ฟังอีกด้าน!'อนุทิน'ควักเงินส่วนตัวขนวัคซีนจากจีนช่วยคนไทย ทำงานเร็วแต่ไม่ล้ำเส้นใคร


เพิ่มเพื่อน    

27 เม.ย.64 -  นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง กล่าวถึงกระแสโจมตีนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า เข้าใจดีถึงความปรารถนาดีของทุกท่านที่มีต่อบ้านเมือง รวมถึงกระแสวิพากษ์วิจารณ์ โดยส่วนตัว เป็นคนที่ทำงานร่วมกับนายอนุทินในช่วงวิกฤติมาโดยตลอดจึงใคร่ขอเปิดเบื้องหลังที่ได้เห็นมาบ้าง สำหรับตนนั้น นายอนุทิน นับว่าเป็นคนที่ทุ่มเทเพื่อการทำงานอย่างที่สุด และบอกเสมอว่ายอมรับแรงเสียดทานเองเพื่อให้หมอ พยาบาล และเจ้าหน้าที่สาธารณสุขได้ทำงานอย่างสบายใจ ซึ่งจะเห็นได้ว่าไม่มีหมอในทีมท่านใดปฏิเสธที่จะร่วมงาน รวมถึงการให้กำลังใจนายอนุทินจากแคมเปญหมอไม่ทนจากบุคลากรในกระทรวงฯ ซึ่งเป็นกำลังใจที่สำคัญในสถานการณ์ที่คับขันเช่นนี้

นายพลพีร์ กล่าวอีกว่า นายอนุทิน เป็นผู้ที่มุ่งมั่นและต้องการเห็นความสำเร็จที่เป็นรูปธรรม เมื่อครั้งเกิดการระบาดที่จังหวัดสมุทรสาคร ในที่ประชุมกระทรวงฯ มีความเห็นว่าต้องหาวัคซีนให้ได้เร็วกว่าแผนเดิม ซึ่งผู้มีส่วนรับผิดชอบได้ทำทุกทาง แต่ไม่มีวี่แววว่าจะหามาได้ทันตามต้องการ กระทั่งนายอนุทินขออนุญาตลัดขั้นตอน และไปหารือโดยตรงกับทูตจากประเทศจีนผ่านความสัมพันธ์ที่ดีเมื่อก่อน จนกระทั่งเกิดความสำเร็จได้วัคซีนของ Sinovac เข้ามาทันใช้พอดี 

ซึ่งจากนั้น ไทยก็ได้สิทธินำวัคซีนจากจีนเข้ามาเรื่อยๆ อีกประเด็นคือ ในแต่ละรอบการขนส่ง นายอนุทินถึงขั้นเสนอว่า ถ้ามีปัญหาในการจัดส่ง ก็พร้อมจะหาเครื่องบินไปทำภารกิจให้เสร็จ พร้อมใช้เงินส่วนตัวสนับสนุนการดำเนินการทั้งหมด หลักการทำงานนายอนุทินพยายามปรับเอาประสบการณ์ทางธุรกิจมาใช้ เพื่อให้งานรุดหน้าเร็วที่สุดแต่ไม่ล้ำเส้นใคร ให้เกียรติเจ้าหน้าที่ทุกท่าน ช่องทางพิเศษ สำหรับการขอขึ้นทะเบียนวัคซีน ก็เป็นการผลักดันของนายอนุทินเช่นกัน

เช่นเดียวกับเรื่องหายาฟาวิพิราเวียร์ ที่นายอนุทิน ไม่ได้รอรับรายงานแต่ได้หาโอกาสและความเป็นไปได้ในเรื่องการนำเข้ามา ไปจนถึงผลิตเอง ยิ่งกว่านั้น นายอนุทินยังช่วยติดต่อเพื่อนำเข้ามาด้วย เพราะเป็นคนใจร้อน คิดแล้วทำทันที บางครั้งคนทำงานยังตามความคิดนายอนุทินไม่ทัน 

นอกจากนั้น ในวันที่เกิดเหตุความไม่สงบตามแนวชายแดน และประชาชนจากประเทศเพื่อนบ้านหนีเข้ามาที่ชายแดน จ.แม่ฮ่องสอน เจ้าหน้าที่ ที่ต้องบริหารจัดการพื้นที่ดังกล่าว มีความกังวลเรื่องโควิด 19 ที่จะมากับผู้อพยพ และมีการแจ้งปัญหามาถึงนายอนุทิน ซึ่งนายอนุทินได้เร่งจัดการ ลงพื้นที่อย่างเร่งด่วน พร้อมกับปรับแผน นำวัคซีนไปฉีดให้บุคลากรด้านสาธารณสุขในพื้นที่ทันที เป็นรัฐมนตรีฯ คนแรกในรอบกว่า 50 ปีที่ลงไปดูแลเจ้าหน้าที่ตรงนั้น

นายอนุทิน ไม่ใช่คนที่ดูดายกับปัญหา แต่พยายามจัดการตามกรอบอำนาจ และช่องทางที่มี สิ่งที่ทำได้ทันที ก็จะทำตอนนั้นเลย แต่บางเรื่อง ที่กฎหมาย ไม่ได้มอบอำนาจไว้นายอนุทินก็ได้แค่เสนอ ซึ่งก่อนหน้าการระบาดรอบนี้ นายอนุทิน เสนอไปหลายเรื่องแต่ก็ถูกปฏิเสธอย่างน่าเสียดาย แต่สิ่งที่ทำได้เลย นายอนุทิน จะไม่มีคำว่ารอ เช่นการเปิดศูนย์แรกรับผู้ป่วยโควิดฯ ที่จะใช้อาคารนิมิบุตรให้บริการ ก็มาจากการผลักดันของนายอนุทิน เพราะในเรื่องการดูแลจัดการผู้ป่วยโควิด 19 ใน กทม. กระทรวงฯ มีอำนาจจำกัด จึงต้องตั้งศูนย์แยกออกมา เพื่อให้การเข้าไปช่วยเหลือ กทม.และดูและประชาชนมีความคล่องตัวขึ้น

"สำหรับผู้ที่วิพากษ์ วิจารณ์นายอนุทิน นั้น ผมคิดว่าเป็นเรื่องดีและเป็นประโยชน์ที่จะช่วยกันคิดและแก้ปัญหาให้บ้านเมือง นายอนุทินและทีมงานพร้อมที่จะรับฟังคำติชมต่างๆ  รวมถึงเป็นด่านหน้าที่จะรับความไม่พอใจเพื่อให้เจ้าหน้าที่สาธารณสุขได้ทำงานได้อย่างเต็มที่   แต่ขอเพียงให้ละความชิงชังและการโจมตีเพื่อประโยชน์ทางการเมืองในช่วงนี้ไปก่อน เพราะขณะนี้ ประเทศ ต้องการคนทำงานมาช่วยชาติ ช่วยประเทศ พอๆกับที่เราต้องการความร่วมแรงร่วมใจจากประชาชนคนไทยทุกคน  " .