครั้งหนึ่ง และไอเอ็มเอฟมองประเทศไทยว่า ยังมีจุดที่สามารถพัฒนาได้อีกมากตามศักยภาพที่มี พร้อมชื่นชมการจัดประชุมอาเซียนซัมมิทของไทย อย่างไรก็ตาม ไทยพร้อมที่จะปฏิบัติตามคำแนะนำและดำเนินการในทุกมิติ โดยมอบหมายให้ทางธปท.เป็นผู้ดำเนินการ ซึ่งนายกรัฐมนตรีระบุว่า ธปท.เป็นองค์กรอิสระ ในฐานะฝ่ายบริหารจะไปก้าวล่วง หรือสั่งการอะไรไม่ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โฆษกรัฐบาลกล่าวว่า นางคลิสตาลินาระบุว่าก่อนเดินทางมาประเทศไทย เพิ่งได้อ่านหนังสือและได้เรียนรู้เกี่ยวกับหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ของในหลวงรัชกาลที่ 9 และคิดว่าเป็นหลักปรัชญาที่ทางไอเอ็มเอฟจะนำไปเผยแพร่ให้ทั่วโลกได้รับรู้ เพราะสอดคล้องกับหลักการของสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ที่ต้องการให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ ทางไอเอ็มเอฟ แม้ไม่ได้มีการพูดคุยถึงภาพรวมภายหลังการเลือกตั้ง แต่ก็มองว่าในปัจจุบันประเทศไทยยังมีเสถียรภาพ ซึ่งหลังการเลือกตั้งน่าจะมีการปฎิรูปในหลายด้าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่าทางไอเอ็มเอฟต้องการให้ธปท. ลดอัตราดอกเบี้ยตามเฟดใช่หรือไม่ นางนฤมล กล่าวว่า ไม่ได้พูดชัดเจนขนาดนั้น เพียงแต่บอกว่ายังมีช่องทางที่สามารถปรับได้อีก เพื่อกระตุ้นให้เกิดการลงทุนได้มากขึ้น.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/49556</URL_LINK>
                <HASHTAG>คริสตาลินา กอร์เกียววา, นายกฯ, บิ๊กตู่-พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, ไอเอ็มเอฟ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191105/image_big_5dc0e9e06f945.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>49546</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/11/2019 08:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/11/2019 08:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> “อุตตม” แจงไอเอ็มเอฟแนะไทยงัดเครื่องมือป้องเศรษฐกิจ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
5 พ.ย. 2562 นายอุตตม สาวนายน รมว.การคลัง เปิดเผยภายหลังการเข้าพบของนางคริสตาลินา จอร์จีวา กรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ว่า ไอเอ็มเอฟมองว่าประเทศไทยยังมีช่องว่าง และความสามารถในการใช้เครื่องมือทางการเงินและการคลังในการดูแลเศรษฐกิจของประเทศในช่วงนี้อย่างใกล้ชิด เพื่อให้ผ่านพ้นไปได้ หลังจากได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกที่มีหลายปัจจัยเข้ามากดดันทำให้เศรษฐกิจโลกมีการชะลอตัวลง ทั้งจากปัญหาสงครามการค้า การแยกตัวของสหราชอาณาจักรออกจากยุโรป (Brexit) ซึ่งปัจจัยเสี่ยงดังกล่าวได้ส่งผลกระทบไปยังหลายประเทศทั่วโลก รวมถึงไทยด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ไอเอ็มเอฟมองว่าไทยโชคดีที่มีพื้นฐานด้านมหภาคแข็งแกร่ง ทำให้ยังมีช่องว่างในการใช้เครื่องมือทั้งหมดทั้งในภาคการเงินและการคลังเพื่อดูแลเศรษฐกิจในช่วงนี้ได้ และต้องใช้อย่างทันการ ซึ่งในเรื่องนี้ทั้งคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เข้าใจและเห็นตรงกันว่าไทยยังมีความสามารถที่จะใช้เครื่องมือต่าง ๆ ที่มีได้ ซึ่งทุกฝ่ายพร้อมจะดำเนินการ แต่ก็ต้องมาดูว่าจะใช้อย่างไร โดยเฉพาะเรื่องการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายนั้น คนที่รับผิดชอบเรื่องนี้ก็จะดูแล กระทรวงการคลังยืนยันว่าจะไม่ก้าวก่าย ขณะที่ไอเอ็มเอฟเองก็เพียงเข้ามาเสนอแนะแนวทางในการดูแลเศรษฐกิจ ไม่ได้ก้าวก่ายเช่นกัน&amp;rdquo; นายอุตตม กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอุตตม กล่าวอีกว่า ในส่วนของมาตรการด้านการคลังนั้น ยอมรับว่าขณะนี้มีการศึกษามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเฉพาะหน้าไว้ แต่การนำมาใช้เป็นเรื่องที่จะต้องพิจารณาจากหลาย ๆ ปัจจัย และจังหวะที่เหมาะสม โดยภาพรวมเศรษฐกิจในช่วง 3-4 เดือนที่ผ่านมา หลังจากรัฐบาลได้ออกชุดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมา ถือว่าดูแลเศรษฐกิจได้ระดับหนึ่ง ทำให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบ และยังมีผลดีต่อความเชื่อมั่นด้วย ส่วนทิศทางเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 4/2562 มีการปรับตัวดีขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในปัจจุบันที่มีการทำอย่างต่อเนื่อง ซึ่งช่วยกระตุ้นให้เศรษฐกิจภายในประเทศคึกคัก ส่วนจะช่วยสนับสนุนให้จีดีพีในไตรมาส 4/2562 เติบโตได้เกิน 3% หรือไม่ ยังเร็วเกินไปที่จะประเมิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ไอเอ็มเอฟยังสนับสนุนแนวทางการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ การพัฒนาบุคคลากรภายในประเทศให้มีทักษะ และการยกระดับเทคโนโลยีเป็นเรื่องสำคัญ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/49546</URL_LINK>
                <HASHTAG>ป้องกันเศรษฐกิจ, อุตตม สาวนายน, ไอเอ็มเอฟ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190926/image_big_5d8c95a4ca010.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>47571</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/10/2019 09:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/10/2019 09:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“ธปท.” ปลื้มไอเอ็มเอฟ-เวิลด์แบงก์ยกธนาคารไทยแข็งแกร่ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8 ต.ค. 2562 นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยถึงผลการประเมินภาคการเงิน (Financial Sector Assessment Program - FSAP)&amp;nbsp;ของประเทศไทย โดยคณะผู้ประเมินจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund - IMF)&amp;nbsp;และธนาคารโลก (World Bank)&amp;nbsp;เมื่อปี&amp;nbsp;2561 - 2562&amp;nbsp;ซึ่งเป็นการเข้ารับการประเมินโดยสมัครใจของไทย หลังจากการประเมินครั้งแรกเมื่อปี&amp;nbsp;2550&amp;nbsp;ในภาพรวมพบว่า ระบบการเงินของไทยมีเสถียรภาพ มีความมั่นคงสามารถรองรับความผันผวนได้ดี และการกำกับดูแลภาคการเงินของไทยมีประสิทธิภาพสูง เป็นไปตามมาตรฐานสากลเทียบเคียงได้กับประเทศชั้นนำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยในช่วง&amp;nbsp;10&amp;nbsp;ปีที่ผ่านมา ธนาคารพาณิชย์ยังคงมีบทบาทหลักในภาคการเงิน ขณะที่ภาคตลาดทุนและภาคประกันเติบโตขึ้นมาก แม้ว่าระบบการเงินโดยรวมมีเสถียรภาพ แต่ยังต้องติดตามความเสี่ยงบางจุดที่ยังไม่ปรับตัวดีขึ้น เช่น ความเปราะบางในภาคครัวเรือนที่มีภาระหนี้ที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งผู้ประเมินได้สนับสนุนการออกมาตรการเชิงป้องกัน (macroprudential policy)&amp;nbsp;เพื่อดูแลไม่ให้ความเปราะบางของหนี้ภาคครัวเรือนขยายจนส่งผลกระทบในวงกว้าง

