<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>48430</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/10/2019 08:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/10/2019 08:20</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ประชาชนเฉยๆ ภาพถ่ายธนาธร -   โจชัว หว่อง แค่รูปธรรมดา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
20 ต.ค. 2562 ศูนย์สำรวจความคิดเห็น &amp;ldquo;นิด้าโพล&amp;rdquo; สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจของประชาชน เรื่อง &amp;ldquo;ภาพธนาธร - &amp;nbsp; โจชัว หว่อง&amp;rdquo; ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 15 &amp;ndash; 17 ตุลาคม 2562 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา และอาชีพ &amp;nbsp; ทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น จำนวน 1,270 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับภาพของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ถ่ายคู่กับ นายโจชัว หว่อง แกนนำผู้ชุมนุมประท้วงในฮ่องกง&amp;nbsp;จากการสำรวจเมื่อถามถึงการติดตามข่าวประท้วงในฮ่องกง พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 52.36 ระบุว่า ไม่ติดตามเลย รองลงมาร้อยละ 26.69 ระบุว่า ติดตามบ้าง ร้อยละ 16.70 ระบุว่า ไม่ค่อยติดตาม แต่พอเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น และร้อยละ 4.25 ระบุว่า ติดตามเป็นประจำ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนความคิดเห็นของประชาชนต่อภาพของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่คู่กับนายโจชัว หว่อง แกนนำผู้ชุมนุมประท้วงในฮ่องกง พบว่า ส่วนใหญ่ ร้อยละ 29.84 ระบุว่า เป็นแค่รูปภาพธรรมดารูปหนึ่งเท่านั้น รองลงมา ร้อยละ 25.04 ระบุว่า ไม่มีความเห็น เพราะไม่รู้จักนายโจชัว หว่อง ร้อยละ 18.11 ระบุว่า เป็นเรื่องส่วนบุคคล และจะไม่กระทบต่อความสัมพันธ์ไทย - จีน ร้อยละ 17.01 ระบุว่า &amp;nbsp; &amp;nbsp; เป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ร้อยละ 12.99 ระบุว่า เป็นเรื่องของคนมีอุดมการณ์เดียวกันถ่ายรูปด้วยกัน ร้อยละ 6.61 ระบุว่า อาจทำให้เกิดผลกระทบต่อความสัมพันธ์ไทย-จีน ร้อยละ 2.83 ระบุว่า เป็นการสมรู้ร่วมคิดกันต่อต้านรัฐบาล (ชาติใดชาติหนึ่งหรือ ทั้งสองชาติ) ร้อยละ 1.73 ระบุว่า ภาพถ่ายนี้จะทำให้นักท่องเที่ยวจีนมาไทยลดลง ร้อยละ 1.65 ระบุว่า ภาพถ่ายนี้จะไม่ส่งผลกระทบทำให้นักท่องเที่ยวจีนมาไทยลดลง และร้อยละ 4.49 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ท้ายที่สุด เมื่อถามถึงความกังวลของประชาชนต่อการแถลงของสถานทูตจีน กรณีมีนักการเมืองไทยแสดงท่าทีสนับสนุนผู้ประท้วง &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ในฮ่องกง พบว่า ร้อยละ 4.65 ระบุว่า มีความกังวลมาก เพราะ อาจทำให้เกิดผลกระทบต่อความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทยกับจีน และยังเป็นสาเหตุ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ทำให้นักท่องเที่ยวจีนมาไทยลดลง ร้อยละ 19.76 ระบุว่า ค่อนข้างกังวล เพราะ อาจทำให้เกิดผลกระทบต่อภาพลักษณ์และเศรษฐกิจของประเทศไทย เนื่องจากประเทศจีนเป็นตลาดคู่ค้าที่สำคัญของประเทศไทย ขณะที่บางส่วนระบุว่า อาจส่งผลให้นักท่องเที่ยวจีนมาไทยน้อยลง ร้อยละ 14.72 ระบุว่า ไม่ค่อยกังวล เพราะ เป็นการเกาะกระแสของนักการเมืองไทยคนนึงเท่านั้น ร้อยละ 51.81 ระบุว่า ไม่กังวลเลย เพราะ ไทยกับจีนมีความสัมพันธ์ที่ดี ต่อกันมานานแล้ว และร้อยละ 9.06 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/48430</URL_LINK>
