<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>106720</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/06/2021 18:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/06/2021 18:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไมเนอร์ หนุนบิ๊กตู่สุดตัวเปิดประเทศใน 120 วัน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17 มิ.ย. 2564 วิลเลี่ยม เอ็ลล์วู๊ด ไฮเน็ค &amp;nbsp;ประธานกรรมการ บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ออกแถลงการณ์ ชื่นชมและสนับสนุนถ้อยแถลงของท่านนายกรัฐมนตรีเรื่องการเตรียมเปิดประเทศไทยทั้งประเทศภายใน 120 วัน นโยบายดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจของท่านนายกรัฐมนตรีในการวางแผนและกระบวนการที่สมเหตุสมผลและรอบคอบของทางภาครัฐ &amp;nbsp;ซึ่งจะได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากภาคเอกชนและประชาชนทั่วไปที่ธุรกิจได้รับผลกระทบและเกิดความเดือดร้อนจากการสูญเสียรายได้ในช่วงเวลาที่ผ่านมาสืบเนื่องจากการปิดประเทศ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมขอเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นจากส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค หรือส่วนท้องถิ่น ร่วมกันตระหนักถึงความสำคัญในเจตจำนงของท่านนายกรัฐมนตรี และทำงานด้วยความตั้งใจเพื่อนำไปสู่ผลสำเร็จตามแผนการเปิดประเทศอย่างปลอดภัยที่กำหนดไว้ &amp;nbsp;ผมมีความศรัทธาอย่างเต็มเปี่ยมว่า เหล่าผู้นำของประเทศและบุคลากรทางการแพทย์จะสามารถทำงานร่วมกันได้เป็นอย่างดี เพื่อช่วยกันดูแลความปลอดภัยด้านสุขภาพของประชาชนไปพร้อมๆ กันกับการเปิดประเทศเพื่อเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยที่กำลังเผชิญวิกฤต&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การกระจายการฉีดวัคซีนโควิด-19 นั้นกำลังดำเนินไป​อย่างรวดเร็วทั่วทุกมุมโลก รวมถึงในประเทศไทยเองก็เช่นกัน และในขณะเดียวกัน โควิด-19 ก็จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตของผู้​คนในสังคมอย่างแยกจากกันไม่ได้ ซึ่งพวกเราจำเป็นจะต้องเผชิญหน้าและอาจจะต้องอยู่กับโรคระบาดนี้ต่อไปเรื่อยๆ ช่วงเวลานี้เป็นเวลาที่เหมาะสมที่เราจะเปิดประเทศ หลังจากที่สถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆ (เช่น ในแถบสหภาพยุโรป ตะวันออกกลาง และทวีปอเมริกา) ประสบความสำเร็จจากการเปิดประเทศเพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยวที่ฉีดวัคซีนแล้วจากประเทศที่ควบคุมโรคระบาดได้ค่อนข้างดี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนที่สำคัญที่สุดของทุกการเดินทางคือก้าวแรก ซึ่งในกรณีของการเปิดประเทศไทยอีกครั้ง ก้าวแรกที่สำคัญนั้น คือโครงการ Phuket Sandbox ซึ่งถือเป็นความจำเป็นอย่างยิ่งที่โครงการนี้จะต้องสามารถเปิดตัวได้ตามกำหนดเวลาที่วางไว้และมีการบริหารอย่างมีประสิทธิภาพตามความคาดหวังของนักท่องเที่ยวกลุ่มแรกที่จะกลับเข้ามา โดยการเปิดภูเก็ตในครั้งนี้ควรเปิดให้กับนักท่องเที่ยวที่ได้รับวัคซีนโควิด-19 แล้วทุกคนทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ และหลังจากนั้นกฏระเบียบข้อบังคับที่เกี่ยวกับการเดินทางเข้าประเทศ และข้อกำหนดในการจำกัดการเคลื่อนย้ายของผู้คนต่างๆ รวมไปถึงระยะเวลาของการกักตัว ก็ควรได้รับการพิจารณาเพื่อผ่อนคลายเพิ่มเติมโดยเร็วที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการยกเลิกกระบวนการขอหนังสือรับรองการเดินทางเข้าประเทศไทย (Certificate of Entry หรือ COE) สำหรับผู้เดินทางที่ต้องการเข้ามายังประเทศไทย เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่ารูปแบบโครงการที่จะประสบความสำเร็จนี้ก็จะสามารถนำไปใช้ในจังหวัดอื่นๆ ทั่วประเทศต่อไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมขอแสดงความขอบคุณทุกๆ ท่านที่กำลังทำงานอย่างหนักเพื่อทำให้การเข้าสู่ &amp;ldquo;วิถีปกติใหม่&amp;rdquo; ของประเทศไทยประสบความสำเร็จ ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยของเราที่ประเทศไทยของเราจะเริ่มเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟู ความร่วมมือกันในครั้งนี้จะก่อให้เกิดผลสำเร็จและทำให้เรากลายเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่ประเทศอื่นๆ ทั่วโลกต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/106720</URL_LINK>
                <HASHTAG>120วันเปิดประเทศ, ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล, ้เปิดประเทศ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210617/image_big_60cb37062449b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>105286</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/06/2021 19:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/06/2021 19:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศบศ. เคาะแนวทาง &#039;ภูเก็ตแซนด์บ๊อกซ์&#039; เข้ามาไม่ต้องกักตัว เริ่มเปิดประเทศ 1 ก.ค.นี้ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 มิ.ย. 2564 &amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจจากผลกระทบการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบศ.) ครั้งที่ 2/2564 โดยที่ประชุมฯ เห็นชอบในหลักการแนวทางการเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ได้รับการฉีดวัคซีนแล้วจากประเทศที่มีความเสี่ยงต่ำและปานกลางของจังหวัดภูเก็ต (Phuket Sandbox) ตามข้อเสนอของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ที่จะมีกำหนดดำเนินการในวันที่ 1 กรกฎาคม 2564 โดยมีกำหนดแผนการเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติโดยไม่ต้องกักตัว ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(1) เปิดรับเฉพาะนักท่องเที่ยวที่ได้รับวัคซีนครบโดสตามเกณฑ์ของวัคซีนแต่ละชนิด มีระยะเวลาการฉีดมากกว่า 14 วัน แต่ไม่เกิน 1 ปี และเป็นผู้เดินทางจากกลุ่มประเทศต้นทางที่มีความเสี่ยงต่ำ-ปานกลาง ตามหลักเกณฑ์ของกระทรวงสาธารณสุข&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(2) กำหนดให้เด็กอายุต่ำกว่า 6 ปี ที่เดินทางมาพร้อมกับผู้ปกครองที่ฉีดวัคซีนแล้วเดินทางเข้าได้ ในขณะที่เด็กอายุระหว่าง 6-18 ปี จะต้องได้รับการตรวจเชื้อเมื่อเดินทางมาถึงสนามบินภูเก็ต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(3) มีเอกสารรับรองการฉีดจากประเทศต้นทาง โดยวัคซีนจะต้องขึ้นทะเบียนตามกฎหมายของประเทศไทย หรือได้รับการรับรองโดยองค์การอนามัยโลก (WHO)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(4) มีการติดตั้งแอปพลิเคชันแจ้งเตือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(5) พำนักในโรงแรมที่พักที่ผ่านมาตรฐาน SHA+ ในเวลา 14 คืน และภายหลังการพำนักตามระยะเวลาที่กำหนด สามารถเดินทางไปยังพื้นที่อื่นในประเทศไทยได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(6) รายงานตัวและรับการตรวจเชื้อโควิด-19 ตามมาตรการควบคุมโรคของกระทรวงสาธารณสุข และสามารถทำกิจกรรมท่องเที่ยวได้ภายใต้มาตรการป้องกัน ตามมาตรฐาน DMHTTA&amp;nbsp; ขณะเดียวกัน มีการดำเนินการเตรียมพื้นที่รองรับการเข้ามาของนักท่องเที่ยวภายใต้แผนการพัฒนา เมืองภูเก็ต (Better Phuket Initiatives) อาทิ (1) การปรับปรุงภูมิทัศน์ (2) โครงการสร้างคุณค่าและประสบการณ์โดย การท่องเที่ยววิธีชุมชน เพื่อให้ชาวบ้านได้รับผลประโยชน์ (3) การพัฒนาทักษะให้กับบุคลากรทางการท่องเที่ยว