ข้อเสนอมาตรการเชิงรุกเพิ่มเติม ในสงครามสู้โควิด-19


เพิ่มเพื่อน    

เราได้ยินได้ฟังเรื่องราวของ “วิกฤติเตียงสีแดง” เพราะคนป่วยด้วยโควิด-19 เพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็วจนห้อง ICU รับไม่ไหว เข้าสู่ภาวะที่อาจเกิดการ “ล่มสลาย” ของระบบสาธารณสุขของประเทศ

            ผู้คนในทุกวงการมีความห่วงกังวล เอกชนหลายฝ่ายยื่นมือเข้ามาช่วยด้วยทรัพยากรทั้งเงินและคนกับเทคโนโลยี

            แต่หากมาตรการต่างๆ ของรัฐบาลและ ศบค.ไม่สามารถกดตัวเลขคนติดเชื้อและเสียชีวิตประจำวันได้ ความรุนแรงของปัญหา “เตียงสีแดง” ก็จะยังไม่สามารถแก้ไขได้

            วันก่อน TDRI หรือสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทยได้ออกบทความเสนอทางออกให้สาธารณชนได้รับทราบ

            เป็นบทวิเคราะห์โดย ผศ.นพ.บวรศม ลีระพันธ์ รองผู้อำนวยการศูนย์นโยบายและการจัดการสุขภาพ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

            กับ ดร.สมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัยนโยบายด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึงของ TDRI

            มีเนื้อหาที่น่าสนใจสำหรับคนไทยที่กำลังเกาะติดสถานการณ์วิกฤติโควิดเป็นอย่างยิ่ง

            ผมขอย่อความบางตอนของบทความนี้มาส่งต่อให้ผู้อ่านได้ช่วยกันติดตามต่อเป็นลักษณะถาม-ตอบดังนี้

            เรายังทำอะไรเพิ่มเติมได้บ้างในสถานการณ์การระบาดที่เริ่มควบคุมได้ลำบากมากขึ้น?

            สิ่งที่เราน่าจะได้ทำเกือบเต็มที่แล้วก็คือ “การขยายขีดความสามารถของโรงพยาบาล” ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาเชิงรับที่ปลายเหตุ

            แต่เรายังมีนโยบายและมาตรการเชิงรุกที่น่าจะพอทำเพิ่มเติมได้อีกอย่างน้อย 4 ด้าน เพื่อจัดการสถานการณ์การระบาดที่เริ่มควบคุมได้ยากลำบากมากขึ้น ได้แก่

            • การปรับนโยบายการตรวจโรค

            • การปรับมาตรการกักแยกโรค

            • การปรับนโยบายวัคซีนเฉพาะหน้า

            • และการใช้นโยบายล็อกดาวน์อย่างมีประสิทธิภาพ

            1) พิจารณาปรับนโยบายการตรวจโรค เพื่อเอื้อให้สามารถร่วมกันตรวจโรคแบบปูพรมให้ครอบคลุมประชาชนกว้างขวางมากกว่าเดิม โดยอาจจะต้องเพิ่มรูปแบบการตรวจด้วย

            ตัวอย่างเช่น เราควรเพิ่มการตรวจน้ำลาย (pooled saliva RT-PCR test) ในกลุ่มพนักงานโรงงานหรือสถานที่ทำงานอื่นๆ เพราะใช้ทรัพยากรที่หน่วยตรวจน้อยกว่าและตรวจซ้ำได้บ่อยๆ จะได้นำขีดความสามารถของการตรวจเยื่อบุโพรงหลังจมูก (nasopharyngeal swab RT-PCR test) ที่เราใช้อยู่เดิมไปตรวจกลุ่มเสี่ยงอื่นๆ

            เราอาจเพิ่มการใช้ชุดตรวจโรคด้วยตนเองโดยประชาชน (self-administered test for Ag test) ซึ่งเดิมเราไม่แนะนำให้ใช้เพราะกังวลว่าอาจมีปัญหาเรื่องความไว (sensitivity) คืออาจพบผลลบลวงในช่วงเริ่มติดเชื้อแต่ยังไม่แสดงอาการ หรืออาจมีปัญหาความจำเพาะ (specificity) คืออาจพบผลบวกลวงในช่วงหายจากการติดเชื้อแล้ว

            แต่เมื่อกำลังการตรวจเดิมไม่เพียงพอต่อการติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว อย่างน้อยเราควรจะนำชุดตรวจด้วยตนเองมาใช้เฉพาะประชาชนบางกลุ่มที่มีความสามารถในการตรวจคัดกรองด้วยตนเอง สามารถตรวจซ้ำได้บ่อยๆ เพื่อไม่ให้มีปัญหาเรื่องผลลบลวงตอนเริ่มติดเชื้อ โดยเฉพาะกลุ่มที่จำเป็นต้องตรวจซ้ำบ่อยๆ เพราะยังไม่เคยติดเชื้อแต่มีความเสี่ยงจากการทำงานตลอดเวลา (อาจต้องตรวจซ้ำทุกสัปดาห์)

            นอกจากนั้น หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนสามารถปรับใช้ชุดตรวจด้วยตนเองเพื่อคัดกรองคนก่อนเข้าที่ทำงานหรือตรวจคัดกรองเข้าร่วมกิจกรรมที่ต้องมีการรวมกลุ่มคนจำนวนมากได้ (screening test)

            ที่สำคัญที่สุดคือ ห้ามตรวจอย่างเดียว แต่ต้องเชื่อมโยงผลการตรวจเข้าสู่ระบบตามรอยโรคและระบบกักแยกโรคด้วย

            (พรุ่งนี้: ทำไมต้อง Home Isolation?).

 

 

 


เมื่อวานคุยเล่น  เรื่องลูกพรรคเพื่อไทย ร้องขอให้ "นายใหญ่" ส่งเมีย "คุณหญิงพจมาน" มาเป็น "ขอนไม้ดุ้นใหม่" ของพรรค ให้ลูกกบ-ลูกเขียดในพรรคได้เกาะ  วันนี้ ขอคุยซีเครียดซักนิด

อนาคต 'คนนินทาเมีย'
'โควิดคลาย-โรคอิจฉาคุ'
ไทย"เหนือคาดหมาย"เสมอ
วิสัยทัศน์"อินทรี-อีแร้ง"
"การ์ดเชิญ"๒๑ ตุลา.
เปิดประเทศ"เปิดตรงไหน?"