&amp;ldquo;ประโยชน์ของการเข้ารับการประเมินครั้งนี้ จะช่วยให้ทราบถึงจุดแข็งและจุดที่ควรปรับปรุงในภาคการเงิน และผลักดันให้เกิดการปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินให้เข้มแข็งและก้าวหน้าได้อย่างรวดเร็ว อีกทั้งเป็นการส่งเสริมให้หน่วยงานกำกับดูแลพัฒนากรอบการกำกับดูแลให้สอดรับกับแนวโน้มความเสี่ยงในระบบ รวมถึงพัฒนาการกำกับดูแลให้เป็นไปตามมาตรฐานสากลมากขึ้น&amp;rdquo; นายวิรไท กล่าว

นอกจากนี้ เป็นการสร้างความร่วมมือระหว่างองค์กรในประเทศและระหว่างประเทศเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือ ทำให้นักลงทุนเกิดความมั่นใจในระบบเศรษฐกิจการเงินไทย โดยผลการประเมิน&amp;nbsp;FSAP&amp;nbsp;ภาคการเงินในส่วนที่ ธปท.กำกับดูแล ประกอบด้วย&amp;nbsp;1.การกำกับดูแลภาคการธนาคาร (banking supervision)&amp;nbsp;ธปท.ได้เข้ารับการประเมินตามมาตรฐาน&amp;nbsp;Basel Core Principles for Effective Banking Supervision (BCP)&amp;nbsp;ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลด้านการกำกับดูแลด้านการธนาคารฉบับล่าสุด จำนวน&amp;nbsp;29&amp;nbsp;ข้อ โดยได้รับผลการประเมินอยู่ในระดับดีมากจำนวน&amp;nbsp;24&amp;nbsp;ข้อ และระดับดี&amp;nbsp;5&amp;nbsp;ข้อ ซึ่งแสดงถึงพัฒนาการของภาคการธนาคารไทยที่ดีขึ้นมาก จากการประเมินครั้งก่อน

