กทม.จับมือบีทีเอสอุ้มหนี้สายสีเขียว 6 หมื่นล้านบาท


เพิ่มเพื่อน    

กทม.จับมือบีทีเอสอุ้มหนี้สายสีเขียว 6 หมื่นล้านบาท เล็งปรับโครงสร้างค่ารถไฟฟ้ามองความคุ้มค่าระยะยาว ด้านคมนาคมจี้กทม.เร่งเคลียร์ หวั่นเลื่อนเปิดเดินรถสายสีเขียวใต้หากตกลงกันไม่ได้

นายสุรพงษ์ เลาหะอัญญา กรรมการอำนวยใหญ่ บมจ.ระบบขนส่งมวลชน กรุงเทพ (BTSC) เปิดเผยว่า กรณีการโอนหนี้สินและทรัพย์สินโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียววงเงินราว 6 หมื่นล้านบาทเพื่อเปิดเดินรถไฟฟ้าสายสีเขียวใต้ส่วนต่อขยายช่วงแบริ่ง-สมุทรปราการนั้นขณะนี้บีทีเอสได้ทำการศึกษาร่วมกับกรุงเทพมหานคร(กทม.)เพื่อดูถึงความเหมาะสมและความคุ้มค่าในการช่วยกทม.รับภาระหนี้สินดังกล่าวจากรัฐบาล ซึ่งการศึกษาในครั้งนี้จะมีการพิจารณาโครงสร้างราคาค่าโดยสารใหม่ภายหลังจากเปิดเดินรถสายสีเขียวส่วนต่อขยายช่วงอ่อนนุช-สมุทรสาครและหมอชิต-คูคตเนื่องจากมีผลต่อความคุ้มค่าโครงการในภาพรวมด้วยเช่นกัน

ทั้งนี้ปัจจุบันกทม.คิดค่าโดยสารช่วงอ่อนนุช-แบริ่งอยูที่ 15 บาท อย่างไรก็ตามคาดว่าผลการศึกษาและตัวเลขที่แน่ชัดจะออกมาภายใน 1 เดือนนับจากนี้ เบื้องต้นบีทีเอสคาดว่าปริมาณผู้โดยสารสายสีเขียวจะยังไม่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญหลังจากเปิดเดินรถส่วนต่อขยายสายสีเขียวเหนือ-ใต้ เพราะยังเป็นลูกค้ารายเดิมและประชาชนต้องใช้เวลาเปลี่ยนพฤติกรรมการเดินทาง ทว่าภายใน 5 ปีเมื่อสามารถเชื่อมต่อเส้นทางสายสีชมพูและสายสีเหลืองได้นั้นจะมีปริมาณผู้โดยสารวันละ 1.5 ล้านคนคิดเป็นอัตราเติบโต 66% จากปัจจุบันโดยรถไฟฟ้าสายสีเขียวยังคงเป็นเส้นทางรายได้หลักในอนาคต

นายสุรพงษ์กล่าวต่อว่า ส่วนความคืบหน้าด้านทางเดินลอยฟ้า(Sky Walk) ความยาว 400 เมตร บริเวณสถานีรถไฟฟ้าหมอชิตไปยังหน้าธนาคารทหารไทย ขณะนี้ดำเนินการก่อสร้างไปได้ 80% แล้ว คาดว่าจะแล้วเสร็จพร้อมเปิดใช้ภายในปีนี้ โดยการออกแบบนั้นจะมีทางลงทั้งฝั่งธนาคารทหารไทยและสวนจตุจักร รวมถึงมีการติดตั้งลิฟต์ขึ้น-ลงจำนวน 2 ตัวเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้พิการและประชาชนทั่วไปอีกด้วย

