'ส่วยน้ำกาม' ครอบงำยุทธจักร 'สีกากี'


   

สะเทือนยุทธจักรสีกากีอีกครั้ง เมื่อกรมสอบสวนคดีพิเศษหรือดีเอสไอ สนธิกำลังชุดปฏิบัติการพิเศษกรมการปกครองและทหาร ไร้เงาตำรวจจู่โจมเข้าตรวจค้นสถานบริการอบ อบ นวด “วิคตอเรียซีเครท” ย่านพระราม 9 หลังได้รับการร้องเรียนมีการลักลอบนำเด็กสาวมาค้าประเวณี ผลการตรวจค้นพบเหยื่อ 113 ราย เป็นชาวเมียนมา 92 คน สปป.ลาว 14 คน จีน 2 คนและคนไทย 4 คน   พร้อมการจับกุมตัว นายบุญทรัพย์ อมรรัตนสิริ หรือ ป๋ากบ หัวหน้าเขียร์แขก ฐานความผิดค้าประเวณี และเด็กเชียร์แขกอีก 5 คน ฐานความผิดชักชวนให้มีการค้าประเวณี

 

เหยื่อสาวทั้งหมดเข้าสู่กระบวนการคัดแยกส่งตรวจมวลกระดูกที่ รพ.ตำรวจ ตรวจสอบอายุถ้าต่ำกว่า 18 ปี เจ้าของสถานบริการและผู้เกี่ยวข้องเข้าข่าย “ค้ามนุษย์”  พล.ต.ท.วิฑูรย์ นิติวรางกูร นายแพทย์ใหญ่ รพ.ตำรวจ ระบุผลตรวจพานาโรมาวิวและเอ็มอาร์ไอ พบเหยื่ออายุต่ำกว่า 18 ปี ถึง 11 คน เข้าข่ายการค้ามนุษย์อย่างชัดเจน พนักงานสอบสวน สน.วังทองหลาง จึงได้ขออนุมัติหมายจับ น.ส.ศศิธร วิระเทพสุภรณ์ กรรมการผู้ขอใบอนุญาต พร้อมพวก 8 คน ฐานค้ามนุษย์รวม 13 ข้อหา ก่อนที่เจ้าตัวจะเข้ามอบตัวพร้อมให้การปฏิเสธทุกข้อหา ก่อนส่งสำนวนให้ดีเอสไอทำหลังรับเป็นคดีพิเศษ

 

ปฏิบัติการครั้งนี้สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษได้สืบสวนขยายผลคดีน้องน้ำปิง (นามสมมุติ) เด็กชาวเมียนมาถูกบังคับให้ค้าประเวณีที่ขณะนั้นอายุเพียง 12 ขวบ ที่วิคตอเรีย ซีเครท “ขายพรหมจารี” ให้แขก "เปิดซิง" โดยขบวนการค้ามนุษย์เหล่านี้ จะมีโบรกเกอร์หรือขบวนการนายหน้าที่ต่างประเทศหลายเครือข่ายนำเด็กสาวจากประเทศเพื่อนบ้านลักลอบเข้ามาค้าประเวณี ก่อนนำเหยื่อเหล่านั้นเวียนค้าประเวณีตามสถานบริการต่างๆ รวมทั้งส่งไปค้าประเวณีต่อที่ประเทศมาเลเซีย ซึ่ง ด.ญ.น้ำปิงก็เป็นหนึ่งในนั้น 

 

"โป๊ะแตก" จากพยานหลักฐานที่ยึดได้ พบโพยการรับรองเจ้าหน้าที่ตำรวจพื้นที่ สน.วังทองหลางยาวเป็นหางว่าว ลงระบบคอมพิวเตอร์เรียบร้อย ตั้งแต่ระดับ ผกก.ลงไปจนถึงชั้นประทวน นอกจากนั้นยังมีหน่วยอื่น ทั้ง บช.ก. สตม. บช.ทท. สรรพากร “สำนักงานตำรวจแห่งชาติ” ดิ้นเป็นเจ้าเข้า หลบกระแสสังคมสั่งเด้ง 5 เสือโรงพัก พ.ต.อ.ธรรมนูญ บุญเรือง ผกก.สน.วังทองหลาง, พ.ต.ท.นเรนทร์ เครื่องสนุก รอง ผกก.สส., พ.ต.ท.พิชัย ทูลธรรม รอง ผกก.ป., พ.ต.ท.เดชาวัสส์ ขันกสิกรรม สวป. และ พ.ต.ท.ปรัชญา บุญยืน สว.สส. สน.วังทองหลาง

