<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>47639</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/10/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/10/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไฮสปีดเชื่อมสนามบินชะงัก รอเคาะ‘บอร์ดรฟท.’ชุดใหม่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; เลื่อนเซ็นไฮสปีดเชื่อม 3 สนามบินไป 25 ต.ค. เหตุบอร์ด รฟท.ลาออกทั้งคณะ เร่งคัดชุดใหม่ชง ครม.ตั้ง 15 ต.ค. พ่วงเคาะรถไฟไทย-จีน 5 หมื่นล้าน &amp;quot;อนุทิน&amp;quot; หนุนแยกสัญญาสายสีส้มตะวันตก อ้างรัฐกู้เองถูกกว่า สั่งคมนาคมสรุปตัวเลขต้นทุน หลังข้อมูล รฟม.กับ ขร.ไม่ตรงกัน ก่อนถก 10 ต.ค.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม เปิดเผยภายหลังการหารือร่วมกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและคณะกรรมการคัดเลือกของโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง สุวรรณภูมิ อู่ตะเภา) วงเงิน 2.2 แสนล้านบาท ถึงแนวทางการแก้ไขปัญหากรณีเอกสารแนบท้ายสัญญาโครงการดังกล่าว ขัดกับข้อกำหนดเอกสารคัดเลือกเอกชน (Request for Proposal : RFP) ว่า ล่าสุดได้เลื่อนวันลงนามในสัญญาระหว่างการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) กับกิจการร่วมค้า บริษัท เจริญโภคภัณฑ์โฮลดิ้ง จำกัด และพันธมิตร (กลุ่ม CPH) จากเดิมวันที่ 15 ต.ค.2562 เป็นวันที่ 25 ต.ค.นี้ เนื่องจากเมื่อวันที่ 1 ต.ค.ที่ผ่านมา คณะกรรมการ (บอร์ด) รฟท.ได้ลาออกทั้งคณะ ทำให้การพิจารณายังไม่สมบูรณ์ จึงต้องรอให้มีการแต่งตั้งบอร์ด รฟท.ชุดใหม่ขึ้นมาก่อน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับการแต่งตั้งบอร์ดชุดใหม่นั้น อยู่ระหว่างการตรวจสอบคุณสมบัติของสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ตามที่ รฟท.ได้เสนอ และคาดว่าจะส่งรายชื่อดังกล่าวกลับมายังกระทรวงคมนาคมภายในสัปดาห์นี้ เพื่อเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาแต่งตั้งในวันที่ 15 ต.ค.นี้ จากนั้นบอร์ด รฟท.ชุดใหม่จะพิจารณาในสัปดาห์นั้น ภายหลังที่ได้รับการแต่งตั้งทันที ก่อนที่จะเสนอเข้า ครม.ในวันที่ 22 ต.ค. และลงนามในสัญญาตามวันที่กำหนด หรือวันที่ 25 ต.ค.2562 ทั้งนี้ ได้เรียนให้นายกรัฐมนตรีทราบแล้ว และนายกฯ มีบัญชาว่าโครงการนี้ต้องเดินหน้า&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;เลื่อนลงนามรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินออกไป 10 วัน บอร์ดใหม่ต้องไปทำให้สมบูรณ์ โดยมีเวลาเพิ่มขึ้น จะทำให้ทุกฝ่ายได้เห็นเอกสารอย่างละเอียด เพราะเป็นโครงการขนาดใหญ่ และเป็นอนาคตของประเทศ โดยหลังจากนี้ คณะกรรมการคัดเลือกฯ จะต้องทำหนังสือแจ้งไปยังซีพี ถึงกำหนดการที่เลื่อนนี้&amp;rdquo; นายศักดิ์สยามระบุ
