กฎหมายปราบโกง: เปิดเผยเป็นหลัก, ปกปิดคือข้อยกเว้น


เพิ่มเพื่อน    

       การเข้าถึง “ข้อมูลข่าวสารทางราชการ” เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนที่จะต้องสามารถกำกับดูแลและตรวจสอบการทำหน้าที่ของนักการเมืองและข้าราชการ

            เป็นที่มาของกฎหมายที่มีหลักการว่า “รัฐรู้อะไร ประชาชนต้องรู้สิ่งนั้น”

            หลักของกฎหมาย Freedom of Information Act ของสหรัฐฯ อันเป็นแนวเดียวกับ “พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของทางราชการ” นั้นก็ยืนหลักการเดียวกันว่า

            “เปิดเผยเป็นหลัก ปกปิดเป็นข้อยกเว้น”

            นั่นหมายความว่าทุกอย่างต้องเปิดเผยให้ประชาชนทราบ ส่วนที่จะปกปิดเพราะมีเหตุผลเฉพาะเรื่องนั้นควรจะต้องเป็นข้อยกเว้น...และควรจะต้องมีข้อยกเว้นน้อยที่สุดเท่าที่จะน้อยได้

            เพราะหาไม่แล้วผู้ใช้อำนาจรัฐจะพยายามยึดหลัก “ปกปิดเป็นหลัก เปิดเผยเป็นข้อยกเว้น”

            อันจะทำให้การโกงกินและทุจริตและประพฤติมิชอบในวงการเมืองและราชการกลายเป็นเรื่องปกติ, มิใช่ข้อยกเว้นเช่นกัน

            ดร.มานะ นิมิตรมงคล เลขาธิการ องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ซึ่งได้เกาะติดกฎหมายฉบับนี้มาตั้งแต่ต้น ได้เขียนเล่าเรื่องนี้ไว้อย่างน่าสนใจว่า

            รัฐบาลได้เสนอร่างแก้ไข พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของทางราชการ พ.ศ.2540 ต่อรัฐสภา แต่แนวทางที่รัฐบาลเสนอกลับไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ

            ขัดกับแผนการปฏิรูปประเทศฯ และหลักสากล

            จนน่าเป็นห่วงว่าจะยิ่งทำให้ปัญหาความไม่โปร่งใสในภาครัฐกลับเลวร้ายลงกว่าเดิม

            ถามว่าทำไมคนไทยต้องสนใจกฎหมายข้อมูลข่าวสารด้วย

            คำตอบก็คือ

            คนจะกล้าโกงหาก “ไม่มีใครรู้” และจะกล้าเสี่ยงมากขึ้นถ้าควบคุมซุกซ่อนเอกสารข้อมูลได้เอง

            เพราะโกงแล้วใครจะมาสืบสาวเปิดโปงย่อมทำได้ยาก

            ครั้นชาวบ้านจะลุกขึ้นมาสู้ก็หวั่นเกรงเพราะขาดหลักฐานในมือ

            ทุกวันนี้เราจึงเห็นคนมีอำนาจที่ชอบคุยว่าโปร่งใส แต่กลับมักง่ายนึกจะไม่ชี้แจงไม่เปิดเผยอะไรก็อ้างว่าเป็น “ความลับ” ของทางราชการหรือขัดต่อความมั่นคงของชาติ

            บ้างก็อ้างสิทธิส่วนตัวได้ตามใจชอบ

            แม้ข้อมูลในมือของภาครัฐหลายเรื่องเป็นข้อมูลดีมีคุณค่า ประชาชนสามารถเอาไปทำประโยชน์ได้ เช่น เรื่องตัดถนน ก็เก็บงำไว้ให้รู้แต่พวกพ้องของตนเองก่อน

            ด้วยเหตุนี้ การมีกฎหมายที่วางหลักเกณฑ์วิธีการเปิดเผยข้อมูลสาธารณะในความครอบครองของรัฐอย่างเหมาะสมจึงเป็นประโยชน์ต่อบ้านเมืองและคนไทยทุกคน

            แต่หากกฎหมายเปิดช่องให้คนมีอำนาจปกปิดข้อมูลหรือเตะถ่วงเวลาได้ง่ายๆ ย่อมเป็นการปิดกั้นกลไกตรวจสอบตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายอื่นได้เช่นกัน

            คำถามต่อมาก็คือว่า กฎหมายข้อมูลข่าวสารฯ ฉบับปัจจุบันไม่ดีอย่างไร?