และ (4) การดูแลรักษาความปลอดภัยบริเวณพื้นที่ท่องเที่ยว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ที่ประชุมได้มอบหมายให้ ททท. นำเสนอรายละเอียดของแผนการดำเนินงานต่อศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) และคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณาต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พร้อมกันนี้ ที่ประชุมฯ ยังเห็นด้วยกับข้อเสนอมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุน โดยการดึงดูดชาวต่างชาติที่มีศักยภาพสูงเข้าสู่ประเทศไทย ตามข้อเสนอของทีมปฏิบัติการเชิงรุกทาบทามทั้งบริษัทเอกชนไทยและต่างประเทศ ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการสร้างรายได้ การลงทุน และเพิ่มโอกาสการจ้างงานภายในประเทศ โดยมุ่งเน้นใน 4 กลุ่มเป้าหมาย ประกอบด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(1) กลุ่มประชากรโลกที่มีความมั่งคั่งสูง (Wealthy global citizen) ซึ่งรวมถึงนักลงทุนที่มีกำลังซื้อสูง ภายใต้โปรแกรม (Flexible Plus Program) (2) ผู้เกษียณอายุจากต่างประเทศ (Wealthy pensioner) (3) กลุ่มที่ต้องการทำงานจากประเทศไทย (Work-from-Thailand professional) และ (4) กลุ่มผู้มีทักษะเชี่ยวชาญพิเศษ (High-skilled professional)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม เรื่องดังกล่าวมีรายละเอียดที่ต้องหารือร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ หลายประการ ที่ประชุมจึงได้มอบหมายให้นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พลังงาน เป็นประธานในการประชุมหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อจัดทำรายละเอียดของแผนการดำเนินงานด้านต่าง ๆ และนำเสนอ ศบศ. พิจารณาต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ที่ประชุม ศบศ. ยังรับทราบความคืบหน้ามาตรการเศรษฐกิจที่สาคัญ ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. โครงการเราชนะ ความคืบหน้าล่าสุด จากข้อมูล ณ วันที่ 1 มิถุนายน 2564 มีรายละเอียดดังนี้ กลุ่มประชาชน มีจำนวนผู้ได้รับสิทธิทั้งสิ้น 33.1 ล้านคน มีมูลค่าการใช้จ่ายหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไทยแล้ว รวมทั้งสิ้น 257,997 ล้านบาท แบ่งเป็น
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; (1) กลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 13.7 ล้านคน ซึ่งได้มีการใช้จ่ายตั้งแต่วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2564 เป็นต้นมา คิดเป็นมูลค่าการใช้จ่าย 97,367 ล้านบาท
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; (2) กลุ่มผู้ใช้จ่ายวงเงินสิทธิผ่านแอปพลิเคชัน &amp;quot;เป๋าตัง&amp;quot; จำนวน 17.0 ล้านคน แบ่งเป็น กลุ่มผู้มีแอปพลิเคชันเป๋าตัง 8.4 ล้านคน และกลุ่มผู้ไม่ได้อยู่ในระบบฐานข้อมูลของแอปพลิเคชันเป๋าตัง 8.6 ล้านคน ซึ่งได้มีการใช้จ่ายวงเงินสิทธิสะสม ตั้งแต่วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2564 เป็นต้นมา คิดเป็นมูลค่าการใช้จ่าย 141,254 ล้านบาท
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; (3) กลุ่มผู้ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ อาทิ ผู้ที่เข้าไม่ถึงอินเตอร์เน็ต ผู้ที่ไม่มีโทรศัพท์มือถือ ผู้ป่วยติดเตียง และผู้พิการ จำนวน 2.4 ล้านคน ซึ่งได้มีการใช้จ่ายวงเงินสิทธิสะสม ตั้งแต่วันที่ 5 มีนาคม 2564 เป็นต้นมา จำนวน 19,376 ล้านบาท