                <HASHTAG>ภาพธนาธร -   โจชัว หว่อง, “นิด้าโพล”</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191020/image_big_5dabb616801fd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>46317</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/09/2019 12:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/09/2019 08:36</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นิด้าโพล ระบุสิ่งที่ประชาชนร้องขอจากนายกฯ คือแก้ปัญหาศก. ส่วนขอแก้รธน.อยู่รั้งท้าย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 ก.ย. 2562 ศูนย์สำรวจความคิดเห็น &amp;ldquo;นิด้าโพล&amp;rdquo; สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจของประชาชน เรื่อง &amp;ldquo;จะเรียกร้องอะไรจากนายกรัฐมนตรี&amp;rdquo; ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 18 &amp;ndash; 19 กันยายน 2562 จากประชาชนที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา &amp;nbsp;และอาชีพทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น จำนวน 1,266 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับสิ่งที่จะเรียกร้องจากนายกรัฐมนตรี และสาเหตุสำคัญที่ทำให้ประชาชนเคยชินกับสิ่งที่เคยได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้จากการสำรวจเมื่อถามถึงสิ่งที่จะเรียกร้องเป็นเรื่องแรก หากพบนายกรัฐมนตรี พบว่า ส่วนใหญ่ ร้อยละ 44.95 ระบุว่า ขอให้ช่วยแก้ไข ความเดือดร้อนจากพิษเศรษฐกิจ รองลงมา ร้อยละ 15.80 ระบุว่า ไม่เรียกร้องอะไรเลย ร้อยละ 13.35 ระบุว่า ขอให้ช่วยแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนจากภัยทางธรรมชาติ &amp;nbsp;ร้อยละ 4.35 ระบุว่า ขอให้ช่วยแก้ไขปัญหายาเสพติด ร้อยละ 3.63 ระบุว่า ขอให้ช่วยแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ ร้อยละ 3.55 ระบุว่า อยากให้ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ร้อยละ 2.92 ระบุว่า ขอให้รัฐแจกเงินเพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อน ร้อยละ 2.29 ระบุว่า แก้ไขปัญหาราคาพืชผลทางการเกษตร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ร้อยละ 2.21 ระบุว่า ขอให้ช่วยแก้ไขปัญหาความไม่เป็นธรรมทางสังคม ร้อยละ 1.97 ระบุว่า ขอให้ช่วยแก้ไขรัฐธรรมนูญ ร้อยละ 1.50 ระบุว่า ขอให้ช่วยแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ ร้อยละ 3.24 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ ขอให้ช่วยแก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน จัดการระบบข้าราชการใหม่ พัฒนาระบบการศึกษาไทย เพิ่มสวัสดิการสำหรับผู้สูงอายุผู้พิการ เพิ่มการจ้างงาน เพิ่มอาชีพ ลดปัญหาการว่างงาน สร้างความสงบเรียบร้อยให้แก่บ้านเมือง เร่งแก้ไขปัญหาความไม่สงบชายแดนภาคใต้ และแก้ไขปัญหาเรื่องการคมนาคม เช่น การสร้างถนน ขณะที่บางส่วนระบุว่า อยากขอให้นายกรัฐมนตรีควบคุมอารมณ์และคำพูด &amp;nbsp; และร้อยละ 0.24 ระบุว่า ไม่มีความเห็น/ไม่แน่ใจ/ไม่สนใจ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับความคิดเห็นของประชาชนต่อคำกล่าวของนายกรัฐมนตรีที่ว่า &amp;ldquo;ประชาชนเคยชินกับสิ่งที่เคยได้ โดยไม่สนใจว่าจะถูกหรือผิด &amp;nbsp;มีการเรียกร้องอย่างต่อเนื่องเหมือนทุกวันนี้&amp;rdquo; พบว่า