ชงไฮสปีดไทย-จีน 15 ต.ค.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ เมื่อได้บอร์ด รฟท.ชุดใหม่แล้ว จะต้องเร่งพิจารณาโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน เส้นทางกรุงเทพฯ-นครราชสีมา ระยะทาง 253 กิโลเมตร วงเงินลงทุน 1.79 แสนล้านบาท ในส่วนของสัญญา 2.3 (งานระบบราง ระบบไฟฟ้าและเครื่องกล รวมทั้งจัดหาขบวนรถไฟและฝึกอบรมบุคลากร) วงเงิน 50,600 ล้านบาท เพื่อเสนอเข้า ครม. ในวันที่ 22 ต.ค. และให้ลงนามได้ภายในเดือน พ.ย.นี้ ก่อนที่จะมีการจัดงานประชุมอาเซียนซัมมิตที่ประเทศไทย ซึ่งจะมีผู้นำรัฐบาลจีนเข้าร่วมด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รมว.คมนาคมยังกล่าวถึงความคืบหน้าโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ฝั่งตะวันตก ช่วงบางขุนนนท์-ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย วงเงิน 1.28 แสนล้านบาทว่า ตามที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี ได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย กระทรวงการคลัง, สำนักงบประมาณ, สำนักบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.), การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.), &amp;nbsp;กรมการขนส่งทางราง (ขร.) มาประชุมร่วมกันถึงโครงการดังกล่าว เพื่อสรุปหารูปแบบการดำเนินการว่ารัฐบาลจะเป็นผู้ดำเนินการในส่วนของงานโยธาเองหรือไม่ หรือจะดำเนินการตามรูปแบบเดิมคือเอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ (พีพีพี) 100%&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยในเบื้องต้นยังไม่ได้ข้อสรุปว่าจะดำเนินการในแนวทางใด เนื่องจากตัวเลขวงเงินการลงทุนระหว่าง รฟม.กับ ขร. ที่เสนอมานั้นยังไม่ตรงกัน โดยตัวเลขข้อมูลของ รฟม. ได้ระบุอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 2.5% ขณะที่ ขร.ระบุอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 1.5-1.6% ดังนั้น จึงได้ให้โจทย์ว่าจะต้องพิจารณาอัพเดตให้เป็นปัจจุบันมากที่สุด ทั้งนี้ ได้มอบหมายให้นายพิศักดิ์ จิตวิริยะวศิน รองปลัดกระทรวงคมนาคม (ด้านโครงสร้างพื้นฐาน) เป็นประธานพิจารณาดังกล่าว ในช่วงเช้าวันที่ 10 ต.ค.นี้ ก่อนที่จะรายงานนายอนุทินในช่วงบ่ายวันเดียวกัน และจะเสนอให้ที่ประชุม ครม.เศรษฐกิจพิจารณาในวันที่ 11 ต.ค.&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าหากรัฐบาลดำเนินการงานโยธาเองนั้น จะไม่ล่าช้า และเป็นไปตามแผนที่กำหนดไว้ เนื่องจากได้มีการออกแบบไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เช่นเดียวกับโครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) ที่ได้แบ่งออกเป็นหลายสัญญา และแล้วเสร็จเร็วกว่ากำหนด ทั้งยังมีความเสี่ยงน้อยลงด้วย ซึ่งคาดว่าจะสามารถเปิดประมูลงานโยธาได้ภายในปี 2563 ก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2568 และเปิดให้บริการได้พร้อมกับโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ฝั่งตะวันออก ช่วงศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย-มีนบุรีในปี 2569