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; และกลุ่มผู้ประกอบการมีจำนวนรวม 1.3 ล้านกิจการ แบ่งตามยอดมูลค่าการใช้จ่ายได้ดังนี้ (1) ร้านค้าทั่วไปและอื่น ๆ มูลค่าการใช้จ่าย 104,156 ล้านบาท (2) ร้านธงฟ้า มูลค่าการใช้จ่าย 88,850 ล้านบาท (3) ร้านอาหารและเครื่องดื่ม มูลค่าการใช้จ่าย 49,194 ล้านบาท (4) ร้าน OTOP มูลค่าการใช้จ่าย 10,685 ล้านบาท (5) ร้านค้าบริการ มูลค่าการใช้จ่าย 4,944 ล้านบาท และ (6) ขนส่งสาธารณะ มูลค่าการใช้จ่าย 168 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 2. มาตรการด้านแรงงาน ความคืบหน้าล่าสุด จากข้อมูล ณ วันที่ 31 พฤษภาคม 2564 มาตรการ ม33 เรารักกัน มีผู้ได้รับสิทธิโครงการรวมทั้งสิ้น 8,138,627 คน คิดเป็นวงเงิน 48,831.8 ล้านบาท สำหรับข้อมูลการใช้จ่ายสะสมของโครงการฯ มีผู้ประกันตนใช้จ่ายไปแล้วทั้งสิ้น 8,040,416 ราย มีร้านค้าที่เข้าร่วมให้บริการจำนวน 1,069,838 ราย และมีมูลค่ารวมยอดการใช้จ่ายทั้งหมด 39,317.2 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นอกจากนี้ โครงการฯ ส่งผลให้ผู้ประกันตนที่ว่างงาน กลายเป็นผู้ประกอบการรายใหม่ผ่านแอปพลิเคชันถุงเงิน จำนวน 96,830 ราย ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มปริญญาตรี และประกาศนียบัตรขั้นสูง
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 3. มาตรการสนับสนุนการให้สินเชื่อแก่ผู้ประกอบธุรกิจ และมาตรการสนับสนุนการรับโอนทรัพย์สินหลักประกันเพื่อชำระหนี้ จากข้อมูล ณ วันที่ 31 พฤษภาคม 2564 ประกอบด้วย (1) โครงการสินเชื่อฟื้นฟู มีสินเชื่อฟื้นฟูที่อนุมัติแล้วทั้งสิ้น 20,839.3 ล้านบาท มีจำนวนผู้ได้รับความช่วยเหลือ 8,218 ราย คิดเป็นวงเงินอนุมัติ เฉลี่ยจำนวน 2.54 ล้านบาทต่อราย และ (2) โครงการพักทรัพย์พักหนี้ (Asset Warehousing) มีจำนวนผู้ได้รับความช่วยเหลือแล้วทั้งสิ้น 4 ราย คิดเป็นมูลค่าสินทรัพย์ที่รับโอน 909.68 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นอกจากนี้ ที่ประชุม ศบศ.ยังได้รับทราบรายงานสถานการณ์เศรษฐกิจไทยล่าสุด โดยสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) โดยเครื่องชี้ทางเศรษฐกิจไทยในเดือนเมษายน 2564 พบว่า มูลค่าการส่งออกขยายตัวดีขึ้นตามแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ส่งผลให้ดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรมขยายตัวเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า เช่นเดียวกับดัชนีผลผลิตการเกษตรและดัชนีราคาสินค้าเกษตรขยายตัว ส่งผลให้รายได้เกษตรกรยังคงขยายตัวต่อเนื่อง
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; อย่างไรก็ดี เครื่องชี้ด้านการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนลดลงจากเดือนก่อน เนื่องจากได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดระลอกใหม่ในเดือนเมษายน สอดคล้องกับการลดลงของดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค และดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจที่ลดลง เช่นเดียวกับภาคการท่องเที่ยว ที่ยังคงได้รับผลกระทบจากมาตรการควบคุมการเดินทางระหว่างประเทศ
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ขณะเดียวกัน ข้อมูลความถี่สูงในเดือนพฤษภาคม 2564 ชี้ให้เห็นถึงการลดลงของการเดินทางภายในประเทศเพื่อออกไปทำกิจกรรมต่าง ๆ มาอยู่ในระดับต่ำใกล้เคียงกับการระบาดระลอกแรกในเดือนมีนาคม 2563 แต่เริ่มเห็นสัญญาณการกลับมาฟื้นตัวอย่างช้า ๆ ของการเดินทางภายในประเทศ นับตั้งแต่ช่วงกลางเดือนพฤษภาคม 2564 ส่วนหนึ่งเป็นผลเนื่องจากการไม่พบผู้ติดเชื้อในพื้นที่หลายจังหวัด ส่งผลให้เริ่มมีการผ่อนคลายมาตรการควบคุมในจังหวัดดังกล่าวมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/105286</URL_LINK>
                <HASHTAG>Phuket Sandbox, ภูเก็ตแซนด์บ๊อกซ์, ศบศ., ้เปิดประเทศ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210604/image_big_60ba1bd593c48.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
