ว่าด้วย...การออกจากวัตถุนิยม (10)


เพิ่มเพื่อน    

                                              (1)

        ถึงวันอาทิตย์...ก็ได้เวลากลับมา เทศน์ กันต่อ จนกว่าจะหมดไส้ หมดพุง นั่นแหละทั่น คราวนี้มาว่าให้ลึกลงไปถึงเรื่อง สมอง ที่นักวิทยาศาสตร์รุ่นแรกๆ หรือนักปรัชญาวิทยาศาสตร์ เชื่อๆ กันในทำนองว่า เป็นที่ตั้งของสิ่งที่เรียกว่า จิต อันไม่ได้มีความหมายอะไรมากไปกว่าสิ่งที่ทำให้เกิด ความรู้สึกนึกคิด ชนิดที่ถ้าหาก ฉันคิด...ฉันจึงมีชีวิตอยู่ หรือ ฉันยังเป็นอยู่ หรือ I think therefor I am, I exit แบบที่นักปรัชญาวิทยาศาสตร์ตัวพ่อ นักเหตุผลนิยมตัวพ่อ ชื่อว่านาย เรอเนต์ เดคาร์ตส์ (Rene Descartes) เคยพูดเอาไว้เก๋ๆ เท่ๆ เมื่อหลายร้อยปีที่แล้ว และใครที่นำมาพูดต่อ ก็ยังคงดูเก๋ ดูดี จนตราบเท่าทุกวันนี้...

                                                      (2)

        ดังนั้น...เมื่อไหร่ที่ สมอง เกิดไม่ทำงาน หรือไม่อยาก คิด อีกต่อไปแล้ว...ฉันก็เลยต้องเด๊ดสะมอเร่ย์ อิน เดอะ เท่งทึง ต้องตายแล้ว ตายเลย ตายแล้วสูญ เพราะไม่มี ฉัน ไม่มี จิต หรือไม่มี วิญญาณ ใดๆ อีกต่อไป การมองเรื่องของ จิต ของ วิญญาณ ออกไปในแนวนี้ เลยทำให้พวกนักวิทยาศาสตร์รุ่นแรกๆ หรือพวก งมงายทางวิทยาศาสตร์ หลายต่อหลายราย เคยคิดจะนำเอาสิ่งที่เรียกว่า จิต ไปชั่ง-ตวง-วัด กันในห้องทดลองให้จงได้ หรือบางรายชั่งออกมาแล้ว ได้น้ำหนักประมาณ 21 กรัม จนถูกนำเอาไปเป็นพล็อตหนังสยองขวัญฮอลลีวูดกันเลยก็ยังมี...

                                                    (3)

        แต่เมื่อความก้าวหน้าของ วิทยาศาสตร์ทางจิต ได้พัฒนาการต่อไปเรื่อยๆ หรือเมื่อนักวิทยาศาสตร์บางกลุ่ม บางราย พยายามนำเอาวิทยาศาสตร์ไปใช้ค้นหาคำตอบ คำอธิบาย ในเรื่อง จิต อย่างเป็นจริง เป็นจัง ตามแบบฉบับที่ เซอร์วิลเลียม ครูกซ์ ท่านบุกเบิกแนวทางเอาไว้ให้ ด้วยความก้าวหน้าของวิทยาศาสตร์เองนั่นแหละ ที่ทำให้เรื่องของ จิต มันจึงเป็นอะไรที่ซับซ้อนยิ่งไปกว่านั้น หรือมีอะไรมากไปกว่าเรื่องของ สมอง ล้วนๆ ชนิดที่ทำให้นักวิทยาศาสตร์ชื่อดังผู้มีความเชี่ยวชาญเรื่องสมอง เรื่องของความรู้สึกนึกคิดต่างๆ อย่าง สแตนิสลาฟ กรอฟ (Stanislav Grof) นักจิตวิทยายุคใหม่แห่งกรุงปราก สาธารณรัฐเช็ก ถึงกับต้องเอ่ยคำสารภาพเอาไว้ประมาณว่า...“แต่แรกเริ่มเดิมที ผมเคยคิดว่าจิตนั้น เป็นสิ่งคล้ายๆ กับประจุไฟฟ้า ที่วิ่งไป-วิ่งมาแผ่ซ่านอยู่ในสมองมนุษย์ และผมได้ใช้เวลายาวนานทีเดียว ในการค้นหา แยกแยะ กลไกการทำงานที่ทำให้เกิดความรู้สึกในลักษณะต่างๆ แต่หลังจากศึกษา ค้นคว้ามานาน ณ ขณะนี้...ผมได้ข้อสรุปชัดเจนแล้วว่า จิตนั้นไม่ได้มีที่มาจากสมองล้วนๆ เพราะบางทีสมองนั้น อาจเป็นแค่องค์ประกอบในการรวบรวมข้อมูลของความคิด ความรู้สึกต่างๆ เท่านั้น แต่แหล่งกำเนิดที่แท้จริงของการรับรู้ ที่เรียกว่าจิตนั้น ยังเป็นเรื่องยากจะอธิบาย ว่ามันมีแหล่งที่มาจากที่ไหนกันแน่ เพราะถ้าเราอยากรับรู้ให้ได้ว่า มันมีที่มาจากที่ไหน เราคงต้องสามารถแยกความรู้สึกออกจากร่างกาย จากสถานที่ กาลเวลา ได้อย่างจริงๆ จังๆ นั่นเอง...”