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ผมได้รับรายงานมาว่าเบื้องต้นโครงการนี้พิจารณาแยกการก่อสร้างกับเดินรถ แต่หลังจากนั้นก็มาพิจารณารวมกัน เพราะว่าในขณะนั้นมีข้อจำกัดเรื่องกรอบวงเงินไม่มี เพดานหนี้เงินกู้ไม่พอ โดยตอนนี้ปี 2563 กรอบวงเงินเราเหลือ 11.5% ของงบประมาณ ซึ่งไม่มีปัญหาแล้ว แต่ต้องไปดูเลขให้ถูกต้องว่าควรเป็นเลขต้นทุนใด ระหว่าง รฟม.กับ ขร. และต้องเป็นปัจจุบัน อย่าไปใช้ตัวเลขที่ไม่อัพเดต ซึ่งต้องบอกว่าขณะนี้อยู่ในขั้นตอนพิจารณา ยังไม่ได้อนุมัติให้ดำเนินการ&amp;rdquo; นายศักดิ์สยามกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนกรณีมีข่าวเอื้อผลประโยชน์ให้กับบริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือไม่นั้น รมว.คมนาคมกล่าวว่า การพิจารณาโครงการนั้นได้เรียงลำดับความสำคัญ เพื่อตอบโจทย์ 3 กลุ่มหลักที่มีส่วนได้ส่วนเสีย คือลำดับที่ 1 ประชาชนจะต้องได้ประโยชน์สูงสุด และรับภาระน้อยที่สุด โดยเฉพาะในส่วนของอัตราค่าโดยสาร, ลำดับที่ 2 รัฐจะต้องมีการลงทุนน้อย และลำดับที่ 3 เอกชนที่มาลงทุนจากรัฐจะต้องได้รับผลตอบแทน และถ้าหากดำเนินการในรูปแบบพีพีพี 100% จะมีต้นทุนแพงกว่ารัฐบาลดำเนินการในส่วนของงานโยธาเอง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายอนุทิน ได้หารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มตะวันตก (ศูนย์วัฒนธรรม-บางขุนนนท์) ซึ่งได้มีการหารือกันในเรื่องการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (พีพีพี) มีกฎหมายที่เกี่ยวข้องคือ พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ 2562 ซึ่งโครงการนี้ได้ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ (บอร์ดพีพีพี) เมื่อรัฐบาลที่ผ่านมา แต่ในขณะนี้มีรัฐบาลใหม่ซึ่งกระทรวงคมนาคมมีการพิจารณาและมีแนวคิดใหม่ที่นำเสนอ ซึ่งควรมีการทบทวนเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการดำเนินโครงการและเป็นประโยชน์ต่อประชาชนที่จะมาใช้บริการ
หนุนแยกสัญญาสายสีส้ม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยแนวคิดที่มีการเสนอคือการแยกสัญญาในการลงทุนงานก่อสร้างกับสัญญาการเดินรถ น่าจะเป็นวิธีการที่ดีกว่า อย่างไรก็ตาม ข้อมูลที่มีการเสนอในที่ประชุมวันนี้ยังมีตัวเลขที่ไม่ตรงกัน ทางฝ่ายกระทรวงคมนาคมมองว่าการแยกสัญญาการก่อสร้างและการเดินรถดีกว่า ส่วนกระทรวงการคลังให้ข้อมูลว่าในเรื่องนี้มีการเสนอมาแล้วในบอร์ดพีพีพีให้มีการรวมสัญญากัน ดังนั้นต้องมาดูในเรื่องผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นต่อโครงการที่รัฐจะได้เป็นสำคัญ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ในการพิจารณาตัวเลขอัตราผลตอบแทนภายในที่หน่วยงานต่างๆ คิดมา ตนได้มีการตั้งข้อสังเกตว่าวิธีการคำนวณยังไม่ตรงกัน จึงให้หน่วยงานต่างๆ ไปปรับตัวเลขให้ตรงกันให้แล้วเสร็จ โดยจะมีการประชุมพร้อมกันในวันพฤหัสบดีที่ 10 ต.ค.นี้ ซึ่งเป็นการหารือกันในส่วนของหน่วยงานในสังกัดของกระทรวงคมนาคม ซึ่ง รฟม.ได้มีการนำเสนอตัวเลขต่างๆ ก่อนหน้านี้ โดยมายืนยันตัวเลขนี้และเอาไปเปรียบเทียบกันในทุกสมมติฐานเพื่อให้ได้ข้อเสนอที่ดีที่สุด เพื่อเสนอให้ที่ประชุม ครม.