            คำตอบคือ

            พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของทางราชการ พ.ศ.2540 ที่ใช้อยู่วันนี้ ถูกชี้ว่าล้าสมัยและเป็นอุปสรรคในการป้องกันคอร์รัปชันเสียเอง

            เพราะมีการตีความและบังคับใช้อย่างบิดเบือนหรือขาดความเข้าใจตลอดมาโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐและนักการเมืองที่อยู่ในอำนาจ

            ทำให้สื่อมวลชน ประชาชนและนักวิชาการเรียกร้องให้แก้ไขตลอดมา โดยมีความคืบหน้าเป็นลำดับคือ

            ปี พ.ศ.2558 สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ได้จัดทำร่าง พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของทางราชการฯ ฉบับใหม่เสนอต่อ ครม. และ ครม.มีมติเห็นชอบ

            ปี พ.ศ.2560 สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) (1) ได้ศึกษา ปรับปรุงร่าง พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของทางราชการฯ ของ สปช. เพื่อเสนอต่อ ครม. และ ครม. มีมติเห็นชอบ

            ปี พ.ศ.2560 รัฐธรรมนูญฯ ฉบับปัจจุบัน มาตรา 41 มาตรา 59 และมาตรา 253 ได้บัญญัติสิทธิของประชาชนในการรับรู้ข้อมูลสาธารณะในความครอบครองของรัฐและหน้าที่ของรัฐที่ต้องเปิดเผย

            ปี พ.ศ.2561 คณะกรรมการปฏิรูปประเทศ ด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตฯ (2) กำหนดแผนปฏิรูปประเทศฯ มีแนวทางเรื่องการเปิดเผยข้อมูลภาครัฐที่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญและ สปท.

            ปี พ.ศ.2561 ครม.มีมติเห็นชอบร่างแก้ไข พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารฯ ตามที่สำนักงานปลัดสำนักนายกฯ เสนอ

            ปลายปี พ.ศ.2563 คณะกรรมาธิการกิจการองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ วุฒิสภา (3) ได้ศึกษาและมีความเห็นว่า ร่างแก้ไขกฎหมายที่รัฐบาลเสนอมานั้น ไม่สอดคล้องกับแผนปฏิรูปประเทศฯ และหลักการที่สภาปฏิรูปแห่งชาติเคยเสนอไว้

            24 มีนาคม 2564 ครม.มีมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ฉบับแก้ไขที่สำนักงานปลัดสำนักนายกฯ เสนอไว้เมื่อปี พ.ศ.2561 และส่งให้รัฐสภาพิจารณาต่อไป

            จากการศึกษายังพบว่า ร่าง พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารฯ ของรัฐบาลฉบับนี้ นอกจากจะขัดต่อฉันทามติของทุกองค์กรข้างต้นแล้ว ยังผิดเพี้ยนไปมากจากร่างกฎหมายที่ “คณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของทางราชการ” เสนอให้รัฐบาลแต่แรก

            ถามต่อว่า ร่าง พ.ร.บ.ฉบับที่รัฐบาลเสนอไม่ดีอย่างไร?

