<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>14800</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/08/2018 14:13</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/08/2018 14:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ฮอนด้า PCX Hybrid ขับสนุก ประหยัดขึ้น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รถจักรยานยนต์ฮอนด้า เผยนวัตกรรมแห่งความภาคภูมิใจ New PCX Hybrid &amp;ldquo;รถจักรยานยนต์ไฮบริดรุ่นแรกของโลกที่ใช้แบตเตอรี่ลิเทียมไอออน&amp;rdquo; สมรรถนะจากขุมพลังนวัตกรรมไฮบริด ที่ขับสนุกบิดทันใจทุกครั้งที่เร่งความเร็วและช่วยประหยัดน้ำมันได้มากขึ้น เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมวางจำหน่ายต้นเดือนสิงหาคมนี้ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สุชาติ อรุณแสงโรจน์ รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอ.พี. ฮอนด้า จำกัด เปิดเผยว่า ภายใต้แนวคิด What Stops You ฮอนด้าในฐานะผู้นำตลาดที่ดำเนินธุรกิจภายใต้ความท้าทายเทคโนโลยีใหม่ๆอยู่ตลอดเวลา เรามุ่งมั่นพัฒนาเพื่อให้ได้เทคโนโลยีที่ล้ำหน้าเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีคุณภาพและได้มาตรฐานระดับโลก มาให้ผู้บริโภคชาวไทยได้สัมผัสมาโดยตลอด เช่น การท้าทายจากเครื่องยนต์ 2 จังหวะเป็น 4 จังหวะ การท้าทายจากระบบคาร์บูเรเตอร์ไปสู่ระบบหัวฉีด PGM-FI รวมไปถึงการท้าทายเทคโนโลยีรถเอทีด้วยฮอนด้าสมาร์ทเทคโนโลยีที่มีการใช้มอเตอร์มาทำงานร่วมกับเครื่องยนต์ในเครื่องยนต์ eSP Engine ตั้งแต่เมื่อ 9 ปีที่แล้ว และในครั้งนี้เป็นการท้าทายอีกขั้นของฮอนด้า กับเทคโนโลยีระบบไฮบริดในรถจักรยานยนต์รุ่นแรกของโลกที่ใช้แบตเตอรี่ลิเทียมไอออน ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ได้มาตรฐานระดับโลก โดยมีจุดเด่น คือ 1.) ใช้พลังจากแบตเตอรี่ลิเที่ยมไอออนเช่นเดียวกับระบบไฮบริดในรถยนต์ 2.) มอเตอร์ไฟฟ้าทรงพลัง ช่วยเสริมการทำงานให้กับเครื่องยนต์ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด 3.) สมองกล PDU ที่สั่งการแบบ Full Time Operation ทุกครั้งที่มีการเร่งความเร็ว 4.) แสดงสัญญลักษณ์ Hybrid ตัวนูน แบบเดียวกับสัญญลักษณ์รถยนต์ไฮบริดที่ฮอนด้าใช้กันทั่วโลกเพื่อความภูมิใจของผู้ครอบครอง นอกจากนั้น Honda PCX Hybrid ยังมีสวิทช์ Riding Mode ให้ผู้ขับเลือกสนุกได้มากขึ้น ทั้งโหมดปกติ หรือ โหมด Sport ที่สนุกเร้าใจมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;การทำงานของระบบไฮบริดของฮอนด้าเป็นระบบไฮบริดแบบขนาน มีองค์ประกอบสำคัญ 3 ส่วน โดยมีหัวใจสำคัญอยู่ที่ 1. แบตเตอรี่ลิเทียมไอออน