ส่วนใหญ่ ร้อยละ 52.84 ระบุว่า ไม่เห็นด้วยเลย เพราะ ประชาชนได้รับความเดือดร้อนจริง ๆ และเป็นสิทธิของประชาชนที่จะเรียกร้องให้รัฐบาลเข้ามาดูแลเอาใจใส่ให้มากกว่านี้ ขณะที่บางส่วนระบุว่า นายกรัฐมนตรีไม่สมควรกล่าวแบบนี้กับประชาชน รองลงมา ร้อยละ 19.51 ระบุว่า เห็นด้วย เพราะ ประชาชนยังรอคอยความช่วยเหลือจากรัฐบาลเพียงอย่างเดียว ประชาชนบางกลุ่มเอาแต่ได้ เห็นแก่ตัว ชอบความสบาย ไม่รู้จักปรับตัว และไม่ยอมเปลี่ยนแปลงตนเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่บางส่วนระบุว่า นายกรัฐมนตรีได้กล่าวถูกต้องแล้ว เนื่องจากนิสัยคนไทยบางกลุ่มชอบเรียกร้องมากเกินไป ร้อยละ 15.09 ระบุว่า ไม่ค่อยเห็นด้วย เพราะ ระดับการศึกษาของแต่ละคนไม่เท่ากัน ย่อมมีข้อถกเถียงโต้แย้งกันอยู่แล้ว บางกลุ่มก็เป็นตามที่นายกรัฐมนตรีกล่าว แต่บางกลุ่มก็ไม่ได้เรียกร้องอะไร ขณะที่บางส่วนระบุว่า ประชาชนเดือดร้อนจริง ๆ และสามารถเรียกร้องสิทธิที่ควรจะได้ ร้อยละ 9.40 ระบุว่า ค่อนข้างเห็นด้วย เพราะ ประชาชนบางกลุ่มเป็นแบบนั้นจริง ๆ เพราะเคยได้รับกับสิ่งที่รัฐบาลทุกยุคทุกสมัยปฏิบัติตามกันมาแบบนี้จนเกิดความเคยชิน ขณะที่บางส่วนระบุว่า นายกรัฐมนตรีได้กล่าวถูกต้องแล้ว และร้อยละ 3.16 ระบุว่า ไม่มีความเห็น/ไม่แน่ใจ/ไม่สนใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ท้ายที่สุด เมื่อถามผู้ที่ระบุว่า &amp;ldquo;เห็นด้วย&amp;rdquo; &amp;ldquo;ค่อนข้างเห็นด้วย&amp;rdquo; และ &amp;ldquo;ไม่มีความเห็น/ไม่แน่ใจ/ไม่สนใจ&amp;rdquo; กับคำกล่าวของนายกรัฐมนตรี ว่าสาเหตุสำคัญที่ทำให้ &amp;ldquo;ประชาชนเคยชินกับสิ่งที่เคยได้ โดยไม่สนใจว่าจะถูกหรือผิด มีการเรียกร้องอย่างต่อเนื่องเหมือนทุกวันนี้&amp;rdquo; พบว่า ส่วนใหญ่ ร้อยละ 32.76 ระบุว่า ประชาชนเคยตัวไม่รู้จักปรับตัวช่วยเหลือตัวเอง รองลงมา ร้อยละ 24.38 ระบุว่า ต้นเหตุ มาจากนโยบายประชานิยมของทุกรัฐบาล ร้อยละ 13.79 ระบุว่า ความเดือดร้อนของประชาชนมีมากกว่าที่จะช่วยเหลือดูแลตัวเองได้ ร้อยละ 12.07 ระบุว่า รัฐบาลไม่สามารถแก้ไขปัญหาให้ประชาชนได้อย่างเบ็ดเสร็จ ร้อยละ 10.35 ระบุว่า ข้าราชการไม่ทำหน้าที่ให้สมบูรณ์ทำให้ประชาชนต้องเรียกร้องจากรัฐบาลอยู่เรื่อย ๆ และร้อยละ 6.65 ระบุว่า ไม่มีความเห็น/ไม่แน่ใจ/ไม่สนใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/46317</URL_LINK>
                <HASHTAG>จะเรียกร้องอะไรจากนายกรัฐมนตรี, “นิด้าโพล”</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190922/image_big_5d86cfe6a428c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>39225</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/06/2019 08:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/06/2019 08:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ประชาชาเซ็งหลังเลือกตั้ง นักการเมืองหายหน้า แถมมีเรื่องแย่งเก้าอี้  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 มิ.ย. 2562 ศูนย์สำรวจความคิดเห็น &amp;ldquo;นิด้าโพล&amp;rdquo; สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน เรื่อง &amp;ldquo;3 เดือนหลังการเลือกตั้งทั่วไป&amp;rdquo; ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 20 &amp;ndash; 21 มิถุนายน 2562 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป ทั่วประเทศ กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา และอาชีพทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น จำนวน 1,277 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับบทบาทของ ส.