'มหกรรมไกล่เกลี่ย'ที่พึ่งลูกหนี้ยามวิกฤติโควิด


เพิ่มเพื่อน    


การระบาดของโควิด-19 ส่งผลกระทบเรียกได้ว่า “ทุกวงการ” ตั้งแต่ภาพรวมเศรษฐกิจ ภาคธุรกิจ รวมถึงภาคประชาชน โดยเฉพาะเมื่อรัฐบาลได้ใช้มาตรการเพื่อควบคุมการแพร่ระบาด ตั้งแต่ปี 2563 กับมาตรการขั้นเด็ดขาดอย่าง “ล็อกดาวน์” ที่ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจหยุดชะงักทั้งระบบ แม้ว่าจะมีการออกมาตรการเยียวยาในมิติต่าง ๆ แต่ก็เป็นเพียงการบรรเทาปัญหาเฉพาะหน้า เพราะท้ายที่สุดแล้วทั้งภาคธุรกิจ และประชาชนก็ได้รับบาดแผลไปตาม ๆ กัน หลังจากสถานการณ์การระบาดในประเทศดูเหมือนจะควบคุมได้เกือบ 100% แต่ก็ปิดไม่มิด สุดท้าย “โควิด-19 ระลอก 2” ก็ปะทุขึ้นมา แม้ว่ารอบนี้รัฐบาลจะไม่ได้ใช้ไม้แข็งในการควบคุมการระบาด เพียงแต่ระงับบางกิจกรรมทางเศรษฐกิจเท่านั้น ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับภาคเศรษฐกิจ ภาคธุรกิจ และภาคประชาชนอาจจะน้อยกว่าการระบาดในระลอกแรก แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มี!!

และล่าสุดกับการระบาดในระลอกที่ 3 ที่รอบนี้ปะทุขึ้นใจกลางกรุง!! สร้างความวิตกกังวลให้กับประชาชนอย่างมาก และเช่นเคยรัฐบาลก็ไม่ได้ใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดในการควบคุมการระบาด เพียงแต่ขอความร่วมมือจากทุกส่วนในประเด็นที่สำคัญ พร้อมทั้งระงับบางกิจกรรมทางเศรษฐกิจ แต่ดูเหมือนว่าสถานการณ์การระบาดจะยังไม่ทุเลาลง เพราะยังมีผู้ติดเชื้อรายใหม่ และคลัสเตอร์การระบาดใหม่ ๆ ผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ด

แน่นอนว่าภาคธุรกิจ และประชาชนย่อมต้องได้รับบผลกระทบที่เกิดจากมาตรการควบคุมการระบาดทั้งแบบขึ้นเด็ดขาด และแบบเบาะ ๆ อย่างแน่นอน มากบ้าง น้อยบ้างแล้วแต่ปัจจัยแวดล้อมที่เกี่ยวข้อง หลายธุรกิจพอหาสภาพคล่องมาประคองให้ธุรกิจเดินหน้าต่อไปได้ แต่อีกหลายแห่งที่ไม่ไหว ล้มหายตายจากไปก็มาก ขณะที่ภาคประชาชนเมื่อภาคธุรกิจไปไม่ไหว ทำให้ได้เห็นภาพการเลิกจ้างงาน คนต้องเตะฝุ่น! เป็นจำนวนมาก หลายคนที่มีภาระหนี้สิน วิกฤติครั้งนี้เรียกว่าหนักหนาสาหัสเอาการ ความต้องการในการได้รับความช่วยเหลือในฐานะลูกหนี้ก็มีให้เห็นมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

หลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะในภาคการเงิน อาทิ กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สมาคมธนาคารไทย สมาคมสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ (SFI) และสถาบันการเงินทั้งหมด ต่างก็ให้ความร่วมมือในการออกมาตรการช่วยเหลือในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ที่กำลังเดือดร้อน

มหกรรมไกล่เกลี่ยหนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 14 ก.พ. - 14 เม.ย. 2564 เป็นอีกมาตรการหนึ่งในการช่วยเหลือประชาชนจากปัญหาโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการชำระหนี้ โดยเป็นความร่วมมือกันของสำนักงานศาลยุติธรรม กรมบังคับคดี กระทรวงยุติธรรม ผู้ให้บริการบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล และ ธปท. เนื่องจากเห็นว่า กระบวนการไกล่เกลี่ยหนี้ที่มีประสิทธิภาพและเป็นมาตรฐานเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้เจ้าหนี้และลูกหนี้หาทางออกในการแก้ปัญหาร่วมกันได้อย่างรวดเร็วและเป็นธรรม

 

