พระราชหัตถเลขารัชกาลที่ ๗ ถึงพระโอรสบุญธรรม เรารู้ไม่ได้เลยว่าจะถูกเชือดคอเมื่อไร 


   

    ติดค้างประเด็นพระราชหัตถเลขารัชกาลที่ ๗ ถึงพระองค์เจ้าจิรศักดิ์สุประภาต มาตั้งแต่สัปดาห์กลางเดือนพฤศจิกายน ที่เขียนเรื่อง "เจ้าชายนักบิน" พระโอรสบุญธรรม ร.7 ซึ่งได้เกริ่นเอาไว้ท่อนหนึ่งว่า 
    "ร.7 ทรงห่วงใยพระองค์จิรศักดิ์ฯ มาก มีพระราชหัตถเลขาถึงพระโอรสบุญธรรมทุกวัน และรอจดหมายตอบทุกอาทิตย์ ความในพระราชหฤทัยต่างๆ นั้นก็ถ่ายทอดลงในจดหมาย เล่าให้พระโอรสบุญธรรมฟังอย่างที่ไม่อาจจะทรงเล่าให้ผู้อื่นฟังได้" 
    พระราชหัตถเลขารัชกาลที่ ๗ ฉบับที่น่าสนใจมากที่สุดฉบับหนึ่งคือ ฉบับหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ๒๔ มิ.ย.๒๔๗๕ ไปได้ไม่นานนัก มีรายละเอียดดังนี้
    สวนไกลกังวล
    แล้วประมาณ ๘ เดือน เพราะยังนับเดือนเมษายนเป็นวันขึ้นปีใหม่ ดังนั้น มี.ค.ยังใช้ พ.ศ.เดิม) ถึงลูกที่รัก                            (หมายถึงพระโอรสบุญธรรม คือ พระองค์จิรศักดิ์สุประภาต)
    อาทิตย์นี้ฉันไม่ได้หนังสือจากเล็กอีกเป็นอาทิตย์ที่ ๒ คงเป็นเพราะเมล์ แต่ก็เจ้ากรรมที่สุดที่มักจะยุ่งอย่างนี้ พร้อมกับเวลาที่ฉันไม่สบายที่สุดเสมอ หนังสือฉบับก่อนที่เขียนไปนั้น เล็กอาจเห็นว่าฉันตื่นอะไรต่างๆ ไม่เป็นเรื่อง แล้วก็ไม่มีเหตุยุ่งอะไร เพราะว่ากว่าหนังสือจะไปถึงเล็กเรื่องจะมีหรือไม่มีก็แล้วไปแล้ว  
    อย่างไรก็ดี พวกเราอยู่กันที่นี่กลัวกันจริงๆ และตกใจกันจริงๆ ด้วย เราทุกคนรู้ไม่ได้เลยว่าจะถูกเชือดคอเมื่อไร เสียวกันอยู่เสมอ พอมีลืออะไรกันทีหนึ่งก็ตกใจกันแทบตาย เพราะจะไม่เชื่อเสียงลือก็ไม่ได้ เข็ดจากคราวก่อนที่ไม่เชื่อกัน แล้วก็เกิดขึ้นจริงๆ เวลานี้มีเสียงลืออะไรก็ต้องเชื่อหมด ฉันเองก็เชื่อแน่ว่าความยุ่งยากในเมืองไทยจะต้องมีต่อไปอีกอย่างน้อย ๒๐ ปี เพราะอะไรๆ มันยุ่งๆ ไปหมด ไม่มีใครไว้ใจกันหมดทั้งเมืองไทย เวลานี้เป็นนรกแท้ๆ
    ข่าวลือหลังนี้ ที่น่าเชื่อถือก็มีมาก  และที่เหลวก็มี เสียงลือที่มีมาก็ว่าจะจับฉันเซ็นอะไรต่างๆ ในงานฉัตรมงคล เช่น เซ็นให้คณะราษฎรเป็น dictator ถึงกับเตรียม cabinet ไว้แล้วด้วยซ้ำ เสียงลืออันนี้จึงน่าเชื่อมาก และพวกคณะราษฎรก็กลัวพวกคณะชาติจะลุกขึ้นเล่นอะไรเต็มทีแล้ว  