ด้านนายภคพงศ์ ศิริกันทรมาศ ผู้ว่าการการรถไฟฟ้าขนส่ง มวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.)กล่าวว่ากระทรวงคมนาคมได้ขีดเส้นให้กทม.สรุปรายละเอียดการรับโอนหนี้ภายในเดือนมิ.ย.นี้ ว่าล่าสุดตนได้รับรายงานว่ากทม.ได้ส่งหนังสือมายังกระทรวงคมนาคมแต่กลับไม่ระบุรายละเอียดการรับโอนหนี้แบบชัดเจน จึงไม่แน่ใจว่าเรื่องนี้จะจบลงได้เมื่อใด ส่วนกรณีที่กทม.จะไปร่วมมือกับบริษัทเอกชนอย่างบีทีเอสเพื่อรับโอนหนี้นั้นตามระเบียบถือว่าดำเนินการได้ แค่เพียงกทม.ระบุให้ชัดเจนว่าจะรับโอนหนี้ทั้งหมดพร้อมระยะเวลาการชำระก็ถือเป็นอันตกลง ส่วนกทม.จะไปร่วมมือกับใครนั้นเพื่อหาเงินมาจ่ายนั้นเป็นสิ่งที่ภาครัฐบาลจะไม่ก้าวล่วง

ทั้งนี้ตามแนวทางปฏิบัติแล้วการมีเอกชนเพียงรายเดียวเดินรถตลอดสายสีเขียวนั้นเป็นเรื่องดีต่องานบริหารเส้นทางภาพรวมอีกทั้งส่วนต่อขยายสายสีเขียวในปัจจุบันอย่างช่วงสะพานตากสิน-บางหว้าและอ่อนนุช-แบริ่งนั้นกทม.ก็ได้ทำการจ้างบีทีเอสเดินรถอยู่แล้ว

แหล่งข่าวจากกระทรวงคมนาคม กล่าวว่ากระทรวงคมนาคมต้องการให้กทม.เร่งเคลียร์หนี้สินก่อนเปิดเดินรถช่วงแบริ่ง-สมุทรปราการปลายปีนี้ ถ้ายังตกลงกันไม่ได้อาจต้องเลื่อนเปิดเดินรถจนกว่ากทม.จะรับโอยหนี้เนื่องจากหากเปิดเดินรถแล้วยังไม่สามารถสรุปได้ว่าหน่วยงานใดเป็นเจ้าของโครงการจะทำให้มีปัญหาด้านการจัดเก็บรายได้ว่าจะเป็นของใครตลอดจนกระทบต่องานวางระบบบริหารค่าโดยสารและบัตรโดยสารของรถไฟฟ้าสายสีเขียวในอนาคต สำหรับตัวเลขหนี้สินค่างานโยธา และจัดกรรมสิทธิ์ที่ดินของรถไฟฟ้าสายสีเขียวเหนือช่วงหมอชิต-สะพานใหม่-คูคต วงเงิน 39,774 ล้านบาท และรถไฟฟ้าสายสีเขียวใต้ช่วงแบริ่ง-สมุทรปราการระยะทาง 13 กิโลเมตร วงเงิน 21,086 ล้านบาท มูลค่ารวม 60,860 ล้านบาท


ช่วงนี้ทั้งหมู่บ้านพูดกันไม่หยุด เพราะ ยายคำ ที่เคยไม่มีเงินติดตัว ขายผักได้วันต่อวัน บางเดือนยังไม่พอใช้ กลับกลายเป็นคนมีเงินใช้สม่ำเสมอ ไม่ต้องไปยืมใคร ชาวบ้านเริ่มแห่ไปถาม ว่า “ยายไปได้ตังจากไหน” ยายคำไม่ได้อวด แค่พูดเรียบๆ “ยายไม่ได้รวย แค่ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ ดูบอลที่ชอบ แล้วลองเล่นตามที่เขาแนะนำ” จากคนที่ไม่มีเงินเก็บ วันนี้กลับมีเงินใช้ทุกวัน เพราะเริ่มต้นจาก ฟุตบอลออนไลน์ ที่สมัครง่าย เล่นเป็นเร็ว 👉 https://www.vf238gg.com/register?referralCode=zjg3802

นายกฯ 'วงศ์ชินวัตร'
อนาคต 'คนนินทาเมีย'
'โควิดคลาย-โรคอิจฉาคุ'
ไทย"เหนือคาดหมาย"เสมอ
วิสัยทัศน์"อินทรี-อีแร้ง"
"การ์ดเชิญ"๒๑ ตุลา.