ว่าด้วยการ...จัดสรรปันส่วนผสม


   

 

มาถึงขั้นนี้...คงต้องยอมรับเอาจริงๆ นั่นแหละว่า ใครก็แล้วแต่ที่เป็นผู้ประดิษฐ์ คิดค้น ระบบการเมือง-การเลือกตั้งแบบที่ เรียกว่า ระบบจัดสรรปันส่วนผสม ขึ้นมา ช่างเป็นอะไรที่ร้ายกาจ แยบยล ประณีตและลึกซึ้ง ระดับ สุกี้พระนายกอง อาจต้องขอชักม้ามาดูตัว เอาเลยถึงขั้นนั้น...

                                                             -----------------------------------------------------

      เรียกว่า...กลายเป็นตัวสร้างแรงกระตุ้น แรงจูงใจ ให้พรรคการเมืองพรรคไหนต่อพรรคไหน ผลุดๆ โผล่ๆ ขึ้นมากว่าครึ่งร้อย หวิดๆ จะเต็มร้อยอีกไม่นานไม่ช้าก็ไม่แน่!!! เพราะโดยกำหนด กฎเกณฑ์ ที่ว่ากันแบบสั้นๆ ง่ายๆประมาณว่า...ใครก็ตามที่สามารถหาเสียงสนับสนุนจากผู้คนในแต่ละเขตเลือกตั้งทั่วประเทศไทยได้ประมาณ 70,000 กว่าเสียงขึ้นไป โอกาสที่จะมีตัวแทน โดยเฉพาะ ส.ส.บัญชีรายชื่อ เข้าไปนั่งในรัฐสภาตั้งแต่ 1 พระหน่อขึ้นไป ย่อมมีความเป็นไปได้อยู่แล้วแน่ๆ ได้ทำให้ นักเลือกตั้ง ทั้งหลายเกิดอาการครั่นเนื้อ ครั่นตัว และคันมือ คันตีน กันเป็นจำนวนไม่น้อย...

                                                      ----------------------------------------------------

      ยิ่งประเภทที่สามารถรวบรวม ส.ส.สอบตก ชนิดที่ เกือบจะสอบได้ เอาไว้เยอะๆ ไม่ได้มาเป็นที่หนึ่ง ที่สอง ที่สาม แต่มาเป็นที่สี่ ที่ห้า อะไรประมาณนั้น แต่จำนวนเสียงที่ได้ไม่ว่าระดับพันๆ หมื่นๆ ถ้าหากเอามารวมกันได้ถึง 70,000 เสียงขึ้นมาเมื่อไหร่ โอกาสที่จะเห็นตัวแทนของพรรคเข้าไปนั่งเจรจา ต่อรอง อะไรต่อมิอะไรในที่ประชุมรัฐสภา ในส้วมรัฐสภา ไม่ว่าจะในระดับ 1 เสียง 5 เสียง 10 เสียง หรือเผลอๆ...อาจถึง 20-30 เสียงเอาเลยก็ไม่แน่ๆ ย่อมมีความเป็นไปได้สูงเอามากๆ ขณะที่บรรดาพรรคใหญ่ๆ หนีไม่พ้นต้องถูกจำกัดจำนวน ส.ส. ด้วยการเทียบบัญญัติไตรยางศ์แบบทื่อๆ ง่ายๆ จนไม่อาจออกฤทธิ์ ออกเดช ได้มากมายเกินไปนัก...

                                                        -----------------------------------------------------

      โอกาสที่จะเห็นพรรคการเมืองใหม่ๆ โผล่เข้าไปในสภาฯ ในการเลือกตั้งครั้งหน้า จึงมีอยู่ด้วยกันมิใช่น้อย ส่วนจะเป็นพรรค พลังคนเห็นแก่ตัว, พรรค พลังประชารัฐ, พรรค ไทยซัมมิต, พรรค เทือกธานี ฯลฯ อันนั้น...คงต้องไปว่ากันอีกที แต่ที่แน่ๆ ก็คือ...หลังเลือกตั้งไปแล้ว หนีไม่พ้นต้องบวก-ลบ-คูณ-หาร กันชนิดปวดหัว ปวดหำ มิใช่น้อย แค่เฉพาะอาศัย คณิตศาสตร์การเมือง แบบง่ายๆ...คงลำบาก อาจถึงขั้นต้องคิด คำนวณ แบบ แคลคูลัส ไปโน่นเลย ถึงจะพอตอบสูตร ตอบสมการทางการเมืองได้ว่า ใครจะเป็นรัฐบาล เป็นรัฐมนตรี หรือแม้แต่เป็นนายกฯ หลังเสร็จสิ้นเลือกตั้งไปแล้ว...