ขุมพลังสำคัญของระบบไฮบริดที่มีแรงเคลื่อนไฟฟ้าขนาด 48 โวลต์ ทำหน้าที่จ่ายไฟไปยังมอเตอร์ไฟฟ้าได้อย่างเสถียรและต่อเนื่อง&amp;nbsp; ตัวแบตเตอรี่มีขนาดกระทัดรัด น้ำหนักเบา และมีอายุการใช้งานยาวนาน 6-8 ปี 2. กล่องควบคุมอัจฉริยะ PDU กล่องควบคุมการทำงานระบบไฮบริด มีหน้าที่สั่งการไปยังแบตเตอรี่ลิเทียมไอออน ให้จ่ายไฟไปยังมอเตอร์ไฟฟ้า ทุกครั้งที่มีการเร่งความเร็วให้ได้ดั่งใจ เพื่อให้มอเตอร์ไฟฟ้าเสริมการทำงานให้กับเครื่องยนต์ ในการเพิ่มอัตราเร่งตอบสนองความเร้าใจได้อย่างสมบูรณ์แบบ&amp;nbsp; 3. ระบบมอเตอร์ไฟฟ้า&amp;nbsp; คือ มอเตอร์ไฟฟ้าทรงพลัง มีหน้าที่เสริมการทำงานร่วมกับเครื่องยนต์ eSP 150 ซีซี ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการขับเคลื่อนให้สามารถตอบสนองอัตราเร่งได้แรงทันใจทุกครั้งที่มีการเร่งความเร็วให้ได้ดั่งใจ โดยการทำงานของระบบไฮบริดของฮอนด้านั้น ทุกครั้งที่ผู้ขับขี่เร่งความเร็ว กล่อง PDU จะสั่งการไปที่แบตเตอรี่ลิเทียมไอออนให้จ่ายไฟไปให้มอเตอร์ไฟฟ้าทำงานร่วมกับเครื่องยนต์ เพื่อผลลัพธ์แห่งความแรงที่สัมผัสได้ทุกครั้งที่เร่งความเร็ว เพื่อส่งมอบประสบการณ์การขับขี่ที่ล้ำสมัยไปกับขุมพลังไฮบริดที่ได้มาตรฐานระดับโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;สำหรับรถจักรยานยนต์ฮอนด้า New PCX Hybrid มาในแนวคิด &amp;quot;Power of the Pride&amp;quot; พลังแห่งความภูมิใจครั้งใหม่ สามารถสัมผัสความแรงได้ทุกครั้งที่บิดคันเร่ง เพื่อเร่งความเร็ว และยังประหยัดพลังงาน เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งยังขับสนุกทุกโหมดการขับขี่ ซึ่งแต่ละโหมดจะให้ความรู้สึกในการขับขี่ที่ต่างกัน ได้แก่ Drive Mode โหมดขับขี่ปกติ, Sport Mode โหมดขับขี่แบบสปอร์ต ช่วยให้ระบบมอเตอร์ไฟฟ้าส่งกำลังให้เครื่องยนต์ตอบสนองการขับขี่ได้แรงเร้าใจมากยิ่งขึ้นกว่าปกติ และ Blank Mode โหมดปิดการทำงานระบบ Idling Stop สร้างความภูมิใจให้กับผู้ครอบครองด้วย Hybrid 3D Emblem โลโก้ไฮบริดแบบ 3 มิติ ที่เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วโลกในผลิตภัณฑ์ทุกรุ่นของฮอนด้าที่เป็นระบบไฮบริด ทั้งรถยนต์และรถจักรยานยนต์&amp;nbsp; เสริมความมั่นใจด้วยล้ออัลลอยดีไซน์ใหม่ ขนาด 14 นิ้ว มาพร้อมกับยาง Michelin หน้ายางขนาดใหญ่ ยึดเกาะถนนได้มั่นใจ ทั้งยังติดตั้งกล่อง Console Box พร้อมอุปกรณ์ชาร์จไฟสำหรับสมาร์ทโฟนของผู้ขับขี่ ตอบสนองไลฟ์สไตล์ยุคดิจิทัล พรีเมียมไปอีกขั้นกับดีไซน์ใหม่ พร้อมไฟ Full LED รอบคัน และเพิ่มความพิเศษด้วย New Blue Liner LED Headlight ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ Hybrid