ธัญญนิตย์ นิยมการ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับสถาบันการเงิน 2 ธปท.ระบุว่า ปัจจุบันยังจำเป็นต้องมีมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 งานมหกรรมนี้จึงเป็นการไกล่เกลี่ยแบบออนไลน์ (Online mediation) เป้าหมายสำคัญและถือเป็นความพิเศษของงานมหกรรมไกล่เกลี่ยในครั้งนี้ คือ การไกล่เกลี่ยหนี้บัตรเครดิต และสินเชื่อส่วนบุคคลในส่วนที่มีคำพิพากษาและถูกบังคับคดีแล้ว ซึ่งไม่สามารถเข้าคลินิกแก้หนี้ได้ และปกติเมื่อเรื่องดำเนินมาถึงขั้นตอนนี้ เจ้าหนี้มักจะไม่ยอมเจรจา”

ส่วนความคืบหน้าของมหกรรมไกล่เกลี่ยหนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลนั้น ปัจจุบันมีลูกหนี้ที่ยื่นขอลงทะเบียนเพื่อขอรับความช่วยเหลือผ่านระบบออนไลน์ ประมาณ 3 แสนราย คิดเป็น 6-7 แสนรายการ เฉลี่ย 1 รายต่อ 2 รายการ และพบว่าที่ผ่านมา มีลูกหนี้ที่ยื่นขอรับความช่วยเหลือ และได้รับความช่วยเหลือเรียบร้อยแล้วประมาณ 1.5 แสราย คิดเป็น 70% ของยอดลงทะเบียนขอรับความช่วยเหลือทั้งหมด เป็นมูลหนี้ 8.6 พันล้านบาท ส่วนที่เหลืออยู่ระหว่างพิจารณาเงื่อนไข หากผ่านเกณฑ์ก็สามารถรับความช่วยเหลือได้

โดย ธปท. ระบุว่า หลังจากนี้คงไม่มีการขยายระยะเวลาสำหรับมหกรรมไกล่เกลี่ยหนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลแล้ว สำหรับลูกหนี้ที่ยังต้องการความช่วยเหลือก็สามารถขอรับความช่วยเหลือตาม “มาตรการช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อย ระยะที่ 3” ของ ธปท. ซึ่งจะดำเนินการถึงสิ้นปี 2564 ได้

และล่าสุดกับ มหกรรมไกล่เกลี่ยสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ออนไลน์ ซึ่งจัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย. - 31 ก.ค. 2564 โดยเป็นความร่วมมือของ ธปท. กรมคุ้มครองสิทธิ กระทรวงยุติธรรม สำนักงานศาลยุติธรรม สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) และผู้ให้บริการทางการเงิน 12 แห่ง ซึ่งมีส่วนแบ่งตลาดของธุรกิจเช่าซื้อรถยนต์รวมกันแล้วมากกว่า 65% ที่จัดมหกรรมดังกล่าวขึ้นเพื่อเป็นช่องทางในการช่วยลดภาระของลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ ในการชำระหนี้ของสินเชื่อเช่าซื้อรถนต์

“เป้าหมาย คือ ให้ลูกหนี้เช่าซื้อรถยนต์ที่รายได้ลดลงในช่วงโควิด-19 สามารถเจรจาผ่อนชำระหนี้ได้ตามความสามารถ เพื่อให้ลูกหนี้สามารถนำรถที่ถูกยึดกลับไปใช้ในการประกอบอาชีพและนำรถไปใช้ในชีวิตประจำวันได้เช่นเดิม ซึ่งเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนในสถานการณ์ช่วงนี้อีกทางหนึ่ง”

สำหรับความช่วยเหลือจะแตกต่างกันตามความเหมาะสมและความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ คือกลุ่ม1.ลูกหนี้ที่ยังไม่เป็น NPL หรือเป็น NPLแล้วแต่รถยังไม่ถูกยึด แนวทางช่วยเหลือจะสอดคล้องกับมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยระยะที่ 3ของ ธปท. ได้แก่ การปรับโครงสร้างหนี้ ลดค่างวด ขยายระยะเวลาชำระหนี้ สำหรับลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบรุนแรง สามารถขอพักชำระค่างวดได้ 3เดือน หรือตามผลกระทบที่ลูกหนี้ได้รับ โดยแนวทางใหม่จะคำนวณดอกเบี้ยในช่วงพักชำระหนี้จากฐานของค่างวดที่ได้พักชำระหนี้ตามเกณฑ์ของ สคบ. ซึ่งจะทำให้ดอกเบี้ยในช่วงที่พักชำระหนี้ถูกลงอย่างมาก