            ดร.มานะตอบว่า

            ร่างกฎหมายใหม่แทนที่จะทำให้ทุกอย่าง “ดีขึ้น ง่ายขึ้น” สำหรับประชาชนและเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน แต่กลับแย่ลง เพราะ

            1.มีการเขียนข้อห้าม ข้อยกเว้น มิให้เปิดเผยข้อมูลไว้มากกว่าเดิม ทั้งๆ ที่กฎหมายนี้มีเป็นหลักเพื่อให้มีการเปิดเผยข้อมูล

            2.ให้อำนาจบุคคลหรือคณะบุคคลใช้ดุลยพินิจหรือตัดสินว่าอะไรเปิดเผยได้หรือไม่ได้

            3.นิยามคำว่า “ข้อมูลข่าวสารสาธารณะในความครอบครองของรัฐ” ต้องครอบคลุมมากกว่านี้ เพื่อมิให้ใครใช้ช่องว่างเป็นข้ออ้างในการปฏิเสธการตรวจสอบของประชาชน

            4.ประชาชนถูกปิดกั้นการขอข้อมูล โดยเพิ่มข้อจำกัดขึ้นมา

            5.กำหนดโทษรุนแรงถึงจำคุก 10 ปี ปรับ 1 แสนบาท จะทำให้เจ้าหน้าที่รัฐและประชาชนเกรงกลัว

            ถ้าอย่างนั้นต้องให้เปิดเผยอย่างไรจึงจะมีผลดีต่อประชาชน

            ดร.มานะเสนอว่า

            หลักสากลคือ ทุกคนต้องมีสิทธิ์รับรู้ข้อมูลภาครัฐเท่าเทียมกัน รัฐต้องเปิดเผยให้โปร่งใส ครบถ้วน

            ส่วนวิธีการเปิดเผยก็ควรใช้เทคโนโลยีที่รัฐบาลลงทุนไปแล้วมหาศาลให้คุ้มค่า วางกติกาให้ชัดเจนว่าเรื่องอะไรต้องเปิด เรื่องอะไรควรปิด แล้ววางระบบเป็นอัตโนมัติ

            หากทำได้อย่างนี้ประชาชนจะเชื่อมั่น เจ้าหน้าที่ก็ทำงานด้วยความสบายใจว่าทุกอย่างถูกต้อง ตรงไปตรงมา ไม่ต้องมีใครมาร้องขอหรือรอให้ใครมาใช้ดุลยพินิจอีกว่าอะไรเปิดเผยได้หรือไม่ได้

            จึงมีข้อเสนอเพื่อความถูกต้องดังนี้

            1.รัฐบาลควรนำร่างกฎหมายฉบับ สปท.มาพิจารณา หรือตั้งคณะกรรมการเพื่อจัดทำร่างกฎหมายขึ้นใหม่โดยมีตัวแทนจากประชาชน สื่อมวลชนและนักวิชาการด้านสื่อสารมวลชนที่สังคมยอมรับร่วมเป็นกรรมการด้วย ให้เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายในสังคม

            2.กฎหมายฉบับใหม่ต้องเคร่งครัดตามหลักการที่บัญญัติในรัฐธรรมนูญฯ ข้อเสนอของสภาปฏิรูปแห่งชาติ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศและคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ ที่ล้วนเห็นสอดคล้องกันแล้ว

            ผมเห็นพ้องกับ ดร.มานะในประเด็นหลักๆ ทั้งหมดเพราะในฐานะคนข่าวก็ถือว่ากฎหมาย “เสรีภาพแห่งข่าวสารข้อมูล” เป็นหัวใจของการที่ประชาชนจะตรวจสอบการทำงานของนักการเมืองและข้าราชการให้มีประสิทธิภาพสูงสุด.

 

 


วันนี้…“วันเฉลิมพระชนมพรรษา” ๖๙ พรรษา“พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว” รัชกาล ที่ ๑๐ ซึ่งตรงกับวันที่ ๒๘ กรกฎาคม ของทุกปีเมื่อ ๔ พฤษภาคม ๒๕๖๒

มิติสะท้อน"น้องเทนนิส"
"น้องเทนนิส"ของคนไทย
"กฎหมายกับกองโจร"
จุฬาฯ"เน่าที่หน่อหรือราก?"
'เจาะเวลาหาจุดจบโควิด'
"เชียงใหม่ แซนด์บ็อกซ์"