สะท้อนความล้ำหน้าตั้งแต่แรกเห็น พร้อมด้วยสมาร์ทคอนโทรลเลอร์ ชุดควบคุมการทำงานระบบสตาร์ทอัจฉริยะ และฮอนด้าสมาร์ทคีย์ รีโมทอัจฉริยะ สั่งการ 3 ฟังก์ชั่น ช่วยระบุตำแหน่งค้นหารถ สัญญาณกันขโมยป้องกันการโจรกรรมส่งสัญญาณเตือนทันทีเมื่อรถมีการเคลื่อนที่หรือสั่นสะเทือน และระบบเปิด-ปิดสัญญาณรีโมท เพื่อสั่งการเปิดหรือล็อกการเชื่อมต่อสัญญาณรีโมทกับสมาร์ทคอนโทรลเลอร์ล็อกนิรภัยอีกขั้น หรูหราด้วยแผงหน้าปัดระบบดิจิทัลรูปแบบใหม่ที่บอกค่าสถานะต่าง ๆ ได้ครบถ้วน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;นอกจากนี้ ยังคงเอกลักษณ์ที่เป็นมาตรฐานของรถประเภทเอ.ที. ของฮอนด้าด้วย ฮอนด้าสมาร์ทเทคโนโลยี&amp;nbsp; เพื่อการขับขี่ที่สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น ประกอบด้วย เครื่องยนต์ eSP 150 ซีซี PGM-FI เทคโนโลยีเครื่องยนต์ทรงประสิทธิภาพ, ระบบ Idling Stop เทคโนโลยีหยุดเครื่องยนต์อัจฉริยะ ที่พัฒนาขึ้นอีกขั้นในรุ่น PCX Hybrid โดยระบบจะช่วยหยุดการทำงานของเครื่องยนต์โดยอัตโนมัติในเวลาเพียง 0.5 วินาทีเมื่อหยุดรถ หลังจากขับมาด้วยความเร็วมากกว่า 6 กม.ต่อชม. และ Combi Break แบบ 3 pots เทคโนโลยีกระจายแรงเบรก สร้างความมั่นใจแก่ผู้ขับขี่ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/14800</URL_LINK>
                <HASHTAG>pcx, PCX Hybrid, ข่าวรถ, ทดลองขับ, ทดสอบรถ, ยานยนต์ไทยโพสต์, รถใหม่, สุชาติ อรุณแสงโรจน์, ฮอนด้า, ฮอนด้า PCX Hybrid, เอ.พี. ฮอนด้า, ไทยโพสต์, ไทยโพสต์ยานยนต์, ไฮบริด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180806/image_big_5b67f4afb63d8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>10408</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/05/2018 17:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/05/2018 17:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ขสมก.เล็งทดลองวิ่งรถไฮบริดดีเดย์16มิ.ย.นี้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขสมก.เล็งทดลองวิ่งรถไฮบริดให้บริการประชาชนเป็นระยะเวลา 4 เดือนตั้งแต่เดือน มิ.ย.- ก.ย. 61 โดยเก็บค่าโดยสารตามอัตราปกติ ใน 7 เส้นทางเดินรถของ ขสมก. ดีเดย์16 มิ.ย.นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;31พ.ค.61-นายประยูร ช่วยแก้ว รองผู้อำนวยการฝ่ายการเดินรถองค์การ และรักษาการผู้อำนวยการองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) เปิดเผยว่าปัจจุบัน ขสมก.มีรถโดยสารประจำทางวิ่งให้บริการประชาชน จำนวน 2,674 คัน วิ่งให้บริการ 118 เส้นทาง ซึ่งรถโดยสารส่วนใหญ่มีอายุการใช้งาน 19-27 ปี ใช้ระบบเครื่องยนต์ดีเซล ทำให้มีต้นทุนการเดินรถและค่ามลพิษทางไอเสียค่อนข้างสูง ขสมก.