<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>118312</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/09/2021 11:24</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/09/2021 11:24</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ธปท.&#039;แนะไทยปรับโครงสร้างเศรษฐกิจชี้เหลื่อมล้ำพุ่งทุบกลุ่มเปราะบางอ่วมสุด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 ก.ย. 2564 นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวสุนทรพจน์ในงานสัมมนาวิชาการธนาคารแห่งประเทศไทย ประจำปี 2564 หัวข้อ &amp;ldquo;สร้างภูมิคุ้มกัน ผลักดันเศรษฐกิจไทย&amp;rdquo; ว่า ปี 2564 เป็นปีที่ท้าทายสำหรับเศรษฐกิจไทยที่กำลังเผชิญกับวิกฤติที่รุนแรงจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 อีกทั้งไทยอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่ต้องปรับตัวเพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ในบริบทโลกใหม่ที่ไม่เหมือนเดิม ทั้งพัฒนาการทางเทคโนโลยีที่ก้าวกระโดด การเข้าสู่สังคมสูงวัย การเปลี่ยนแปลงของภูมิรัฐศาสตร์โลก และการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยความท้าทายต่าง ๆ นี้ เกิดขึ้นรวดเร็ว รุนแรง และซ้ำเติมความเปราะบางต่าง ๆ ที่สั่งสมอยู่ในเศรษฐกิจและสังคมไทยมานาน ดังนั้นหากประเทศไทยจะก้าวต่อไปในอนาคตอย่างมั่นคง ยั่งยืน และมีเสถียรภาพภายใต้ความเปลี่ยนแปลงและความไม่แน่นอน ประเทศไทยจำเป็นต้องมีภูมิคุ้มกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทยจะมีเสถียรภาพภายใต้ความเปลี่ยนแปลงและความไม่แน่นอนนั้น ต้องมีลักษณะสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ 1. ความสามารถในการหลีกเลี่ยงผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ที่ปัจจุบันไทยยังมีส่วนนี้ค่อนข้างจำกัด เนื่องจากโครงสร้างเศรษฐกิจไทยไม่มีการกระจายความเสี่ยงที่เพียงพอ จากการพึ่งพาต่างประเทศที่สูงในแทบทุกมิติ ทั้งการส่งออก การท่องเที่ยวและเทคโนโลยี รวมถึงการพึ่งพาแรงงานต่างชาติที่มากขึ้นเรื่อย ๆ จากภาวะสังคมสูงวัย ทำให้เศรษฐกิจไทยหลีกเลี่ยงผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจและการเมืองโลกได้ยาก ขณะที่ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศนั้น ก็ได้ซ้ำเติมความเปราะบางของระบบเศรษฐกิจไทยด้วย โดยเฉพาะภาคเกษตร ซึ่งเป็นภาคเศรษฐกิจที่มีความสำคัญสูงในโครงสร้างเศรษฐกิจไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. เศรษฐกิจไทยยังมีขีดความสามารถที่จำกัดในการรับมือกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ โดยเฉพาะการเข้าถึงแหล่งเงินทุน และความสามารถในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลง เนื่องจากโครงสร้างเศรษฐกิจไทยมีความเหลื่อมล้ำที่สูงและมีภาคเศรษฐกิจนอกระบบที่ใหญ่ ซึ่งกลุ่มเปราะบางในระบบเศรษฐกิจ เช่น ครัวเรือนยากจน ธุรกิจเอสเอ็มอีมักอยู่นอกระบบ เป็นต้น ทำให้ไม่สามารถรับมือและปรับตัวต่อวิกฤติและการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. เศรษฐกิจไทยยังมีขีดความสามารถในการฟื้นตัวจากผลกระทบต่าง ๆ ที่จำกัด ทำให้เกิดแผลเป็นทางเศรษฐกิจ (economic scars) ส่งผลให้การฟื้นตัวของครัวเรือนและธุรกิจในกลุ่มเปราะบางใช้เวลานาน และเหนี่ยวรั้งการฟื้นตัวของระบบเศรษฐกิจโดยรวมด้วย ซึ่งกลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงมากกว่ากลุ่มอื่น ๆ นี้ จะยิ่งซ้ำเติมปัญหาความเหลื่อมล้ำ และตอกย้ำความร้าวฉานในสังคมให้ลึกลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สถานการณ์ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ และความไม่เป็นธรรมทางสังคมที่สูงและน่ากลัวในประเทศไทยนั้น เกิดขึ้นตั้งแต่ก่อนวิกฤติโควิด-19 และมีแนวโน้มที่จะรุนแรงมากขึ้นจากการฟื้นตัวที่ไม่เท่าเทียมกัน โดยกลุ่มเปราะบางได้รับผลกระทบจากวิกฤติสาธารณสุขและวิกฤติเศรษฐกิจมากกว่า ขณะที่ความสามารถในการฟื้นตัวน้อยกว่ากลุ่มอื่นในสังคม ความเสี่ยงที่ความตึงเครียดทางสังคมจะคุกรุ่นจึงมีแนวโน้มที่เพิ่มสูงขึ้นในอนาคต&amp;rdquo; นายเศรษฐพุฒิ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี การทำให้เศรษฐกิจไทยมีเสถียรภาพภายใต้ความเปลี่ยนแปลงและความไม่แน่นอน และความท้าทายต่าง ๆ ในอนาคตนั้น จำเป็นต้องเร่งเพิ่มความสามารถของเศรษฐกิจไทยใน 3 ด้าน คือ 1. เพิ่มความสามารถในการหลีกเลี่ยงผลกระทบ 2. เพิ่มความสามารถในการรับมือกับผลกระทบ และ 3. เพิ่มความสามารถในการฟื้นตัวจากผลกระทบ ผ่านแนวทางสำคัญ ได้แก่ ต้องมีการบริหารความเสี่ยงภาพรวมของประเทศที่ดี ทุกภาคส่วนในสังคมต้องร่วมมือกัน และต้องปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศให้พร้อมรับความท้าทายในอนาคต เช่น เปลี่ยนไปสู่เศรษฐกิจสีเขียว รวมถึงการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยทั้งในเชิงอุตสาหกรรมและเชิงพื้นที่เพื่อกระจายความเสี่ยงที่ดีขึ้น ลดการพึ่งพาอุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่งที่มากเกินไป กระจายความเจริญสู่ภูมิภาค เน้นบทบาทภาคเอกชนเป็นหลัก ขณะที่ภาครัฐทำหน้าที่ชี้ทิศทางและสร้างแรงจูงใจให้เอกชนลงทุนในพื้นที่เป้าหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ต้องปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจที่อยู่นอกระบบเข้ามาอยู่ในระบบมากขึ้น เพื่อสร้างความเป็นธรรมในระบบเศรษฐกิจ ต้องลดความเหลื่อมล้ำและความไม่เป็นธรรมในสังคมอย่างจริงจัง สร้างโครงข่ายความคุ้มครองในทุกระดับเพื่อให้ครัวเรือนและธุรกิจอยู่รอดได้ในยามวิกฤติ โดยเน้นบทบาทของภาคเอกชนเพื่อสร้างความยั่งยืนของระบบ ขณะที่ความช่วยเหลือโดยตรงจากภาครัฐที่ก่อให้เกิดภาระการคลังในอนาคต และปัญหา moral hazard ควรจำกัดอยู่ในเฉพาะสถานการณ์ที่กลไกตลาดทำงานไม่ได้เท่านั้น รวมถึงต้องลดการเกิดแผลเป็นทางเศรษฐกิจในยามวิกฤติ เพื่อให้ครัวเรือนและธุรกิจสามารถฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว ด้วยการสร้างสายป่านที่ยาวพอให้ธุรกิจ ฝึกทักษะแรงงานให้รองรับกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เปลี่ยนไปหลังวิกฤติ สร้างกระบวนการปรับโครงสร้างหนี้ ไกล่เกลี่ยหนี้ เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายเศรษฐพุฒิ กล่าวอีกว่า ธปท. มีบทบาทในการส่งเสริมให้เศรษฐกิจไทยมีเสถียรภาพภายใต้ความเปลี่ยนแปลงและความไม่แน่นอน ทั้งด้านเศรษฐกิจ ผ่านการดำเนินนโยบายรักษาเสถียรภาพทางการเงินและระบบการเงิน ด้านสังคม ผ่านการพัฒนาระบบการเงินและส่งเสริมความเข้าใจทางการเงินให้ครัวเรือนและธุรกิจไทย และด้านสิ่งแวดล้อม ด้วยการสร้างระบบนิเวศที่จะช่วยให้เศรษฐกิจไทยปรับตัวไปในทิศ?างที่ยั่งยืนมากขึ้น
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118312</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ, สร้างภูมิคุ้มกัน ผลักดันเศรษฐกิจไทย, ํธปท</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210430/image_big_608b756575dfe.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