                                                  (4)

        ยิ่งเมื่อวิทยาศาสตร์ทางจิตพัฒนาไปถึงขึ้นก่อให้เกิดสาขาวิชา ประสาทวิทยา (Neurology) ขึ้นมาด้วยแล้ว บรรดานักประสาทวิทยาที่ล้วนแต่เป็นลูกศิษย์ลูกหาของ บิดาแห่งวิชาประสาทวิทยา อย่าง จอห์น ฮิวจ์ลิงส์ แจ็กสัน (John Hughlings Jackson) แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสมองชาวอังกฤษ ผู้แต่งตำราเรื่อง กายภาพแห่งความรู้สึก (The Physiology of mind) โดยส่วนใหญ่ต่างก็หันมามองเรื่อง จิต ในลักษณะที่เป็นอะไรมากไปกว่าเรื่องของ สมอง ล้วนๆ จนแทบไม่ต่างอะไรไปจากสิ่งที่เรียกว่า วิญญาณ ของคนยุคโบร่ำโบราณยิ่งเข้าไปทุกที เพียงแต่เปลี่ยนไปใช้คำว่า mind แทนคำว่า soul เท่านั้นเอง...

                                                      (5)

        อย่างเช่น ไวลเดอร์ เพนฟิลด์ (Wilder Penfield) นักบุกเบิกด้านศัลยกรรมประสาทชาวแคนาดา ผู้กำหนดแผงผังส่วนต่างๆ ของสมองเอาไว้โดยละเอียด จนกลายเป็นแบบแผนมาตรฐานตราบเท่าทุกวันนี้ ที่ได้อธิบายรายละเอียดเอาไว้ในหนังสือเรื่อง The Mystery of Mind เอาไว้ประมาณว่า...สมองนั้น เป็นเพียงแค่องค์ประกอบของอวัยวะที่ทำหน้าที่บันทึก จดจารึกความรู้สึก ประสบการณ์ และความทรงจำเอาไว้ภายในร่างกาย หรือภายใน ตัวฉัน ไม่ต่างไปจากเทป หรือคอมพิวเตอร์ทำนองนั้น แต่สิ่งที่ทำให้เกิดการนำเอาประสบการณ์ ความทรงจำ ความรู้สึกต่างๆ มาใช้ในการ คิด การ สร้างแรงปรารถนา หรือกระทั่งการ ตัดสินใจ กลับไม่ได้อยู่ที่สมอง หรือไม่ได้ขึ้นอยู่กับสมอง แต่อยู่ที่กระบวนการทำงานของบางสิ่ง-บางอย่าง ที่เขาเรียกว่า Transcendent Function หรือกระบวนการของสิ่งที่อยู่นอกเหนือไปจากความรับรู้ของวิทยาศาสตร์ทางธรรมชาติ ที่ทำงานอยู่ภายในส่วนที่เล็กที่สุดของสรีระร่างกาย (Transcendent Functions irreducible to physiology) จนมีลักษณะคล้ายๆ กับ สิ่งที่ไม่มีตัวตน หรือไม่ต่างอะไรไปจากสิ่งที่เรียกว่า วิญญาณ นั่นเอง...

                                                    (6)

        อย่างไรก็ตาม...ข้อเขียน คำอธิบาย ของ ไวลเดอร์ เพนฟิลด์ นั้น ยังออกไปทาง ทฤษฎี ที่ไม่ได้มี กระบวนการทดลองทางวิทยาศาสตร์ รองรับ ให้เห็นในห้องแล็บ ห้องทดลอง กันแบบจะจะจังๆ บรรดาพวก งมงายวิทยาศาสตร์ ทั้งหลาย จึงยังสามารถลุกขึ้นมาเถียงได้แบบคอเป็นเอ็น จนกระทั่งเมื่อปี ค.ศ.2014 หรือเมื่อ 4-5 ปีที่ผ่านมานี่เอง การทดลองในห้องแล็บ โดยนักประสาทวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยจอร์จวอชิงตัน ก็ได้ให้หลักฐาน ข้อพิสูจน์ ยืนยัน อย่างชนิดเถียงยังไงก็คงเถียงไม่ออกว่า สิ่งที่เรียกว่า soul หรือ mind หรือ วิญญาณ นั้น เป็นสิ่งที่ มีอยู่จริง อย่างมิอาจปฏิเสธได้อีกต่อไปแล้ว ซึ่งจะมีรายละเอียดอย่างไรนั้น อาทิตย์หน้า...ค่อยมาเทศน์กันต่อ...

                                 ---------------------------------------------------


เมื่อวานคุยเล่น  เรื่องลูกพรรคเพื่อไทย ร้องขอให้ "นายใหญ่" ส่งเมีย "คุณหญิงพจมาน" มาเป็น "ขอนไม้ดุ้นใหม่" ของพรรค ให้ลูกกบ-ลูกเขียดในพรรคได้เกาะ  วันนี้ ขอคุยซีเครียดซักนิด

อนาคต 'คนนินทาเมีย'
'โควิดคลาย-โรคอิจฉาคุ'
ไทย"เหนือคาดหมาย"เสมอ
วิสัยทัศน์"อินทรี-อีแร้ง"
"การ์ดเชิญ"๒๑ ตุลา.
เปิดประเทศ"เปิดตรงไหน?"