ไพรมารีโหวตรายภาค ส่อเอื้อ 'พรรคพลังดูด'


เพิ่มเพื่อน    

  มีความคืบหน้าออกมาเล็กๆ น้อยๆ เมื่อนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ออกมายอมรับถึงกระแสข่าวที่ว่า สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้จัดทำร่างแก้ไขคำสั่งหัวหน้า คสช. 53/2560 ให้พรรคการเมืองสามารถจัดประชุมใหญ่เพื่อทำไพรมารีโหวต และให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) สามารถแบ่งเขตการเลือกตั้งว่าเป็นความจริง

  ล่าสุด กกต.ได้มีการประชุมพิจารณากันไปเมื่อวันที่ 9 ก.ค. และได้ข้อสรุปคือ 1.ให้พรรคการเมืองจัดประชุมใหญ่เพื่อแก้ไขข้อบังคับพรรคหาสมาชิกพรรคให้ความเห็นต่อ กกต.ในเรื่องของการแบ่งเขตเลือกตั้ง และจัดทำไพรมารีโหวต 2.ให้อำนาจ กกต.ในการออกหลักเกณฑ์และระเบียบให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.ที่มีการประกาศใช้และให้ดำเนินการเรื่องของการแบ่งเขตได้

  แต่ กกต.ปฏิเสธให้ความเห็นเรื่องไพรมารีโหวตว่าจะดำเนินการอย่างไร ซึ่งขณะนี้มีความเห็น 4 แนวทางคือ ข้อ 1 ทำไพรมารีโหวตแบบจังหวัด ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง มาตรา 145 ข้อ 2  ยังไม่เริ่มใช้ไพรมารีโหวต ข้อ 3 การทำไพรมารีโหวตแบบภาค ข้อ 4 หากไม่ใช้การทำไพรมารีโหวตจะใช้รูปแบบใดมารองรับแทน เพื่อให้สมาชิกพรรคการเมืองมีส่วนร่วมในการคัดเลือกผู้สมัครเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 45 สุดท้ายผู้ที่จะให้คำตอบก็คือ คสช.ที่จะต้องเป็นคนปลดล็อก

  แต่หากประเมินจากกระแสที่มีการโยนเหรียญถามทางและพูดกันมากคือ ข้อเสนอให้ทำไพรมารีโหวตเป็นรายภาค เมื่อมองผิวเผินอาจเห็นข้อดีเพราะช่วยให้พรรคการเมืองใหม่ พรรคขนาดกลาง และขนาดเล็กที่ยังไม่มีความพร้อมจัดตั้งสาขาพรรคเป็นรายภาคจำนวน 4 ภาค หรือภาคละ 500 คน และส่งผู้สมัคร ส.ส.จำนวน 350 เขตได้ทั่วประเทศ แทนที่จะต้องมีสมาชิกพรรคจังหวัดละ 100 คน ทั่วประเทศ ใน 77 จังหวัด จึงจะสามารถส่งได้ครบทุกเขต

  แต่ข้อเสียก็มีมากเช่นกัน โดยเฉพาะอาจขัดเจตนารมณ์ของกฎหมาย เนื่องจากรัฐธรรมนูญกำหนดให้ผู้สมัคร ส.ส.ต้องมีภูมิลำเนาอยู่ในจังหวัดที่ตัวเองลงสมัคร แต่อนุญาตให้ลงเขตไหนก็ได้ในจังหวัดนั้น  

  แต่หากเปิดโอกาสให้ทำไพรมารีรายภาค ถามว่าสมาชิกพรรคในจังหวัดหนึ่งจะไปรู้จักผู้สมัครในอีกจังหวัดห่างไกลได้อย่างไร เช่นพรรคการเมืองหนึ่งตั้งสาขาพรรคจังหวัดบุรีรัมย์ เพื่อคัดเลือกผู้สมัครส.ส.ในรายภาค ถามว่าจะไปรู้จักและเชื่อมโยงผู้สมัครในจังหวัดอุดรธานีหรือจังหวัดเลยได้หรือไม่ 

