'นิพิฏฐ์' บรรลุธรรมแล้ว!ชี้ช่องดำเนินคดีจริยธรรมนักการเมือง  


เพิ่มเพื่อน    

8 พ.ค.64 - นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กว่า โดยมีรายละเอียดดังนี้

การดำเนินคดีจริยธรรมนักการเมือง  ที่ชัดๆ มี 2 ทาง คือ

1.การดำเนินการผ่านทางกรรมการจริยธรรมของแต่ละหน่วยงาน เช่น หากเป็นส.ส.หรือสว. สมาชิกแห่งสภานั้นก็ลงชื่อกันยื่นเรื่องผ่านกรรมการจริยธรรมของสภานั้นๆ หากสอบสวนแล้วเห็นว่าเป็นความผิดร้ายแรง สภาก็ส่งต่อไปยังปปช.เพื่อให้ปปช.พิจารณาและส่งศาลฎีกาผู้ดำรงตำแหน่งการเมืองต่อไป ทั้งนี้ ตามรัฐธรรมนูญ ม. 234 

2.การยื่นผ่านปปช.โดยตรง กรณีนี้ ใครก็ร้องได้ มีการดำเนินการทางช่องทางนี้แล้ว กรณีส.ส.ท่านหนึ่งบุกรุกป่า ตอนนี้ คดีอยู่ที่ศาลฎีกา

-ช่องทางที่ 3 เป็นเรื่องการพ้นจากตำแหน่งของรัฐมนตรี รัฐมนตรีนั้นนอกจากต้องมีคุณสมบัติเช่นเดียวกับส.ส.แล้ว ยังมีคุณสมบัติพิเศษ เข้มงวดกว่าส.ส. เช่น ส.ส. หากจำคุกคดีต้องถึงที่สุดเสียก่อนจึงจะพ้นตำแหน่ง ส่วนรัฐมนตรีนั้นเมื่อศาลจำคุกก็พ้นตำแหน่งเลยไม่ต้องรอให้คดีถึงที่สุด อย่างนี้ เป็นต้น  นอกจากนี้ เรื่องจริยธรรมของรัฐมนตรีรัฐธรรมนูญ มาตรา 160(5) ก็บัญญัติว่า รัฐมนตรีต้อง "ไม่มีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง" ปัญหาว่า หากมีการร้องว่ารัฐมนตรีฝ่าฝืนจริยธรรม ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยอย่างไร  เพราะ

1.การฝ่าฝืนหมายความว่า ต้องมีข้อห้ามอยู่แล้ว จึงไปฝ่าฝืน หากตอนทำผิดยังไม่มีข้อห้าม จะถือว่า ฝ่าฝืนอย่างไร

2.แม้มีข้อห้ามอยู่แล้ว แต่หากตอนกระทำผิดยังไม่เป็นรัฐมนตรี จะมาเป็นความผิดตอนเป็นรัฐมนตรีได้อย่างไร เปรียบเหมือนประชาชนกินข้าวมื้อเย็น ต่อมาไปบวชเป็นพระ ก็กินข้าวมือเย็นไม่ได้ แต่ไม่ได้หมายความว่า การกินข้าวมื้อเย็นก่อนบวชจะเป็นความผิดเมื่อมาบวชแล้ว

-ปัญหานี้ ไม่ง่าย ผมเป็นคนชอบอ่าน และคิดอะไรไปเรื่อยแบบนี้แหละ จะได้ฝึกสมองไปด้วย คิดกลับไป-กลับมา ถามผู้รู้บ้าง เถียงกับผู้รู้บ้าง สุดท้ายเราก็อาจเห็นทางออก และบรรลุธรรม(ทางกฎหมาย)ได้ แต่แม้เราบรรลุธรรม(ทางกฎหมาย)แล้ว ผมก็เห็นว่า ธรรมทางกฎหมายที่เราบรรลุแล้ว ยังไม่สมควรนำมาสั่งสอนผู้ใด  เพราะเดี๋ยวทัวร์มาลงกันอีก ผมเขียนอะไรก็ไม่ค่อยอ่านกันอย่างละเอียด หรืออ่านแล้วก็ไม่เข้าใจกัน ปล่อยไว้ให้ตะโกนโหวกเหวก ๆ กันอยู่อย่างนี้แหละ.