ตัดสินใจแนวทางในการเปิดประมูลโครงการต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รองนายกฯ กล่าวว่า โครงการในลักษณะนี้รัฐต้องเสียเงินในการลงทุนงานโยธาอยู่แล้ว แต่จะดูว่าจะให้เกิดการประมูลในลักษณะใด เงินที่รัฐลงไปต้องเกิดการหมุนเวียนของเศรษฐกิจให้มากรอบมากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ โดยการกู้เงินของภาครัฐมีต้นทุนทางการเงินที่ถูกกว่าภาคเอกชนอยู่แล้ว เช่น โครงการกู้เงินในโครงการสายสีส้มตะวันออก (ศูนย์วัฒนธรรม-มีนบุรี) รัฐกู้เงินได้โดยต้นทุนต่ำดอกเบี้ยเงินกู้ประมาณ 2% หรือไม่เกิน 2% แต่เอกชนต้นทุนการเงินอยู่ที่ 4-5% จึงทำให้มูลค่าการลงทุนรวมของโครงการต่างกันเป็นหลักหมื่นล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ผมไม่ได้จะรื้อโครงการ แต่ต้องการให้ได้ข้อสรุปที่ดีที่สุด ส่วนตัวผมมองว่าเราแยกสัญญาดีกว่า เพราะก็ทำกันมาแบบนี้ตลอดก็ไม่มีปัญหาอะไร การแยกสัญญายังเป็นการกระจายความเสี่ยงได้ด้วย ขณะเดียวกันก็มีการกระจายรายได้ทางเศรษฐกิจได้มากขึ้น เนื่องจากคนที่จะมารับจ้างการทำงานอยู่ในวงกว้าง ซึ่งเหมาะกับเศรษฐกิจแบบนี้ ที่ช่วยให้เกิดการขยายงานก่อสร้างออกไป แต่ผมไม่ได้ตัดสินใจคนเดียว ต้องดูข้อมูลและข้อเสนอจากทุกฝ่ายด้วยว่าข้อมูลที่มีการวิเคราะห์ออกมาเป็นอย่างไร ซึ่งต้องดูผลตอบแทนที่ภาครัฐจะได้เป็นสำคัญ และไม่ใช่เหตุผลที่รัฐต้องมีการควักกระเป๋าจ่ายเงินเพิ่ม ขณะที่ รฟม.ก็มีความเชี่ยวชาญในการควบคุมงานก่อสร้างงานในลักษณะนี้ได้อยู่แล้ว การแยกสัญญาจึงไม่มีผลต่อการควบคุมงาน&amp;rdquo; นายอนุทินระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่โรงแรมรัตนโกสินทร์ คณะกรรมการญาติพฤษภา 35 และสภาที่ 3 จัดงานเสวนาโต๊ะกลมเรื่อง บัญญัติกลโกง 10 ประการ อันดับที่ 1 &amp;ldquo;รถไฟความเร็วสูง เชื่อม 3 สนามบิน โครงการอีอีซี กระทรวงคมนาคม&amp;rdquo; โดยมีนายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีต รมว.การคลัง กล่าวว่า การที่อ้างว่าเป็นการประมูลนานาชาติ ที่มีบริษัทต่างชาติร่วมประมูลเยอะแยะไปหมด กลับพบว่าส่วนใหญ่ที่มาซื้อซองนั้นเป็นพวกซัพพลายเออร์ รวมทั้งบอกว่ารัฐได้ผลตอบแทนที่เป็นธรรม แต่ทราบหรือไม่ว่า ที่ดินของการรถไฟฯ แถวมักกะสัน ราคาประเมินตารางวาละประมาณ 2 ล้านบาท กำลังประเคนให้ผู้ชนะประมูลจ่ายปีละ 1,000 ล้านบาท จำนวน 50 ปี &amp;nbsp;ซึ่งเป็นจำนวนเงินในอนาคต แต่เมื่อทอนเป็นมูลค่าปัจจุบัน จะมีราคาตารางวาละ 2-3 แสนบาทเท่านั้น.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/47639</URL_LINK>
                <HASHTAG>บอร์ด รฟท.ลาออกทั้งคณะ, รถไฟฟ้าสายสีส้มตะวันตก, ศักดิ์สยาม ชิดชอบ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อนุทิน ชาญวีรกูล, ไฮสปีดเชื่อม 3 สนามบิน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191008/image_big_5d9ca11e241ae.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