    นอกจากนี้ ว่าจะให้ฉันยกพระคลังข้างที่ให้แก่ชาติให้หมด แล้วให้ abdicate เขาจะประกาศเป็น republic และจะจับพวกเจ้า และฉันขังไว้เป็นตัวประกัน บางทีเสียงก็ว่าจะจับพวกเจ้าฆ่าให้หมด ซึ่งเห็นจะพูดมากไป เพราะถ้าทำดังนั้นฝรั่งก็เข้ามาแน่ พวกเจ้ากลัวกันมากเลยหนีจากกรุงเทพฯ เป็นจำนวนมาก ข้าราชการที่หนีไปก็มีบ้าง เสียงลือคราวนี้น่าเชื่อถือมาก เพราะพระยาพหล   ราชวังสัน พระยาฤทธี ก็ไปเสียจากกรุงเทพฯ ทั้งนั้น เลยพากันว่าหนี เพราะไม่เห็นด้วยกับอีกพวก แต่ก็ไม่กล้าจะคัดค้าน  
    เมื่อวันอาทิตย์ที่แล้วมาพระยามโนลงมาที่นี่ ก็ว่าไม่ม่เรื่องอะไรเลย อะไรๆ ก็เรียบร้อยหมด แกว่าเหตุที่เกิดลือกันมากมายนี้ มีอยู่นิดเดียวดคือเวลานี้ เขากำลังพิจารณา economic policy  กันอยู่เป็นรูป five year plan แบบบอลเชวิกทีเดียว  
    การประชุมเรื่องนี้ พระยาราชวังสันนัดประชุมอนุกรรมการที่กระทรวงกลาโหม ที่จริงไม่มีใครเห็นด้วยเลย  พระยามโนก็มาออดจะให้ฉันกลับกรุงเทพฯ ให้ได้ ตามที่เราเดากันไว้แล้ว  และออกจาก threaten เอาด้วยว่าถ้าไม่กลับจะลาออก เพราะคนจะหมดความเชื่อถือในรัฐบาล  
    ฉันเกี่ยงว่าให้แกจัดการให้คนสำคัญบางคนในคณะราษฎรลงมาเฝ้าฉันที่นี่จะได้หมดสงสัย และให้เรียกพระยาพหลและพระยาราชวังสันกลับเสียด้วย แกก็ออกจะอึดอัด แต่ก็รับว่าจะไปลองดูเราเดากันว่าคงไปจัดคนสำคัญนั้นลงมานี่ไม่ได้ เพราะกลัวถูกยิงตายกลางทาง ถ้าเป็นเช่นนั้น ฉันก็จะไม่ไปเหมือนกัน  เพราะที่จริง unfair เหลือเกินที่จะให้ฉัน risk อะไรทุกอย่าง บอกป่วยก็ไม่ได้ บางคนบอกป่วยได้ บางคนกลัวตายได้ 
    พวกเขา “รักชาติ” เขาก็หาอำนาจใส่ตัว หาเงินเข้ากระเป๋า ส่วนฉันนั้นถ้า “รักชาติ” ต้องปล่อยอำนาจให้หมด ต้องยอมเป็น slave และต้องยอมลดรายได้ และมีเงินเท่าไรก็ต้องให้เขาหมด ดูมันเป็น square deal เลยไม่ไหวจริงๆ เมื่อแย่งอำนาจเอาไปแล้ว ก็ควรไปรักษาเอาไว้ให้ได้ ทำไมต้องมาคอยร้องให้เราช่วยบังคับให้คนไทยเป็นบ่าว ฉันฉุนเหลือเกิน  อยากเล่นบ้าอะไรต่างๆ จัง แต่ยังกลัวนิดหน่อยว่าพวกเจ้าจะถูกเชือดคอหมดเท่านั้นเอง  