จึงได้ร่วมมือกับ บริษัท ฮีโน่มอเตอร์สเซลล์ (ประเทศไทย) จำกัด&amp;nbsp;และองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศญี่ปุ่น (JICA)&amp;nbsp;&amp;nbsp;นำรถโดยสารปรับอากาศชานต่ำยี่ห้อฮีโน่ ระบบดีเซลและไฟฟ้า (ไฮบริด-Hybrid) จำนวน 1 คัน มาทดลองวิ่งให้บริการประชาชนเป็นระยะเวลา 4 เดือนตั้งแต่เดือน มิ.ย.- ก.ย. 2561 โดยเก็บค่าโดยสารตามอัตราปกติ ใน 7 เส้นทางเดินรถของ ขสมก.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ประกอบด้วย 1.สาย A1 (ดอนเมือง - หมอชิต 2) วิ่งระหว่างวันที่ 16 - 30 มิ.ย., 2.สาย 510 (มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิต - อนุสาวรีย์ชัยฯ) วิ่งระหว่างวันที่ 1 - 15 ก.ค., 3.สาย 522 (รังสิต - อนุสาวรีย์ชัยฯ) วิ่งระหว่างวันที่ 16 - 31 ก.ค., 4.สาย 145 (อู่เมกาบางนา - หมอชิต 2) วิ่งระหว่างวันที่ 1 - 15 ส.ค., 5.สาย 511 (ปากน้ำ - สายใต้ใหม่) วิ่งระหว่างวันที่ 16 - 31 ส.ค., 6.สาย 138 (พระประแดง - หมอชิต 2) วิ่งระหว่างวันที่ 1 - 15 ก.ย. และ 7.สาย 140 (แสมดำ - อนุสาวรีย์ชัยฯ) วิ่งระหว่างวันที่ 16 - 30 ก.ย. 2561&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับรถเมล์ไฮบริด ราคาคันละ 8-9 ล้านบาท มีขนาด 12 เมตร 35 ที่นั่ง &amp;nbsp;พบว่ามีอัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง 3.5 กิโลเมตร/ลิตร ประหยัดกว่ารถโดยสารระบบดีเซล 2 เท่า &amp;nbsp;มีปริมาณการปล่อยมลพิษจากไอเสีย&amp;nbsp;76,926 กิโลกรัม/ปี ต่ำกว่ารถโดยสารระบบดีเซล 48.56&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/10408</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขสมก., องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ, ฮีโน่มอเตอร์สเซลล์, ไฮบริด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180531/image_big_5b0fcaf9666b2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>8610</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/05/2018 19:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/05/2018 19:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คาเยนน์ ใหม่ เสริมทางเลือกด้วยรุ่นปลั๊ก-อิน ไฮบริด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปอร์เช่เสริมทัพขุมพลังขับเคลื่อนไฮบริด ต่อยอดสมรรถนะเหนือระดับให้ยนตรกรรม SUV สุดหรู ปอร์เช่ คาเยนน์ อี-ไฮบริด รุ่นใหม่ล่าสุด ผสมผสานการบังคับควบคุมสไตล์สปอร์ต ให้เป็นหนึ่งเดียวกับประสิทธิภาพการทำงานสูงสุด เครื่องยนต์ V6 