ก่อนจะขึ้นเวที "หมูป่ากลับบ้าน"


   

 

อีกครั้งหนึ่งในชีวิตคนข่าวที่ผมได้ขึ้นเวทีทำหน้าที่ตั้งคำถามเพื่อให้ได้คำตอบที่สาธารณชนต้องการทราบ และความพร้อมของคนตอบคำถามเมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมาที่เชียงราย

 

ผมได้รับการทาบทามให้ทำหน้าที่เป็นพิธีกรในรายการ “ส่งหมูป่ากลับบ้าน” ราวๆ หนึ่งสัปดาห์ก่อนวันจริง

 

คำถามแรกของผมคือ สังคมต้องการทราบอะไร และผู้ที่ตอบมีความประสงค์จะตอบหรือไม่

 

คำถามที่ตามมาสำหรับคนทำข่าวที่พยายามจะรักษามาตรฐานอันเหมาะควรในสถานการณ์เช่นนี้คือ สังคมมีสิทธิ์ที่จะรู้เรื่องราวของหมูป่า ซึ่งล้วนเป็นเยาวชนเพียงใด

 

ความละเอียดอ่อนของการถาม-ตอบในกรณีนี้มีหลายประเด็น เพราะมีความโยงใยกับความเป็นห่วงความรู้สึกของเยาวชน, การที่จะให้หมูป่ากลับไปใช้ชีวิตตามปกติอย่างไร้การรบกวนหรือละเมิดความเป็นส่วนตัวจากส่วนต่างๆ ของสังคมทั้งในและต่างประเทศ

 

ขณะเดียวกันเรื่องราวอันมหัศจรรย์ของกรณีถ้ำหลวงได้กลายเป็นข่าวคราวไปทั่วโลก ทุกรายละเอียดอยู่ในความสนใจของสาธารณชนอย่างปฏิเสธไม่ได้

 

เมื่อผมได้รับคำบอกเล่าว่า สื่อมวลชนทุกแขนงจะส่งคำถามมาเพื่อให้คณะทำงานกลั่นกรอง เพื่อให้แน่ใจว่าคำถามที่จะใช้ในรายการ “เดินหน้าประเทศไทย” พิเศษครั้งนี้จะมีการถ่วงดุลอันเหมาะสมระหว่างความอยากรู้อยากเห็นของผู้คน กับการเคารพในสิทธิส่วนตัวของสมาชิกหมูป่าและคุณพ่อคุณแม่ ผมก็เบาใจไปหนึ่งเปลาะ

 

คณะทำงานที่ว่านี้ประกอบด้วย นายแพทย์, นักจิตวิทยา, จิตแพทย์, ฝ่ายผู้ว่าราชการจังหวัด, กรมประชาสัมพันธ์และหน่วยซีล ซึ่งได้พิจารณากันอย่างรอบด้านแล้ว

 

ผมเข้าร่วมประชุมตอนบ่ายของวันพุธ เพื่อได้พูดคุยกับทุกๆ ท่านที่เกี่ยวข้องกับการเตรียมการงานนี้

 

ผมขอพูดคุยกับหมูป่าทั้งทีมเพื่อซักซ้อมต่อหน้าคณะทำงานทั้งหมด

 

ผมแจ้งต่อที่ประชุมว่ารายการนี้ควรจะเป็นการ “ตั้งวงสนทนากับหมูป่า” มิใช่การสัมภาษณ์ในความหมายปกติของการรายงานข่าว

 

บรรยากาศการสนทนาและซักซ้อม ทำให้ผมมั่นใจว่าทุกอย่างน่าจะดำเนินไปอย่างเรียบร้อย เพราะชุดคำถามนั้นเมื่อแลกเปลี่ยนสอบถามทีมหมูป่าต่อหน้าผู้เกี่ยวข้องทั้งคณะ ก็เป็นที่ยอมรับกันพร้อมหน้าว่าน่าจะตอบโจทย์ของทุกฝ่ายได้

 

ผมดีใจมากที่ได้สัมผัสกับหมูป่าทั้งทีม แล้วได้เห็นว่ามีสุขภาพกายและใจที่เข้มแข็งสดชื่นดั่งที่คณะแพทย์ได้ยืนยันตั้งแต่เริ่มการประชุม