    แต่การที่คนจะทน sacrifice อะไรต่างๆ นั้นมันมี limit พอ ถ้าข่มขี่กันนัก ก็เห็นจะต้องเล่นบ้าเอาจริงสักที เวลานี้ฉันไม่สบาย อีกหน่อยก็ตายเป็นแน่ ฉันผอมเหลือแต่กระดูก น้ำหนักลดตั้ง ๔ kilo และนอนไม่หลับกินไม่ได้เลย ที่กรุงเทพฯ เขาพยายามทำเป็นว่าเงียบเรียบร้อยไม่มีเรื่องอะไรเลย เช่น มีการปล่อยทหารออกเที่ยว และเลิกการเล่นรถเป็นกลกลางคืน เป็นต้น 
    แต่การเงียบอย่างนี้ไม่ได้แปลว่าจะไม่มีเรื่องอะไรเลย วันที่ ๑๑ เดือนนี้เรือรบฝรั่งเศสจะเข้าเยี่ยมเมืองไทยจะอยู่ราว ๓ วัน บางคนเห็นว่าถ้าเรากลับไปกรุงเทพฯ เวลานั้นจะไม่มีอันตราย แต่เราก็กลัวกันอยู่บ้างว่าจะหา excuse อะไรต่างๆ มา  พูดไม่ให้เรากลับจนกว่าเขาจะพร้อมที่จะทำอะไรกัน ซึ่งนัยว่าจะทำก่อนเรือรบฝรั่งเศสมา หรือทำเมื่อกลับไปแล้ว 
     การที่เขาจะทำอะไรสำเร็จได้ดีหรือไม่นั้น ข้อสำคัญมันต้องอยู่ที่จับตัวฉันเป็นประกันได้หรือไม่ เราได้ข่าวว่าเขาจะส่งคนลงมาที่หัวหิน ผ่อนลงมาเป็น tourist ทีละน้อย เพราะเวลานี้ก็เป็นหน้าฮอลิเดย์แล้ว ความจริงเวลานี้ก็มีคนมากขึ้นเอาจริงๆ ด้วย แต่ก็ไม่ทราบว่าใครเป็นใคร แต่ที่เป็น spy แน่ๆ ๒ คน  
    นอกจากนี้เขาส่งนายทหารเรือ ๒ นาย ทหารบก ๑ นาย และพลทหาร ๒ นาย ลงไปทางใต้ว่าจะไปสุไหงโก-ลกเลยสงขลาลงไป และพวกหีบไม้โตๆ ลงไปด้วย ๖ หีบ เราสงสัยกันว่าอาจเป็นดินระเบิด สำหรับระเบิดทางรถไฟกันไม่ให้เราหนีได้หรืออาจจะเป็นปืนและลูกกระสุนก็เป็นได้  
    ฉันถามพระยามโนเรื่องนี้ ออกจะทำหน้าตื่นหน่อยๆ แล้วบอกว่าบางคนในคณะราษฎรเขาส่งคนของเขาลงไป สำหรับแก้ในการที่พวกคณะราษฎรไป lecture ผิดๆ เอาไว้ ตอบนี้โกหกแน่ๆ เพราะทราบจากวิบุลย์ว่า พระยามโนบอกเขาว่าส่งปืนลงไปให้พวกคณะราษฎรทางใต้ เพื่อจะป้องกันไม่ให้มีเหตุยุ่งอะไรขึ้นได้ ที่จริงเราเคยรู้กันทีหนึ่งแล้วว่า พวกปัตตานีไม่พอใจในการเปลี่ยนแปลงคราวนี้เลย อาจเป็นเรื่องนี้ก็ได้ และ at the same time เลยกันไม่ให้เราหนีได้ด้วย  
    การที่ฉันเชื่อว่าเวลานี้อาจจะมี plot อะไรจริงๆ นั้น เพราะมีเหตุว่าคณะราษฎรกำลังคลอนเต็มที และคนเกลียดมากขึ้นทุกวัน มีคนคิดจะล้มอยู่มาก ที่เป็นอย่างนี้ทำให้ฉันนึกว่าเขาคงอยากจะจับตัวฉันเป็นตัวประกันแล้วจะปราบพวกคณะชาติ เราอยู่ที่นี่ก็คิดแปลนอะไรกันต่างๆ จนหัวยุ่งเสมอ แต่เรื่องแปลนเหล่านี้ จะไม่เล่าเพราะกลัวถูกเปิดหนังสือ