ขณะที่ลูกหนี้ที่เคยพักชำระค่างวดหรือปรับปรุงโครงสร้างหนี้ และได้รับผลกระทบรุนแรงจนไม่สามารถชำระหนี้ต่อไปได้ สามารถคืนรถยนต์เพื่อลดภาระหนี้ได้ และหากราคาขายรถทอดตลาดที่ได้รับต่ำกว่าภาระหนี้คงค้าง ลูกหนี้สามารถขอผ่อนปรนเพิ่มเติมได้โดยผู้ให้บริการทางการเงินอาจพิจารณายกหนี้ส่วนที่เหลือให้ตามความเหมาะสม

กลุ่มที่ 2. ลูกหนี้ที่รถถูกยึดแล้ว แต่ยังไม่ถูกขายทอดตลาด ลูกหนี้เช่าซื้อสามารถใช้ช่องทางของงานมหกรรมไกล่เกลี่ยสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ในครั้งนี้ เพื่อเจรจากับเจ้าหนี้เช่าซื้อที่ร่วมงานเพื่อขอรถที่ถูกยึดไปคืน โดยเจ้าหนี้เช่าซื้อจะชะลอการขายทอดตลาด และปรับโครงสร้างหนี้โดยงานมหกรรมในครั้งนี้จะช่วยให้ลูกหนี้เช่าซื้อมีโอกาสที่จะนำรถกลับไปประกอบอาชีพหรือใช้ในชีวิตประจำวันได้ โดยครั้งนี้หวังว่าลูกหนี้ที่ถูกยึดรถไป ส่วนหนึ่งจะมีโอกาสที่จะได้รับรถคืนซึ่งเป็นทางเลือกที่ได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย

กลุ่มที่ 3. ลูกหนี้ที่รถถูกขายทอดตลาดแล้ว แต่ยังมีมูลหนี้เช่าซื้อส่วนที่ขาดกรณีรถถูกขายทอดตลาดแล้ว ปรากฏว่าเงินที่ได้รับนั้นน้อยกว่ายอดหนี้เช่าซื้อคงเหลือ ทำให้มียอดหนี้ส่วนขาด หรือติ่งหนี้ โดยในงานมหกรรมครั้งนี้ สคบ.และ ธปท. ได้ร่วมกันศึกษาแนวคำพิพากษาของศาลยุติธรรมเกี่ยวกับการคำนวณยอดหนี้เช่าซื้อส่วนขาด และได้จัดทำโปรแกรมการคำนวณยอดหนี้เช่าซื้อส่วนขาดแบบง่าย ๆ เพื่อให้ลูกหนี้จะได้ใช้คำนวณ โดยลูกหนี้เช่าซื้อที่มีปัญหาเกี่ยวกับยอดหนี้เช่าซื้อส่วนขาดสามารถใช้ช่องทางของงานมหกรรมในครั้งนี้ไกล่เกลี่ยปัญหาที่เกิดขึ้นกับเจ้าหนี้ทั้งในส่วนที่ยังไม่มีการฟ้อง หรือฟ้องแล้วได้

อย่างไรก็ดี ธปท. คาดหวังว่า จะมีลูกหนี้ที่เดือดร้อนและเข้ารับความช่วยเหลือตามแนวทางของมหกรรมดังกล่าว ประมาณ 1 แสนบัญชี คิดเป็นมูลหนี้ราว 3.8 หมื่นล้านบาท เฉลี่ยรายละประมาณ 3.8 แสนบาท จากปัจจุบันพอร์ตสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์อยู่ที่ 2.5 ล้านล้านบาท จาก 6.6 ล้านบัญชี
 


ช่วงนี้ทั้งหมู่บ้านพูดกันไม่หยุด เพราะ ยายคำ ที่เคยไม่มีเงินติดตัว ขายผักได้วันต่อวัน บางเดือนยังไม่พอใช้ กลับกลายเป็นคนมีเงินใช้สม่ำเสมอ ไม่ต้องไปยืมใคร ชาวบ้านเริ่มแห่ไปถาม ว่า “ยายไปได้ตังจากไหน” ยายคำไม่ได้อวด แค่พูดเรียบๆ “ยายไม่ได้รวย แค่ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ ดูบอลที่ชอบ แล้วลองเล่นตามที่เขาแนะนำ” จากคนที่ไม่มีเงินเก็บ วันนี้กลับมีเงินใช้ทุกวัน เพราะเริ่มต้นจาก ฟุตบอลออนไลน์ ที่สมัครง่าย เล่นเป็นเร็ว 👉 https://www.vf238gg.com/register?referralCode=zjg3802

นายกฯ 'วงศ์ชินวัตร'
อนาคต 'คนนินทาเมีย'
'โควิดคลาย-โรคอิจฉาคุ'
ไทย"เหนือคาดหมาย"เสมอ
วิสัยทัศน์"อินทรี-อีแร้ง"
"การ์ดเชิญ"๒๑ ตุลา.