<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>95303</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/03/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/03/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“ธุรกิจสายกรีน”สู่ความยั่งยืน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เทรนด์เรื่องการ &amp;ldquo;รักษ์โลก-รักษ์สิ่งแวดล้อม&amp;rdquo; กำลังได้รับความนิยมในขณะนี้ สังเกตว่าไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานภาครัฐ หรือเอกชน ส่วนใหญ่เริ่มหันมาให้ความสนใจและใส่ใจกับกิจกรรมที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้นเป็นลำดับ โดย &amp;ldquo;Krongthai COMPASS&amp;rdquo; ได้เคยออกบทวิเคราะห์เรื่อง &amp;ldquo;จับตากระแสโลก หนุนธุรกิจสายกรีนและนวัตกรรมยั่งยืน&amp;rdquo; สืบเนื่องจากบททดสอบราคาแพงจากวิกฤติโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมในวงกว้าง ได้ปลุกกระแสความกังวลเกี่ยวกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มีแนวโน้มทวีความรุนแรงขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยในช่วงปีที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่าประเทศต่างๆ ทั่วโลกอาจจะยังไม่มีความพร้อมที่จะรับมือกับวิกฤตการณ์ขนาดใหญ่ในรูปแบบอื่น หากปราศจากการปรับตัวและเปลี่ยนแปลงอย่างเหมาะสม ทั้งนี้จากรายงานความเสี่ยงโลกปี 2021 ของ World Economic Forum พบว่า ความเสี่ยงทางด้านสิ่งแวดล้อมที่เป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นความเสี่ยงระดับโลกที่มีโอกาสจะเกิดขึ้นสูงสุดในช่วง 10 ปีข้างหน้า หากทั่วโลกไม่ดำเนินมาตรการใดๆ เพื่อหยุดยั้งการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกจนนำไปสู่ภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมได้อย่างรุนแรงและต่อเนื่องยาวนาน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทั้งนี้ &amp;ldquo;Krungthai COMPASS&amp;rdquo; ประเมินว่ามี 3 กระแสความเปลี่ยนแปลงสำคัญในระดับโลกที่จะเป็นปัจจัยผลักดันให้ภาคธุรกิจไทยต้องหันมาดำเนินรูปแบบธุรกิจที่ไม่สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อให้สามารถรับมือกับแรงกดดันทางการค้าจากมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศคู่ค้าที่จะเข้มงวดมากขึ้น และเพิ่มโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ในตลาดการค้าโลก ได้แก่ 1.การยกระดับนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมทั้งในระดับประเทศและธุรกิจ โดยมีเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกในระดับที่ท้าทายมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 2.การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างคุ้มค่า ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนวัสดุเพิ่ม ความสามารถในการแข่งขัน และยังลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม 3.ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีชีวภาพและดิจิทัลเป็นปัจจัยเอื้อสำคัญที่จะพลิกโฉมธุรกิจและช่วยให้ภาคธุรกิจสามารถรับมือกับความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับประเทศไทยนั้น การปรับเปลี่ยนวิธีการดำเนินธุรกิจบนฐานโมเดลเศรษฐกิจ BCG (Bio-Circular-Green Economy) เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการปรับตัวของภาคธุรกิจและยังช่วยตอบโจทย์การแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้เช่นกัน โดย &amp;ldquo;Krungthai COMPASS&amp;rdquo; ประเมินว่าการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจในสาขายุทธศาสตร์ สำคัญตามกรอบ BCG อาจมีความจำเป็นต้องมีการลงทุนเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 8.2 แสนล้านบาท ในช่วง 5 ปีข้างหน้า&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยกลุ่มธุรกิจใน 5 สาขาอุตสาหกรรมสำคัญ ได้แก่&amp;nbsp; เกษตรกรรมและอาหาร พลังงานและไฟฟ้า ยานยนต์และชิ้นส่วน เคมีภัณฑ์ยาง และผลิตภัณฑ์พลาสติก สุขภาพและการแพทย์ ควรปรับแผนธุรกิจและปรับตัวให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์การค้าโลกที่คาดว่าจะมีข้อบังคับและมาตรการกีดกันด้านสิ่งแวดล้อมเพิ่มขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทั้งนี้ &amp;ldquo;Krungthai COMPASS&amp;rdquo; มองว่ามาตรการด้าน สิ่งแวดล้อมของต่างประเทศที่ยึดหลักของ Border Carbon Adjustment จะเป็นปัจจัยกระตุ้นสำคัญที่ทำให้ภาคธุรกิจหันมาใส่ใจในมาตรฐานสากลด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อลดผลกระทบต่อต้นทุนการค้าและส่วนแบ่งตลาดการค้าโลกในระยะข้างหน้า&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างไรก็ดี โควิด-19 เป็นประเด็นความท้าทายสำคัญที่ได้แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการปรับตัวและศักยภาพของภาคธุรกิจในการรับมือกับสถานการณ์ที่คาดไม่ถึง (Shock) อีกทั้งโควิด-19 จะเป็นบทเรียนราคาแพง และเป็นโอกาสครั้งสำคัญที่ภาคธุรกิจควรกลับมาทบทวนรูปแบบธุรกิจใหม่ พร้อมทั้งปรับแนวทางการดำเนินธุรกิจ เพื่อให้ก้าวต่อไปข้างหน้าได้อย่างเข้มแข็งและพร้อมรับมือกับ Shock และ Disruption ด้านอื่น โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่จะส่งผล กระทบอย่างรุนแรงทั้งในมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม. &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ครองขวัญ รอดหมวน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/95303</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจกไร้เงา, ครองขวัญ รอดหมวน, “ธุรกิจสายกรีน”สู่ความยั่งยืน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191229/image_big_5e088ef44eff8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