ขนาดความจุกระบอกสูบ 3.0 ลิตร (340 แรงม้า/250 กิโลวัตต์) เสริมพลังด้วยระบบขับเคลื่อนมอเตอร์ไฟฟ้า (136 แรงม้า/100 กิโลวัตต์) ให้พละกำลังสูงสุดรวมกว่า 462 แรงม้า (340 กิโลวัตต์) แรงบิดสูงสุดถึง 700 นิวตันเมตร พร้อมนำพายนตรกรรมสปอร์ต SUV พุ่งทะยานอย่างไร้ขีดจำกัด ทันทีที่เหยียบคันเร่ง; ด้วยศักยภาพของขุมพลังที่สืบทอดแนวทางการออกแบบจากรถซูเปอร์สปอร์ตอย่าง ปอร์เช่ 918 สไปเดอร์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คาเยนน์ ปลั๊ก-อิน ไฮบริด สามารถเร่งออกตัวจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ภายในระยะเวลาเพียง 5.0 วินาทีเท่านั้น เร้าใจยิ่งกว่าด้วยความเร็วสูงสุดถึง 253 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ปอร์เช่ คาเยนน์ อี-ไฮบริด ใหม่ สามารถเดินทางได้ 44 กิโลเมตร และทำความเร็วได้ถึง 135 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เมื่อขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว อัตราการบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ยเมื่อวัดตาม มาตรฐาน New European Drive Cycle (NEDC) โดยขึ้นอยู่กับขนาดของยางรถยนต์ที่ติดตั้งอยู่ที่ 29.4 - 31.2 กิโลเมตร ต่อลิตร หรือ 3.4 &amp;ndash; 3.2&amp;nbsp; ลิตรต่อระยะทาง 100 กิโลเมตร อัตราการใช้พลังงานไฟฟ้าที่ 20.9 &amp;ndash; 20.6 กิโลวัตต์ชั่วโมง ต่อระยะทาง 100 กิโลเมตร นอกจากการเปิดตัว คาเยนน์ อี-ไฮบริด (Cayenne E-Hybrid) ปอร์เช่ยังได้เพิ่มเติม อุปกรณ์อำนวยความสะดวกและระบบช่วยเหลือการขับขี่หลากหลายรายการให้แก่คาเยนน์ (Cayenne) ทุกรุ่น อาทิ หน้าจอ แสดงข้อมูล head-up display แบบใหม่ เบาะนวดไฟฟ้า และล้ออัลลอยน้ำหนักเบาขนาด 22 นิ้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พละกำลังสูงสุดกว่า 462 แรงม้า ด้วยแนวคิดในการพัฒนาแบบเดียวกับปอร์เช่ 918 สไปเดอร์ คาเยนน์ อี-ไฮบริด&amp;nbsp; คือหนึ่งในผลงานอันเป็นตัวแทนที่แสดงออกถึงทิศทางการพัฒนายานพาหนะ พลังงานไฟฟ้าในอนาคตของปอร์เช่ ประจำการด้วยเครื่องยนต์สันดาปภายในสมรรถนะสูง ซึ่งผ่านการปรับแต่งจนมีกำลัง สูงสุดเพิ่มขึ้นจากรุ่นเดิมถึง 7 แรงม้า (5 กิโลวัตต์) รวมเป็น 340 แรงม้า (250 กิโลวัตต์) ประสิทธิภาพจากระบบขับเคลื่อน พลังงานไฟฟ้าเพิ่มขึ้นมากกว่า 43 เปอร์เซ็นต์ หรือ 136 แรงม้า (100 กิโลวัตต์) ทั้ง 2 ขุมพลังผสานพละกำลังสูงสุดกว่า 462 แรงม้า (340 กิโลวัตต์) แนวทางในการออกแบบระบบเสริมสมรรถนะที่ได้รับการถ่ายทอดโดยตรงจากรถซูเปอร์สปอร์ต ปอร์เช่ 918 สไปเดอร์&amp;nbsp; ถูกนำมาใช้อย่างเหมาะสมลงตัว เพื่อให้มั่นใจว่ามอเตอร์ไฟฟ้าจะทำงาน