 

“สถานบริการสีเทา” กับ “ตำรวจ” แยกกันไม่ออก นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ตำรวจรับส่วยจาก "ธุรกิจน้ำกาม" เมื่อกลางปี 59 สังคมเห็นความฟอนเฟะของระบบตำรวจ “รับสินบาทคาดสินบน” เมื่อดีเอสไอ กรมการปกครองและทหาร “ปฏิบัติการสังขร” เข้าตรวจค้นสถานบริการอาบอบนวด “นาตารี” ย่านรัชดาฯ พื้นที่ สน.ห้วยขวาง พื้นที่ทองคำ จับกุมหญิงสาวถูกนำมาค้ประเวณีมากกว่า 119 คน ส่วนใหญ่เป็นหญิงสาวชาวเมียนมา คักแยกแล้วพบว่ามีหญิงสาวอายุต่ำกว่า 18 ปีถูกนำมาค้าประเวณี 7 คน เหมือน “ซีร็อกซ์เอกสาร” แบบแผนพฤติการณ์ของตำรวจเหมือนกันทุกตารางนิ้ว

 

เมื่อพบ “บัญชีส่วย” ที่ผู้ประกอบการจ่ายให้กับตำรวจหน่วยต่างๆ ตั้งแต่ระดับโรงพักพื้นที่ สน.ห้วยขวาง ไปจนถึงหน่วยปฏิบัติการพิเศษหน่วยต่างๆ มากกว่า 10 หน่วย แต่ละเดือนหลายแสนบาท คำนวณดูแล้วในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลมีสถานบริการดังกล่าวจำนวนมาก แค่พื้นที่ สน.ห้วยขวางและมักกะสันพื้นที่เกรดเอก็ปาเข้าไปกว่า 30 แห่งแล้ว จะมีเม็ดเงินส่วยหมุนเวียนในธุรกิจนี้เท่าไหร่ แต่ละที่เป็นอันเข้าใจ ต้อง “ธำรงกับตำรวจ” เพื่อความราบรื่นในการดำเนินธุรกิจ

 

แต่การจับกุมสถานบริการอโคจร หรือสถานบันเทิงต่างๆ ที่ผ่านมาจบลงแค่ชั้นโรงพัก “เชือด 5 เสือ” ปล่อยเวลาให้คนลืมกันไปเอง แล้วกลับมาปฏิบัติหน้าที่ต่อหรือเติบโตไปตามสายงานเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ที่เห็นได้ชัดอย่างกรณี “ส่วยนาตารี” ไม่สามารถเอาผิดกับใครได้เลย โดยอ้างเหตุผลในบัญชีส่วยระบุเพียงชื่อเล่น ไม่สามารถยืนยันตัวบุคคลได้ รับเงินสดไม่มีการโอนผ่านบัญชีธนาคาร ไม่สามารถตรวจสอบเส้นทางการเงินได้ ตำรวจหน่วยต่างๆ จึงรอดตัวไป

 

"ธุรกิจกาม” คนธรรมดาบารมีไม่พอจะไม่สามารถทำได้อย่างแน่นอน ยิ่งขุดยิ่งลึกแต่ต้องจบเกมเมื่อ “เจอตอ” เอาผิดได้เพียงปลาซิวปลาสร้อย ผู้มากบารมีนั่งซูเอี๋ยโกยเงินฟ่อนเป็นว่าเล่น เหมือนเป็นการ “ตบหน้ารัฐบาล” ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ประกาศนโยบายการปราบปรามการค้ามนุษย์ กำชับให้ “สำนักงานตำรวจแห่งชาติ” และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเร่งกวาดขันจับกุมผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งในและต่างประเทศ แต่กลับเป็นว่าเจ้าหน้าที่รัฐหรือตำรวจเข้าไปหาผลประโยชน์เสียเอง

 