  สอดคล้องกับความเห็นของ อ.มีชัย ฤชุพันธุ์ ที่ปรึกษา คสช. ให้เหตุผลว่าให้ทำไพรมารีโหวตระดับภาคแทนนั้น เหมือนนำคนกลุ่มเดียวมาทำไพรมารีโหวตซึ่งไม่ได้บอกอะไรเพราะมี 4 ภาค แต่ต้องครอบคลุมถึง 77 จังหวัด    

เมื่อฟังจาก อ.มีชัยก็สามารถตีความว่า ไพรมารีโหวตเป็นรายภาคเปรียบเสมือนการยกเลิกไพรมารีโหวตไปในตัวนั่นเอง   

  ดังนั้น ผู้ที่ได้รับผลกระทบแบบสุดๆ ก็หนีไม่พ้น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้า คสช. หากจะแก้ไขเพราะต้องอาศัยคำสั่งหัวหน้า คสช.มาตรา 44 เพราะนอกจากถูกมองว่าสิ่งที่ สนช.ในฐานะแม่น้ำ 5 สายคิดค้นออกมาไม่เวิร์กแล้ว ยังถูกโจมตีว่าปฏิรูปการเมืองล้มเหลวกลับไปสู่วงจรอุบาทว์ ต่อวีซ่าให้บุคคลทรงอิทธิพลภายในพรรคคัดเลือกผู้สมัครได้เช่นเดิม    

  อาจถูกแปลความได้ว่าเอาใจพรรคพลังดูด หรือพรรคพลังประชารัฐที่เชื่อมโยงกับ คสช.ภายใต้การนำของกลุ่มสามมิตร คือ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตเลขาธิการพรรคไทยรักไทย, นายสมศักดิ์ เทพสุทิน หัวหน้ากลุ่มมัชฌิมา และนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ ในรัฐบาล คสช.ที่ยังไม่มีจุดยืนใดๆ  ต่อเรื่องไพรมารีโหวต ซึ่งในทางการเมืองสันนิษฐานได้ว่าไม่เห็นด้วยกับระบบดังกล่าวเช่นกัน

  นอกจากนี้ยังตั้งคำถามอีกได้ว่า ทำไม คสช.เลือกคลายปมเฉพาะไพรมารีโหวตเท่านั้น ขณะที่พรรคการเมืองอื่นๆ เรียกร้องให้ปลดล็อกคำสั่งต่างๆ เพื่อให้ทำกิจกรรมทางการเมืองได้, กำหนดวันเลือกตั้งให้ชัดเจน หรือเลื่อนเลือกตั้งให้ได้ภายในปีนี้ ฯลฯ กลับไม่ยอมฟังเสียงเหล่านี้บ้าง

การยืนบนหลักการไพรมารีโหวตตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง มาตรา145 บิ๊กตู่ น่าจะถูกด่าน้อยที่สุด.


ช่วงนี้ทั้งหมู่บ้านพูดกันไม่หยุด เพราะ ยายคำ ที่เคยไม่มีเงินติดตัว ขายผักได้วันต่อวัน บางเดือนยังไม่พอใช้ กลับกลายเป็นคนมีเงินใช้สม่ำเสมอ ไม่ต้องไปยืมใคร ชาวบ้านเริ่มแห่ไปถาม ว่า “ยายไปได้ตังจากไหน” ยายคำไม่ได้อวด แค่พูดเรียบๆ “ยายไม่ได้รวย แค่ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ ดูบอลที่ชอบ แล้วลองเล่นตามที่เขาแนะนำ” จากคนที่ไม่มีเงินเก็บ วันนี้กลับมีเงินใช้ทุกวัน เพราะเริ่มต้นจาก ฟุตบอลออนไลน์ ที่สมัครง่าย เล่นเป็นเร็ว 👉 https://www.vf238gg.com/register?referralCode=zjg3802

นายกฯ 'วงศ์ชินวัตร'
อนาคต 'คนนินทาเมีย'
'โควิดคลาย-โรคอิจฉาคุ'
ไทย"เหนือคาดหมาย"เสมอ
วิสัยทัศน์"อินทรี-อีแร้ง"
"การ์ดเชิญ"๒๑ ตุลา.