ส. ในช่วงที่ผ่านมา 3 เดือนหลังการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2562 &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการสำรวจเมื่อถามถึงความคิดเห็นของประชาชนต่อบทบาทของ ส.ส. ในช่วงที่ผ่านมา 3 เดือนหลังการเลือกตั้ง พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 46.44 ระบุว่า ส.ส. ส่วนใหญ่มัวแต่ต่อสู้กันเพื่อแย่งตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี/รัฐมนตรี รองลงมา ร้อยละ 35.79 ระบุว่า หลังการเลือกตั้ง ส.ส. หายหน้าไปเลย ร้อยละ 34.30 ระบุว่า ส.ส. ส่วนใหญ่แสดงบทบาททางการเมืองแบบเดิม ๆ เช่น ด่ากันไปมา และชอบอ้างประชาชน ร้อยละ 31.95 ระบุว่า ส.ส. จากพรรคที่จะเป็นรัฐบาล เอาแต่จับกลุ่มต่อรองตำแหน่งทางการเมือง ร้อยละ 16.29 ระบุว่า ส.ส. จากพรรคที่จะเป็นฝ่ายค้าน ใช้เป็นแต่วาทกรรมเพื่อล้มรัฐบาล ร้อยละ 9.16 ระบุว่า ส.ส. ที่เลือกไปขยันลงพื้นที่พบประชาชนร้อยละ 8.69 ระบุว่า ส.ส. ส่วนใหญ่ในสภามีความกระตือรือร้นในการทำงานเพื่อประชาชน ร้อยละ 8.30 ระบุว่า ส.ส. ส่วนใหญ่แสดงบทบาทใหม่ในการเป็นมืออาชีพในการทำงานเพื่อประชาชน และร้อยละ 5.48 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่สนใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับความคิดเห็นของประชาชนต่อ ส.ส. ที่ไม่มีตำแหน่งในรัฐบาล ว่าจะสามารถผลักดันนโยบายและทำงานเพื่อประชาชนได้พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 52.70 ระบุว่า ได้ เพราะ จะสามารถทำงานตามนโยบายที่สัญญาไว้กับประชาชน และเป็นปากเป็นเสียงให้กับประชาชน รองลงมา ร้อยละ 35.00 ระบุว่า ไม่ได้ เพราะ จะไม่สามารถทำตามนโนบายที่สัญญาไว้กับประชาชน และในขณะที่ ส.ส. บางคนไม่มีความรู้ ความสามารถในการผลักดันนโยบาย &amp;nbsp;และร้อยละ 12.30 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่สนใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงการตัดสินใจของประชาชนในการเลือกผู้สมัคร ส.ส. หรือ พรรคการเมืองเดิม หากวันนี้เป็นวันเลือกตั้ง พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 59.04 ระบุว่า ลงคะแนนให้กับผู้สมัคร ส.ส. หรือพรรคการเมืองเดิมที่เคยเลือก รองลงมา ร้อยละ 21.22 ระบุว่า ลงคะแนนให้กับผู้สมัคร ส.ส. หรือพรรคการเมืองอื่น ร้อยละ 5.01 ระบุว่า ไปเลือก แต่ไม่ลงคะแนนให้ใคร (Vote No) ร้อยละ 2.74 ระบุว่า &amp;nbsp; &amp;nbsp;ไม่ไปลงคะแนน ร้อยละ 2.51 ระบุว่า อื่น ๆ ยังไม่ตัดสินใจ ขอดูนโยบายของพรรคก่อน ดูว่า ส.ส.ที่จะเลือกอยู่พรรคไหน และร้อยละ 9.48 &amp;nbsp; &amp;nbsp;ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่สนใจ
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/39225</URL_LINK>
                <HASHTAG>3 เดือนหลังการเลือกตั้งทั่วไป, นักการเมืองหายหน้า, แย่งเก้าอี้, “นิด้าโพล”</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190623/image_big_5d0ed179bb603.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>36794</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/05/2019 09:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/05/2019 09:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผลสำรวจพบ กว่า 5 ปีการบริหารประเทศของ คสช. ประชาชนมีความสุขเท่าเดิม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 พ.