                                                         --------------------------------------------------

      ว่ากันว่า...ระบบ จัดสรรปันส่วนผสมที่ว่านี้ ลอกเลียนแบบมาจากการเลือกตั้งตามสไตล์ เยอรมัน กันเป็นหลัก แต่ก็ไม่ถึงกับลอกมาแบบทั้งดุ้น ทั้งด้าม คืออาจลอกในแง่การให้ความสำคัญต่อจำนวนเสียงของผู้ซึ่งมาใช้สิทธิ์ลงคะแนนในแต่ละเสียง แต่ขณะที่เยอรมันนั้นมีเฉพาะ ไส้กรอก กับ ขนมปัง ห่อหัว ห่อท้าย ต่างไปจากแบบไทยๆ ที่หนีไม่พ้นต้องขออนุญาตสอดแทรกผักกาดดอง หรือหัวไชเท้า เอาไว้ตรงกลาง อันได้แก่จำนวน วุฒิสมาชิก ที่มาจากการแต่งตั้งอีก 250 พระหน่อ ซึ่งสามารถร่วมโหวตให้ใครเป็นนายกรัฐมนตรีก็ย่อมได้ ดังนั้น...ไม่ว่าจะใช้เครื่องคิดเลข หรือเครื่องคอมพิวเตอร์คิดคำนวณออกมาแล้ว โอกาสที่จะต้องควานหา คนกลาง มาเป็นนายกรัฐมนตรี จึงมีความเป็นไปได้สูงเอามากๆ ไม่ต้องเสียเวลาปวดหัว ปวดหำ แบบที่เจ้าของสูตร อย่างนาง อังเกลา แมร์เคิล แทบผมหงอก ผมงอน กว่าจะกลับมาเป็นผู้นำเยอรมันได้อีกที...

                                                                ---------------------------------------------

      ส่วนระบบที่ว่านี้จะดี-ไม่ดี เหมาะสำหรับเมืองไทย เหมาะสำหรับประชาธิปไตยแบบไทยๆ หรือไม่ เพียงใด อันนั้น...คงต้องคอยติดตามกันต่อ แต่ก็นั่นแหละ...ย่อมต้องถือเป็นการ จัดสรรปันส่วนผสม ตามแบบ ตามชื่อ หรือตามสไตล์ที่ถูกออกแบบ ดีไซน์ เอาไว้แล้วล่วงหน้า การจะไปฝืน ไปต้านกระแส ไปแหกกรอบ แหกวงจร มันอาจส่งผลให้อะไรที่น่าจะยุ่งๆ อยู่แล้ว ยิ่งมีโอกาสยุ่งยิ่งกว่าหนวดแขกพันกับฝอยขัดหม้อยิ่งขึ้นไปใหญ่ โดยเฉพาะถ้าต่างฝ่ายต่างยึดเอา ตัวบุคคล หรือ ผลประโยชน์ส่วนบุคคล,  ส่วนพรรค เป็นสำคัญ มีแต่ต้องหันไปยึดเอา ผลประโยชน์ส่วนรวม หรือ ผลประโยชน์ชาติบ้านเมือง เป็นที่ตั้งเอาไว้นั่นแหละ มันถึงจะพอพูดๆ พอหยวนๆ กันได้มั่ง...

                                                                --------------------------------------------------

      เพียงแต่ว่า...การหาคำนิยามความแตกต่าง ระหว่าง ผลประโยชน์ส่วนตัว กับ ผลประโยชน์ส่วนรวม ในมุมมองของแต่ละคน แต่ละกลุ่ม แต่ละฝ่าย มันอาจไม่เหมือนกันไปซะทั้งหมด อะไรที่มันจะยุ่งๆ ขึ้นมา ก็คงต้องยุ่งกันอีตรงจุดๆ นี้ และคงหนีไม่พ้นต้องอาศัยการ ลับ-ลวง-ครางง์ง์ง์ ชนิดเมื่อยตุ้มกันพอสมควร ไม่งั้น...อาจต้องอาศัย ข้อมูลใหม่ ชนิดใหม่ถอดด้าม หรือชนิดที่ใครสามารถ อัพเดตสถานการณ์ ได้ทันท่วงที ถึงจะไม่ตกเวทีประวัติศาสตร์จนหาเวทีรำวงกันไม่เจอ กันในช่วงวินาทีสุดท้าย...

                                                                ---------------------------------------------------

      ปิดท้ายด้วยวาทะวันนี้ จาก Frederick B. Wilcox... People who emphatically protest that they are putting all their cards on the table usually put them there face down.- ผู้ที่ยืนยันอย่างแข็งขัน ว่าเขาวางไพ่ไว้บนโต๊ะหมดแล้ว (เปิดเผย-ไม่ปิดบัง) นั้น มักวางโดยการคว่ำหน้าไพ่เอาไว้ (ปิดบัง-ไม่เปิดเผย)...

                                                               ----------------------------------------------------