 

เมื่อได้พูดคุยกับน้องๆ แล้วยิ่งมีความสุขที่ได้เห็นเขามีอารมณ์ชื่นบาน นอกจากจะพูดคุยกันเองอย่างสนุกสนานและสดชื่นตอนที่มีการซ้อมเดาะลูกบอลในห้อง ยังเห็นลูกหมูกับพี่ๆ ซีล 3 คน และ “หมอภาคย์” (พ.ท.นพ.ภาคย์ โลหารชุน) หยอกล้อกันอย่างสนิทสนมและมีความสุข

 

ระหว่างที่เราซ้อมการถาม-ตอบนั้น หมูป่าทุกคนมีความกระตือรือร้นที่จะเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในส่วนที่เกี่ยวกับตนเอง เพราะได้รับทราบว่าก่อนหน้านี้มีข้อมูลที่แพร่ในโซเชียลมีเดียที่ไม่ถูกต้องหลายข้อ

 

ผมสังเกตได้ว่าหมูป่าทุกคนต้องการจะให้เราปฏิบัติต่อเขาอย่างปกติธรรมดา ไม่ต้องทำอะไรพิเศษให้พวกเขา และต้องการจะให้สังคมเห็นว่าพวกเขาจะทำตัวเป็นคนดี เพื่อตอบแทนความห่วงใยและความช่วยเหลือจากทุกๆ ฝ่ายทั้งในประเทศและต่างประเทศ

 

ดังนั้นเมื่อขึ้นเวทีเราจึงได้ยินได้ฟังการเล่าเรื่องของหมูป่าที่พวกเขาพร้อมจะเล่าเพื่อให้ตรงกับความเป็นจริง...อีกทั้งเรายังได้ฟังคำตอบใสๆ ซื่อๆ น่าประทับใจและสร้างความซาบซึ้งให้กับคนทั้งประเทศอย่างยิ่ง

 

หากจะมีการโยนคำถามระหว่างรอคำตอบจากคนหนึ่งไปอีกคนหนึ่ง ก็เป็นวิธีการทำให้การสนทนาลื่นไหลตามรูปแบบของรายการที่ควรจะเป็น เพื่อช่วยให้คนแรกได้มีจังหวะคิดหาถ้อยคำที่จะอธิบาย ขณะที่อีกคนหนึ่งมาช่วยเติมเต็มด้วยการเสริมในประเด็นที่มีส่วนโยงใยกัน

 

การแซวกัน การล้อเล่นบนเวทีให้ได้บรรยากาศการสนทนาที่เป็นกันเอง จึงทำให้เราได้ยินเสียงหัวเราะจากคนฟังที่เป็นกองทัพสื่อมวลชนเป็นระยะๆ ที่ทำให้หมูป่าเองก็ยิ้มแย้มและมีความรู้สึกอบอุ่น

 

การทำหน้าที่วันนั้นเป็นอีกวันหนึ่งที่ผมทำงานด้วยความสุขในฐานะมืออาชีพสื่อมากว่า 50 ปี จะเรียกว่าเป็นเหมือนเพื่อนรุ่นพี่มาชวนคุย หรือ “คุณตาคุยกับหลานๆ” ด้วยความรักเอ็นดูและชื่นชมให้ได้ประจักษ์ต่อคนทั้งประเทศไทยและทั้งโลกก็ไม่ผิดนัก.


"เป็นกำลังใจให้จีน สู้..สู้" สำหรับพวกเราคนไทย....... ยามนี้ ไม่มีอะไรดีไปกว่าช่วยกันส่งแรงใจไปให้พี่น้องจีนที่กำลังเผชิญไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ค่อนข้างเดียวดายขณะนี้ โดยเฉพาะที่ "อู่ฮั่น"

การตั้งรับ 'ไวรัส' ของรัฐบาล
สัญญาณ 'ล้างบาง' ตำรวจ
ทำไมต้อง "กดบัตรแทนกัน"?
แรงจูงใจของอาชญากร
ที่ไม่ได้วินิจฉัย 'ใช่ว่าไม่ผิด'
'ศิษย์หนุ่มกับอาจารย์ทารก'