ค. 2562 ศูนย์สำรวจความคิดเห็น &amp;ldquo;นิด้าโพล&amp;rdquo; สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน &amp;nbsp;เรื่อง &amp;ldquo;รู้สึกอย่างไร เมื่อ คสช. กำลังจะหมดหน้าที่&amp;rdquo; ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 23 &amp;ndash; 24 พฤษภาคม 2562 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั่วประเทศ กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา และอาชีพทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น จำนวน 1,257 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดินและความสุขของคนในชาติ หลังจากครบรอบ 5 ปี ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และความรู้สึกของประชาชนเมื่อ คสช.กำลังจะหมดหน้าที่ การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ &amp;ldquo;นิด้าโพล&amp;rdquo; ด้วยวิธีแบบแบ่งชั้นภูมิ (Stratified &amp;nbsp;Random Sampling) โดยแบ่งชั้นภูมิตามภูมิภาค จากนั้นในแต่ละภูมิภาคสุ่มตัวอย่างด้วยวิธีสุ่มตัวอย่างแบบง่าย (Simple Random Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความเชื่อมั่นที่ ร้อยละ 95.0&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการสำรวจเมื่อถามถึงความรู้สึกของประชาชนเมื่อ คสช. กำลังจะหมดหน้าที่ในทันทีที่มีคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 24.50 ระบุว่า รู้สึกดีใจ น่าจะไปได้ตั้งนานแล้ว รองลงมา ร้อยละ 23.79 ระบุว่า ไม่มีความรู้สึกใด ๆ ร้อยละ 13.84 ระบุว่า &amp;nbsp; &amp;nbsp;รู้สึกอยากขอบคุณที่ช่วยดูแลประเทศในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ร้อยละ 13.29 ระบุว่า รู้สึกเสียดาย น่าจะอยู่ต่อไป ร้อยละ 9.55 ระบุว่า รู้สึกว่า ความวุ่นวายทางการเมืองแบบเก่า ๆ กำลังจะกลับมา ร้อยละ 9.07 ระบุว่า รู้สึกว่าเศรษฐกิจของประเทศกำลังจะเดินหน้า ร้อยละ 8.19 ระบุว่า รู้สึกว่าประเทศกำลังจะเป็นประชาธิปไตยจริง ๆ ร้อยละ 5.33 ระบุว่า รู้สึกว่าประเทศเสียโอกาสไปมากในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ร้อยละ 1.91 ระบุว่า รู้สึกกังวลว่านักการเมืองที่เข้ามาจะทำให้ประชาธิปไตยบิดเบือน และร้อยละ 0.72 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ อยากให้นักการเมืองชุดใหม่เข้ามาสานต่อ ในโครงการที่ดี ๆ ต่อจากโครงการเดิม เศรษฐกิจแย่เหมือนเดิมไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง และกังวลว่านักการเมืองชุดใหม่จะเข้ามาบริหารไม่ดีเหมือนชุด คสช.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านระดับความสุขของประชาชนในโอกาสครบรอบ 5 ปีที่ คสช. เข้ามาบริหารราชการแผ่นดินเพื่อคืนความสุขให้คนในชาติ พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 44.63 ระบุว่า มีความสุขเท่าเดิม เพราะ ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ชีวิตความเป็นอยู่ยังคงเหมือนเดิม การบริหารงานไม่ได้เปลี่ยนไปจากเดิม เศรษฐกิจและค่าครองชีพยังสูงเช่นเดิม รองลงมา ร้อยละ 33.73 ระบุว่า มีความสุขลดลง เพราะ เศรษฐกิจปากท้องของประชาชนแย่ลง ค่าครองชีพสูง ราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ การบังคับใช้กฎหมายหรือแก้ไขกฎหมายไม่ตรงจุด มีการจำกัดสิทธิเสรีภาพมากเกินไป &amp;nbsp;และขาดความมั่นคงทางประชาธิปไตย และร้อยละ 21.64 ระบุว่า มีความสุขเพิ่มขึ้น เพราะ การบริหารงานต่าง