ได้อย่างเต็มศักยภาพเมื่ออยู่ภายใต้โปรแกรมการขับขี่ทุกรูปแบบของชุดแต่งสปอร์ตโครโน ซึ่งติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน นั่นหมายความว่าแรงบิดสูงสุดจะพร้อมตอบสนองต่อการบังคับควบคุมทุกครั้งที่สัมผัสคัน เร่ง ผู้ขับขี่สามารถสนุกสนานกับอัตราเร่งและแรงบิดมหาศาลในทุกรอบความเร็ว พร้อมรับมือกับสถานการณ์บนท้องถนน ที่ต้องเผชิญด้วยความมั่นใจ ทั้งหมดข้างต้นนำมาซึ่งเสถียรภาพการทรงตัวและประสบการณ์การขับขี่ที่ดีเยี่ยมกำลังสำรอง ที่ล้นเหลือจากมอเตอร์ไฟฟ้าจะถูกเก็บสะสมเอาไว้ผ่านการชาร์จแบตเตอรี่ระหว่างการเดินทางโดยขึ้นอยู่กับโปรแกรมการขับขี่ที่เลือกใช้งานขณะนั้น โหมด Sport และ Sport Plus เน้นการดึงสมรรถนะตัวรถออกมาจนถึงขีดสุด พลังงานจากแบตเตอรี่ทั้งหมดจะได้รับการนำมาใช้เพื่อสร้างอัตราเร่ง สำหรับโหมด Sport การชาร์จแบตเตอรี่จะเกิด ขึ้นเพื่อให้เพียงพอต่อการเสริมพละกำลัง ในส่วนของโหมด Sport Plus แบตเตอรี่จะได้รับการชาร์จอย่างรวดเร็ว ที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ โหมดการขับขี่อื่นๆ นั้นเหมาะสมกับลักษณะการขับขี่ที่มุ่งเน้นประสิทธิภาพในการประหยัดน้ำมัน เชื้อเพลิงสูงสุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปอร์เช่ ออกแบบและสร้างสรรค์ระบบขับเคลื่อนและระบบส่งกำลังของ คาเยนน์ อี-ไฮบริด ใหม่ทั้งหมด ชุดขับเคลื่อนไฮบริด ประกอบด้วยเซลล์พลังงานไฟฟ้าประสิทธิภาพสูงพร้อมชุดคลัทช์อิสระ electromechanical แตกต่างจากระบบ electro-hydraulic และอุปกรณ์ spindle actuator ในรุ่นก่อนหน้าให้อัตรา การตอบสนองที่รวดเร็วและฉับไวกว่าอย่างเห็นได้ชัด ในส่วนของระบบส่งกำลังประจำการด้วยเกียร์อัตโนมัติอัจฉริยะ 8 จังหวะ Tiptronic S ที่ได้รับการปรับแต่งใหม่สำหรับปอร์เช่ คาเยนน์ โดยเฉพาะเกียร์อัตโนมัติ ชุดนี้ไม่เพียงเต็มเปี่ยมไปด้วยความนุ่มนวล แต่ยังสามารถปรับเปลี่ยนอัตราทดได้อย่างรวดเร็ว ลดอาการกระตุกที่เกิดขึ้น ขณะเปลี่ยนจังหวะ หนึบแน่นด้วยระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ all-wheel drive พร้อมสมรรถนะการลากจูงสูงสุดกว่า 3.5 ตัน จัดเต็มอุปกรณ์พิเศษ: หน้าจอแสดงผล head-up display และล้ออัลลอยน้ำหนักเบา ขนาด 22 นิ้ว ปอร์เช่ คาเยนน์ อี-ไฮบริด ใหม่ มีกำหนดเปิดตัวในภูมิภาคยุโรปประมาณ ปลายเดือนพฤษภาคม 2018&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/8610</URL_LINK>
                <HASHTAG>ข่าวยานยนต์, ข่าวรถ, คาเยนน์, ปอร์เช่., ยานยนต์, ยานยนต์ไทยโพสต์, รถหรู, รถใหม่, ไฮบริด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180506/image_big_5aeef9208bce1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