    แต่อย่างไรก็ดี เราจะพยายาม give a damned good fight ก่อนยอมให้ถูกจับง่ายๆ ฉันรู้สึกว่า crisis คราวนี้จะเป็นคราวที่สุดในชีวิตของฉัน ถ้ามันเรียบร้อยไม่มีอะไรจริงๆ ก็เห็นจะเงียบไปได้นาน แต่ถ้าเกิดเรื่องยุ่งขึ้นก็อาจตายเลย หรือหนีไปได้ แต่น่าจะไม่เป็น King อยู่ต่อไปเป็นแน่ คนทุกคนดูรู้สึกว่าจะต้องมี crisis อะไรก่อนสิ้นปีนี้ และถ้ามี election เรียบร้อยก็อาจหมดยุ่งกันไปคราวหนึ่ง
    กว่าหนังสือจะไปถึงเล็ก เรื่องมันคงเสร็จกันไปแล้ว เล็กอาจเห็นฉันพูดมากไป ตื่นมากไปก็ได้ หรือจะได้รับเมื่อฉันตายแล้วก็เป็นได้เหมือนกัน ถ้าฉันต้องตายในคราวนี้ ฉันอยากขอให้เล็กทำอะไรสักอย่าง คือ ต่อไปถ้าเล็กมีลูกขอให้ใช้นามสกุลว่า “ศักดิเดชน์" ซึ่งเป็นชื่อของฉัน และจะเติมเข้ากับ “ภาณุพันธุ์” ก็ได้ แต่ฉันอยากให้มันมีติดอยู่ว่า เล็กเป็นลูกของฉันจะทำให้สบายใจมาก เสียใจที่เรื่องสนุกไม่มีเสียเลย เพราะเรากำลัง gloomy กันจัง นั่งมึน และขรึมกันโดยมาก เพราะคอย! คอย! คอย! วันตาย  เมื่อถึงเวลา fight จริงๆ สบายกว่ามาก
                                                                                                        คิดถึงเหลือเกิน
                                                                                                                           จากพ่อ
                                                                                                                      ประชาธิปก

ภายหลัง พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสละราชสมบัติแล้ว และเสด็จฯ ไปประทับอยู่ในอังกฤษ พระองค์เจ้าจิรศักดิ์ก็โยกย้ายจากอเมริกามาอยู่ด้วยที่อังกฤษเป็นการถาวรด้วย. 


นี่...ถ้าเป็น "สถานการณ์ศึก"..... "ทัพมาร์ค-ทัพแม้ว" กำลังคึกจัด แต่หารู้ไม่ว่า ถลำเข้าไปอยู่ใน "ค่ายกลศึก" ของท่านเจ้าเมืองตู่ ป่านนี้แล้ว ก็ยังไม่รู้สึกตัว!

'นาฬิกา-นาฬิกรรม' คำประวิตร?
บ้าใบ้ 'ประชาธิปไตยจอน'
'วังวนตำรวจกับคนค้ากาม'
"คิดใหม่ใน"วันเด็ก"กันดีมั้ย?
สมการ "ลาออกของพี่ใหญ่"
เมื่อเคลื่อนไหว 'จุดตาย' ก็ประจักษ์