ๆ ดี มีการช่วยเหลือประชาชนอย่างทั่วถึง ไม่มีการชุมนุมและความวุ่นวายทางการเมือง บ้านเมืองมีความสงบเรียบร้อยมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อเปรียบเทียบกับผลการสำรวจ &amp;nbsp;4 ปี 6 เดือน คสช. กับการคืนความสุขให้คนในชาติ ที่ทำการสำรวจเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2561 พบว่า สัดส่วนของผู้ที่มีความสุขเพิ่มขึ้น มีสัดส่วนเท่า ๆ กัน (จากเดิม ร้อยละ 21.20 เป็นร้อยละ 21.64) เช่นเดียวกับสัดส่วนของผู้ที่มีความสุขลดลง มีสัดส่วนเพิ่มขึ้น (จากเดิม ร้อยละ 30.64 เป็นร้อยละ 33.73) ขณะที่สัดส่วนของผู้ที่มีความสุขเท่าเดิม มีสัดส่วนลดลง (จากเดิม ร้อยละ 47.68 เป็นร้อยละ 44.63)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับความคิดเห็นของประชาชนต่อการบริหารราชการแผ่นดินครบรอบ 5 ปี ของ คสช. ในประเด็นต่าง ๆ ที่ทำให้มีความสุขมากที่สุด พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ &amp;nbsp;ร้อยละ 48.69 ระบุว่า บ้านเมืองสงบเรียบร้อยไม่มีความวุ่นวายทางการเมือง รองลงมา ร้อยละ 30.55 ระบุว่า &amp;nbsp;ไม่มีประเด็นใดที่ทำให้มีความสุข ร้อยละ 5.81 ระบุว่า การแก้ไขปัญหาค่าครองชีพประชาชน ร้อยละ 4.46 ระบุว่า การจัดระเบียบสังคม เช่น การจัดระเบียบทางเท้า การจัดระเบียบชายหาด ร้อยละ 2.94 ระบุว่า การมุ่งแก้ไขปัญหาคอร์รัปชัน ร้อยละ 2.47 ระบุว่า การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจในภาพรวม ร้อยละ 2.15 ระบุว่า การแก้ไขปัญหาปากท้องเกษตรกร ร้อยละ 0.95 ระบุว่า การแก้ไขปัญหาอาชญากรรม ร้อยละ 0.32 ระบุว่า การมีเสรีภาพมากขึ้น และร้อยละ 1.66 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ มีโครงการต่าง ๆ เพื่อช่วยเหลือประชาชนอย่างแท้จริง เช่น ด้านคมนาคม โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงความคิดเห็นของประชาชนต่อการบริหารราชการแผ่นดินครบรอบ 5 ปี ของ คสช. ในประเด็นต่าง ๆ ที่ยังไม่ทำให้มีความสุข พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 38.82 ระบุว่า การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจในภาพรวม รองลงมา ร้อยละ 16.31 ระบุว่า ไม่มีประเด็นใดที่ไม่มีความสุข ร้อยละ 14.00 ระบุว่า การแก้ไขปัญหาปากท้องเกษตรกร ร้อยละ 9.47 ระบุว่า การแก้ไขปัญหาค่าครองชีพประชาชน ร้อยละ 9.07 &amp;nbsp;ระบุว่า การที่ยังไม่มีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ร้อยละ 5.09 ระบุว่า การแก้ไขปัญหาคอร์รัปชัน ร้อยละ 2.55 ระบุว่า การแก้ไขปัญหาอาชญากรรม ร้อยละ 1.51 ระบุว่า การมีเสรีภาพที่ยังไม่เต็มที่ของสื่อมวลชน ร้อยละ 0.95 ระบุว่า การจัดระเบียบสังคม เช่น การจัดระเบียบ ทางเท้า การจัดระเบียบชายหาด และร้อยละ 2.23 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ การแก้ไขปัญหายาเสพติด สิทธิและเสรีภาพในการแสดงออกทางการเมือง ความเสมอภาคและความเท่าเทียมกันในสังคม การบังคับใช้กฎหมายในบางเรื่องที่เข้มงวดมากเกินไป ขณะที่บางส่วนระบุว่า การแก้ปัญหาระบบการศึกษา การปฏิรูปประเทศ และการปฏิรูปองค์กรตำรวจ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/36794</URL_LINK>
                <HASHTAG>#คสช., การบริหารประเทศ 5ปี, ผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน, “นิด้าโพล”</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190526/image_big_5ce9f9534c5b4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