นายวิรไท กล่าวว่า ผู้ประเมินมีความเห็นว่า&amp;nbsp;1.ธนาคารพาณิชย์ไทยมีฐานะมั่นคง มีเงินกองทุนและสภาพคล่องสูง&amp;nbsp;2.มีหลักเกณฑ์การดูแลความมั่นคงและการตรวจสอบธนาคารพาณิชย์ที่มีประสิทธิภาพเท่าทันความเสี่ยง&amp;nbsp;3.ธปท.มีความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับธนาคารพาณิชย์และหน่วยงานกำกับดูแลทั้งในและต่างประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.&amp;nbsp;การกำกับดูแลโครงสร้างพื้นฐานของระบบการเงินที่สำคัญ (financial market infrastructures)&amp;nbsp;ในส่วนของระบบบาทเนตธปท. ได้เข้ารับการประเมินการกำกับดูแลระบบบาทเนต ซึ่งเป็นระบบการชำระเงินที่มีมูลค่าสูงของประเทศไทย ตามมาตรฐาน&amp;nbsp;Principles for Financial Market Infrastructure (PFMI)&amp;nbsp;ที่เป็นมาตรฐานสากลด้านการกำกับโครงสร้างพื้นฐานของระบบการเงินที่สำคัญฉบับล่าสุดจำนวน&amp;nbsp;17&amp;nbsp;ข้อ โดยได้รับผลการประเมินอยู่ในระดับดีมากจำนวน&amp;nbsp;16&amp;nbsp;ข้อ และระดับดี&amp;nbsp;1&amp;nbsp;ข้อ และด้านหน้าที่ความรับผิดชอบในการกำกับดูแล (responsibilities for authority)&amp;nbsp;ได้รับผลการประเมินอยู่ในระดับดีมากทั้งหมด

โดยผู้ประเมินมีความเห็นว่า&amp;nbsp;1.ระบบบาทเนตมีความมั่นคงปลอดภัย มีการบริหารจัดการความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพและสอดคล้องตามมาตรฐานสากลในทุกด้าน เช่น มีกฎหมายรองรับรายการที่ชำระดุลแล้วมีผลสมบูรณ์ไม่สามารถเพิกถอนได้ (payment finality) 2.ระบบบาทเนตมีการจัดการด้านธรรมาภิบาลและการกำหนดนโยบายที่ชัดเจนโปร่งใส&amp;nbsp;&amp;nbsp;3.ธปท. กำกับดูแลระบบการชำระเงิน รวมถึงระบบบาทเนตเป็นไปตามมาตรฐานสากลระดับสูง และมีความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ทั้งนี้ ผู้ประเมินมีข้อเสนอแนะให้มีการพัฒนากรอบกำกับดูแลสถาบันการเงินเฉพาะกิจให้เทียบเคียงกับธนาคารพาณิชย์ และพิจารณานำกรอบกฎเกณฑ์และแนวทางตรวจสอบธนาคารพาณิชย์มาปรับใช้กับสหกรณ์การเงินตามความเหมาะสม อีกทั้ง พิจารณาขยายการใช้มาตรการเชิงป้องกัน (macroprudential policy)&amp;nbsp;ไปยังสถาบันการเงินอื่น เช่น สถาบันการเงินเฉพาะกิจ และสหกรณ์การเงิน รวมถึง พิจารณารูปแบบที่เหมาะสมในการจัดตั้งคณะกรรมการเพื่อกำกับดูแลเสถียรภาพระบบการเงิน

&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;ในระยะต่อไป ธปท. จะติดตามและประเมินความเสี่ยงของเสถียรภาพระบบการเงินในลักษณะมองไปข้างหน้ามากขึ้น เพื่อให้สามารถประเมินสถานการณ์ต่าง ๆ ที่มีโอกาสเกิดขึ้นในอนาคต และเพื่อให้เห็นถึงความเชื่อมโยงของความเสี่ยงใหม่ ๆ และกำหนดนโยบายรองรับได้อย่างเท่าทัน โดย ธปท. จะประสานงานความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับผู้กำกับดูแลที่เกี่ยวข้องเพื่อติดตามความเสี่ยงต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง รวมถึงการปรับปรุงและบังคับใช้กฎเกณฑ์การกำกับดูแลต่าง ๆ ให้มีความเหมาะสมเพื่อรักษาเสถียรภาพของระบบการเงินของประเทศอย่างยั่นยืนต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/47571</URL_LINK>
                <HASHTAG>worldbank, ธปท., วิรไท สันติประภพ, ไอเอ็มเอฟ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190717/image_big_5d2f3fbaca700.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