ปัญหาค้ามนุษย์ บังคับขู่เข็ญ ใช้แรงงานเยี่ยงทาส ละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะแรงงานประมง เป็นเหตุผลหลักที่กระทรวงการต่างสหรัฐอเมริกาปรับไทยไปอยู่ “เทียร์ 3” เมื่อปี 2557-58 คือ ประเทศที่ไม่สนับสนุน ปฏิบัติ ดำเนินการสอดคล้องกับมาตรฐานขั้นต่ำ ตามกฎหมายคุ้มครองเหยื่อการค้ามนุษย์ และไม่มีความพยายามแก้ไข 

 

รายงานทิปรีพอร์ตของสหรัฐ แบ่งเกณฑ์การประเมินประเทศต่างๆ เป็น 3 ระดับ “เทียร์ 1” คือ ประเทศที่สนับสนุน ปฏิบัติ ดำเนินการสอดคล้องกับมาตรฐานขั้นต่ำ ตามกฎหมายคุ้มครองเหยื่อการค้ามนุษย์ (Trafficking Victims Protection Act: TVPA) “เทียร์ 2” คือ ประเทศที่สนับสนุน ปฏิบัติ ดำเนินการไม่สอดคล้องกับมาตรฐานขั้นต่ำ ตามกฎหมายคุ้มครองเหยื่อการค้ามนุษย์ แต่มีความพยายามปรับปรุงแก้ไข และ “เทียร์ 3” คือ ประเทศที่ไม่สนับสนุน ปฏิบัติ ดำเนินการสอดคล้องกับมาตรฐานขั้นต่ำ ตามกฎหมายคุ้มครองเหยื่อการค้ามนุษย์ และไม่มีความพยายามแก้ไข

 

สหภาพยุโรป หรืออียู ได้ประกาศคำเตือนกับประเทศไทย เพื่อเร่งรัดการดำเนินการให้ปลอดจากการทำประมงที่ผิดกฎหมาย ขาดการควบคุม พล.อ.ประยุทธ์ นายกฯ จึงต้องยกเครื่องการปราบปรามการค้ามนุษย์ การปฏิรูปกฎหมายการค้ามนุษย์ และการออกมาตรการระบบตรวจสอบติดตามเรือประมง กระทั่งทิปรีพอร์ตปรับให้ไทยขึ้นมาอยู่เทียร์ 2 ที่ต้องจับตามอง ในปี 2559 และยังคงสถานะเทียร์ 2 ในปี 2560

 

การแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ เจ้าหน้าที่รัฐเป็นกุญแจสำคัญที่จะขับเคลื่อนสนองนโยบาย ไม่เข้าไปข้องแวะกับผลประโยชน์ โดยเฉพาะ “ตำรวจ” ที่ในมือกำปืนและกฎหมาย ให้คุณให้โทษได้ การปฏิรูปตำรวจที่มี พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ เป็นประธานงวดเข้ามาทุกที ประชาชนควรจะได้ประโยชน์จากการปฏิรูป โดยเฉพาะการแต่งตั้งโยกย้ายที่ไม่เป็นธรรม มีการซื้อขายตำแหน่ง โดยเฉพาะพื้นที่ทำเลทองระดับผู้กำกับต้องจ่ายกว่า 10 ล้านบาท หรือฟอกขาวโดยการมอบเป็นทรัพย์สิน โฉนดที่ดิน พระเครื่อง การซื้อขายตำแหน่งจึงเป็นมะเร็งร้ายเกาะกินวงการสีกากีมาตลอด จ่ายไปต้องถอนทุนคืน เป็นที่มาของการรีดไถ เก็บส่วย นอกลู่นอกทาง ตราบใดที่ตำรวจยังไม่ปฏิรูปตัวเอง ปัญหา “ส่วย-สินบน” ไม่มีทางหมดไปแน่นอน.


"ดร.ปรีดี พนมยงค์"......... ก่อตั้ง "ธรรมศาสตร์" ขึ้นเมื่อ ๒๗ มิถุนายน ๒๔๗๗ และใช้ชื่อว่า "มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์ และการเมือง"

หน้าที่ 'เจ้าภาพ' ฉลอง ๔ ปี
'ด้วยห่วงไฟชอร์ต สส.ตาย'
ว่าด้วย "มืดมนและอันตราย"
'บวชซ่อนชั่ว-บวชศรัทธา'?
มาเลย์ที่ 'มีมากกว่าอายุ'
เหตุใด 'ต้องโหน' เสือดำ?